เวลาเป็น-เวลาตาย

เวลาเป็น-เวลาตาย

Robert Greene ผู้เขียนหนังสือ The 48 Laws of Power กล่าวไว้ว่า เวลามีอยู่สองประเภท คือเวลาเป็น (alive time) และ เวลาตาย (dead time)

Dead time คือเวลาที่เราใช้ไปอย่าง passive ใช้ไปโดยไม่ได้สร้างประโยชน์ ความก้าวหน้า หรือความสัมพันธ์ที่ดี อาจจะมีความเพลิดเพลินบ้างเป็นบางคราว แต่ก็เป็นความสุขที่ตื้นเขิน ไม่ได้ทำให้ชีวิตรู้สึกเติมเต็มแต่อย่างใด

ส่วน alive time นั้นคือเวลาที่เรารู้สึกมีชีวิตชีวา รู้สึกว่ากำลังได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ รู้สึกว่าเหนื่อยกายแต่สุขใจ รู้สึกว่าการมีชีวิตอยู่นี่มันเป็นเรื่องดีจริงๆ

เราทุกคนเคยผ่านช่วงเวลาเป็นและเวลาตายมาแล้ว

บางคนชีวิตอาจจะดูยุ่งมาก แต่เวลาเหล่านั้นก็ยังเป็นเวลาตายอยู่ดี

ส่วนบางคนแม้ไม่ได้มีชีวิตที่หวือหวา แต่ว่าเขาอาจมีเวลาเป็นอยู่เต็มเปี่ยมก็ได้

ถ้าอยากมีชีวิตที่ดี เราควรจำกัด dead time และเพิ่มสัดส่วนของ alive time ให้มีมากขึ้นครับ

อย่าให้กรุงเทพน่าอยู่แค่ช่วงสงกรานต์กับปีใหม่

ช่วงหยุดยาว เวลาขับรถในกรุงเทพ เรามักจะหันไปพูดกับคนใกล้ตัวว่า “ถ้ากรุงเทพถนนโล่งอย่างนี้ทุกวันจะน่าอยู่มากเลยนะ”

แม้จะไม่เพอร์เฟ็กต์ แต่กรุงเทพก็เป็นเมืองที่มีเสน่ห์ อาหารการกินเพียบพร้อม ห้างน่าเดิน ทุกอย่างอยู่ใกล้กัน ถ้ารถไม่ติดจะเดินทางไปไหนก็ใช้เวลาเพียงนิดเดียว

สองปีที่ผ่านมาเราอาจจะไม่ค่อยได้เห็นคุณค่าของวันหยุดยาวมากนัก เพราะโควิดและล็อคดาวน์ทำให้เราคุ้นชินกับกรุงเทพที่รถไม่ค่อยติดเสียแล้ว

ตอนนี้รัฐบาลเริ่มคลายล็อคดาวน์ รถบนท้องถนนเริ่มมีมากขึ้น ผมเลยอยากเขียนบทความนี้ถึงผู้มีอำนาจตัดสินใจทั้งในหน่วยงานภาครัฐและเอกชน

ว่านโยบาย work from home ควรจะมีอยู่ต่อไป

จริงๆ ผมสนับสนุนให้พนักงานกลับเข้าออฟฟิศนะครับ เพราะทำงานที่บ้านทุกวันนั้นทำให้เหี่ยวเฉาและเพิ่มความเสี่ยงการเป็นโรคซึมเศร้า

มนุษย์เป็นสัตว์สังคมและอยู่ร่วมกับมนุษย์ผู้อื่นมาเป็นแสนเป็นล้านปี การต้องมานั่งทำงาน 10 ชั่วโมงต่อวัน 5 วันต่อสัปดาห์อยู่หน้าจอคอมในห้องตัวคนเดียวไม่น่าจะเป็นผลดีต่อร่างกายและจิตใจได้

ผมได้แต่หวังว่าเมื่อโควิดเริ่มซา ผู้บริหารส่วนใหญ่จะมีความกล้าพอที่จะไม่กลับไปยึดมั่นถือมั่นนโยบายเดิมๆ เพราะเราได้พิสูจน์แล้วว่าการทำงานแบบ work from home นั้นไม่ได้ทำให้คนอู้งาน จริงๆ แล้วในหลายบริษัทมันทำให้คนทำงานหนักเกินไปด้วยซ้ำ

หากทั้งหน่วยงานราชการ รัฐวิสาหกิจ และบริษัทเอกชน ร่วมแรงร่วมใจออกนโยบายให้พนักงานทำงานที่บ้านได้ 2-3 วันต่อสัปดาห์ มันน่าจะเป็น sweet spot ที่เป็นผลดีต่อทุกคน พนักงานยังได้เจอเพื่อนฝูงแต่ก็ยังมีความยืดหยุ่นที่ไม่ต้องเดินทางเข้าเมืองทุกวัน นายจ้างก็ยังได้การทำงานที่ประสิทธิภาพโดยไม่เบียดเบียนสุขภาพพนักงานมากจนเกินไป

ที่สำคัญ เมื่อรถบนท้องถนนหายไป 40% กรุงเทพจะเป็นเมืองที่น่าอยู่ขึ้นอย่างมาก ไม่ต้องตะเกียกตะกายตื่นแต่เช้าเพื่อหลีกเลี่ยงรถติดอีกต่อไป

แน่นอนว่านโยบาย WFH คงไม่ได้เป็นผลดีต่อทุกคน ราคาหุ้นทางด่วนอาจจะไม่โต คอนโดอาจต้องจัดโปรโมชั่น พนักงานบริษัทรถยนต์อาจไม่ได้โบนัส 6 เดือน ส่วนสถาบันการศึกษาก็ต้องขบคิดว่าจะสอนแบบ hybrid ทั้งออนไลน์และเจอหน้าได้อย่างไร

แต่มนุษย์นั้นปรับตัวเก่งอยู่แล้ว อย่างไรเสียก็น่าจะหาทางออกกันได้

อีกสามเดือนต่อจากนี้ เมื่อประชาชนกรุงเทพได้รับการฉีดวัคซีนอย่างเพียงพอจนเกิด herd immunity การตัดสินใจของพวกเราเกี่ยวกับนโยบาย work from home จะเป็นหนึ่งในตัวแปรสำคัญว่าคุณภาพชีวิตคนกรุงเทพจากนี้ไปจะเป็นอย่างไรครับ

เราเปลี่ยนใครไม่ได้ แต่เราเป็นเหตุผลให้เขาเปลี่ยนตัวเองได้

หนึ่งในนิสัยเสียที่แก้ไม่หายของคนเรา คือการเฝ้าเพียรพยายามเปลี่ยนแปลงคนอื่น

เราจะยกเหตุผลนับร้อยพันโน้มน้าวว่าทำอย่างนี้แล้วชีวิตจะดีขึ้น แต่สิ่งที่ได้รับกลับมามักเป็นสายตาขุ่นเคืองหรือคำตอบรับแบบขอไปที

หากมองย้อนกลับไปในอดีตของตัวเอง เราอาจพบว่าความเปลี่ยนแปลงส่วนใหญ่ไม่ได้เกิดจากใครมาจ้ำจี้จ้ำไช แต่เกิดจากการที่เราได้เห็นการกระทำ หรือได้ยินได้อ่านบางคำพูด จนเกิดพลังให้เราลุกขึ้นมาทำอะไรบางอย่าง

สมัยม.ต้นผมอยากเรียนกีตาร์มาก ไม่ใช่เพราะพ่อแม่สนับสนุน แต่เพราะเห็นเพื่อนเอากีตาร์หลังเต่ามาเล่นที่โรงเรียนแล้วมันดูเท่ชะมัด

ต้นปี 2015 ผมเริ่มเขียนบล็อกจริงจังเพราะได้อ่านหนังสือของพี่แท็ป รวิศ กับพี่บอย วิสูตร ทั้งที่หนังสือไม่ได้พูดเรื่องการเขียนบล็อกสักนิดเดียว

สองเดือนที่แล้ว ผมลุกขึ้นมาจัดห้องทำงาน ไม่ใช่เพราะว่าใครบอก แต่เพราะเห็นแฟนทำความสะอาดห้องนอนให้ลูก

“You cannot change anyone, but you can be the reason someone changes.”
― Roy T. Bennett, The Light in the Heart

อย่าคิดเปลี่ยนใครเลย ทำไปก็เสียเวลาและความสัมพันธ์เปล่าๆ

ทำตัวเองให้ดี ทำหน้าที่ของตัวเองไป แล้วหากจะมีคนเปลี่ยนไปเพราะเราก็ถือว่านั่นเป็นโบนัสครับ

ต้นกำเนิดใบเหลือง-ใบแดง

หนึ่งในเกมที่มีความหมายที่สุดในประวัติศาสตร์วงการฟุตบอลเกิดขึ้นในมหกรรมฟุตบอลโลกปี 1966 ที่มีอังกฤษเป็นเจ้าภาพ

เกมนี้ไม่ใช่รอบชิงชนะเลิศ แต่เป็นรอบตัดเชือกที่อังกฤษพบกับอาร์เจนตินา

กรรมการในแมทช์นั้นคือ Rudolf Kreitlein (รูดอล์ฟ ไครท์ไลน์) ผู้ตัดสินชาวเยอรมัน

หลังจากเกมเริ่มต้นไปได้ประมาณ 30 นาที ไครท์ไลน์ตัดสินว่าอาร์เจนตินาทำฟาล์วตรงกรอบเขตโทษ

Antonio Rattin (แอนโทนิโอ รัตติน) กัปตันทีมอาร์เจนตินาไม่เห็นด้วยและเข้าไปประท้วง จริงๆ รัตตินรู้สึกว่าไครท์ไลน์นั้นเป่าเข้าข้างอังกฤษมาตั้งแต่ต้นเกมแล้ว

ทั้งกรรมการและกัปตันต่างพูดภาษาอังกฤษไม่ได้ รัตตินจึงชี้ไปที่ปลอกแขนกัปตันและบอกว่าขอล่ามมาช่วยแปลภาษา เพราะเขาอยากฟังคำอธิบายของกรรมการว่าทำไมถึงตัดสินโอนเอียงเช่นนี้

ไครท์ไลน์ไม่สนใจและเป่าให้เกมดำเนินต่อไป แต่รัตตินก็ยังประท้วงไม่หยุด ไครท์ไลน์จึงเป่าหยุดเกมอีกครั้งและไล่รัตตินออกจากสนาม

ผู้เล่นอาร์เจนตินาเข้าไปรุมล้อมไครท์ไลน์กันยกใหญ่ ไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น แต่เมื่อฝ่ายหนึ่งพูดเยอรมัน อีกฝ่ายพูดภาษาสเปน จึงสื่อสารกันไม่รู้เรื่อง

รัตตินไม่ยอมเดินออกจากสนาม ขนาด Ken Aston ประธานคณะกรรมการตัดสินฟุตบอลโลกลงไปเจราจาด้วยก็ไม่ช่วยอะไร เพราะผู้เล่นอาร์เจนตินาปักใจเชื่อไปแล้วว่าเยอรมันกับอังกฤษนั้นฮั้วกัน

ความอลหม่านทำให้เกมหยุดไปเกือบ 8 นาที จนถึงกับต้องมีตำรวจในเครื่องแบบเข้ามาคุมสถานการณ์ และมีการพูดคุยจนรัตตินยอมเดินออกจากสนามไป

เมื่อต้องเหลือผู้เล่นเพียง 10 คน แถมสมัยนั้นยังไม่อนุญาตให้มีการเปลี่ยนผู้เล่นตัวสำรอง ทีมอาร์เจนตินาจึงต้านทานอังกฤษไม่ไหว และเสียประตูในนาทีที่ 77 จากลูกโหม่งของ Geoff Hurst จบเกมอังกฤษชนะไป 1-0*

วันถัดมาสื่อของอังกฤษลงข่าวกันยกใหญ่ และยังรายงานด้วยว่าสองพี่น้อง Bobby Charlton และ Jack Charlton** ก็ถูกลงโทษ (booking)

ประเด็นก็คือทั้งบ๊อบบี้และแจ๊คไม่รู้ตัวมาก่อนเลยว่าตัวเองถูก booking ในเกมเมื่อวานนี้!

ทั้งสองคนก็เลยขอหารือกับฟีฟ่าว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่ ฟีฟ่าจึงคอนเฟิร์มว่าคนที่ถูก booking คือแจ๊คเพียงคนเดียว ส่วนบ๊อบบี้นั้นไม่โดน

นี่จึงเป็นเรื่องสับสนขั้นสุด กรรมการคิดอย่างหนึ่ง นักข่าวคิดอีกอย่างหนึ่ง ผู้เล่นก็เข้าใจไปอีกอย่างหนึ่ง

เราจะจัดงานแข่งขันระดับโลกได้อย่างไรหากกรรมการยังไม่สามารถสื่อสารให้ทุกคนเข้าใจตรงกันได้?

นี่คือคำถามที่ Ken Aston ประธานคณะกรรมการตัดสินคิดไม่ตก

ระหว่างที่แอสตันขับรถกลับบ้านจากเวมบลีย์ ผ่านถนน Kensington High Street และติดไฟแดงตรงสี่แยก แอสตันก็เหมือนมีแสงสว่างวาบเข้ามาในหัว

ไฟเหลืองหมายถึงให้ระวังและขับช้าลงหน่อย

ส่วนไฟแดงหมายความว่าให้หยุดเดี๋ยวนี้ ห้ามไปต่อแล้ว

เมื่อกลับถึงบ้าน แอสตันจึงเล่าให้ภรรยาฟัง ฟังเสร็จภรรยาก็ตัดกระดาษสีเหลืองหนึ่งใบ สีแดงอีกหนึ่งใบ ขนาดใส่กระเป๋าเสื้อของแอสตันได้พอดี

แอสตันจึงนำไอเดียนี้ไปพัฒนาต่อ จนกระทั่งใบเหลือง-ใบแดงถูกนำมาใช้เป็นครั้งแรกในฟุตบอลโลก 1970 ที่เม็กซิโก***

จากนั้นเป็นต้นมา ใบเหลือง-ใบแดงก็กลายเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ในเกมฟุตบอล มันคือสัญลักษณ์ที่มีความเป็นสากล เป็นสิ่งที่ทุกคนเข้าใจตรงกันโดยไม่ต้องใช้คำอธิบายใดๆ เพิ่มเติม ขนาดเมืองไทยยังเอามาใช้อธิบายเวลากกต.ตัดสินใจให้ใบเหลืองหรือใบแดงผู้สมัครส.ส.

ต้องขอบคุณ Ken Aston สำหรับไอเดียเล็กๆ แต่เด็ดขาด

ขอบคุณวิกฤติในสนามที่สร้างโอกาสให้เกมกีฬานี้มีคุณภาพกว่าเดิม

และขอบคุณสัญญาณไฟจราจรที่ Kensington High Street ที่ทำให้เรามีใบเหลือง-ใบแดงใช้กันจนถึงทุกวันนี้ครับ


* อังกฤษชนะโปรตุเกสในรอบรองชนะเลิศ และชนะเยอรมันตะวันตกในรอบชิงชนะเลิศ คว้าแชมป์ฟุตบอลโลกครั้งแรกและครั้งเดียวไปได้

** ผมก็เพิ่งรู้ว่า Bobby Charlton กองหน้าในตำนานของแมนยู มีพี่ชายชื่อ Jack Charlton ที่เล่นเป็นกองหลังทีมลีดส์ยูไนเต็ดและติดทีมชาติชุดเดียวกัน

*** ผมลองไปอ่านประวัติของ Ken Aston จึงพบว่าเขาเป็นคนแรกที่ใส่ชุดกรรมการอย่างที่เราเห็นทุกวันนี้ คือชุดดำแขนขลิบขาว และยังเป็นคนที่เปลี่ยนธงของกรรมการริมเส้นให้เป็นสีเหลืองสลับแดงอีกด้วย (ก่อนหน้านี้ธงของไลน์แมนจะเป็นสีเดียวกับยูนิฟอร์มของทีมเหย้า ซึ่งหากเป็นสีโทนมืดก็จะมองเห็นได้ไม่ชัดในวันที่หมอกลงจัด)


ขอบคุณข้อมูลจาก

หนังสือ The Power of Ignorance by Dave Trott

Daily Star: Inside story of how yellow and red cards were introduced to football 50 years ago

FIFATV: At the start of the England-Argentina rivalry

Wikipedia: Ken Aston

นิทานคาหนังคาเขา

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

คุณนายจอห์นสันระแคะระคายว่าสามีตัวเองอาจจะแอบเป็นกิ๊กกับคนใช้

เมื่อต้องไปเฝ้าไข้คุณแม่ที่โรงพยาบาลหลายวัน คุณนายจอห์นสันจึงสั่งให้ลูกชายวัย 5 ขวบจับตามองคุณพ่อ

เมื่อกลับถึงบ้าน คุณนายจึงถามลูกชายว่าเจออะไรบ้าง

“ผมเห็นคุณพ่อเดินเข้าไปในห้องน้าเคลลี่ครับ”

“แล้วยังไงต่อ”

“แล้วเขาทั้งสองก็ถอดเสื้อผ้า แล้ว”

“หยุดก่อน” คุณนายตัดบท “รอให้พ่อกลับมาบ้านก่อน”

ค่ำนั้นเมื่อคุณพ่อกลับถึงบ้าน ก็เห็นคุณนายที่กำลังโกรธจัด คนใช้ที่วิตกกังวล และลูกชายที่หน้าตางุนงง

“ไหนบอกอีกทีซิว่าตอนแม่ไม่อยู่บ้านหนูเห็นอะไรบ้าง”

“ก็เห็นคุณพ่อเข้าไปห้องน้าเคลลี่”

“แล้วยังไงต่อ”

“แล้วคุณพ่อกับน้าเคลลี่ก็ถอดเสื้อผ้า”

“แล้วยังไงอีก”

“ก็ทำเหมือนกับที่ลุงเบ็นนี่ทำกับแม่ตอนพ่อไปชิคาโกอ่ะครับ”


ขอบคุณนิทานจากหนังสือ The Buddha Said by OSHO