อะไรที่นำมาซึ่งความสุขก็ทำให้มากขึ้น

อ่านหนังสือที่เราชอบ

ทำงานที่ยากแต่มีคุณค่า

ทำงานอดิเรกแม้ว่ามันจะขายไม่ได้หรืออวดใครไม่ได้

วิ่งรอบสวนสาธารณะยามเช้า

นัดกินข้าวกับคนในครอบครัว

กินสลัด

กอดลูก

โทรคุยกับเพื่อนเก่า ไม่ใช่แค่ไลน์คุยกัน

ถ้าสังเกต ความสุขพวกนี้ต้องออกแรงนิดนึง ก่อนทำอาจมีแรงต้าน แต่พอทำแล้วเรามักจะรู้สึกว่ามันคุ้มค่า

และความสุขพวกนี้มันอาจไม่ได้เว่อร์วัง ไม่เหมือนการได้ไปเที่ยวเมืองนอก ไม่เหมือนได้แก็ดเจ็ทใหม่ ไม่ใช่อะไรที่เป็นโอกาสพิเศษ

แต่เพราะว่ามันไม่ได้พิเศษ มันจึงเป็นความสุขที่เราเข้าถึงได้ทุกวัน และสิ่งที่เราได้ทำทุกวันนี่แหละคือสิ่งที่จะมีความหมายต่อคุณภาพชีวิตอย่างแท้จริง

อะไรที่นำมาซึ่งความทุกข์ก็ทำให้น้อยลง

ท่องโลกโซเชียล

เช็คเรตติ้งโพสต์ของตัวเอง

ซื้อของเล่นราคาแพงด้วยเงินผ่อน

ดูซีรี่ส์หลายๆ ตอนติดกัน (binge watching)

กินของอร่อยที่ไม่ดีต่อสุขภาพ

ไม่ได้บอกว่าไม่ให้ทำเลย แค่บอกว่าลองทำให้น้อยลง

เพราะของพวกนี้ล้วนมี “ผลลัพธ์ขั้นที่สอง” ที่เป็นลบ

ผลลัพธ์ขั้นแรก (first-order consequence) คือความเพลิดเพลิน คือความอิ่มหมีพีมัน คือความสาแก่ใจ

แต่ผลลัพธ์ขั้นที่สอง (second-order consequence) คือความเครียด ความสะโหลสะเหล ความ LDL สูง ความ depressed อยู่ลึกๆ เพราะรู้สึกว่าตัวเองยังดีไม่พอ

อะไรที่ทำแล้วมีความสุขก็ทำให้มากขึ้น อะไรที่นำมาซึ่งความทุกข์ก็ทำให้น้อยลง

นี่คือ time management ที่เรียบง่าย และอยากให้ลองนำไปใช้กันครับ

4 ระยะของวัยเกษียณ

เราทุกคนล้วนถูกสอนให้เตรียมตัวเข้าสู่วัยเกษียณด้วยการวางแผนทางการเงินให้ดี

แต่ทำไมมีแต่คนสอนให้เตรียมพร้อมทางการเงิน (financial) แต่กลับไม่มีคนสอนให้เตรียมพร้อมด้านจิตใจ (psychological) กันบ้างเลย?

ทุกๆ วันจะมีชาวอเมริกันเกษียณวันละ 10,000 คน และจะเป็นแบบนี้ไปอีก 10-15 ปี คิดเป็นคนหลายสิบล้านคน อารมณ์ไม่ต่างกับสึนามิแห่งคนชรา

และเนื่องจากอายุคาดเฉลี่ยของเราจะยืนยาวขึ้น จึงมีความเป็นไปได้ที่เราจะต้องใช้เวลาถึง 1 ใน 3 ของชีวิตเราในวัยเกษียณ

ไรลี่ย์ มอยนส์ (Riley Moynes) ไม่ค่อยมีความสุขกับชีวิตหลังเกษียณเท่าไหร่ เขารู้ว่า “ความสำเร็จ” ในวัยทำงานต้องทำยังไงบ้าง แต่ความสำเร็จในวัยเกษียณนั้นเขาไม่รู้ว่ามีหน้าตาเป็นอย่างไร

เขาจึงไปนั่งคุยกับคนวัยเกษียณหลายสิบคนและได้ข้อสรุปออกมาว่าวัยเกษียณมี 4 ระยะด้วยกัน

ระยะที่ 1 – พักร้อน (Vacation)

นี่คือภาพจำที่คนส่วนใหญ่มีสำหรับวัยเกษียณ จะตื่นกี่โมงก็ได้ จะทำอะไรก็ได้ จะไปไหนก็ได้ ไม่ต้องทำตามคำสั่งใคร ใช้ชีวิตได้อย่างสบายใจ

ระยะที่ 1 นี้จะมีความยาวประมาณหนึ่งปีเท่านั้น แล้วเราก็จะเริ่มเบื่อ แล้วเราจะเริ่มตั้งคำถามกับตัวเองว่าวัยเกษียณมีแค่นี้เองหรือ และนั่นคือสัญญาณว่าเรากำลังเข้าสู่…

ระยะที่ 2 – สูญเสียและหลงทาง (Loss and Lost)

นี่คือช่วงที่เราจะรู้สึกสูญเสีย Big Five อันได้แก่

สูญเสียกิจวัตร (routine) เนื่องจากตื่นไม่เป็นเวลา นอนไม่เป็นเวลา ใช้ชีวิตแบบไร้แบบแผนมานาน

สูญเสียอัตลักษณ์ (identity) เนื่องจากถอดหมวกการทำงานออกไปแล้ว ไม่มีตำแหน่งแห่งหนใดๆ ก็เลยเริ่มไม่แน่ใจว่าตัวเองเป็นใครหรือยังเป็นอะไรได้อยู่รึเปล่า

สูญเสียความสัมพันธ์กับเพื่อนที่ทำงาน (relationships with people at work) เมื่อไม่ได้ทำงาน ความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงานก็ย่อมต้องห่างเหินไปด้วย

สูญเสียจุดมุ่งหมาย (sense of purpose) ไม่รู้ว่าวันนี้จะตื่นมาเพื่ออะไร

สูญเสียอำนาจ (power) เมื่อถอดหัวโขนออก สิ่งที่เคยทำได้ก็ทำไม่ได้อีกต่อไป

นอกจาก Big Five ที่หายไปแล้ว เราอาจยังต้องเจอ 3D อีกด้วย

Divorce – แยกทางกับคู่ชีวิต

Depression – ความซึมเศร้าเหงาหงอยไร้ค่า

Decline – ความทรุดโทรมทั้งทางร่างกายและสติปัญญา

นี่คือระยะที่ยากลำบากที่สุด เพราะผู้คนส่วนใหญ่ไม่ได้เตรียมใจจะเจอสิ่งเหล่านี้ จึงรู้สึกเจ็บปวดและหลงทางอยู่พอสมควร จนกว่าจะถึงวันที่ลุกขึ้นมาบอกกับตัวเองว่า “เราจะอยู่แบบนี้ไปจนชั่วชีวิตไม่ได้” ก็แสดงว่าเรากำลังจะเข้าสู่…

ระยะที่ 3 – ลองผิดลองถูก (Trial & Error)

นี่คือการตั้งคำถามกับตัวเองว่า เราจะกลับมามีคุณค่าได้อย่างไร

ช่วงนี้เราอาจจะได้ลองทำอะไรหลายๆ อย่างที่เคยอยากทำ เช่นไปลงเรียนเพิ่มเติม ไปเป็นอาสาสมัครหรือกรรมการหมู่บ้าน หรือเปิดคอร์สสอนวิชาที่เราช่ำชอง

ช่วงที่ลองผิดลองถูกนั้นเราอาจจะเจอความผิดหวังมากกว่าสมหวัง แต่เราก็ต้องหาให้เจอว่าเหตุผลของการตื่นนอนตอนเช้าของเราคืออะไร ไม่เช่นนั้นแล้วเราอาจจะกลับไปอยู่ระยะที่ 2 อีกก็ได้

แต่หากไม่หยุดค้นหาและให้เวลากับตัวเองมากพอ เราก็จะเดินทางถึง…

ระยะที่ 4 – สร้างตัวตนใหม่ (Reinvent & Rewire)

นี่คือระยะที่เราสามารถหากิจกรรมที่ทำให้เรามีจุดมุ่งหมายและได้สัมผัสความสำเร็จ ซึ่งเกือบจะร้อยทั้งร้อยล้วนเป็นการทำอะไรเพื่อคนอื่น

บิลเป็นชายวัยเกษียณที่เชื่อว่าเราควรทำกิจกรรมที่ลับสมองอยู่เป็นประจำ เขาจึงไปชวนเพื่อนวัยเดียวกันมาเปิดคลาสสอนเรื่องที่พวกเขาถนัด

ปีแรกเปิดสอนไป 9 วิชา มีคนเข้าเรียน 200 คน

ปีที่สองเปิดสอน 45 วิชา คนเรียน 700 คน

ปีที่สามเปิดสอน 90 วิชา และมีคนเรียน 2,100 คน

วิชาที่สอนก็เช่นวาดรูป ปั่นจักรยาน ไพ่บริดจ์ ไพ่นกกระจอก รวมถึงสอนภาษาอังกฤษให้กับเด็กต่างชาติด้วย แน่นอนว่าต้องใช้พลังมหาศาลทั้งคนสอนและคนเรียนแต่ก็สนุกสนานกันมากเลยทีเดียว

ที่สำคัญ Big Five ที่เคยทำหล่นหายไปในระยะที่ 2 ก็กลับมาด้วย ไม่ว่าจะเป็นกิจวัตร อัตลักษณ์ ความสัมพันธ์ จุดมุ่งหมาย และความรู้สึกว่าตัวเองมีสิทธิ์มีเสียง

ดังนั้น สำหรับคนที่กำลังจะเกษียณ:

ขอให้สนุกกับการพักร้อนในระยะที่ 1

เตรียมใจพบกับความสูญเสียในระยะที่ 2

พร้อมจะลองผิดลองถูกในระยะที่ 3

และใช้วัยเกษียณให้คุ้มค่าและอิ่มเอมในระยะที่ 4 ครับ


ขอบคุณข้อมูลจาก TedX Talks: The 4 phases of retirement | Dr. Riley Moynes | TEDxSurrey

คำอธิบายเรื่องการขึ้นสวรรค์-ลงนรกที่ถูกจริตผมมากที่สุด

เราเคยได้ยินได้ฟังมาตั้งแต่เด็กว่า ถ้าทำความดีจะได้ขึ้นสวรรค์ ถ้าทำชั่วก็จะตกนรก

ภาพเก่าที่เราจำติดตาคือมีพญายมราชคอยพิพากษาว่าคนคนนี้ควรจะได้ไปที่ไหน

“พญายมราช มีบริวารที่คนไทยรู้จักดี ได้แก่ พระกาฬไชยศรี เทพผู้ส่งสารแห่งความตาย ซึ่งมีรูปปั้นอยู่ที่ศาลเจ้าพ่อหลักเมือง กรุงเทพมหานคร ทำหน้าที่เก็บดวงวิญญาณต่าง ๆ บ้านไหนที่จะมีคนตาย พระองค์จะทรงใช้นกแสกบ้าง นกเค้าแมวบ้าง ไปเกาะหลังคา ร้องเตือนให้ทราบล่วงหน้า หรือบันดาลนิมิตดีร้าย หากผู้นั้นมีปัญญาจะได้รีบขวนขวายทำบุญ ก่อนจะหมดโอกาสในโลก ส่วนในขณะทรงทำหน้าที่พิพากษา ท่านจะมีผู้ช่วยบันทึกกรรมของแต่ละดวงวิญญาณ ได้แก่ สุวัณ ผู้จดการกระทำความดีใส่สมุดทองคำ และ สุวาณ ผู้จดการกระทำชั่วใส่สมุดหนังหมา”*

อดคิดไม่ได้ว่า ถ้าทุกคนที่ตายไปต้องมาผ่านพญายมราชเท่านั้น คิวคงจะยาวน่าดู อาจจะดีกว่าถ้าโลกหลังความตายมี super computer และ AI ที่คอยประมวลผลความดี-ความชั่วทั้งหมดที่เราสั่งสมมา แล้วตัดสินว่าเราควรจะไปไหนในภพภูมิทั้ง 31 ได้อย่างรวดเร็ว ไม่ต้องมามัวเปิดสมุดทองคำหรือบัญชีหนังหมากันอยู่

แน่นอนว่าเรื่องพวกนี้เป็นเพียงความเชื่อและไม่สามารถพิสูจน์ได้ด้วยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ มันอาจจะเป็นเพียงตำนานที่แต่งขึ้นเพื่อให้คนหมั่นทำความดีและละเว้นความชั่วเท่านั้นเอง

แต่คำอธิบายเรื่องการขึ้นสวรรค์หรือลงนรกที่ผมเคยอ่านแล้วถูกจริตผมมากที่สุด มาจากหนังสือเล่มหนึ่งที่ผมซื้อมาจากศูนย์วิปัสสนาของอาจารย์โกเอ็นก้า

เมื่อเราทำความดี จิตใจของเราก็จะสว่างและเบาสบาย

เมื่อเราทำความชั่ว จิตใจเราก็จะมืดๆ และหนักๆ

ดังนั้น “ธรรมชาติจิต” ของคนทำดีเป็นประจำกับคนที่ทำชั่วเป็นนิจย่อมแตกต่างกัน

เมื่อเราสิ้นอายุขัย จิตดวงเดิมดับ เกิดจิตดวงใหม่มันก็ย่อมไป “จับ” ภพภูมิที่เหมาะสมและสอดคล้องกับธรรมชาติของจิตนั้น

ตอนเด็กๆ เราเคยทำการทดลอง ที่เอาน้ำกับน้ำมันมาผสมกัน สุดท้ายมันก็จะแยกเป็นคนละชั้นอยู่ดี น้ำย่อมไปอยู่กับน้ำ น้ำมันก็จะไหลไปอยู่กับน้ำมัน

จิตของเราก็น่าจะเป็นเช่นนั้น มันจะไหลไปอยู่ในชั้นที่เหมาะสมกับตัวเอง

ด้วยกระบวนการเช่นนี้ จึงไม่จำเป็นต้องมีทั้งพญายมราช ไม่ต้องมีการจดบัญชีหนังหมา และไม่ต้องมีซูเปอร์คอมพิวเตอร์ เพราะทุกอย่างจะเป็นไปตามครรลองโดยไม่ต้องมีใครมาตัดสินครับ


ขอบคุณข้อมูลพญายมราชจาก ไทยนิวส์: ทำความรู้จักกับ พญายมราช พญามัจจุราช เทพเจ้าแห่งนรกและความตาย

นิทานสอนแม่ช้อปออนไลน์

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

วันนี้ผมต้องออกไปธนาคารกับแม่เป็นชั่วโมง เพราะแม่อยากจะโอนเงินไปให้ญาติ

“แม่ครับ ทำไมแม่ไม่เปิดบริการอินเทอร์เน็ตแบงค์กิ้งล่ะครับ”

“มันดียังไงเหรอลูก”

“แม่จะได้ไม่ต้องเสียเวลาเป็นชั่วโมงเพื่อทำเรื่องง่ายๆ อย่างการโอนเงินไงแม่ จริงๆ แล้วเวลาซื้อของก็ซื้อออนไลน์ได้นะแม่ ทุกอย่างจะสะดวกรวดเร็วขึ้นมากเลย!”

“ถ้าทำอย่างนั้นแม่ก็ไม่ต้องก้าวขาออกจากบ้านเลยใช่มั้ย?”

“ใช่แล้วแม่ ขนาดซื้อพวกของชำ Amazon ยังมาส่งให้ถึงบ้านเลยนะ”

“วันนี้ที่เราไปธนาคาร แม่ได้เจอเพื่อนเก่าสองคน และได้คุยกับเจ้าหน้าที่ที่คุ้นเคยกับแม่เป็นอย่างดี ลูกก็รู้ว่าแม่อยู่คนเดียว การที่แม่ได้เจอคนทำให้แม่ไม่ค่อยเหงาเท่าไหร่ แม่มีเวลามากเกินพอ สิ่งที่แม่ขาดคือการได้ปฏิสัมพันธ์กับผู้คน (human touch) ต่างหาก

สองปีที่แล้วแม่ป่วยหนัก เจ้าของร้านขายผลไม้ที่แม่เป็นลูกค้าประจำเค้ามาเยี่ยมแม่ด้วยนะ

และตอนสมัยที่พ่อลูกยังอยู่ ครั้งหนึ่งพ่อล้มตอนไปเดินออกกำลังกาย เจ้าของร้านขายของชำที่ผ่านมาพอดีก็รับพ่อขึ้นรถและมาส่งพ่อถึงบ้าน

แม่จะยังคงเหลือ human touch เหล่านี้อยู่มั้ยถ้าแม่ทำทุกอย่างเป็นออนไลน์ไปหมด ทำไมแม่ต้องอยากให้ทุกอย่างมาส่งถึงบ้านและบังคับให้แม่ได้คุยกับคอมพิวเตอร์อย่างเดียวด้วยล่ะ

แม่อยากจะรู้จักกับคนที่แม่คุยด้วย ไม่ใช่แค่ในฐานะลูกค้ากับแม่ค้า แต่ในฐานะเพื่อนมนุษย์คนหนึ่ง Amazon เค้าทำให้แม่ได้รึเปล่า?”


ขอบคุณนิทานจาก Quora: That’s So Interesting by Richard Strachan

แบกรับมันไว้ด้วยจิตใจอันสูงส่ง

“หลายสิ่งหลายอย่างเกิดขึ้นราวกับโชคร้าย คนที่เรารักตายจากไป น้ำท่วมทำลายบ้านของคุณ คุณต้องสูญเสียงาน หรือสอบตก คุณไม่สามารถย้อนกลับไปแก้เงื่อนไขเหล่านั้นได้เลย คุณทำได้เพียงอย่างเดียวคือแบกรับมันไว้ด้วยจิตใจอันสูงส่ง และพยายามทำให้ดีที่สุดในสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ปรัชญาสโตอิกสอนให้สนใจเฉพาะสิ่งที่คุณควบคุมได้ แล้วปล่อยให้สิ่งที่เหลือเกิดขึ้นอย่างที่มันเป็น”
-Jonas Salzgeber, The Little Book of Stoicism

ช่วงนี้ผมได้อ่านหนังสือเกี่ยวกับสโตอิกหลายเล่ม เพราะเนื้อหาค่อนข้างถูกจริตผม และน่าจะถูกใจคนไทย เนื่องจากมีเนื้อหาหลายส่วนที่คล้องจองกับคำสอนที่เราคุ้นเคยในศาสนาพุทธอยู่แล้ว เช่นเรื่องการทำเหตุแต่ไม่หวังผล เรื่องของการวางใจให้เป็นกลางกับสิ่งที่เกิด เรื่องที่ควรใช้ชีวิตอย่างมีสติเพื่อที่ว่าไม่ว่าจะเจอสถานการณ์อะไร เราก็จะสามารถเลือกการตอบสนองที่ถูกต้องได้เสมอ

ทุกคนล้วนเคยเจอวันเวลาที่ฟ้าฝนไม่เป็นใจ การงานถาโถม สุขภาพย่ำแย่ ความสัมพันธ์มีบาดแผล เมื่อสิ่งรอบกายมันเลวร้ายเราก็มีแนวโน้มที่จะงอแงและปล่อยให้เด็กน้อยในตัวเราอาละวาดและทำอะไรที่ไม่ฉลาดลงไป ซึ่งส่วนใหญ่จะทำให้ปัญหานั้นหนักหนากว่าเดิม

แต่หากเราระลึกได้ว่าเรามีทางเลือกเสมอว่าจะตอบสนองต่อสถานการณ์ต่างๆ อย่างไร และแบกรับมันไว้ด้วยจิตใจอันสูงส่ง เราก็จะยังประคองตนได้ท่ามกลางพายุฝน ชีวิตอาจจะมีความทุกข์ทนแต่มันจะไม่อัปปาง

สำหรับบางคนอาจจะฟังดูเลี่ยนไปหน่อย แต่ถ้าถอยออกมาและมองด้วยใจเป็นกลาง เราก็จะพบว่าการแบกรับมันไว้ด้วยจิตใจอันสูงส่งน่าจะเป็นวิธีที่เข้าท่ากว่าการกล่าวหาว่าโลกนี้มันไม่แฟร์หรือฟ้าดินรังแกตนนะครับ


ขอบคุณ Quote จากหนังสือ สโตอิก ปรัชญาเสริมแกร่งเพื่อชีวิตไม่สั่นคลอน The Little Book of Stoicism Jonas Salzgeber เขียน วิไลรัตน์ เอมเอี่ยม แปล สำนักพิมพ์ Be(ing)