นิทานจับปลา

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

ผู้เฒ่าเท็ดนั่งตกปลาอยู่ริมตลิ่งมานานหลายชั่วโมง

ไม่มีปลามากินเบ็ดสักตัว และด้วยความที่เขาดื่มเบียร์เข้าไปหลายขวด ผนวกกับแดดร้อนจัด เขาจึงนั่งสัปหงกตอนปลาตัวหนึ่งมากินเบ็ด

ปลาตัวนั้นกระตุกสายเบ็ดจนกระทั่งเขาตื่นขึ้น แล้วเขาก็ทรงตัวไม่อยู่ กว่าจะรู้ตัว เขาก็พบว่าตัวเองอยู่ในแม่น้ำเสียแล้ว

เด็กชายตัวน้อยคนหนึ่งเฝ้าดูเหตุการณ์นี้ด้วยความสนใจ

ขณะที่ผู้เฒ่าเท็ดกระเสือกกระสนขึ้นมาจากแม่น้ำ เด็กชายตัวน้อยหันไปถามพ่อของเขาว่า

“พ่อครับ นั่นเขาจับปลา หรือปลาจับเขาอยู่กันแน่”

มนุษย์กำลังทำให้ชีวิตตัวเองกลับหัวกลับหางอยู่ ปลากำลังจับท่าน แล้วก็กำลังลากท่านลงไป ท่านไม่ได้กำลังจับปลา หากท่านมองเห็นแต่อำนาจ ชื่อเสียง และเงินทอง ท่านก็จะไม่ได้เป็นตัวของตัวเองอีกต่อไป


ขอบคุณนิทานจากหนังสือ เบิกบานยินดี by OSHO

คนที่ทำให้เราสุขได้มากที่สุด คือคนที่ทำให้เราทุกข์ได้มากที่สุดเช่นกัน

พระเจ้านี่ก็ช่างมีอารมณ์ขัน ที่สรรค์สร้างให้เหรียญมีทั้งหัวและก้อยเสมอ

สิ่งที่ดีมากๆ จึงมาพร้อมสิ่งที่แย่มากๆ ด้วย

ในภาษาการลงทุน เรียกว่า high risk high return

ถ้าใครลงทุน (หรือวัดดวง) ในเหรียญคริปโต เวลาราคาทะยานก็ลิงโลด เวลาราคาตกก็จิตตกไปถึงตาตุ่ม

งานที่เราทำด้วย passion อย่างเต็มเปี่ยม ถ้ามันไม่ได้ออกมาอย่างที่หวังเราก็จะ fail มากๆ เช่นกัน

ลูกๆ คือความสดใสของคนเป็นแม่ แต่บางครั้ง ลูกคนเดียวกันก็ทำให้แม่อยากทำตัวใจดำอำมหิตเหมือนกัน

หัวหน้าที่ทำให้เราร้องไห้บ่อยที่สุด คือหัวหน้าที่ทำให้เราเก่งขึ้นมากที่สุด

คุณครูที่เข้มงวดกับเราที่สุด กลายมาเป็นคุณครูที่เรารักมากที่สุด

คนที่อยู่ใกล้ตัวเรามากที่สุด คือคนที่เราทะเลาะด้วยมากที่สุด

คนที่เราเคยรักมากที่สุด อาจเป็นคนที่เราเคยแค้นมากที่สุด

คนที่ทำให้เราสุขได้มากที่สุด คือคนที่ทำให้เราทุกข์ได้มากที่สุดเช่นกันครับ

วันเดียวที่ง่ายคือเมื่อวานนี้

เพราะมันผ่านไปแล้ว และจะไม่กลับมาอีกแล้ว

วันนี้จะไม่ง่าย แผนที่เราวางไว้อย่างดีอาจพังทลายจากโทรศัพท์แค่สายเดียว หรือข้อความไลน์แค่ข้อความเดียว

สำคัญคือเมื่อเจอเหตุการณ์ที่อยู่นอกเหนือแผนการ เราทำตัวอย่างไร และสำคัญกว่านั้นคือเราทำใจอย่างไร

ทำใจในที่นี้ไม่ได้แปลว่าจำยอม แต่หมายถึงว่าเรามีมุมมองอย่างไรต่อเรื่องที่ไม่คาดคิด

ถ้าเราเผื่อใจไว้แล้วว่าแต่ละวันจะมี surprises เต็มไปหมด เราก็จะไม่หงุดหงิด และรับมือกับสถานการณ์ตรงหน้าได้ด้วยใจเป็นกลาง

แต่ถ้าเราหงุดหงิด แสดงว่าเราไม่ได้อยู่กับปัจจุบัน แต่เรากำลังติดอยู่ในกับดักความคิดของตัวเองที่คาดหวังว่าสิ่งต่างๆ มันไม่ควรจะยากแบบนี้

“The only easy day was yesterday.”
-Anonymous

วันที่ง่ายนั้นผ่านไปแล้ว วันนี้จะมีแต่ความท้าทาย

เพราะท้าทายจึงสนุก เพราะสนุกจึงคุ้มค่าครับ

กฎ 23.5 ชั่วโมง

เมื่อ 10 ปีที่แล้วมีวีดีโอตัวหนึ่งออกมาที่ได้รับความสนใจพอสมควร ผมเคยดูครั้งเดียวแล้วยังจำได้จนถึงทุกวันนี้เลยกลับไปหามาดูใหม่

วีดีโอนี้จัดทำโดยคุณหมอ Mike Evans ซึ่งเขาตั้งคำถามเอาไว้ว่า อะไรคือสิ่งที่ดีที่สุดที่เราจะทำได้เพื่อสุขภาพของเรา? (What is the single best thing we can do for our health?)

ดื่มเหล้าให้น้อยลง สูบบุหรี่ให้น้อยลง มีสังคมที่ดี ควบคุมคอเลสเตอรอล ควบคุมน้ำหนัก ฯลฯ

แต่อะไรล่ะคือสิ่งเดียวที่ดีที่สุดที่เราจะทำได้เพื่อรักษาสุขภาพของเรา?

แล้วคุณหมอก็ได้คำตอบ เพราะการทำสิ่งนี้ให้ผลลัพธ์ค่อนข้างครอบคลุม

คนไข้ข้อเข่าเสื่อม อาการเจ็บปวดและพิการลดลงไป 47%

คนชรา ลดโอกาสเกิดโรคความจำเสื่อมถึง 50%

ลดโอกาสคนเป็นโรคซึมเศร้าลง 47%

และจากการติดตามศิษย์เก่าฮาร์วาร์ดนับหมื่นคนเป็นเวลา 12 ปี การทำสิ่งนี้ช่วยลดโอกาสการเสียชีวิตถึง 23%

ยาวิเศษที่ว่านี้ก็คือการออกกำลังกาย โดยเฉพาะการเดินครับ

ตัวเลขจากญี่ปุ่นบอกว่า ถ้าพนักงานเดินไปทำงานวันละ 10 นาทีจะไม่ส่งผลอะไรต่อความดันโลหิต ถ้าเดินวันละ 11-20 ความดันจะลดลง 12% และถ้าเดินเกินวันละ 20 นาที ความดันจะลดลงถึง 29%

อีกตัวอย่างหนึ่งมาจากเยอรมันนี คนที่มีปัญหาโรคหัวใจคุณหมอมักจะแก้ปัญหาด้วยการสอดขดลวด (stent) เข้าไปในเส้นเลือดเพื่อให้เลือดหมุนเวียนได้สะดวกขึ้น

นายแพทย์ลองแบ่งคนไข้โรคหัวใจเป็นสองกลุ่ม กลุ่มแรกให้เดินวันละ 20 นาที และเต้นแอโรบิคสัปดาห์ละหนึ่งครั้ง ครั้งละหนึ่งชั่วโมง

กลุ่มที่สองได้รับการสอดขดลวด และใช้ชีวิตตามปกติ

ปรากฎว่า ในกลุ่มที่ออกกำลังกายนั้น มีถึง 88% ที่ไม่มีอาการกำเริบใดๆ ขณะที่กลุ่มที่สอดขดลวดนั้น มี 70% ที่ไม่มีอาการกำเริบ การทำอะไรโลว์เทคอย่างการเดินจึงให้ผลลัพธ์ที่ดียิ่งกว่าการทำสิ่งไฮเทคอย่างการสอดขดลวดเสียอีก

ตัวอย่างสุดท้ายมาจากออสเตรเลีย ซึ่งพบว่าคนที่ดูทีวีวันละ 6 ชั่วโมงนั้น มีอายุคาดเฉลี่ยน้อยกว่าคนไม่ดูทีวีถึง 5 ปี (คนอเมริกันนั้นดูทีวีเฉลี่ยวันละ 5 ชั่วโมง)

ชีวิตคนเราอยู่กับการนอนและการนั่งเยอะมาก เรานอนดูทีวีก่อนจะนอนหลับ ตื่นมาก็นอนเล่นมือถือ อาบน้ำแต่งตัวแล้วก็นั่งรถไปทำงาน ถึงออฟฟิศก็นั่งที่โต๊ะเกือบทั้งวัน ตอนเที่ยงก็นั่งกินข้าว ก่อนจะกลับมานั่งโต๊ะถึงตอนเย็น กลับถึงบ้านก็นั่งดูทีวีอีก นั่งและนอน นอนและนั่งวนเวียนกันเรื่อยไป

คุณหมออีแวนส์เลยให้เราตั้งคำถามกับตัวเอง ว่าเราสามารถจำกัดการนั่งและนอนรวมกันแล้วไม่เกินวันละ 23.5 ชั่วโมงได้รึเปล่า (Can you limit your sitting and sleeping to just 23 1/2 hours a day?)

กฎ 23.5 ชั่วโมง ก็คือ จงนั่ง+นอนให้ไม่เกินวันละ 23.5 ชั่วโมง นั่นเอง

และหาเวลาวันละ 30 นาทีเพื่อทำอะไรที่ active บ้าง ง่ายสุดก็คือการเดิน โดยจะแบ่งเป็นคราวละ 10 นาทีสามรอบก็ได้

เป็นอะไรที่ใครๆ ทำได้ ไม่ต้องใช้เงินสักบาท แต่ผลลัพธ์ที่ได้นั้นคุ้มค่ายิ่งนัก

ลองนำกฎ 23.5 ชั่วโมงไปปรับใช้กันดูนะครับ


ขอบคุณเนื้อหาจาก Youtube: 23 and 1/2 hours: What is the single best thing we can do for our health?

อย่าหักหลังตัวเราในอนาคต

เอาจริงๆ เรารู้อยู่แก่ใจว่าสิ่งที่เรากำลังทำวันนี้มันจะนำไปสู่อะไร

การใช้เงินแบบไม่เหลือเก็บจะนำไปสู่อะไร

การสูบบุหรี่จะนำไปสู่อะไร

การเอาชนะคะคานจะนำไปสู่อะไร

การเอาเปรียบคนอื่นจะนำไปสู่อะไร

การทำงานหามรุ่งหามค่ำไม่ดูแลสุขภาพจะนำไปสู่อะไร

แต่ถึงจะรู้ก็ยังทำ ต้องรอให้เห็นโลงศพถึงจะหลั่งน้ำตา

อาจเป็นเพราะเรามองตัวเราในอนาคตกับตัวเราในวันนี้เป็นคนละคน

เรานึกถึงตัวเราในอดีตได้ไม่ยาก แต่เรานึกถึงตัวเราในอนาคตได้ลำบาก จนบางสำนักบอกว่าจะช่วยได้ถ้าเราใช้แอปแต่งรูปที่ทำให้เราแก่ขึ้นซัก 30 ปีแล้วปริ๊นท์รูปนี้มาติดไว้หน้าตู้เย็นหรือที่ที่เราเดินผ่านบ่อยๆ เราจะได้ทำความคุ้นเคยกับตัวเราในอนาคตเอาไว้

เมื่อเราตระหนักว่าสิ่งที่เราทำในวันนี้จะทำให้ตัวเราในอีก 30 ปีต้องพบเจออะไรบ้าง เราอาจจะมีความยับยั้งชั่งใจขึ้นมาก่อนจะทำอะไรไม่ฉลาดลงไป

อย่ายึดตัวเราในปัจจุบันเป็นศูนย์กลางของจักรวาล

ไม่อย่างนั้นเราอาจกำลังหักหลังตัวเราในอนาคตครับ