ครึ่งหลังของชีวิตจะเป็นอย่างไร ขึ้นอยู่กับสิ่งที่เราทำเอาไว้ในครึ่งแรก

“It seems, in fact, as though the second half of a person’s life is made up of nothing but the habits they accumulated during the first half.”

-Fyodor Dostoyevsky

ลองนึกถึงเพื่อนสองคนที่ฐานะครอบครัวใกล้เคียงกัน เรียนจบคณะเดียวกัน มหาวิทยาลัยเดียวกัน มีเพื่อนกลุ่มเดียวกัน เลือกทำงานในองค์กรที่คล้ายคลึงกัน

ช่วง 3 ปีแรก สองคนนี้อาจจะมีชีวิตที่ไม่ต่างกันมากนัก ทั้งเงินเดือน ความรู้ความสามารถ ไลฟ์สไตล์ หรือฐานะทางเศรฐกิจและสังคม

แต่เมื่อผ่านสามปีแรกไป ช่องว่างของสองคนนี้อาจจะถ่างขึ้นเรื่อยๆ คนหนึ่งอาจจะได้โปรโมตเป็นหัวหน้า ขณะที่อีกคนยังเป็นพนักงานปฏิบัติการอยู่

และเมื่อผ่านพ้นไป 10 ปี คนหนึ่งอาจจะมีชีวิตที่รุ่งโรจน์และมีอนาคตสดใส ขณะที่อีกคนอาจถึงขั้นจะตกระกำลำบาก

ผมมีเพื่อนคนหนึ่งที่เรียนจบมาด้วยกัน เป็นคนหัวดี สูงชะลูดตูดปอด เล่นกีตาร์เพราะ เตะบอลเก่ง รูปถ่ายตอนไปเรียนเมืองนอกนี่หล่อเหลาน่าดู

ติดเพียงอย่างเดียวคือเขากินเหล้ากินเบียร์เก่งมาก กินทุกวันจนมีกลิ่นแอลกอฮอลติดตัวตลอดเวลา เรียนจบไปแล้วก็ยังติดเหล้าอยู่ เคยพยายามเลิกหลายทีก็กลับไปกินใหม่ งานการเลยไม่เป็นชิ้นเป็นอันและไม่สามารถตั้งตัวได้เสียที ช่วงที่ลำบากมากๆ เคยต้องไปขับแท็กซี่เลยด้วยซ้ำ จนระยะหลังป่วยและต้องฟอกไตเป็นประจำ ก่อนจะเสียชีวิตไปเมื่อสองปีที่แล้ว

สิ่งดีๆ ต่างๆ ที่เรามีวันนี้ ล้วนเกิดจากการกระทำของเราในอดีต

สิ่งเลวร้ายต่างๆ ที่เราประสบอยู่ทุกวันนี้ ก็ล้วนเกิดจากการกระทำของเราในอดีตเช่นกัน

แน่นอนว่าเรื่องโชควาสนาก็มีส่วน แต่หากถือคติพุทธว่าโลกนี้ไม่มีความบังเอิญ ชะตากรรมทั้งหลายก็มีเรานี่แหละที่เป็นคนกำหนด

หากชีวิตเดินทางมาถึงวัยกลางคน และรู้สึกว่ามันยังไม่ค่อยมั่นคงเท่าไหร่ ก็ขอให้เข้าใจว่ามันเป็นผลลัพธ์ของนิสัย การตัดสินใจ และการกระทำตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา

แต่อย่าเพิ่งคิดว่ามันสายเกินแก้ หากตอนนี้เราอายุ 40 ปี และตั้งใจว่าอยากอยู่ถึง 80 ปี แสดงว่าสิ่งที่เราทำในช่วงวัย 41-60 ปี จะเป็นตัวกำหนดว่าชีวิตหลังเกษียณของเราจะเป็นแบบไหน

20 ปีอาจฟังดูยาวนานสำหรับคนหนุ่มสาว แต่สำหรับคนที่ถึงวัย 40 แล้วจะเข้าใจเลยว่ามันสั้นกว่าที่เราเคยจินตนาการเอาไว้มาก วัย 20-40 นั้นผ่านไปอย่างรวดเร็ว และ 20 ปีต่อจากนี้อาจจะไหลไปเร็วกว่านั้นเสียอีก

อีกอย่างที่ชวนคิดก็คือ การ “หั่นครึ่ง” นั้นเราทำได้เป็นอนันต์จนถึงหน่วยที่เล็กที่สุด

ช่วงอายุ 51-60 ปีเราจะเป็นอย่างไร ขึ้นอยู่กับว่าตอน 41-50 ปีเราทำอะไรเอาไว้บ้าง

ปีหน้าจะเป็นอย่างไร ขึ้นอยู่กับว่าปีนี้เราทำอะไรเอาไว้บ้าง

ปลายเดือนจะเป็นอย่างไร ขึ้นอยู่กับว่าต้นเดือนเราทำอะไรเอาไว้บ้าง

ครึ่งวันหลังจะเป็นอย่างไร ขึ้นอยู่กับครึ่งวันแรกเราทำอะไรเอาไว้บ้าง – เหมือนคำสอนของชาวยิวที่กล่าวว่า “Lose an hour in the morning, chase it all day.”

นาทีต่อไปจะเป็นอย่างไร ขึ้นอยู่กับว่านาทีนี้เราทำอะไร

ชั่วขณะถัดไปจะเป็นอย่างไร ขึ้นอยู่กับว่าชั่วขณะนี้เราทำอะไร

บางสิ่งบางอย่างอาจจะสายเกินไป แต่ก็มีอีกมากมายที่เราเริ่มได้ตอนนี้

มาทำ “ครึ่งแรก” ที่เหลืออยู่ให้ดี เพื่อจะได้มีครึ่งหลังที่สวยงามกันนะครับ

นิทานงานเลี้ยง

วันนีัวันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

ณ เมืองเล็กๆ ในยุโรปเมื่อ 200 ปีที่แล้ว ชายคนหนึ่งล้มวัว จุดไฟในเตา และบอกลูกสาวว่า

“ลูกไปตามเพื่อนๆ ญาติพี่น้อง และเพื่อนบ้านมากินข้าวกับเราหน่อย วันนี้เราจะเลี้ยงฉลองกัน!”

ลูกสาวจึงวิ่งออกไปบนท้องถนนและตะโกนว่า

“บ้านหนูไฟไหม้! ใครก็ได้มาช่วยดับไฟที!”

มีคนไม่กี่คนที่ออกจากบ้านและวิ่งไปพร้อมกับเด็กสาว ส่วนคนอื่นๆ นั้นทำเป็นไม่ได้ยินเสียงร้องขอความช่วยเหลือ

คนที่ตั้งใจจะมาช่วยเลยได้กินอาหารมื้ออร่อยจนพุงกาง

พ่อถามลูกสาวด้วยความประหลาดใจ

“พ่อแทบไม่รู้จักคนพวกนี้เลย เพื่อนๆ และญาติของเราไปไหนหมดล่ะ?”

“พี่ๆ กลุ่มนี้ออกจากบ้านเพื่อจะมาช่วยเราดับไฟ ไม่ได้คิดจะมากินข้าวฟรี พวกเขานี่แหละที่เราควรจะผูกมิตรเอาไว้”


ขอบคุณนิทานจาก Quora: Anderson Dourado’s answer to What life lesson did a father teach his daughter?

คำถามยอดฮิตในการสัมภาษณ์งาน และคำตอบในใจผู้สมัคร

ผู้สัมภาษณ์: น้องเห็นตัวเองในอีก 5 ปีข้างหน้าเป็นยังไงบ้าง?

ผู้สมัคร: ได้โปรโมตมาทำงานแทนพี่และถามคำถามที่ดีกว่านี้ครับ

ผู้สัมภาษณ์: ลองบรรยายถึงตัวเองในหนึ่งประโยคให้พี่ฟังหน่อย

ผู้สมัคร: กระชับ

ผู้สัมภาษณ์: จุดอ่อนที่สุดของน้องคืออะไรครับ

ผู้สมัคร: กล้ามเนื้อ tricep ครับ

ผู้สัมภาษณ์: ทำไมถึงอยากออกจากงานปัจจุบันล่ะ

ผู้สมัคร: ผมไม่ได้อยากออก เขาอยากให้ผมออก

ผู้สัมภาษณ์: ความสำเร็จชิ้นโบว์แดงของน้องคืออะไร

ผู้สมัคร: ไม่ตอบอีเมลใครเลยได้นานที่สุดในบริษัทครับ

ผู้สัมภาษณ์: ทำไมน้องถึงอยากได้งานนี้

ผู้สมัคร: จะได้มีเงินไปซื้อข้าวกิน จะได้ไม่อดตาย

ผู้สัมภาษณ์: น้องรับมือกับความกดดันยังไง

ผู้สมัคร: ปนๆ กันระหว่างเกรี้ยวกราดและไม่พูดไม่จากับใคร

ผู้สัมภาษณ์: น้องมีเป้าหมายอะไรบ้าง

ผู้สมัคร: มีเงินไปซื้อข้าวกิน จะได้ไม่อดตาย

ผู้สัมภาษณ์: ทางเราจะติดต่อกลับไปนะ

ผู้สมัคร: ผมตกสัมภาษณ์แล้วใช่มั้ยครับเนี่ย


ขอบคุณเนื้อหาจากหนังสือ Think Again by Adam Grant – An Honest Interview