นิสัยที่แก้ไม่หายของทหารผ่านศึก

วันนี้อ่านเจอกระทู้น่าสนใจใน Quora ที่ถามว่า นิสัยอะไรที่คุณได้เรียนรู้สมัยอยู่ในกองทัพที่คุณไม่คิดจะเลิกแม้จะกลับมาใช้ชีวิตพลเรือนแล้ว (What habits did you learn in the military that you simply cannot and do not wish to drop in your civilian life?)

นี่คือคำตอบของ Roland Bartetzko อดีตหทารชาวเยอรมันวัย 51 ปีครับ

“สิ่งเดียวที่ผมเรียนรู้ตอนอยู่ในกองทัพและยังยึดมั่นอยู่จนถึงทุกวันนี้ก็คือนิสัยช่างแ_่ง

มันคือความไม่แยแสโดยสิ้นเชิงกับเรื่องชวนงุดหงิดที่เกิดขึันเป็นปกติ

รถคันหลังบีบแตรไล่เพราะไฟเขียวแล้วแต่ผมยังไม่ขยับรถอย่างนั้นเหรอ

โดนเพื่อนร่วมงานโกรธเพราะผมสั่งกาแฟมาให้ผิดอย่างนั้นเหรอ

ข่างซ่อมห้องน้ำมาสายหนึ่งชั่วโมงอย่างนั้นเหรอ

ไม่เห็นจะเป็นอะไร กองทัพได้สอนให้ผมไม่ยี่หระกับเรื่องแบบนี้

ผมไม่แคร์ ไม่แม้แต่นิดเดียว ผมเคยร่วมรบในสงครามมาแล้วสองครั้ง สิ่งที่ผมมองว่า “เป็นปัญหา” นั้นหน้าตาต่างออกไป ยกตัวอย่างเช่น

คุณอยู่ท่ามกลางห่ากระสุนของทั้งสองฝ่าย กำลังโดนศัตรูตีวงล้อมเข้ามา และเพื่อนของคุณก็โดนสไนเปอร์ซุ่มยิง (บอสเนีย)

หรือไม่คุณก็โดนสะเก็ดระเบิดชิ้นใหญ่ฝังอยู่ในขา แถมแถวนั้นก็ไม่มีโรงพยาบาลเลยด้วย (สงครามโคโซโว)

หรือสหายร่วมรบเลือดไหลไม่หยุดเพราะเส้นเลือดใหญ่ขาด ขณะที่คุณพยายามหาทางช่วยชีวิตเขา (โคโซโว)

เหล่านี้ต่างหากคือปัญหาที่กองทัพสอนให้ผมแคร์

ในขณะที่วิถีชีวิตแบบพลเรือนนั้น ต่อให้เลวร้ายขั้นสุดผมก็ยังรู้สึกว่าง่ายเหมือนปอกกล้วย ผมเลยสนุกกับมันทุกนาที

บางทีคนรอบตัวก็หงุดหงิดกับท่าทีแบบนี้ของผม แต่ก็อย่างที่ผมบอกไปครับว่าผมก็ช่างแ_่งเหมือนกัน”

นิทานลูกโป่ง

ในคลาสเรียนวิชาหนึ่ง เมื่อนักศึกษาเดินเข้ามาในห้องเล็คเชอร์ พวกเขาเห็นว่าทุกที่นั่งมีลูกโป่งกับปากกาเมจิกวางอยู่

อาจารย์บอกให้นักศึกษาเป่าลูกโป่ง เขียนชื่อตัวเองบนลูกโป่ง แล้วนำมารวมไว้ที่หน้าชั้นเรียนก่อนกลับไปนั่งที่

เมื่อทุกคนทำเสร็จเรียบร้อย อาจารย์ก็กล่าวว่า

“ผมให้เวลา 5 นาที ลองมาหาลูกโป่งของตัวเองให้เจอ”

นักศึกษาร่วมร้อยคนกรูกันมาที่หน้าชั้นเรียนอีกครั้ง ตามหาลูกโป่งกันเป็นพัลวัน วิ่งชนกันวุ่นวาย แต่ผ่านไป 5 นาทีก็ยังไม่มีใครหาลูกโป่งของตัวเองเจอ

อาจารย์เคาะโต๊ะส่งสัญญาณให้ทุกคนหยุด

“เอาล่ะ มาลองกันใหม่ คราวนี้ถ้าคุณเจอลูกโป่งที่มีชื่อของใครก็ตาม คุณเดินเอาลูกโป่งไปให้เจ้าของคนนั้น”

ภายในเวลา 5 นาที ทุกคนก็ได้ถือลูกโป่งของตัวเอง

อาจารย์ยิ้มแล้วกล่าวว่า

“ความสุขก็เป็นแบบนั้น ถ้าทุกคนต่างวิ่งหาความสุขของตัวเอง เราจะหามันไม่เจอ แต่ถ้าเราใส่ใจในความสุขของคนอื่น เราจะหาความสุขของตัวเองเจอเช่นกัน”


ขอบคุณนิทานจาก Quora: Triple OGs corner’s answer to Is there an image that made your day a little better?

ถ้าข้างในเราถูก ข้างนอกจะถูกเอง

เคยนั่งเครื่องบินแล้วเจอแอร์สองคนที่บริการไม่เหมือนกันมั้ยครับ

คนหนึ่งอารมณ์ดี ยิ้มแย้มแจ่มใส แต่อีกคนดูขุ่นๆ ไม่ค่อยรับแขกเท่าไหร่

ทั้งๆ ที่ตำแหน่งเดียวกัน ได้ค่าตอบแทนพอๆ กัน บินไฟลท์เดียวกัน เจอผู้โดยสารชุดเดียวกัน

สภาวะจิตใจที่แตกต่างของทั้งสองคนจึงไม่น่าจะเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นภายนอก แต่เป็นวิธีการที่เขาเลือกที่จะตอบสนองต่อเหตุการณ์เหล่านั้นมากกว่า

เหมือนคำกล่าวที่ว่าสองคนยลตามช่อง คนหนึ่งมองเห็นโคลนตม อีกคนตาแหลมคม มองเห็นดาวอยู่พราวพราย

แน่นอนว่าโลกนี้มันไม่แฟร์ บางคนเกิดมาแล้วช่างขัดสน บางคนเกิดมาแล้วเพียบพร้อมไปหมด

แต่นั่นคือสิ่งที่ผ่านไปแล้ว และเราทำอะไรไม่ได้ สิ่งเดียวที่เราทำได้คือเรียนรู้ที่จะรับมือกับประสบการณ์ทุกอย่างที่ผ่านเข้ามาในชีวิต

หากเราเลือกที่จะมองให้เห็นว่าประสบการณ์นี้จะทำให้เราดีขึ้นได้อย่างไร ทุกเหตุการณ์ย่อมมีคุณค่า

แต่เราเอาแต่โทษฟ้าดินในความไม่แฟร์ เราก็จะยืนอยู่ที่เดิมหรือเดินถอยหลัง

การตอบสนองของเรานี่เองที่จะเป็นตัวกำหนดว่าอะไรจะเกิดขึ้นกับเราต่อไป สิ่งที่เราคิด พูด ทำ มันจะทำให้สถานการณ์ดีขึ้นหรือแย่ลง ถ้าเราระลึกความจริงข้อนี้ได้ เราจะไม่ทำอะไรที่ไม่ฉลาดลงไป

ถ้าข้างในเราถูก ข้างนอกจะถูกเองครับ

อย่าไปเสียเวลาซ้ำเติมตัวเอง

เวลาเราทำพลาด เราจะเสียเวลามากมายไปกับการด่าตัวเอง

ทำไมเรากระจอกขนาดนี้ ทำไมเราโง่ขนาดนี้ ทำไมเราเลวขนาดนี้

อาการทับถมตัวเองนี่ยาวนานเป็นชั่วโมงหรือเป็นวันๆได้เลย ทำราวกับว่ายิ่งทับถมตัวเองมากเท่าไหร่เราจะพลาดน้อยลงอย่างนั้นแหละ

เวลาที่พระท่านสอนเรื่องภาวนา ท่านจะบอกว่าถ้าเผลอก็แค่ให้รู้ แล้วกลับมาเริ่มใหม่ ไม่ต้องต่อว่าตัวเองอะไรทั้งนั้น ยิ่งเผลอบ่อยยิ่งเป็นสัญญาณที่ดี เพราะธรรมดาคนเราเผลอแล้วไม่เคยรู้ตัวว่าเผลอ

ถ้ากำลังกินข้าวแล้วเผลอ ก็แค่กลับมากินข้าว ถ้ากำลังเดินแล้วเผลอ ก็แค่กลับมาเดิน ถ้ากำลังอ่านบทความนี้แล้วเผลอ ก็แค่กลับมาอ่านบทความ

เผลอแล้วรู้ พลาดแล้วรู้ แล้วก็แค่กลับมา ไม่ต้องทำอะไรมากกว่านี้

เช่นเดียวกับทุกๆ เรื่องในชีวิต ทำงานพลาด ก็แค่เริ่มใหม่ ทะเลาะกันไปแล้ว ก็แค่เริ่มใหม่ ตัดสินใจพลาดไปแล้ว ก็แค่เริ่มใหม่

อย่ามัวไปเสียเวลาซ้ำเติมตัวเองอยู่เลย

ถ้าเราวิ่งหนีความทุกข์ เราก็กำลังวิ่งหนีความสุขเช่นกัน

ลองนึกย้อนกลับไปช่วงเวลาที่เรามีความสุขมากๆ

มันมักจะเกิดขึ้นหลังจากที่เราผ่านอะไรที่เหนื่อยยากมาแล้ว

เช่นการต้องตื่นมาแต่เช้ามืดแล้วเดินบนเขาอีกหลายกิโล เพื่อมาดูทะเลหมอก

หรือการขายงานลูกค้าสำเร็จหลังจากที่ทำงานหนักอดหลับอดนอนมาหลายวัน

หรือแม้กระทั่งการตะโกนลั่นบ้านเมื่อทีมโปรดพลิกเกมกลับมาเอาชนะได้

กว่าจะได้มาซึ่งสิ่งที่เติมเต็มจิตใจ ก็ต้องผ่านความลำบากหรือต้องลุ้นกันใจหายใจคว่ำ

สุขกับทุกข์คือสองด้านของเหรียญเดียวกัน อยากได้ฝนต้องยอมรับเสียงฟ้าร้อง อยากได้คนที่แคร์เราก็ต้องยอมรับเสียงบ่นของเขา อยากมีชีวิตที่ตื่นเต้นก็ต้องยอมรับความเสี่ยงที่ติดสอยห้อยตามมาด้วย

“To avoid pain, they avoid pleasure. To avoid death, they avoid life.”
– Osho

ถ้าเราวิ่งหนีความทุกข์ เราก็กำลังวิ่งหนีความสุขอยู่เช่นกัน

ถ้าเราวิ่งหนีความตาย เราก็กำลังวิ่งหนีชีวิตอยู่เช่นกันครับ