วันนี้เราได้ทำอะไรเพื่อให้วันพรุ่งนี้ง่ายขึ้นบ้าง?

Jerzy Gregorek นักแต่งกลอนและอดีตแชมป์โลกยกน้ำหนัก เคยกล่าวไว้ว่า

“Hard choices, easy life. Easy choices, hard life.”

เลือกทางยากชีวิตจะง่าย เลือกทางง่ายชีวิตจะยาก

เป็นเรื่องปกติที่เราจะเลือกทางง่ายไว้ก่อน เพราะสมองของเราถูกวิวัฒนาการให้มองหาหนทางที่จะประหยัดพลังงาน เพราะมันเกี่ยวข้องกับการอยู่รอดในยุคสมัยที่เราต้องออกหาอาหารเองทุกมื้อและไม่รู้ว่าวันต่อไปจะมีอะไรกินรึเปล่า

ความขี้เกียจจึงเป็นทุนเดิมของมนุษย์ ส่วนความขยันนั้นเป็นเรื่องที่ต้องฝึกฝน

เราจึงทำงานให้เสร็จแทนที่จะทำงานให้ดี

เราจึงกดส่งเมลทันทีแทนที่จะตรวจทานอีกสองรอบ

เราจึงปั่นสไลด์ในคืนก่อนพรีเซนต์ แทนที่จะทำให้เสร็จก่อนสองวัน

เราชอบเอาความสบายของตัวเราในวันนี้เป็นที่ตั้ง และผลักภาระให้ตัวเราในวันพรุ่งนี้

แต่คนที่ชีวิตก้าวหน้า จะพยายามทำอะไรบางอย่างเพื่อให้วันพรุ่งนี้ง่ายขึ้นเสมอ

นัดคุยกับหัวหน้าเพื่อให้เข้าใจว่าแท้จริงแล้วตัวเองต้องทำอะไรบ้าง

แก้ปัญหาที่ต้นเหตุ เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาเดิมซ้ำๆ

เตรียมทำสไลด์ตั้งแต่เนิ่นๆ เพื่อให้ทุกอย่างออกมาดีในวันที่พรีเซนต์

แน่นอนว่ามันต้องออกแรง แน่นอนว่ามันฝืนธรรมชาติ เพราะถ้าให้เลือกโดยสัญชาตญาณเราก็ชอบเลือกทางง่ายกันทั้งนั้น

แต่ถ้าเราอยากขึ้นที่สูง เราควรกระซิบถ้อยคำนี้กับตัวเองบ่อยๆ

อย่าทำเพราะว่ามันง่าย – ให้ทำเพราะว่ามันยากครับ

ค้นหาจุดแข็งของตัวเองตามแนวทางของ Peter Drucker

Peter Drucker ถือเป็นบิดาของศาสตร์แห่งการบริหารจัดการสมัยใหม่

แม้จะเสียชีวิตไปตั้งแต่ปี 2005 แต่แนวทางที่ดรักเกอร์ได้วางไว้นั้นก็ยังส่งอิทธิพลต่อผู้บริหารทั่วโลกตราบจนทุกวันนี้

หนึ่งในบทความที่ดีที่สุดตลอดกาลของ Harvard Business Review ก็ถูกเขียนโดยดรักเกอร์ในปี 1999 เป็นบทความชื่อ Managing Oneself ที่ต่อมากลายเป็นหนังสือและได้รับการแปลเป็นภาษาไทยภายใต้ชื่อ ปัญญางานจัดการตน โดยสำนักพิมพ์ openbooks

ในบทความนี้มีช่วงตอนหนึ่งที่ผมสนใจเป็นพิเศษ เพราะตัวเองยังไม่เคยทำ:

“ทุกครั้งที่เราต้องตัดสินใจครั้งสำคัญ หรือลงมือทำเรื่องสำคัญ จงจดเอาไว้ด้วยว่าเราคิดว่าผลลัพธ์จะเป็นอย่างไร

พอเวลาผ่านไป 9 เดือนหรือ 12 เดือน ให้เปรียบเทียบสิ่งที่เราคาดการณ์เอาไว้กับสิ่งที่เกิดขึ้นจริง ผมทำแบบนี้มาเป็นเวลา 15 ถึง 20 ปีแล้ว และผมก็ต้องแปลกใจทุกครั้ง

การทำ feedback analysis แบบนี้ทำให้ผมค้นพบว่าตัวเองมีสัญชาตญาณที่ดีในการเข้าใจคนทำงานที่มีความรู้เฉพาะทาง เช่นวิศวกร นักบัญชี หรือนักวิจัยการตลาด และทำให้ผมรู้ตัวเองว่าไม่ค่อยเข้าใจคนที่เป็น generalist เท่าไหร่นัก

หากเราได้ฝึกจดบันทึกเช่นนี้บ่อยๆ ภายในเวลา 2-3 ปีเราจะรู้ได้ทันทีว่าจุดแข็งของเราอยู่ตรงไหน และนี่คือสิ่งสำคัญที่สุดที่เราต้องรู้”


เวลาเราตัดสินใจเรื่องต่างๆ เรามักจะพกความมั่นใจมาเต็มพิกัด

อาจจะเพราะอ่านมามาก ฟังมามาก และเราเองก็มีความถือตัวประมาณหนึ่ง เราเลยเข้าข้างตัวเองว่าเราน่าจะถูกมากกว่าผิด

ไม่ว่าจะเป็นการตัดสินใจเรื่องการลงทุน การซื้อรถ การเลือกทำเล การรับคนเข้าทำงาน หรือแม้กระทั่งการเลือกคบคน

ถ้าเราตัดสินใจถูก เราก็จะชมเชยตัวเองว่าเก่งมาก

ถ้าเราตัดสินใจผิด เราก็คงเจ็บใจอยู่สักพัก ก่อนที่จะทิ้งมันไปหรือกลบฝังมันไว้ เพราะยิ่งนึกยิ่งเจ็บก็เลยไม่อยากนึกถึง แต่แท้จริงแล้วมันเป็นบทเรียนที่มีคุณค่ามหาศาล

ถ้าระดับปรมาจารย์อย่างดรักเกอร์ยังประหลาดใจกับตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่า ผมก็เชื่อว่าการได้ลองจดบันทึกดังกล่าวน่าจะสอนอะไรเราได้ไม่น้อยเช่นกันครับ


ขอบคุณเนื้อหาจาก HBR: Managing Oneself by Peter Drucker

สวัสดิการที่จึ้งที่สุดของ Google

(เป็นครั้งแรกที่เขียนบล็อกโดยใช้คำว่า จึ้ง อยากลองใช้ภาษาวัยรุ่นดูบ้างครับ)

เรารู้กันดีว่า Google เป็นบริษัทที่มีสวัสดิการดีเยี่ยม

มี Cafeteria ที่เต็มไปด้วยอาหารและเครื่องดื่มให้กินฟรีๆ มีฟิตเนส ห้องนั่งสมาธิ ห้องงีบตอนบ่าย แถมยังมีคลาสสอนอะไรอีกมากมาย

แต่สวัสดิการที่ผมคิดว่าว้าวมากที่สุดคือสิ่งที่เรียกว่า death benefit ครับ

ถ้านาย A เป็นพนักงาน Google แล้ววันหนึ่งนาย A เสียชีวิตไป สิ่งที่ครอบครัวของนาย A จะได้รับมีดังนี้

  • เงินก้อน 36 เท่าของเงินเดือนนาย A (อันนี้หลายบริษัทในไทยก็มี มากน้อยต่างกันไป)
  • เงินให้เปล่ากับภรรยาของนาย A เป็นรายเดือน เดือนละ 50% ของเงินเดือนนาย A – เป็นระยะเวลา 10 ปี
  • ลูกแต่ละคนของนาย A จะได้เงินอีกคนละ $1,000 ต่อเดือน (คาดว่าได้ 10 ปีเหมือนกัน)

อ่านจบแล้ว ได้ยินสโลแกนนี้ลอยมาเลยครับ – “กูเกิ้ล ดูแลคุณทั้งชีวิต”


ขอบคุณเนื้อหาจาก Quora: Paul Cowan’s answer to What is the best Google employee perk, and why?

ป.ล. จริงๆ แล้วการทำงานที่ Google ก็มีข้อควรระวังเหมือนกัน ซึ่งผมเขียนเอาไว้ในหนังสือ “Love Me Love My Job งานที่ใช่หาง่ายกว่าที่คิด” ที่เพิ่งออกจากโรงพิมพ์สดๆ ร้อนๆ พบกันได้ในร้านหนังสือชั้นนำทั่วประเทศครับ

3 คำสอนจากเดี่ยว 13

เมื่อคืนนี้ผมกับแฟนไปดูเดี่ยว 13 ของพี่โน้ต อุดมมาครับ

เป็นการดูเดี่ยวสดครั้งแรกของพวกเรา และได้ดูรอบการแสดงสุดท้ายพอดี

เป็นสามชั่วโมงที่เพลิดเพลิน เป็นความอัศจรรย์ที่ผู้ชายคนหนึ่งจะสะกดคนดูหลายพันคนได้โดยไม่ต้องใช้อุปกรณ์อะไรนอกจากไมโครโฟนหนึ่งตัว

นอกจากมุกนับร้อย นี่คือสามคำสอนจากเดี่ยว 13 ที่ผมจำได้ดีเป็นพิเศษครับ

คำสอนที่หนึ่ง

พี่โน้ตเล่าว่าเขาไม่ได้ไปงานแต่งงานมานานแล้ว

งานสุดท้ายที่พี่โน้ตไปคืองานของพี่ตูน-ก้อย

คนที่มารดน้ำสังข์มีผู้ใหญ่ในบ้านเมืองมากมาย พี่โน้ตจึงไม่คิดว่าตัวเองจะถูกเชิญให้ขึ้นไปรดน้ำสังข์ด้วย

แต่พิธีกรก็ดันประกาศชื่อ พี่โน้ตบ่ายเบี่ยง แต่เมื่อโดนเรียกซ้ำก็เลยต้องจำใจเดินเข้าไปหาพี่ตูนกับก้อย และกระซิบบอกว่าพี่โน้ตถือคติว่า ถ้าเขาไม่มีสิ่งใด เขาก็ไม่อยากอวยพรสิ่งนั้น ลองดูดีๆ สิ ที่สองคนมาอยู่กันตรงนี้ ก็เพราะว่ามีความรักที่สมบูรณ์ดีอยู่แล้ว แต่กูยังโสดอยู่เลย จะเอาอะไรไปอวยพรให้น้องๆ

อย่ากระนั้นเลย ให้พี่ตูนอวยพรให้พี่โน้ตหน่อยก็แล้วกัน

พี่ตูนก็เลยรดน้ำสังข์ให้พี่โน้ต ซึ่งก็เป็นข่าวดังในข่วงนั้น

แน่นอนว่ามันคงจะถูกตั้งคำถามถึงความเหมาะสม แต่เบื้องหลังของการกระทำก็น่านำไปคิดต่ออยู่เหมือนกัน

กี่ครั้งที่เราให้ในสิ่งที่เราไม่มี? กี่ครั้งที่เราเรียกร้องในสิ่งที่เราเองก็ทำไม่ได้?

คำสอนที่สอง

ทุกเดี่ยวจะมีการแซวการเมือง เช่นเดียวกับเดี่ยว 13

พี่โน้ตบอกว่า แต่ละคนนั้นมีความถนัดไม่เหมือนกัน

บางคนถนัดเป็นนักธุรกิจ บางคนถนัดเป็นนักบิน บางคนถนัดเป็น security guard

และถ้าเปรียบประเทศไทยเป็นเครื่องบินที่มีผู้โดยสาย 70 ล้านคน เรากำลังมี security guard ขับเครื่องบินให้อยู่ แถมไม่รู้ด้วยว่าเครื่องบินลำนี้จะไปลงจอดที่ไหน หันไปดู co-pilot ก็ดันนั่งหลับอีก

พี่โน้ตบอกว่า ถ้าเราทำสิ่งที่เราไม่ถนัด ที่เหลือมันจะเป็นการแสดง

ต้องทำท่าทีขึงขัง ทำเป็นโกรธ ทำเป็นตัดพ้อ

พี่โน้ตให้คิดตาม ว่าถ้าเราตั้งบริษัท และมีผู้สมัครมาสัมภาษณ์งานกับเรา พอเราถามว่าทำไมเขาอยากมาทำงานที่นี่

แล้วผู้สมัครคนนั้นตอบว่า “คิดว่าอยากมาทำนักเหรอ?”

แล้วเรายังจะรับคนคนนั้นมาเป็นพนักงานรึเปล่า

พี่โน้ตออกตัวว่า ประเด็นไม่ได้อยู่ที่ว่าท่านนายกเป็นคนดีรึเปล่า เพราะความดีกับความถนัดเป็นคนละเรื่องกัน ต่อให้ถือศีล 227 ข้อก็ไม่ได้แปลว่าจะขับเครื่องบินได้

คำสอนสุดท้าย

เนื่องจากเดี่ยวโดนเลื่อนไปหลายรอบ พี่โน้ตเลยใช้เวลาช่วงหนึ่งไปบวช เป็นวัดป่าที่เต็มไปด้วยพระสายปฏิบัติ ณ ช่วงบวชนั้นพี่โน้ตได้ฝึกมรณานุสติ และคิดเอาว่าตัวเองน่าจะมีอายุสัก 65 ปีก็พอแล้ว (ตอนนี้ 54)

เมื่อทำใจได้ว่าอีกไม่กี่ปีก็ต้องตายจากโลกนี้ไป การใช้ชีวิตของพี่โน้ตก็ง่ายขึ้นมาก

นั่นคือการใช้ชีวิตแบบเอาความสะดวกของตัวเองเป็นตัวตั้ง

ทำในสิ่งที่ตัวเองรัก ทำในสิ่งที่ตัวเองชอบ โดยไม่ต้องไปทำตามความคาดหวังใคร

คนรวยๆ เหมือนจะมีอยู่มากมาย อวดกันเต็มฟีด แต่จริงๆ แล้วคนที่ร่ำรวยเงินทองล้นฟ้านั้นมีอยู่แค่ 1% ในโลกนี้

เปรียบเหมือนการวิ่งมาราธอน ปล่อยตัวกันเป็นหมื่นคน แต่คนที่วิ่งแตะริบบิ้นตรงเส้นชัยนั้นมีได้แค่คนเดียว

แต่เราไม่จำเป็นต้องรวยเงินทองเสียหน่อย เรารวยสุขภาพ รวยเพื่อนฝูง รวยเสียงหัวเราะก็ได้

พี่โน้ตมองว่า ชีวิตคนเราจะมีชุดที่ตัดมาพอดีตัว ที่เราเป็นทุกข์กันอยู่ทุกวันนี้เพราะเราไปเอาชุดคนอื่นมาใส่

ความตายมันไม่ได้น่ากลัว ที่น่ากลัวคือเรายังมีชีวิตอยู่แต่เราไม่เคยได้เป็นตัวของตัวเองต่างหาก

สรุป 3 คำสอนจากเดี่ยว 13

  1. อย่าให้ในสิ่งที่เราไม่มี อย่าขอในสิ่งที่เราเองก็ยังทำไม่ได้
  2. เมื่อทำในสิ่งที่เราไม่ถนัด มันจะเป็นการแสดง
  3. อย่าใส่ชุดของคนอื่น

ขอบคุณพี่โน้ต อุดม มา ณ ที่นี้ ขอให้พี่สุขภาพแข็งแรงทั้งกายและใจนะครับ

มั่นใจแต่ไม่เย่อหยิ่ง

พระรูปหนึ่งเคยสอนผมว่า ดีเกินดีคือไม่ดี

วันนี้ได้อ่านบทความของ Morgan Housel (ผู้เขียน The Psychology of Money) ที่เตือนว่านิสัยดีๆ บางอย่าง ถ้าสุดโต่งเกินไปก็จะกลายเป็นข้อเสีย

เลยขอนำบางส่วนมาแปลไว้ตรงนี้เพื่อเตือนสติตัวเองและผู้อ่านครับ

มั่นใจแต่ไม่เย่อหยิ่ง

มองโลกแง่ดีแต่ไม่ชะล่าใจ

เป็นอิสระแต่ไม่โดดเดี่ยว

สงสัยแต่ไม่ตั้งแง่

เคารพแต่ไม่เทิดทูน

รับฟังแต่ไม่หูเบา

คว้าโอกาสแต่ไม่ FOMO

อดทนแต่ไม่หัวรั้น

ระมัดระวังแต่ไม่มองโลกแง่ร้าย

กล้าเสี่ยงแต่ไม่ประมาท

หลงใหลแต่ไม่เสพติด

มุ่งมาดแต่ไม่ละโมบ

จริงใจแต่ไม่ล่วงเกิน

ฉลาดแต่ไม่อวดดี

สำเร็จแต่ไม่มีอีโก้

ปรับตัวแต่ไม่มั่วซั่ว

กระชับแต่ไม่ oversimplify

เรียบง่ายแต่ไม่จืดชืด

มีความเป็นผู้นำแต่ไม่ครอบงำ

ขายของแต่ไม่โฆษณาชวนเชื่อ

มีคอนเน็คชั่นแต่ไม่ฝากชีวิตไว้กับมัน

หรูหราแต่ไม่สิ้นเปลือง

เก็บออมแต่ไม่กักตุน

เอ่ยชมแต่ไม่สอพลอ


ขอบคุณเนื้อหาจาก Collaborative Fund: Too Far by Morgan Housel