สิ่งที่เรารู้มีน้อยกว่าสิ่งที่เราไม่รู้

โลกเรามีประชากร 7,000 ล้านคน แต่คนที่เคยเกิดมาบนโลกใบนี้มีประมาณ 117,000 ล้านคน

ภาษาของมนุษย์มีมาแล้วอย่างน้อย 100,000 ปี แต่ Johannes Gutenberg เพิ่งคิดค้นเทคนิคการพิมพ์ที่ทำให้เราผลิตหนังสือมาได้แค่ 600 ปีเท่านั้น

แม้จะมีหนังสือที่เอาไว้บันทึกข้อมูลต่างๆ ในประวัติศาสตร์ได้แล้ว แต่คนที่เขียนหนังสืออาจจะมีแค่เพียง 1 ใน 1,000 คน

ส่วนสิ่งที่ถูกบอกเล่าในหนังสือ อาจเป็นเพียง 1 ใน 1000 ของสิ่งที่เขารู้ ส่วนอีก 999 ส่วนนั้นตายไปกับผู้เล่าเรื่อง

นี่ยังไม่นับว่าสิ่งที่เรามองไม่เห็นมีมากกว่าสิ่งที่เรามองเห็น สิ่งที่เราไม่ได้ยินมีมากกว่าสิ่งที่เราได้ยิน

คนที่คิดว่าตัวเองรู้ลึก รู้จริง และเข้าใจว่าโลกนี้ทำงานอย่างไร ถ้าไม่ใช่ศาสดาหรืออัจฉริยะ ก็น่าจะสำคัญตัวเองผิด

“I am not young enough to know everything.”
—James Barrie

เมื่อคนคนหนึ่งผ่านโลกมามากพอ ความมั่นใจในความรู้ของตัวเองจะลดน้อยลง

ส่วนคนที่คิดว่าตัวเองรู้ดีไปเสียทุกอย่าง ก็คือคนที่ยังไม่โตนั่นเอง

Culture Shock ของสะใภ้จีนเมื่อได้ไปทำงานที่สวีเดน

พอดีเจอคำถามใน Quora ที่น่าสนใจ เลยอยากนำมาเล่าสู่กันฟังครับ

คำถามคือ “คนจีนช็อคกับสภาพการทำงานในยุโรปหรือไม่?”

นี่คือคำตอบของคุณ Chris Elbert ครับ

“ช็อคสิ ภรรยาชาวจีนของผมยังปั่นป่วนไม่หายกับสิ่งที่เขาได้เจอกับการทำงานในสวีเดนอยู่เลย

ที่นี่คือโลกที่หัวหน้าชวนเธอไปทานบาร์บีคิวที่บ้านของเขาช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ ส่วนเพื่อนร่วมงานก็คาดหวังให้เธอเบรคดื่มกาแฟและนั่งคุยกันยาวๆ วันละสองรอบ บรรยากาศในออฟฟิศนั้นก็คล้ายกับการมาเข้ากลุ่มบำบัดจิตใจมากกว่ามาทำงาน

ไม่มีใครคาดหวังให้เธอทำงานวันเสาร์อาทิตย์ หรือทำอะไรแปลกๆ เพื่อเอาใจเจ้านาย แถมเขายังให้เธอลางานแบบได้เงินเดือนถึง 6 สัปดาห์ต่อปี และมีสัญญาการจ้างงานที่ยาวนานจนกระทั่งเธอเกษียณ

มันน่ากลัวสำหรับเธอมากเลยทีเดียว”


ขอบคุณเนื้อหาจาก Quora: Chris Elbert’s answer to When working in Europe, are Chinese people shocked at the working condition?

ถึงจุดหนึ่งเงินเดือนจะไม่สำคัญเท่าเพื่อนร่วมงาน

จั่วหัวอย่างนี้หลายคนอาจจะไม่เห็นด้วย โดยเฉพาะถ้ารู้สึกว่าเงินเดือนตัวเองยังน้อยเกินไป

แต่ถ้าเราทำงานมาหลายปี จัดการเรื่องการเงินได้ดีพอสมควร และไม่ได้มีเป้าหมายว่าจะต้องรีบรวย เราก็ควรจะเริ่มให้น้ำหนักกับเนื้องานที่เราได้ทำ เพื่อนร่วมงาน และ culture ขององค์กรมากกว่าการดูแค่ค่าตอบแทน

สมมติว่าเงินเดือนเรา 100,000 บาท สามารถ cover ค่าใช้จ่ายแต่ละเดือนได้ค่อนข้างลงตัว ได้ทำงานที่ตัวเองชอบ หัวหน้าใช้ได้ มีเพื่อนร่วมงานที่ดี

และเราได้ออฟเฟอร์งานที่ใหม่ที่ให้เงินเดือน 120,000 บาท แต่ culture ไม่ดี เราจะเลือกรับงานนี้หรือไม่?

หลายคนอาจจะตอบว่าขอเลือกเงินไว้ก่อน จะได้สร้างเนื้อสร้างตัว แต่ผมอยากชวนคุยประเด็นดังต่อไปนี้

  • ถึงเงินเดือนจะขึ้น 20,000 บาท แต่บันไดภาษีเราอยู่ที่ 25% แล้ว ดังนั้น 5,000 บาทจะกลายเป็นภาษีที่เราต้องจ่ายทุกเดือน เราจึงมีรายได้ต่อเดือนเพิ่มขึ้นเพียง 15,000 บาท
  • 15,000 บาทที่เพิ่มขึ้นมา อาจจะเอาไปลงทุนเพิ่มเติมได้ หรือทำให้เรากล้าที่จะซื้อมือถือแพงขึ้นหรือถอยรถราคาแพงขึ้น
  • มันอาจจะทำให้เราเข้าใกล้เป้าหมายทางการเงินได้เร็วขึ้นในกรณีที่เอาไปลงทุน ส่วนกรณีที่เราเอาไปซื้อของที่แพงกว่าเดิม มันก็ทำให้เรามีความสุขขึ้นได้ประมาณ 2 สัปดาห์ก่อนที่เราจะเคยชินกับมัน
  • รายได้ที่เพิ่มขึ้นมาก็ถูกลงทุนหรือใช้จ่ายไปหมดแล้ว สิ่งที่เหลืออยู่ คือประสบการณ์ในการทำงานแต่ละวัน
  • ถ้าได้ทำงานที่ไม่เหมาะกับตัวเอง หรือได้เจอหัวหน้าหรือเพื่อนร่วมงานแย่ๆ เราจะต้องเจอสิ่งเหล่านี้ทุกวัน 5 วันต่อสัปดาห์ 250 วันต่อปี
  • และถ้าเราไม่มีความสุขกับการทำงาน เราก็จะหาทางออกด้วยการใช้เงินไปกับสิ่งอื่นๆ เพื่อเป็นช่องทางระบายความทุกข์
  • จึงกลายเป็นว่า ถึงเงินเดือนจะสูงขึ้น แต่รายจ่ายเราก็มากขึ้นด้วย สุขภาพใจและกายก็เสีย
  • ภาพรวมคือ “ขาดทุน” แม้จะได้เงินมากขึ้นก็ตาม

เขียนมาถึงขนาดนี้ ก็คงต้องขอออกตัวเพิ่มอีกสองประการ

  • ถ้าฐานเงินเดือนเดิมของเราค่อนข้างน้อย เช่น 40,000 บาท การได้ขึ้นเงินเดือน 20,000 บาทเป็น 60,000 บาทจะทำให้คุณภาพชีวิตเราดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด แต่ถ้าฐานเดิมเราสูงอยู่แล้ว การขึ้นเงินเดือน 20,000 บาทแทบไม่ได้สร้างความแตกต่างอะไร
  • ถ้าที่เก่ากับที่ใหม่สภาพการทำงานไม่ได้ต่างกันขนาดนั้น (คือดีทั้งคู่ หรือแย่ทั้งคู่) การดูที่ตัวเงินเป็นหลักก็อาจจะยังพอตอบโจทย์ได้เหมือนกัน

สุดท้ายแล้วเงินคือสิ่งที่มนุษย์สมมติขึ้นมาและตกลงร่วมกัน เป็นเพียง story ว่าฉันมีตัวเลขในบัญชีเท่านั้น-เท่านี้ ในระดับหนึ่งมันก็สร้างความแตกต่างให้ชีวิตเราได้ แต่พอเกินไปจากนั้นมันก็คือ “นิทาน” ที่เราเล่าให้ตัวเองฟัง

สิ่งที่จะมีผลกระทบต่อความสุขและสวัสดิภาพของเรามากกว่า คือสิ่งที่เราต้องประสบพบเจอทุกวัน ซึ่งก็หนีไม่พ้นตัวงาน เพื่อนร่วมงาน หัวหน้า และ culture ขององค์กรครับ

ตัวจะเบาเมื่อหยุดคิดว่าเรายังดีไม่พอ

วันอาทิตย์ที่แล้วผมวิ่งงาน Bangsaen21 มาครับ

งาน Bangsaen21 คืองานฮาล์ฟมาราธอน (21.1 ก.ม.) ที่ดีที่สุดในประเทศไทย ผมกับเพื่อนที่ออฟฟิศวิ่งติดต่อกันมาเป็นปีที่สี่แล้ว

เสียดายที่ปีนี้ไม่ได้ไปวิ่งที่บางแสน เพราะสถานการณ์โควิดยังดูไม่น่าไว้ใจ เลยตัดสินใจเปลี่ยนเป็นวิ่งแบบ virtual run คือวิ่งที่ไหนก็ได้แล้วค่อยส่งหลักฐานไปให้ทีมงานเพื่อส่งเหรียญ-ส่งเสื้อมาให้ทีหลัง

ผมเริ่มซ้อมตั้งแต่เนิ่นๆ ประมาณเดือนพฤศจิกายนก็วิ่ง 10 กิโลเมตรได้แบบชิวๆ คิดว่าถ้าเพิ่มระยะซ้อมสัปดาห์ละ 2 กิโลเมตรก็น่าจะพร้อมภายในกลางเดือนมกราคม

แต่แล้วเดือนธันวาคมผมข้อเท้าพลิกอย่างหนัก ต้องหยุดซ้อมไปหลายสัปดาห์ กว่าจะกลับมาวิ่งได้ใหม่ก็เข้าเดือนมกราคมแล้ว สุดท้ายเลยซ้อมถึงแค่ 18 กิโลเมตรก่อนที่จะถึงงานวิ่งเมื่อวันอาทิตย์ที่ 30 มกราคม

วันนั้นผมตื่นมาก่อนตีสี่นิดหน่อย แต่งตัวและออกมาวอร์มหน้าบ้าน ประมาณตีสี่ครึ่งก็เริ่มวิ่ง

ช่วง 2-3 กิโลเมตรทำเวลาได้ดีจนตัวเองแปลกใจ แต่แล้วเพซก็ช้าลงเรื่อยๆ ยิ่งตอนหยุดดื่มน้ำก็เผลอโอ้เอ้ สุดท้ายจึงจบด้วยเวลา 2:09 ชั่วโมง กับระยะทาง 21.5 ก.ม. (ผมวิ่งเกินเพื่อให้สอดคล้องกับระยะที่จะได้วิ่งในสนามจริง)

ผมแคปหน้าจอแอป Garmin ส่งให้เพื่อนในกลุ่มที่วิ่ง Bangsaen21 ด้วยกัน แต่ปีนี้เป็นปีแรกในรอบสี่ปีที่ผมไม่ได้อัพรูปขึ้นเฟซบุ๊ค

อาจจะเพราะว่าไม่ได้มีรูปสวยๆ ให้โพสต์ แถมวิ่งคนเดียวรอบหมู่บ้าน เสื้อก็ไม่ใช่เสื้องาน Bangsaen21 (เพราะเขายังไม่ได้ส่งมาให้) ก็เลยไม่รู้จะอวดอะไร

แต่ถ้าจะให้ซื่อตรงกับตัวเอง เหตุผลหลักที่ไม่ได้โพสต์ขึ้นเฟซก็เพราะว่าผมใช้เวลาเยอะกว่าทุกปีที่ผ่านมา ซึ่งวิ่งได้ sub-2 (จบเร็วกว่าสองชั่วโมง) ทุกครั้ง

เช้าวันนั้นไถเฟซบุ๊คก็เห็นคนอัปรูปของตัวเองเต็มไปหมด แถมส่วนใหญ่ก็ได้ sub-2 กันเสียด้วย เร็วสุดที่เห็นเป็นเพื่อนผู้หญิง วิ่งจบที่ 1 ชั่วโมง 52 นาที ทั้งยินดี ทั้งอิจฉา และบอกกับตัวเองว่า เราจะต้องกลับมาซ้อมให้หนักกว่าเดิม

แต่สิ่งที่เกิดขึ้นจริงๆ ก็คือตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา ผมไม่ได้กลับไปซ้อมอีกเลย ที่เคยตื่นตีห้า ก็กลายเป็นตื่นหกโมงกว่าตลอด เพิ่งจะได้กลับมาวิ่งเบาๆ เมื่อเช้านี้เอง

ใจคนเรามันก็ซับซ้อนย้อนแย้งแบบนี้


Social Media นั้นมีข้อดีมากมาย เหตุผลที่ผมได้เขียนบทความให้คุณอ่านก็เพราะว่ามีโซเชียลมีเดียนี่แหละ

แต่หนึ่งในข้อเสียที่สำคัญที่สุดของ Social Media ก็คือมันได้สร้างความรู้สึกว่า “เรายังดีไม่พอ” ให้กับคนทุกคน

สมัยก่อน ถ้าเราเป็นคนที่เล่นกีตาร์เก่งที่สุดในชั้นเรียน หรือสวยที่สุดในหมู่บ้าน เราก็จะมีความเชื่อมั่นว่าตัวเองนี่ก็ใช้ได้เหมือนกัน

แต่เป็นสมัยนี้ ไม่ว่าเราจะสวยแค่ไหน เล่นกีตาร์เก่งแค่ไหน มันจะมีคนที่สวยที่เก่งกว่าเราโผล่ขึ้นมาในฟีดเสมอ

แถมสมองของมนุษย์ก็ถูก wired ให้คอยเปรียบเทียบกับคนอื่นตลอดเวลาเสียด้วย ต่อให้ปากจะบอกว่าแข่งกับตัวเอง แต่ลึกๆ แล้วเราก็ยังอดเปรียบเทียบกับคนอื่นไม่ได้อยู่ดี

เมื่อพบเจอคนที่ดีกว่าแบบ 24×7 ความรู้สึกว่าเรายังดีไม่พอจึงยิ่งฝังแน่นลงไปในจิตใต้สำนึก และอาจขับเคลื่อนให้เรามีพฤติกรรมดังต่อไปนี้

  • เข้าศูนย์เลเซอร์ ฉีดโบท็อกซ์
  • สมัครฟิตเนส จ้าง personal coach กิน whey protein
  • ว่างแล้วอ่านมือถือตลอด ทั้งๆ ที่ไม่รู้ว่าจะอ่านอะไร แต่ก็แอบหวังว่าเราจะเจอบทความที่ทำให้ชีวิตเราดีขึ้นได้
  • เสพสื่อด้าน self-improvement จนล้นเกิน หมกมุ่นจนเข้าข่าย productivity porn
  • ซื้อหนังสือมามากมายเพื่อฝังมันไว้ในกองดอง
  • ใช้ชีวิตโดยรู้สึกว่า “มีอะไรต้องทำ” และต้อง “มุ่งไปข้างหน้า” ใจจดจ่อกับอนาคตจนไม่เหลือพื้นที่ว่างให้วันนี้หายใจ

ความจี๊ด (insidious) ของมันก็คือเรื่องเหล่านี้ดันเป็นสิ่งที่สังคมให้ค่าเสียด้วย พอเราโพสต์ความ smarter faster better ของตัวเองลงในโซเชียล ก็จะมีคนมากดไลค์และคอมเมนท์ชื่นชม ซึ่งก็จะยิ่งผลักดันให้เราทำมันต่อไปอีก

โลกโซเชียลและทุนนิยมคือเครื่องจักรขนาดใหญ่ที่ผลักดันให้มนุษย์วิ่งเข้าหาความสมบูรณ์แบบ

แต่การวิ่งตลอดเวลานั้นเหนื่อยไม่ต่างอะไรกับการวิ่ง sub-2 และมนุษย์ที่สมบูรณ์แบบนั้นไม่เคยมีอยู่จริง มันเป็นเพียงมโนภาพที่เราสร้างขึ้นมา แล้วเราก็แบกมโนภาพนี้เอาไว้ตลอดเวลา

เมื่อแบก ชีวิตจึงหนัก ชีวิตจึงเหนื่อย

ไม่ได้จะบอกว่าให้นั่งอยู่เฉยๆ อย่างเฉาๆ แค่จะบอกว่าเราควรแยกแยะให้ออกระหว่างสิ่งที่เราคิดว่าเราต้องการ กับสิ่งที่เราต้องการจริงๆ

ยอมรับในสิ่งที่ตัวเองเป็น ไม่ต้องเป็นคนเก่งตลอดเวลา

ตัวจะเบาเมื่อหยุดคิดว่าเรายังดีไม่พอครับ

นิทานคิดอย่างแชมป์

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

ทุกๆ ปี ในอเมริกากลาง จะมีการประกวดเมล็ดพันธุ์ข้าวโพด

หลังจากจบการประกวด ผู้ชนะเลิศก็ได้ทำในสิ่งที่ไม่มีใครคาดคิด

เขานำเมล็ดพันธุ์ที่เพิ่งชนะการประกวดมาแจกให้กับผู้เข้าร่วมการแข่งขัน และกล่าวว่า

“เอาเมล็ดพันธุ์นี้ไปปลูกนะ แล้วปีหน้าเรามาแข่งกันใหม่”

ในปีต่อมา เขาก็ชนะการประกวดเมล็ดพันธุ์ข้าวโพดอีก

เขาเดินแจกเมล็ดพันธุ์ที่เขาเพิ่งชนะให้กับคนอื่นๆ แล้วบอกว่า

“เอาไปปลูกนะ แล้วปีหน้าเรามาแข่งกันใหม่”

ชายผู้นี้คว้าแชมป์การประกวดเมล็ดพันธุ์ข้าวโพดติดต่อกัน 6 ครั้ง และเขาก็แจกเมล็ดพันธุ์ที่ชนะให้ผู้แข่งขันคนอื่นๆ ทุกปี

มีนักข่าวถามเขาว่า ถ้าเขาเก็บเมล็ดพันธุ์ที่ดีเอาไว้โดยไม่แบ่งคนอื่น เขาน่าจะชนะได้ง่ายกว่านี้ไม่ใช่หรือ

แชมป์จึงตอบว่า

“แสดงว่าคุณไม่เข้าใจเรื่องการปลูกพืช คุณเคยได้ยินคำว่าการกลายพันธุ์ไหม ถ้าไร่ของผมมีเมล็ดพันธุ์ที่ดี และบังเอิญไร่ของเพื่อนบ้านมีแต่เมล็ดพันธุ์ที่แย่ๆ วันหนึ่ง ลมก็จะพัดเอาเกสรของเมล็ดพันธุ์ที่แย่ๆ มาตกในไร่ของผม ทำให้เมล็ดพันธุ์ผมแย่ไปด้วย มันไม่เป็นการดีกว่าหรอกหรือ ที่ทุกคนจะมีเมล็ดพันธุ์ที่ดี แล้วถึงตอนนั้นเราค่อยมาแข่งกันว่าใครขยันรดนำพรวนดินกว่ากัน”


ขอบคุณนิทานจาก Gplus Quotes: นิทานก่อนนอนเรื่องเมล็ดพันธุ์ชนะการประกวด