อยาก Productive ให้อยู่บ้าน อยาก Creative ให้เข้าออฟฟิศ

Daniel Coyle ได้เขียนเล่าไว้ในหนังสือ The Culture Playbook ว่าเราสามารถแบ่งงานออกได้เป็น 2 ประเภท

1) งานที่ทำเป็นประจำ (doing the regular stuff)

2) งานที่ต้องสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ (making new stuff)

ถ้าเราอยาก productive หรือทำงานพวก regular stuff ให้เสร็จเยอะๆ การทำงานจากที่บ้านนั้นจะช่วยให้เราทำงานเสร็จได้มากกว่าการเข้าออฟฟิศ

แต่ถ้าเราอยาก creative เราควรได้มานั่งทำงานอยู่ด้วยกัน งานวิจัยหลายชิ้นได้แสดงให้เห็นว่าเพื่อนพนักงานที่นั่งทำงานอยู่ในที่เดียวกันนั้นมีไอเดียใหม่ๆ เยอะกว่ามาก เพราะได้ถกปัญหามากกว่าคนที่ทำงานทางไกลถึง 8 เท่า

ดังนั้นเราควรที่จะแบ่งงานออกเป็นสองอย่างนี้และพยายามพาตัวเองไปอยู่ใกล้ๆ กับเพื่อนร่วมงานเมื่อต้องทำงานที่ต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์

แต่หากการทำงานทางไกลเป็นเรื่องที่เลี่ยงไม่ได้ เช่นอยู่คนละจังหวัดหรือคนละประเทศ ก็ควรใช้แอปอย่าง Mural หรือแอปไวท์บอร์ดออนไลน์อื่นๆ ให้พวกเราสามารถระดมสมองร่วมกันได้ดีขึ้นครับ

ก็แค่ทำสิ่งที่ต้องทำ

เพราะชีวิตไม่ได้ซับซ้อนเหมือนโจทย์วิชาฟิสิกส์

เราทำอะไรก็มักจะได้อย่างนั้น ปลูกต้นมะม่วงก็จะได้ลูกมะม่วง ปลูกต้นมะเดื่อก็จะได้ลูกมะเดื่อ ไม่มีทางที่ปลูกต้นมะเดื่อแล้วจะได้ลูกมะม่วง

อยากเติบโตในหน้าที่การงานก็ต้องขยันขันแข็ง พัฒนาตนเองอยู่เสมอ ถ้าขี้เกียจและคิดว่าตัวเองเก่งกาจก็คงไม่อาจก้าวหน้าได้

อยากมีคู่ชีวิตที่ดี ก็ต้องพาตัวเองไปอยูในที่ที่จะได้เจอกับคนดีๆ ต้องกล้าคุย กล้าเปิดใจ ถ้าพาตัวเองไปที่อโคจร โอกาสได้คู่ดีๆ ก็ต่ำ หรือถ้าแต่ละวันไม่ได้เจอใครเลย แถมยังขี้อายและไม่เปิดใจก็คงได้เป็นโสดกันต่อไป

อยากร่ำรวยก็ต้องใช้เงินให้น้อยกว่าที่หามาได้ ถ้าใช้เงินมากกว่าที่หามาได้ ต่อให้มีรายได้มากแค่ไหนก็ไม่รวย

แน่นอนว่าทุกอย่างมีข้อยกเว้น แต่เราควรสำเร็จได้โดยไม่ต้องเป็นคนพิเศษ

เราจึงรู้ดีอยู่แล้วว่าอะไรควรทำ อะไรไม่ควรทำ หากที่ผ่านมาไม่ได้ผลลัพธ์อย่างที่เราต้องการ นั่นไม่ใช่เพราะเราขาดความรู้ แต่เพราะเราขาดความกล้ากับความสม่ำเสมอ

“First say to yourself what you would be, and then do what you have to do.”
–Epictetus.

ตัดสินใจว่าเราอยากมีชีวิตแบบไหน แล้วก็แค่ทำสิ่งที่รู้อยู่แก่ใจว่าต้องทำเท่านั้นเอง

อยู่ประเทศไหนรวยง่ายที่สุด?

Herald Eia เป็นนักสังคมวิทยาและผู้จัดการทีวีชาวนอร์เวย์

ในปี 2016 เขาเคยขึ้นพูดบนเวที TEDxOslo ในหัวข้อ Where in the world is it easiest to get rich?

ผมขอถอดความบางส่วนมาไว้ในบล็อกนี้ครับ


อยู่ประเทศไหนรวยง่ายที่สุด? นี่คือคำถามที่ผมถามอาจารย์ของผมตั้งแต่ช่วงต้นยุค 90’s สมัยที่ผมเรียนคณะสังคมวิทยา (sociology)

อาจารย์กำลังสอนเรื่องประชาธิปไตยสังคมนิยม (social democracy) และรัฐสวัสดิการ (welfare state) ของประเทศในแถบสแกนดิเนเวีย (เดนมาร์ค นอร์เวย์ สวีเดน ฟินแลนด์ ไอซ์แลนด์ ฯลฯ) เขาเชื่อเรื่องการสร้างสังคมแห่งความเท่าเทียมที่ไม่มีทั้งคนรวยและคนจน

แต่ผมเองตอนนั้นกำลังทำวิทยานิพนธ์เกี่ยวกับคนรวย ตอนที่ผมได้สัมภาษณ์เจ้าของธุรกิจผู้มั่งคั่ง ทุกคนล้วนบอกว่าชีวิตในสแกนดิเนเวียมันไม่ง่ายเลย พวกเขาต้องทำงานหนักเป็นสองเท่าเพราะว่าโดนเก็บภาษีแพงมาก สหภาพแรงงานก็มีอำนาจต่อรองเยอะ และรัฐสวัสดิการก็ทำให้ผู้คนที่นี่เกียจคร้านอีกต่างหาก

ผมเลยอดไม่ได้ที่จะยกมือถามอาจารย์ในห้องว่า ถ้าเราไม่สนใจเรื่องความเท่าเทียม ถ้าความฝันของผมคือการได้เป็นคนรวยล่ะ ผมควรจะไปเกิดที่ประเทศไหนถึงจะมีโอกาสมากที่สุดที่จะได้เป็นคนรวย

อาจารย์นิ่งไปสักครู่ก่อนจะตอบผมว่า

“ถ้านั่นคือเป้าหมายของคุณ คุณก็ควรจะเลือกเกิดในประเทที่มีตลาดเสรี ภาษีถูก และรัฐบาลไม่เข้ามาแทรกแซงกลไกลตลาดมากนัก อ้อ แล้วถ้าคุณอยากจะรวยจริงๆ ควรไม่ควรเลือกเรียนสังคมวิทยาด้วยนะ”

ผมก็คิดว่านั่นเป็นคำตอบที่ถูกต้อง จนกระทั่งผมได้อ่านผลงานของอาจารย์ Karl Moene แห่งมหาวิทยาลัย Oslo ถึงได้รู้ความจริงคืออะไร

ก่อนอื่นเราต้องนิยามคำว่า “รวย” กันก่อน

ยูเอ็น (United Nations) ได้กำหนด “เส้นความยากจน” (poverty line) เอาไว้ที่ $2 ถ้าใครมีรายได้ต่ำกว่าวันละ $2 ก็ให้ถือว่าคนคนนั้นยากจน

แต่เส้นที่น่าสนใจกว่าคือ “เส้นความร่ำรวย” (richness line) และรายงานที่เชื่อถือได้มากที่สุดก็คือ Wealth Report ที่นิยามคนร่ำรวยไว้ว่าต้องมีความมั่งคั่งสุทธิ (net worth = ทรัพย์สินลบด้วยหนี้สิน) อยู่ที่ 30 ล้านเหรียญสหรัฐ คนกลุ่มนี้มีชื่อเรียกว่า Ultra High Net Worth Individual

ในโลกนี้มี UHNWI อยู่ 170,000 คน และนี่คือประเทศ Top 5 ที่มีคนเหล่านี้

ที่ 5 คือจีนมีแปดพันคน ที่ 4 อังกฤษหนึ่งหมื่นคน ที่ 3 เยอรมันมีหมื่นสอง ที่ 2 ญี่ปุ่นมีหมื่นเจ็ดพันคน และแน่นอนว่าที่ 1 คืออเมริกาที่มีคนรวยระดับนี้ถึงสี่หมื่นคน

แต่สิ่งที่เราอยากรู้มากกว่าคือจำนวนคนรวยต่อประชากร 1 ล้านคน และถ้าเราตัดดินแดนภาษีต่ำ (tax havens) อย่างไซปรัส สวิตเซอร์แลนด์ ฮ่องกง สิงคโปร์ และโมนาโคทิ้งไป [เพราะเป็นเพียงแหล่งซุกเงินของคนรวยเท่านั้น] เราก็จะได้รายชื่อประเทศเหล่านี้

อันดับ 5 เดนมาร์ค มีคนรวย 179 คนต่อประชากร 1 ล้านคน

อันดับ 4 แคนาดา 181

อันดับ 3 นิวซีแลนด์ 234

อันดับ 2 สวีเดน 329

อันดับ 1 นอร์เวย์ 484 คน

ส่วนอเมริกาอยู่เพียงอันดับที่ 13 มี 126 คน

อาจารย์แกงผมซะแล้ว ไหนบอกว่าสแกนดิเนเวียไม่มีทั้งคนรวยและคนจนไง

แต่เอาเถอะ $30 ล้านอาจจะดูจิ๊บจ๊อยไปหน่อย สมมติเราเพิ่มมาตรฐานเป็น $1 พันล้านจะเกิดอะไรขึ้น? แหล่งอ้างอิงที่เชื่อถือได้มากที่สุดก็คือ Forbes Billionaires List

อันดับ 5 เยอรมันนี มีคนรวยระดับ billionaires 1.2 คนต่อประชากร 1 ล้านคน

อันดับ 4 อเมริกา 1.7 คน

อันดับ 3 นอร์เวย์ 2.0 คน

อันดับ 2 สวีเดน 2.4 คน

ส่วนอันดับ 1 คือไอซ์แลนด์ 3.1 คน ซึ่งมี billionaire หนึ่งคนถ้วนคือ Thor Björgólfsson [ไอซ์แลนด์มีประชากรสามแสนกว่าคน]

ประเด็นก็คืออเมริกา 1.7 ส่วนสแกนดิเนเวียค่าเฉลี่ยคือ 2.1

มันเป็นไปได้ยังไง? ทำไมประชาธิปไตยสังคมนิยมซึ่งคนเป็นดินแดนแห่งความเท่าเทียมจึงกลายเป็นแหล่งเพาะพันธุ์มหาเศรษฐีไปได้?

มีเหตุผล 2 ข้อ

ข้อแรกคือค่าเล่าเรียนฟรี (free education)

ประชาธิปไตยสังคมนิยมทำให้ทุกคนเข้าถึงการศึกษาระดับสูงได้ แถมยังมีเงินกู้ยืมดอกเบี้ยถูกและทุนการศึกษาให้อีกด้วย มันจึงช่วยให้คนจำนวนมากสามารถใช้ความสามารถที่ตัวเองมีเพื่อสร้างเนื้อสร้างตัว

มิติหนึ่งที่เราสามารถดูกันได้คือ “การขยับสถานะทางสังคม” (social mobility)

ลองนึกภาพคนที่เป็น “่พ่อคน” ในประเทศหนึ่ง และแบ่งคนเหล่านี้ออกเป็น 5 กลุ่มโดยดูจากรายได้เรียงจากมากไปน้อย

คราวนี้ก็ให้ไปดูลูกของคนเหล่านั้น และแบ่งเป็น 5 กลุ่มเช่นกัน

แล้วลองดูซิว่า พ่อที่อยู่ในกลุ่มที่จนที่สุด 20% นั้น มีลูกที่ได้ไปอยู่ในกลุ่มที่รวยที่สุด 20% บ้างรึเปล่า มีลูกที่ได้เปลี่ยนจากยาจกเป็นมหาเศรษฐีมากน้อยแค่ไหน

ในโลกอุดมคติที่มี perfect social mobility [ทุกคนมีโอกาสเท่าเทียมกันที่จะไปจบอยู่ที่กลุ่มไหนก็ได้] 20% ของลูกของพ่อในกลุ่มที่จนที่สุดควรจะได้เข้าไปอยู่ในกลุ่มที่รวยที่สุด

ที่สวีเดน ตัวเลขคือ 14%

นอร์เวย์ 12%

สวีเดน 11%

ส่วนอเมริกาคือ 8%

การเรียนฟรีในประเทศแถบสแกนดิเนเวียทำให้คนสร้างเนื้อสร้างตัวได้มากกว่าคนในสหรัฐอเมริกา

แล้วถ้าเราดูลูกของพ่อที่จนที่สุดว่ามีใครที่ยังคงอยู่ในกลุ่มที่จนที่สุดบ้างล่ะ (ลูกของยาจกที่ดิ้นไม่หลุดจากความยากจน)

ใน perfect social mobility ตัวเลขก็คือ 20% เช่นกัน

เดนมาร์ค 25%

สวีเดน 26%

นอร์เวย์ 28%

อเมริกา 42%

นั่นเป็นเพราะว่าค่าเล่าเรียนในอเมริกานั้นแพงมากนั่นเอง [คนจนเลยไม่ค่อยมีโอกาสได้ลืมตาอ้าปาก]

แต่เหตุผลข้อที่ 2 – และเป็นเหตุผลที่สำคัญที่สุดที่ทำให้สแกนดิเนเวียเป็นแหล่งเพาะพันธุ์คนร่ำรวยก็คือ…

ที่อเมริกา เวลาคุณขึ้นทางด่วน คุณจะเจอเจ้าหน้าที่ประจำด่าน เวลาไปซูเปอร์มาร์เก็ต คุณจะเจอพนักงานเก็บเงิน เวลาเข้าห้องน้ำสาธารณะ คุณก็จะเจอแม่บ้านทำความสะอาด

ขณะที่ในนอร์เวย์ ไม่ว่าคุณจะขึ้นทางด่วน ไปซูเปอร์มาร์เก็ต หรือเข้าห้องน้ำสาธารณะ คุณจะแทบไม่ได้เจอมนุษย์เลย เพราะใช้อุปกรณ์และเทคโนโลยีแทนคนไปเกือบหมดแล้ว

ในประเทศแถบสแกนดิเนเวีย สหภาพแรงงานนั้นคอยกดดันให้เพิ่มเงินเดือนขั้นต่ำอยู่เสมอ การว่าจ้างคนจึงแพงมาก ถ้าคุณอยู่นอร์เวย์แล้วคุณได้งานเป็นพนักงานเก็บค่าทางด่วน พนักงานคิดเงินในซูเปอร์มาร์เก็ต หรือเป็นแม่บ้านทำความสะอาด คุณจะได้ค่าจ้างมากกว่าในอเมริกาถึง 3 เท่า

เพราะค่าแรงในสแกนดิเนเวียแพงมาก หลายบริษัทเลยต้องลดจำนวนพนักงาน (downsize) และใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ ไม่อย่างนั้นบริษัทก็อยู่ไม่ได้ แต่การใช้เทคโนโลยีก็ทำให้บริษัทมี productivity มากขึ้นในระยะยาวเช่นกัน

ในทางกลับกัน สหภาพแรงงานในสแกนดิเนเวียก็ไม่ยอมให้ค่าแรงของคนที่มีทักษะสูงๆ นั้นสูงเกินไปเพื่อจะลดความเหลื่อมล้ำในสังคม

Senior Engineer ในนอร์เวย์จะได้ค่าแรง $76,000 ต่อปี ส่วนในอเมริกานั้นจะได้ $100,000 ต่อปี และแน่นอนว่าการจำกัดเงินเดือนของคนที่ทักษะสูงๆ นั้นย่อมเป็นผลดีต่อกำไรของบริษัท เช่นนี้แล้วสหภาพแรงงานจึงเหมือนช่วยบริษัทประหยัดต้นทุนอยู่กลายๆ

มันจึงเป็นเหมือนตลกร้าย ที่คนร่ำรวยที่ผมได้สัมภาษณ์ตอนทำวิทยานิพนธ์นั้นล้วนบ่นว่าการเป็นคนรวยในสแกนดิเนเวียนั้นช่างยากเย็น พวกเขาเข้าใจผิดไปไกลเลย

ภาษีแพงนั้นทำให้พวกเราได้เรียนฟรีและทำให้เศรษฐกิจของเราเต็มไปด้วยคนที่มีความรู้ความสามารถ

สหภาพแรงงานที่แข็งแกร่งบังคับให้องค์กรมี productivity ที่ดีขึ้น

และความเป็นรัฐสวัสดิการก็ทำให้สหภาพแรงงานยอมให้เกิดการปลดพนักงานได้เพราะเขารู้ว่าแม้จะตกงานไปคนเหล่านี้ก็จะยังมีรัฐคอยดูแลเป็นอย่างดี

ประชาธิปไตยสังคมนิยมจึงไม่ใช่แนวคิดที่ต่อต้านความร่ำรวยหรือต่อต้านระบอบทุนนิยม รัฐสวัสดิการและสหภาพแรงงานนั้นทำงานควบคู่ไปกับทุนนิยมเลยด้วยซ้ำ

และนี่คือเหตุผลว่าทำไมประเทศในสแกนดิเนเวียจึงเป็นดินแดนที่ผู้คนสามารถบรรลุ The American Dream ได้ง่ายดายเสียยิ่งกว่าในอเมริกาครับ!


ขอบคุณเนื้อหาจาก TEDxOslo | Where in the world is it easiest to get rich? | Harald Eia

ตัวตนของเราบางอย่าง ทิ้งมันไปบ้างก็ได้

ตัวตนของเราบางอย่าง ทิ้งมันไปบ้างก็ได้

หลายท่านอาจเคยได้ยินได้ฟังเรื่องเรือสำเภาของธีเซียส หรือที่รู้จักในอีกชื่อหนึ่งว่าปฏิทรรศน์ธีเซียส (Theseus’ paradox)

“สำเภาที่นำธีเซียสและคนหนุ่มสาวจากเอเธนส์กลับมาจากครีต มีไม้พาย 30 ไม้ ซึ่งได้รับการดูแลรักษาจากชาวเอเธนส์เป็นอย่างดี โดยผู้ดูแลจะรื้อไม้ที่ผุพังออก เปลี่ยนเป็นลำไม้ที่ใหม่และแข็งแรงกว่า จนทำให้เรือลำนี้เป็นตัวอย่างสำคัญในบรรดาเหล่านักปรัชญาเกี่ยวกับคำถามเชิงตรรกะเรื่องการเติบโต ฝ่ายหนึ่งยืนยันว่าเรือนั้นยังคงเป็นเรือลำเดิม ขณะที่อีกฝ่ายโต้ว่าเรือได้เปลี่ยนไปแล้ว”
— พลูทาร์ก, Theseus

พลูทาร์กจึงได้ตั้งคำถามว่า สำเภายังคงเป็นลำเดิมหรือไม่หากทุกชิ้นส่วนของเรือค่อยๆ ถูกแทนที่ไปจนหมดสิ้น


บทความแรกอย่างเป็นทางการของบล็อก Anontawong’s Musings คือบทความที่ชื่อว่า “เกิดใหม่” เขียนไว้เมื่อวันที่ 2 มกราคม 2015:

“นักวิทยาศาสตร์ได้ศึกษาร่างกายมนุษย์ และพบว่า 98% ของอะตอมในร่างกาย เป็นคนละอะตอมกับเมื่อหนึ่งปีที่แล้ว

ทุกๆ ครั้งที่เราหายใจ เราสูดอากาศที่มีอะตอมจำนวนสิบยกกำลังยี่สิบสอง หรือ 10,000,000,000,000,000,000,000 อะตอมเข้าสู่ร่างกาย และเมื่อเราหายใจออก เราก็มีการปลดปล่อยอะตอมในจำนวนเท่ากันออกจากร่างกายด้วย

การกินอาหารและการขับถ่ายก็เป็นอีกช่องทางหนึ่งในการเปลี่ยนถ่ายอะตอมในร่างกายเราเช่นกัน อาหารเหล่านี้ถูกร่างกายเผาผลาญเพื่อให้พลังงานและซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอของร่างกายตามที่เราเคยเรียนเมื่อชั้นประถม

ดังนั้นเซลล์ทุกเซลล์จึงมีการสร้างขึ้นใหม่ตลอดเวลา โดยอวัยวะแต่ละส่วนในร่างกายของเราก็มีการสร้างเซลล์ใหม่ในอัตราที่แตกต่างกัน

ในทางเทคนิค เราจึงมีตับใหม่ทุก 6 สัปดาห์ ผิวพรรณที่ห่อหุ้มร่างกายเราก็เปลี่ยนใหม่ทุกเดือน

เรามีโครงกระดูกใหม่ทุก 3 เดือน และมีสมองใหม่ทุกหนึ่งปี

หรือแม้กระทั่ง DNA ที่เก็บข้อมูลวิวัฒนาการนับล้านปีของเซลล์มนุษย์ ก็ถูกเปลี่ยนถ่ายทุก 6 สัปดาห์เช่นกัน

เพราะฉะนั้น ในเชิงกายภาพแล้ว คุณ “เกิดใหม่” อยู่ตลอดเวลา”


เมื่อเราใช้ชีวิตมาถึงวัยกลางคน เราจะรู้สึกว่าบางสิ่งบางอย่างในตัวเรานั้นถูกแช่แข็งและแก้ไขอะไรไม่ได้แล้ว เข้าทำนองไม้อ่อนดัดง่าย ไม้แก่ดัดยาก

“ผมเป็นคนอารมณ์ร้อน”

“ฉันเป็นคนขี้อาย”

“ผมเป็นคนไม่ยอมใคร”

“ฉันเป็นคนบูชาความรัก”

แล้วเราก็จะย้ำเตือนว่า ฉันก็เป็นของฉันอย่างนี้ อย่าพยายามมาเปลี่ยนอะไรฉันเลย

เมื่อเรานิยามตัวเองว่าเป็นคนแบบไหน เราก็จะยึดติดกับภาพลักษณ์นั้น ยิ่งเรายึดมั่น “ความเป็นตัวเรา” มากเท่าไหร่ ความเป็นไปได้ใหม่ๆ ก็ยิ่งถูกปิดกั้น

ไม่มีเหตุผลอะไรที่เราจะต้องไปภูมิใจหรือกระทั่งหวงแหน “ตัวตน” ของเราที่ถูกสร้างเอาไว้ตั้งนานแล้ว มันอาจเคยมีประโยชน์ในอดีต แต่ไม่ตอบโจทย์เราอีกต่อไป

มนุษย์มีศักยภาพที่จะดีกว่าเดิมได้ และชีวิตคือการเปลี่ยนแปลง ชีวิตที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลงก็ไม่ต่างอะไรกับชีวิตที่ตายไปแล้ว

อะตอมในร่างกายของเราเปลี่ยนถ่ายอยู่ทุกลมหายใจ และภายในไม่กี่เดือนร่างกายของเราก็เปรียบเหมือนเรือสำเภาของธีเซียสที่ไม่เหลือลำไม้เดิมสักลำเดียว

อุปนิสัยและจิตใจเราก็เช่นกัน เมื่อชีวิตยังต้องดำเนินไป เราต้องพร้อมถอดไม้ที่ผุๆ ออก และเพิ่มไม้ท่อนใหม่เข้ามาแทน

ตัวตนของเราบางอย่าง ทิ้งมันไปบ้างก็ได้นะครับ

เมื่อช้างสารชนกัน หญ้าแพรกก็แหลกลาญ

เป็นเวลาเกือบสามปีแล้วที่สถานการณ์โลกไม่ปกติเป็นอย่างยิ่ง และยังไม่มีวี่แววว่าจะเบาบางลง

ล่าสุดจีนก็มีเรื่องให้เคืองขุ่นอเมริกาที่ส่งตัวแทนไปเยือนไต้หวันให้ชาวโลกไหวหวั่น
เพราะเมื่อช้างสารชนกัน หญ้าแพรกก็แหลกลาญ

ในช่วงเวลาคับขัน เราควรวางตัว-วางใจเช่นไร

ผมนึกถึงข้อความในหนังสือ ปัญญา{ฝ่า}วิกฤติ ของพี่ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา

“ผู้กล้านั้นตายด้วยความกล้า
ทหารนั้นตายด้วยการรบ
แต่ผู้คนธรรมดามักจบชีวิตลง
ด้วยความโฉดเขลาเบาปัญญาของผู้อื่น

ในโลกที่ขมขื่นเช่นนี้ เราจะก่นด่าผู้ใดได้
ในวิกฤติใหญ่ หัวใจแห่งกลยุทธ์
คือการรักษาตัวรอดให้นานที่สุด
เพราะมีแต่มนุษย์ผู้มีชีวิตเท่านั้น
จึงจะดำเนินแผนการต่อไปได้”

ณ ช่วงเวลาแบบนี้ เราทำได้เพียงใช้ชีวิตด้วยความไม่ประมาท รู้จักผ่อนหนักผ่อนเบา แยกแยะระหว่างสิ่งที่เราควบคุมได้กับสิ่งที่เราควบคุมไม่ได้ และยอมรับว่าอะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิด

ในขณะเดียวกัน ในฐานะประชาชน เราก็ควรช่วยเป็นหูเป็นตาไม่ปล่อยให้ประเทศไทยเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับความขัดแย้ง

ในบางช่วงตอนของละครโรงใหญ่ การเป็นคนดูย่อมปลอดภัยกว่าการขึ้นไปร่วมแสดงบนเวที – อย่างดีก็ได้เป็นไม้ประดับ อย่างร้ายก็ได้เป็นหญ้าแพรก

เราจะต้องไม่แหลกลาญด้วยความโฉดเขลาเบาปัญญาของผู้อื่นครับ