ห่วงข้าวห่วงของเพราะ Endowment Effect

Daniel Kahneman นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบลเคยทำการทดลองโดยสุ่มแจกแก้วกาแฟให้ผู้ร่วมเข้าทดลองประมาณครึ่งหนึ่ง

จากนั้น Kahneman ก็ถามกลุ่มที่ได้แก้วไปว่า ถ้ามีคนจะซื้อแก้วใบนี้ คุณจะยอมขายในราคาเท่าไหร่

ส่วนกลุ่มที่ไม่ได้แก้ว Kahneman ก็ถามว่าจะยอมควักเงินซื้อแก้วในราคาเท่าไหร่

กลุ่มที่ได้แก้ว บอกว่าจะไม่ยอมขายจนกว่าจะได้ราคาอย่างน้อย $5.25

ส่วนกลุ่มที่ไม่ได้แก้วนั้น บอกว่าจะยอมซื้อแก้วในราคาแค่ $2.25-$2.75 เท่านั้น

แก้วใบเดียวกัน แต่มูลค่ากลับต่างกันถึงสองเท่า เพียงเพราะว่ากลุ่มหนึ่งมีความรู้สึกเป็น “เจ้าข้าวเจ้าของ” แก้วใบนั้น

Kahneman เรียกปรากฏการณ์นี้ว่า Endowment Effect หรือการให้ค่ากับสิ่งที่เราเป็นเจ้าของสูงเกินความเป็นจริง

นั่นคือสาเหตุที่เราเก็บของต่างๆ เอาไว้เต็มบ้านทั้งๆ ที่เราไม่ใช่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้า หนังสือ หรืออุปกรณ์บางอย่างที่กองไว้จนฝุ่นจับ

เคล็ดลับอย่างหนึ่งที่จะทำให้เราหลุดจาก Endowment Effect ได้ คือถามตัวเองว่า – If I don’t already own this item, how much would I be willing to pay for it? ถ้าเราไม่ได้มีของชิ้นนี้อยู่แล้ว เราจะยอมจ่ายเงินเท่าไหร่เพื่อให้ได้มันมา?

แล้วเราอาจจะแปลกใจที่ได้พบว่า ในหลายครั้งคำตอบก็คือ “ให้ฟรีๆ ยังไม่เอาเลย”

ทำไมเราจึงเก็บของเอาไว้ทั้งๆ ที่ไม่ได้ใช้แล้ว? หนึ่งในคำอธิบายก็คือเราถูกปลูกฝังมาตั้งแต่เด็กว่าอย่าทำอะไรสิ้นเปลือง

“ถ้าเปิดแอร์แล้วก็อย่าเปิดหน้าต่างทิ้งไว้ ไม่งั้นเปลืองไฟ”

“กินข้าวก็ต้องกินให้หมดจาน สงสารคนไม่มีจะกิน”

“จะซื้อเสื้อตัวนี้ไปทำไม อีกตัวที่ซื้อมาวันก่อนยังไม่ค่อยได้ใส่เลย”

เมื่อเราถูกปลูกฝังให้ใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า เราก็เลยไม่กล้าทิ้งของที่เราไม่มีโอกาสได้ใช้ไปด้วย ซึ่งถ้าใครศึกษาวิธีการจัดบ้านแบบ KonMari จะพบว่าการเก็บของที่ไม่ได้ใช้ไว้จะทำให้เราซื้อข้าวของเข้าบ้านมากกว่าเดิมเสียอีก

ลองสังเกตตัวเองดูนะครับว่าตกเป็นเหยื่อของ Endowment Effect อยู่รึเปล่า


ติดตาม Anontawong’s Musings ได้ทาง

Blog: https://anontawong.com (subscribe เพื่อรับบทความทางอีเมลได้)
Facebook: facebook.com/anontawongblog
Blockdit: blockdit.com/anontawong
LINE: http://bit.ly/LINEanontawong
Twitter: twitter.com/anontawong
Instagram: instagram.com/anontawong

เหตุผลที่คนเราควรมีความหวัง

ในช่วงทศวรรษ 1950’s นักวิจัยนาม Curt Richter จากมหาวิทยาลัย John Hopkins ได้ทำการทดลองที่ค่อนข้างจะโหดร้าย

เขาเอาหนูทดลองใส่ไปในโถก้นลึกที่มีน้ำ แล้วปล่อยให้หนูว่ายน้ำไปเรื่อยๆ เพื่อดูว่าหนูจะว่ายน้ำอยู่ได้นานแค่ไหนก่อนจะหมดแรงและจมน้ำตาย

หลังจากทดลองกับหนูหลายสิบตัว ปรากฎว่าโดยเฉลี่ยแล้วหนูจะหมดแรงและจมน้ำหลังจากผ่านไป 15 นาที

จากนั้นนาย Richter ก็ทำการทดลองอีกรอบ แต่คราวนี้เขาจะรอจนหนูใกล้จะหมดแรงแล้วดึงมันขึ้นมาจากน้ำ เช็ดตัวให้แห้ง ปล่อยให้มันได้พักสักครู่หนึ่ง ก่อนจะจับมันโยนลงน้ำอีกรอบ

คุณคิดว่า “ยกสอง” นี้หนูจะว่ายน้ำอยู่ได้นานแค่ไหน?

5 นาที? 15 นาที? 30 นาที?

คำตอบคือ 60 ชั่วโมง

ใช่ครับ หนูที่ได้รับการช่วยเหลือในครั้งแรก จะว่ายน้ำได้นานถึง 60 ชั่วโมงโดยเฉลี่ย นานกว่าเดิมถึง 240 เท่า โดยสถิติสูงสุดคือ 81 ชั่วโมงหรือเกือบสามวันครึ่งที่หนูตัวหนึ่งว่ายน้ำติดต่อกันไม่หยุด

ข้อสรุปจากการทดลองครั้งนี้ก็คือ หากหนูเชื่อว่าสุดท้ายแล้วมันจะได้รับการช่วยเหลือ มันจะมีความอดทนจนอาจก้าวข้ามขีดจำกัดทางร่างกายของตัวเองได้

“ความหวัง” จึงเป็นสิ่งที่มีค่าและสร้างความเข้มแข็ง

หากเรามีความหวังกับสิ่งใด มีศรัทธากับสิ่งใด เราก็จะไม่ยอมแพ้ง่ายๆ เพราะเราเชื่อว่าทุกอย่างมันมีโอกาสดีขึ้นได้

และในฐานะผู้นำ หนึ่งในสิ่งสำคัญที่สุดที่เราจะสร้างได้ก็คือความหวังและความศรัทธาของผู้คนเช่นกันครับ

ศึกษาคนที่นำหน้าเรานิดเดียว

“It’s almost always better to learn from peers who are 2 years ahead of you than mentors who are 20 years ahead of you. Life evolves and most insights get outdated.”

-James Clear

การเรียนรู้จากเพื่อนที่นำหน้าเราไป 2 ปีนั้นมักจะมีประโยชน์กว่าการเรียนรู้จากผู้ใหญ่ที่ไปไกลกว่าเรา 20 ปี เพราะชีวิตนั้นเปลี่ยนผันและความรู้บางอย่างก็มีวันหมดอายุ

เป็นมุมที่ผมไม่เคยคิดถึงมาก่อน เพราะเวลาเราอ่านหนังสือหรือฟังพอดแคสต์ เรามักจะได้อ่านได้ฟังความรู้ของคนแปลกหน้าที่นำหน้าเราไปเป็นสิบหรือยี่สิบปีทั้งนั้น

แต่เรากลับมองข้ามที่จะเรียนรู้จากเพื่อนร่วมงานที่ผลงานดีกว่า เติบโตได้เร็วกว่า ทั้งๆ ที่สิ่งที่เขากำลังทำอยู่นั้นเราสามารถเอามาประยุกต์ใช้ได้ทันที

หรือเป็นเพราะว่าลึกๆ แล้วเราแอบอิจฉาเขาอยู่ แล้วเราก็กลบเกลื่อนด้วยการบอกตัวเองว่าเขาไม่เห็นจะเก่งขนาดนั้นเลย เราทำงานหนักกว่าเขาตั้งเยอะ

แต่ถ้าเขาเติบโตได้เร็วกว่าเรา นั่นแสดงว่าเขากำลังทำอะไรบางอย่างที่เวิร์คอยู่ อย่างน้อยก็ในบริบทนี้ เราจึงควรสังเกตดูว่าสิ่งไหนที่เราพอจะทำเหมือนเขาได้ ส่วนสิ่งไหนที่ทำไม่ได้หรือไม่อยากทำก็ละเอาไว้

ศึกษาคนที่นำหน้าเรานิดเดียวไม่ได้แปลว่าเราควรหยุดอ่านหนังสือและหยุดฟังพอดแคสต์

แค่แปลว่าเราควรจะเปิดใจซึมซับตัวอย่างดีๆ ที่อยู่ใกล้ตัวเราบ้างเท่านั้นเองครับ


ติดตาม Anontawong’s Musings ได้ทาง

Blog: https://anontawong.com (subscribe เพื่อรับบทความทางอีเมลได้)
Facebook: facebook.com/anontawongblog
Blockdit: blockdit.com/anontawong
LINE: http://bit.ly/LINEanontawong
Twitter: twitter.com/anontawong
Instagram: instagram.com/anontawong

นั่งคุยกับพ่อ: ประสบการณ์ 50 ปีบนเส้นทางประชาธิปไตย

เมื่อปีที่แล้ว ผมเขียนหนังสือออกมาเล่มหนึ่งชื่อ “นั่งคุยกับพ่อ” เพื่อเป็นของชำร่วยในงานวันเกิด 72 ปีของพ่อผมเอง

พ่อเป็นคนที่มีความเคลื่อนไหวด้านการเมืองมายาวนาน ตั้งแต่เขียนจดหมายเปิดโปงการทุจริตในจุฬาลงกรณ์ภายใต้นามปากกา “นายฉันท์แก่น” จนเกิดการเดินขบวนของนักศึกษาในปี 2513

พ่อยังเป็นคนแรกใน 100 รายชื่อผู้เรียกร้องรัฐธรรมนูญจากรัฐบาลจอมพลถนอม กิตติขจร จนเป็นชนวนไปสู่เหตุการณ์ 14 ตุลา 2516

ก่อนเกิดเหตุการณ์ 6 ตุลา 19 พ่อกับแม่ก็โดนคุกคามจนต้องเข้าป่าจับปืน และจากบ้านเกิดเมืองนอนถึง 5 ปี

หลังกลับมาเมืองไทยก็ยังมีชีวิตที่วนเวียนเกี่ยวกับการขับเคลื่อนทางการเมืองอยู่ตลอด ไปร่วมประท้วงก่อนเกิดเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ รณรงค์สีลมสีเขียวจนเกิดรัฐธรรมนูญปี 2540 เป็นหนึ่งในกลุ่ม 40 ส.ว. ตราบจนเป็นหนึ่งในผู้ปราศรัยบนเวทีของกปปส.

เรื่องราวของพ่อเกี่ยวพันกับตัวละครหลายคนที่เราคุ้นหู ไม่ว่าจะเป็นมรว.คึกฤทธิ์ ปราโมช คุณอานันท์ ปันยารชุน อาจารย์สุลักษณ์ ศิวลักษณ์ พลตรีจำลอง ศรีเมือง คุณไขแสง สุกใส อาจารย์ธีรยุทธ บุญมี คุณวิสา คัญทัพ คุณรสนา โตสิตระกูล

การเขียนหนังสือเพื่อบันทึกประสบการณ์ของนายประสาร มฤคพิทักษ์ จึงถือว่าเป็นการบันทึกประวัติศาสตร์การเมืองไทยเอาไว้ด้วย

ตอนนั้นตั้งใจจะผลิตหนังสือเพื่อแจกคนที่มาร่วมงานวันเกิดของพ่อเท่านั้น แต่สำนักพิมพ์เคล็ดไทยก็เสนอว่าจะพิมพ์และขายให้ด้วย

มาวันนี้ หนังสือ “นั่งคุยกับพ่อ ประสบการณ์ 50 ปีบนเส้นทางประชาธิปไตย” จึงวางตลาดแล้ว

นี่คือบางช่วงตอนจากหนังสือ ที่ฉายภาพหลังเหตุการณ์ 14 ตุลาจนถึงวันที่พ่อตัดสินใจเข้าป่าครับ


รุตม์: หลังจากที่จบ 14 ตุลาคม พ่อกลับมาทำงานอาชีพตามปกติ
พ่อ: หลัง 14 ตุลาคม การเมืองมันเข้มข้น มันเป็นการเปิดพื้นที่ประชาธิปไตยอย่างกว้างขวาง ของประชาชน แปลว่าสิทธิเสรีภาพ การเรียกร้องต่างๆ ก็เกิดขึ้นทั่วไป ชาวนาชุมนุมเรียกร้องความเป็นธรรมเนื่องเพราะเจ้าของที่ดินเก็บค่าเช่าไปถึงครึ่งหนึ่ง สมมุติได้ข้าว 80 ถัง เจ้าของที่ดินเอาไปแล้ว 40 ถัง ตอนนั้นยังไม่มีค่าจ้างขั้นต่ำนะ นายจ้างจ่ายวันละ 3 บาทก็ได้ กรรมกรก็เรียกร้องค่าจ้างขั้นต่ำ ขอแค่ 12.50 บาท

อเมริกาตั้งฐานทัพ อุดร สัตหีบ นครพนม เอาระเบิดไปทิ้งที่เวียดนาม ทำไมต้องยอมให้อเมริกามาใช้ฐานทัพในเมืองไทย ทำให้ไทยเป็นอริกับเวียดนาม ก็มีการชุมนุมเดินขบวน

อาธีรยุทธกับพ่อและเพื่อนๆ เคลื่อนไหวต่อเนื่อง ตอนนั้นตั้งกลุ่มขึ้นชื่อ “กลุ่มประชาชนเพื่อประชาธิปไตย” (ปช.ปช.) มีสำนักงานเล็กๆ เป็นห้องแถวอยู่ที่ถนนสามเสน เคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตย เคลื่อนไหวเพื่อความเป็นธรรม เคลื่อนไหวเพื่อความถูกต้อง เคลื่อนไหวไม่เห็นด้วยกับฐานทัพอเมริกาในไทย อยากทำอะไรก็ทำ อาธีรยุทธเป็นหัวแถว ไปเห็นหมู่บ้านนาทราย อำเภอบึงกาฬ จังหวัดหนองคาย ที่นั่นทางการไปเผาทิ้งทั้งหมู่บ้านเลย มีเด็กกับผู้หญิงตายด้วย เราไปดูก็เห็นซากหมู่บ้านเป็นร้อยหลังคาเรือนถูกเผาหมด เป็นฝีมือของฝ่ายทหารสายเหยี่ยวในยุคนั้น

รุตม์: เป็นฝีมือของเจ้าหน้าที่รัฐเหรอครับ
พ่อ: ตอนนั้นเขาเรียก “กอ.รมน.” กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน มีนายทหารสำคัญคนหนึ่ง ซึ่งต่อมาเป็นหัวหน้ากลุ่มกระทิงแดง ที่นิยมใช้ความรุนแรงกับนักศึกษา ประชาชน เช่น ขว้างระเบิดใส่การชุมนุมไล่ฐานทัพอเมริกา ทีนี้อาธีรยุทธกับพ่อพาผู้ใหญ่บ้านของบ้านนาทรายชื่อผู้ใหญ่ลม มาแถลงข่าวหนังสือพิมพ์แล้วเปิดปราศรัยที่สนามหลวง เปิดโปงว่าทางการทำร้ายประชาชน

รุตม์: ตอนนั้นเป็นรัฐบาลอาจารย์สัญญา ธรรมศักดิ์ ใช่ไหม
พ่อ: ใช่

รุตม์: รัฐบาลป้องกันไม่ได้
พ่อ: เป็นนายก แต่ก็ทำอะไรมากไม่ได้ คือทหารยังมีอำนาจมาก เราก็ต้องอาศัยวิธีนี้ อาศัยสังคมมาเปิดโปง ช่วงนั้นมีทั้งเหตุการณ์ไล่ฐานทัพอเมริกา เปิดโปงการฆ่าการเผาที่พัทลุง เขาเรียกว่า “ถีบลงเขาเผาลงถังแดง” ตอนนั้นการปราบคอมมิวนิสต์รุนแรง ใครที่ทางการสงสัยว่าเป็นคอมมิวนิสต์เขาก็จับใส่กระสอบขึ้นคอปเตอร์ถีบลงเขานะ บางส่วนก็เผาลงถังแดง เอาถังแดงถังน้ำมันใหญ่ๆ ใส่น้ำมัน ฆ่าให้ตาย ให้หมดลมหายใจก่อนแล้วค่อยใส่ถังเผาเพื่อทำลายหลักฐาน มีการเปิดโปง คนที่นำในการเปิดโปงคือ พินิจ จารุสมบัติ ซึ่งตอนนั้นก็เป็นนายกองค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยรามคำแหง ตอนนั้นมีเหตุการณ์เกิดขึ้นหลายกรณี

รุตม์: งงว่าเขาออกมาเรียกร้องรัฐบาล แต่ทำไมทหารเป็นคนลงมือ
พ่อ: ในยุคนั้น ทหารสายเหยี่ยวยังมีอิทธิพล ตามแนวทางที่อเมริกาปลุกผีคอมมิวนิสต์เอาไว้

รุตม์: คนที่ออกมาเรียกร้องก็มักโดนข้อหาคอมมิวนิสต์
พ่อ: ตอนนั้นคอมมิวนิสต์เหมือนเป็นปีศาจที่น่าสะพรึงกลัว พรบ. คอมมิวนิสต์ ยังมีอยู่ เป็นข้อหาที่หยิบยกมาเล่นงานประชาชนได้โดยง่าย ขณะเดียวกัน การเข่นฆ่าและเผาที่กระทำต่อประชาชนเป็นปัญหามนุษยธรรม การเคลื่อนไหวต่างๆ มันไปคุกคามฝ่ายนายทุน ไปคุกคามเจ้าของที่ดิน ไปคุกคามเจ้าของโรงงาน ไปคุกคามทหาร จึงเกิดการจัดตั้งกลุ่มกระทิงแดงขึ้นมาโดยมีนายทหารระดับพลตรีคนหนึ่งเป็นหัวหอก

รุตม์: ตั้งขึ้นมาเองโดยไม่ได้มีอะไรรองรับ ไม่ใช่องค์กร
พ่อ: ไม่ใช่องค์กรอย่างเป็นทางการ แต่เป็นที่รู้กันว่าเขาประกาศตัวเป็นกลุ่มกระทิงแดง เขาอาศัยพวกเด็กนักเรียนอาชีวะจำนวนหนึ่งไปเป็นมือเท้า พวกนี้ไม่กลัวตาย พร้อมใช้อาวุธ ใช้ความรุนแรง ตอนขับไล่ฐานทัพอเมริกามีการเดินขบวนไปที่สถานทูต ผ่านสยามสแควร์ ก็มีการขว้างระเบิดโดยกลุ่มกระทิงแดง อดีตผู้นำนักศึกษาคนหนึ่งถูกสะเก็ดระเบิด ยังฝังอยู่ในร่างกายจนบัดนี้

รุตม์: คือเขาตั้งกลุ่มนี้ขึ้นมาเพื่อที่จะปราบปรามนักศึกษาที่เขากล่าวโทษว่าก่อความไม่สงบในบ้านเมือง อันนี้คือสิ่งที่เขาโฆษณาว่าจำเป็นต้องทำอย่างนี้ ก็เลยเรียกคนออกมาช่วยรักษาความสงบ
พ่อ: ใช่จาก 14 ตุลาคม 16 ไปถึง 6 ตุลา 19 เขามีการเคลื่อนไหว 2 อย่าง หนึ่งคือเคลื่อนไหวทางวาทกรรม “ขวาพิฆาตซ้าย” พระรูปหนึ่งชื่อ กิตติวุฑโฒภิกขุ ซึ่งมีชื่อเสียงพอสมควรก็ออกมาประกาศว่า “ฆ่าคอมมิวนิสต์ไม่บาป” นักเขียน นักวิชาการ นักการเมืองหลายคนก็อยู่ฝ่ายขวา มีหน้าที่คอยเปล่งเสียงต่อต้านนักศึกษา ขณะที่อีกด้านหนึ่ง ก็ใช้ความรุนแรงมากระทำต่อนักศึกษาประชาชน

รุตม์: เขาออกมาต่อต้านนักศึกษาเพราะอะไรนะ
พ่อ: เขามองว่าสร้างความวุ่นวาย สร้างความปั่นป่วน ไม่รักประเทศชาติ เป็นคอมมิวนิสต์ แล้วในความเป็นจริงมันต้องยอมรับว่าฝ่ายคอมมิวนิสต์เองก็มีการเคลื่อนไหวทางความคิดอย่างกว้างขวางในเวลานั้น ความคิดด้านสังคมนิยมเข้ามาเยอะ ทฤษฎีคาร์ล มาร์กซ์ ความคิดของ เลนิน ซึ่งเป็นต้นตำรับคอมมิวนิสต์ มีการนำมาศึกษากัน มันฟังดูดี ชนชั้นกรรมาชีพทั่วโลกจงสามัคคีกัน แรงงานสร้างโลก นายทุนเอาเปรียบกรรมกร ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์มีการจัดนิทรรศการจีนแดงยาวนานเป็นสัปดาห์ ความคิดเหมาเจ๋อตงก็เข้ามา เหมาเจ๋อตงเป็นผู้นำการปฏิวัติจีน ขับไล่ญี่ปุ่น ต่อสู้กับอเมริกา เชกูวาร่าเป็นฮีโร่ของทางอเมริกาใต้ ถ้าทำให้ทุกคนในประเทศเท่ากันได้ ไม่มีความเหลื่อมล้ำ ไม่มีนายทุนมาขูดรีดจะทำให้ประเทศชาติและประชาชนมีความสุข ความคิดสังคมนิยมเข้ามามีบทบาทมาก กลายเป็นเงื่อนไขที่จะทำให้ทางการเขามีเหตุผลที่จะต้องปราบปราม แล้วลุงไขแสง สุกใส กับพ่อและเพื่อนๆก็ร่วมก่อตั้งพรรคสังคมนิยมแห่งประเทศไทย

รุตม์: ซึ่งสังคมนิยมต่างจากคอมมิวนิสต์ใช่มั้ยครับ ภาษาอังกฤษเขาเรียกว่า Socialist ใช่มั้ย
พ่อ: Socialist มีดีกรีอ่อนกว่าคอมมิวนิสต์ คอมมิวนิสต์ถือว่าปัจจัยการผลิตอย่างที่ดินนั้นเป็นของรัฐ ไม่ใช่สมบัติส่วนตัว แต่ในวันนี้แทบจะหาเส้นแบ่งไม่ได้แล้ว เพราะประเทศคอมมิวนิสต์อย่างจีนก็กลายเป็นทุนนิยมไปมากแล้ว แนวคิดหลักของสังคมนิยมเราในตอนนั้นคือต่อต้านจักรวรรดินิยม ไม่เอาต่างชาติเข้ามาครอบงำแบบมีฐานทัพ ต้องการให้เกิดความเป็นธรรม ที่ดินต้องเป็นของชาวนา กรรมกรต้องได้ค่าจ้างที่เป็นธรรม ต้องมีการกระจายรายได้ที่เป็นธรรม

รุตม์: ก็คือเพื่อปกป้องคนที่ไม่ได้มีสิทธิ์มีเสียงในสังคม คล้ายๆ ให้เขาลืมตาอ้าปากได้ คือเหมือนมี Safety Net ให้ประชาชน
พ่อ: จะว่าไปแล้วมันก็คล้ายๆ รัฐสวัสดิการน่ะ

รุตม์: สวัสดิการที่ทำให้คนตอนนี้เขาอย่างน้อยไม่ตกต่ำไปกว่านี้ แต่ไม่ได้ขอให้ทุกคนเท่าเทียมกันหรือว่าอะไรอย่างนี้ ก็คือยังต้องการให้มีการเลือกตั้งเหมือนเดิม เพียงแต่ว่านโยบายมันจะต้องช่วยเหลือคนจนมากกว่าช่วยเหลือนายทุนใช่ไหมครับ
พ่อ: ทำให้คนจนลืมตาอ้าปาก ทำให้ความเหลื่อมล้ำลดน้อยลง ทำให้คนจนมีอำนาจต่อรอง ทำให้ทุนมีบทบาทที่เอื้ออาทรต่อคนยากคนจน เช่นเรื่องที่ดิน ซึ่งเป็นปัจจัยการผลิตสำคัญที่สุดของประเทศเกษตรกรรมอย่างเรา ถ้าจำกัดการถือครอง ถ้าแต่ละคนมีไม่เกิน 50 ไร่ มันก็จะเป็นเรื่องดี นายทุนครอบครองที่ดินมาเป็นของตัวเองแบบมีเป็นหมื่นเป็นแสนไร่ อันนี้ทำไม่ได้ เป็นต้น อันที่จริงสมัยจอมพลป. ก็เคยออกกฎหมายจำกัดการถือครองที่ดิน แต่ถูกยกเลิกไปในสมัย จอมพลสฤษดิ์

รุตม์: แล้วพ่อตั้งพรรคกับลุงไขแสง อาธีรยุทธ
พ่อ: ใช่ตั้งพรรคสังคมนิยมแห่งประเทศไทย มีคนร่วมเยอะ อาธีรยุทธด้วย แต่เขาไม่รับตำแหน่ง เขาร่วมคิด ธีรยุทธ บุญมี ชัยวัฒน์ สุรวิชัย ชํานิ ศักดิเศรษฐ์

รุตม์: เป็นพรรคจดทะเบียนเป็นเรื่องเป็นราว
พ่อ: เป็นพรรคจดทะเบียนเป็นเรื่องเป็นราว ชื่อพรรคสังคมนิยมแห่งประเทศไทย หัวหน้าพรรคคือ พันเอกสมคิด ศรีสังคม เป็นอดีต ส.ส.จังหวัดอุดรธานี แล้วรองหัวหน้าพรรคก็คือลุงไขแสง สุกใส ดร.บุญสนอง บุณโยทยาน เป็นเลขาธิการพรรค

รุตม์: อันนี้คือปี
พ่อ: ปี 2517

รุตม์: แล้วมีเลือกตั้งเมื่อไหร่นะครับ
พ่อ: เลือกตั้งต้นปี 18

รุตม์: พ่อลงด้วยหรือเปล่าครับ
พ่อ: พ่อลงด้วย ลงเขตโคราช สมัครกัน 30 กว่าคน พ่อได้ที่ 5

รุตม์: ทำไมถึงไปลงโคราช
พ่อ: เพราะลุงคำสิงห์ อยู่ที่นั่น ลุงคำสิงห์เป็นคนบัวใหญ่ ลุงคำสิงห์ดึงพ่อไปลงที่นั่น แล้วลุงคำสิงห์เป็นนักเขียน แวดวงนักเขียนก็รู้จักแกดี เคยเจอกันเคยพบปะสังสรรค์กันก่อนหน้าจะชวนไปลงเลือกตั้ง

รุตม์: นั่นเป็นการสมัคร ส.ส. ครั้งแรก
พ่อ: ใช่ แล้วก็ไม่ได้ เขตนั้นมี ส.ส.ได้ 3 คน พ่อได้คะแนนเป็นที่ 5

รุตม์: หาเสียงตอนนั้นเหมือนกรุงเทพฯ ที่ต้องไปลงพื้นที่ เคาะประตูบ้าน ขึ้นเวทีปราศรัยรึเปล่า?
พ่อ: ต่างจังหวัดบ้านเรือนมันห่างกัน มันไม่ชิดกันแบบห้องแถว แต่ละหมู่บ้านก็ห่างกัน

รุตม์: ก็คือเดินก็ไม่ได้
พ่อ: ระหว่างหมู่บ้านต้องนั่งรถ วันหนึ่งปราศรัย 6-7 หมู่บ้าน ตอนนั้นในพรรคก็มี 3 คนที่ลงด้วยกัน ลุงคำสิงห์ พ่อ และลุงคำพอง พิลาสมบัติ

รุตม์: โอเค ปี 2517-2518 ก็คือเป็นการทำพรรคท่ามกลางบรรยากาศขวาพิฆาตซ้าย สิ่งที่ฝ่ายขวาเชื่อคืออะไรครับ
พ่อ: รักษาสถานะเดิมให้คงอยู่ หมายถึงว่า อย่ามาจำกัดการถือครองที่ดิน อย่ามาไล่ฐานทัพอเมริกา ฐานทัพอเมริกาทำให้ประเทศไทยไม่เป็นคอมมิวนิสต์อะไรอย่างนี้ อย่ามาต่อสู้เรียกร้องกับนายทุน ฝ่ายขวาเขาจะเป็นอย่างนั้น ที่ควรบันทึกไว้คือ ดร.บุญสนอง บุณโยทยาน เป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แต่เป็นรุ่นพี่พ่อที่รัฐศาสตร์ จุฬาฯ เป็นคนที่ชัดเจนมาก บอกเลยว่าต้องการสังคมที่เป็นธรรม ต้องไล่ฐานทัพอเมริกา ต้องการให้กรรมกรได้ค่าแรงขั้นต่ำ ต้องการปฏิรูปที่ดิน ยืนหยัดในแนวทางสร้างความเป็นธรรม ให้สังคม แต่กลับต้องเสียชีวิตวันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2519 แต่คืนวันที่ 28 ได้คุยกับพ่อ

รุตม์: คุยกับพ่อว่า
พ่อ: “ประสาร พวกเราต้องระวังตัวกันไว้นะ เวลานี้ กอ.รมน. เขาหมายหัวพวกเราไว้ 65 คน ชื่อประสาร ชื่อธีรยุทธ และชื่อเพื่อนๆใกล้ตัวพวกเรามีหมด เขาจะทำอะไรเราเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ ไปไหนมาไหนให้ระวังตัวให้ดี” พ่อก็รับฟัง พอรุ่งขึ้นแกก็ถูกฆ่า ถูกยิงทิ้งที่ปากซอยเข้าบ้าน แถววิภาวดี อาจารย์กำลังขับรถเข้าบ้านแล้วโดนดักยิงที่หน้าปากซอยบ้าน เดี๋ยวนี้ยังจับไม่ได้ ผู้นำชาวนาที่เขาต่อสู้เรื่องค่าเช่าที่เป็นธรรม ตายไป 19 คน มันก็มีปรากฏการณ์ ที่มันบ่มเพาะความรุนแรง
จากอาจารย์สัญญา ธรรมศักดิ์ จัดให้มีการเลือกตั้งได้อาจารย์คึกฤทธิ์ ปราโมช มาเป็นนายก เป็นนายกได้แค่ 11 เดือนก็ยุบสภาแล้วเลือกตั้งใหม่ ก็ได้หม่อมราชวงศ์เสนีย์ ปราโมช มาเป็นนายก มีการเดินทางกลับจากต่างประเทศในสภาพสามเณรของจอมพลถนอม กิตติขจร ทำให้มีการต่อต้าน ในที่สุดก็มีการปราบรุนแรงตอน 6 ตุลาคม 19 ที่ธรรมศาตร์และที่สนามหลวง

รุตม์: 6 ตุลาคมก็คือต่อต้านจอมพลถนอมที่กลับมาหรือ
พ่อ: ชนวนอยู่ตรงนั้น อยู่ที่การกลับมาของจอมพลถนอมตอนนั้น วีระ มุสิกพงศ์ (ปัจจุบันเปลี่ยนเป็น วีระกานต์ มุสิกพงศ์) เขาเป็นเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ขณะที่หัวหน้าพรรคคือ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช วีระเขาอภิปรายในสภา อภิปรายไม่ไว้วางใจนายกซึ่งเป็นหัวหน้าพรรคของตนเองว่าทำไมยอมให้จอมพลถนอมบวชเณรกลับเข้าประเทศมาได้ อภิปรายแรงมาก ม.ร.ว.เสนีย์ ประกาศลาออกกลางสภา ถือว่าโดนลูกพรรคหยามหยัน
แล้วการชุมนุมในธรรมศาสตร์มันเกิดขึ้นเนื่องจากถนอมกลับมา แรงปะทะระหว่างซ้ายกับขวาแรงมากในเวลานั้น

รุตม์: ตอนนั้นพ่ออยู่ไหน
พ่อ: ตอนนั้นพ่อเข้าป่าแล้ว

รุตม์: พ่อเข้าไปก่อนเกิดเหตุ
พ่อ: พ่อเข้าไปตั้งแต่ 7 สิงหาคม 19

รุตม์: อะไรเป็นสัญญาณที่บอกว่าต้องเข้าแล้วล่ะ
พ่อ: พ่อถูกตีตราว่าเป็นฝ่ายซ้าย มีสัญญาณว่ารัฐบาลคงจะอยู่ยากเพราะมีความขัดแย้งกันแรง สิ่งที่เห็นคือ ผู้นำชาวนาถูกฆ่า ผู้นำกรรมกรถูกขว้างระเบิด ดร.บุญสนอง ถูกยิงทิ้ง รัฐบาลทำอะไรไม่ได้ ดังนั้นอีกไม่นานคงมีการยึดอำนาจ และพวกเราก็จะอยู่ได้ยาก อาจถูกปราบหรือโดนกำจัดด้วยวิธีรุนแรง

รุตม์: สัญญาณมาจากสายคอมมิวนิสต์เหรอครับ
พ่อ: ไม่มีการบอกว่าเขาเป็นหรือไม่เป็น แต่พอรู้เป็นเลาๆ เขาชี้ให้เห็นว่าชีวิตไม่ปลอดภัยนะ อาจถูกฆ่าหรือถูกจับ จึงเสนอมาว่าจะเข้าป่าไหม เขาจะดูแลจัดการให้ อนาคตข้างหน้าค่อยว่ากันอีกที

รุตม์: ก่อนที่พ่อจะเข้าป่าพ่อก็ต้องไปร่ำลาใครบ้างไหมครับ ตอนนั้นย่ารู้รึเปล่า
พ่อ: ไม่รู้ ตอนนั้นใช้วิธีส่งจดหมาย จดหมายถึงปู่กับย่า บอกอยู่ไม่ได้ ขอเข้าป่า ส่งจดหมายถึงเจ้านาย ตอนนั้นพ่อทำงานเป็น Personnel Manager ของบริษัทไทยฟูจิ เป็นบริษัทผลิตงานพิมพ์ถุงพลาสติก

รุตม์: Personnel Manager เป็น HR หรือเป็นอะไร
พ่อ: ก็คืองาน HR นั่นแหละแต่สมัยนั้น มีเรื่องรับคน เรื่องสัมภาษณ์คน เรื่องค่าจ้างเงินเดือนอะไรต่างๆ ตอนนั้นยังไม่ได้เรียก HR เขาเรียกว่าผู้จัดการฝ่ายบุคคล ออฟฟิศอยู่ฝั่งธนที่ใกล้ๆ วงเวียนใหญ่ พ่อก็ต้องเขียนจดหมายลาออก ก็ส่งจดหมายไปว่าลาออกจากตำแหน่ง แล้วก็จดหมายถึงปู่กับย่า

รุตม์: ทำไมถึงไม่ไปลาปู่กับย่าด้วยตัวเองล่ะครับ
พ่อ: ถ้าไปลาถึงตัวก็โดนเบรคสิ แล้วอาจจะข่าวรั่วไปถึงหูทางการอีก ใช้จดหมายดีที่สุด


เรื่องราวในป่าก็สนุกและตื่นตาไม่แพ้กัน ใครสนใจเรื่องการเมืองไทย หนังสือเล่มนี้จะพาคุณไปพบเรื่องราว behind the scenes ที่หาอ่านไม่ได้ที่ไหน

และเมื่ออ่านจบ นอกจากจะเข้าใจอดีตและปัจจุบันมากขึ้นแล้ว คุณอาจจะรู้สึกอยากนั่งคุยกับพ่อมากขึ้นด้วยครับ

นั่งคุยกับพ่อ ประสบการณ์ 50 ปีบนเส้นทางประชาธิปไตย ราคาเล่มละ 170 บาท หาซื้อได้ที่เว็บเคล็ดไทย นายอินทร์ และซีเอ็ดครับ

เรายุ่งเกินไปที่จะมีเวลาคิดเรื่องชีวิตรึเปล่า

Bill Gates ที่เป็นผู้ก่อตั้ง Microsoft และมูลนิธิ Bill & Melinda Gates Foundation จะจัดเวลาปีละสองครั้งเพื่อขังตัวเองอยู่เพียงลำพังเป็นเวลา 1 สัปดาห์

เขาเรียกมันว่า Think Week

บิล เกตส์ จะใช้เวลา 7 วันนี้ในการอ่านหนังสือและบทความต่างๆ เพื่อจะได้มองเห็นภาพใหญ่ของเศรษฐกิจและสังคม ทบทวนว่าอะไรคือสิ่งสำคัญ และอะไรคือสิ่งที่เขาควรจะจัดการเมื่อกลับไปทำงาน

หลายคนอาจคิดว่าบิลเกตส์เป็นมหาเศรษฐีที่เกษียณแล้ว จะเอาเวลาไปทำอะไรก็ได้ แต่จริงๆ แล้วบิลเกตส์เริ่มทำ Think Week มาตั้งแต่ปี 1995 ซึ่งเป็นช่วงที่เขายังเป็น CEO ของ Microsoft ในยุคที่กำลังเติบโตแบบก้าวกระโดด


Jeff Weiner ซึ่งเป็น CEO ของ LinkedIn จะบล็อคเวลาใน Calendar ให้ตัวเองวันละ 2 ชั่วโมง โดยแบ่งเป็นช่วงละ 30 นาที เพราะเขาเคยประสบปัญหาที่เจอประชุมติดๆ กันทั้งวัน (เรียกว่า back-to-back meetings) จนไม่เหลือแรงและสมาธิในการตัดสินใจเรื่องสำคัญเลย

เจ๊ฟมองว่าการบล็อคเวลาให้ตัวเองนี้เป็น productivity tool ที่สำคัญที่สุด เพราะมันเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้เขาเมคชัวร์ว่าเขาเป็นนายของ calendar ตัวเอง ไม่ใช่ปล่อยให้นัดหมายและความรับผิดชอบต่างๆ มากลืนกินเวลาของเขาไปทั้งหมด

เราคงไม่เคยคิดที่วางแบงค์ 500 แปดใบไว้บนโต๊ะทำงานแล้วเชื้อเชิญให้ใครมาหยิบไปใช้ก็ได้ แต่เรากลับปล่อยให้ตารางเวลาทำงาน 8 ชั่วโมงของเรามีคนหยิบไปใช้ได้ฟรีๆ


มีคนเคยบอกว่า If you don’t prioritize your life, someone else will

ถ้าคุณไม่จัดลำดับความสำคัญของสิ่งต่างๆ ในชีวิต คนอื่นจะจัดให้คุณเอง

เราทุกคนอยากมีชีวิตที่ดี แต่บางทีเราก็จมอยู่กับความยุ่งเหยิงจนลืมถามตัวเองว่าที่เรากำลังทำอยู่ทั้งหมดนี้มันทำให้ชีวิตเราดีขึ้นจริงหรือ

เราต้องระวังที่จะไม่ตกเป็นเหยื่อของการประชุม เหยื่อของอีเมล หรือเหยื่อของการตอบ LINE/Slack เพราะแม้สิ่งเหล่านี้จะสำคัญ แต่มันไม่ใช่สิ่งสำคัญที่สุด

เรายุ่งเกินไปที่จะมีเวลาคิดเรื่องชีวิตรึเปล่า?

ดูแลตัวเองบ้าง จัดเวลาให้ตัวเองบ้าง – prioritize yourself

จะได้มีเวลาหยุดพักและได้ครุ่นคิดถึงสิ่งที่จะมีคุณค่าและความหมายกับเราอย่างแท้จริงครับ


ติดตาม Anontawong’s Musings ได้ทาง

Blog: https://anontawong.com (subscribe เพื่อรับบทความทางอีเมลได้)
Facebook: facebook.com/anontawongblog
Blockdit: blockdit.com/anontawong
LINE: http://bit.ly/LINEanontawong
Twitter: twitter.com/anontawong
Instagram: instagram.com/anontawong