ร่างกายจะจดคะแนนเอาไว้เสมอ

ในวัยหนุ่มสาว เราอาจจะใช้ร่างกายราวกับมันไม่มีวันบุบสลาย

นั่งติดโต๊ะ อดหลับอดนอน ดื่มเหล้าสูบบุหรี่ กินของที่ไม่มีประโยชน์ โดยที่เราก็ไม่เห็นว่าจะเป็นอะไร

1 สัปดาห์ไม่เป็นอะไรไร 1 เดือนไม่เป็นอะไรไร 1 ปีก็ไม่เป็นอะไร

มารู้ตัวอีกทีตอนเห็นสมุดผลตรวจสุขภาพ หรือตอนที่ร่างกายส่งสัญญาณประท้วงว่ามันแบกรับพฤติกรรมแบบนี้ไม่ไหวแล้วนะ

เพราะร่างกายนั้นจะจดคะแนนเอาไว้เสมอ เมื่อทำสิ่งที่เป็นประโยชน์มันก็จะเพิ่มแต้ม เมื่อทำสิ่งที่ทำร้ายมันก็จะตัดแต้ม

งานไม่เวิร์คนั้นยังเปลี่ยนงานได้ แต่ร่างไม่เวิร์คนั้นยังไงก็ต้องทนอยู่กับมัน

ร่างกายจะจดคะแนนเอาไว้เสมอ

ดูแลมันเสียแต่ตอนนี้ จะได้ไม่ล้มละลายทางสุขภาพในภายหลังครับ

นิทานนานแค่ไหน

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

ศิษย์คนหนึ่งไปขอฝากตัวกับพระอาจารย์เซน

“อาจารย์ครับ ถ้าผมตั้งใจฝึกฝน นานแค่ไหนถึงจะบรรลุครับ”

“10 ปี”

“ไม่ครับอาจารย์ ถ้าผมตั้งใจสุดๆ ผมจะใช้เวลาเท่า-“

อาจารย์พูดตัดบท “ขอโทษที ข้าประเมินผิด ต้องใช้เวลา 20 ปี”

“อาจารย์เข้าใจผมหน่อย! ผม-“

“30 ปี” อาจารย์ตอบ

ถ้ากำลังหลีกเลี่ยงงานใหญ่ ให้ลองทำสองข้อนี้

ข้อแรก แตกงานใหญ่ให้เป็นงานย่อยที่ใช้เวลาไม่เกิน 10 นาที
เพราะงานใหญ่นั้นมันน่ากลัว ดูแล้วต้องใช้เวลาหลายชั่วโมง เราก็เลยหลีกเลี่ยงมันมาตลอด แต่ถ้าเราลองแตกมันออกมาเป็นงานย่อยๆ ที่ทำเสร็จโดยใช้เวลาไม่เกิน 10 นาที เราจะกล้าทำแต่ละสเต็ปมากขึ้น สิ่งสำคัญคือการเริ่มต้น เมื่อได้เริ่มแล้วเราจะมีโมเม็นตัมที่จะไปต่อได้เอง

ข้อที่สอง เมื่อทำงานย่อยแต่ละชิ้นเสร็จแล้ว จงให้รางวัลตัวเอง
อาจจะกินขนม อาจจะเดินไปคุยกับเพื่อน อาจจะเข้า social media (แต่อย่านาน) เมื่อเราให้รางวัลตัวเองตอนทำงานเสร็จ สมองเราจะเชื่อมโยงการกระทำกับรางวัล (associate action with reward) และทำให้เรามีความรู้สึกที่ดีต่องานมากขึ้นจนเกิดเป็น positive loop

ไม่ต้องห่วงว่าจะให้รางวัลตัวเองมากเกินไป เพราะพอทำไปสักพัก ความก้าวหน้าในงานจะตอบแทนตัวมันเอง

สิ่งสำคัญตอนนี้คือการเริ่มต้นและสร้างอารมณ์ในเชิงบวกให้กับงานที่เราหลีกเลี่ยงมาโดยตลอดครับ

ท่ามกลางความวุ่นวาย อย่าลืมสูดลมหายใจลึกๆ

เชื่อว่าช่วงนี้หลายคนคงปั่นป่วนกับเรื่องโควิด-19 ที่กลับมาอีกครั้ง

สามเดือนที่ผ่านมาดูเราจะชะล่าใจ เราจึงลดการ์ดและสนุกสนานราวกับไวรัสตัวนี้ไม่มีอยู่จริง ทั้งๆ ที่มันอยู่แถวนี้มาโดยตลอด พอมันโผล่ออกมาหลายคนเลยตกอยู่ในความเสี่ยง

ผมไม่มีข้อแนะนำอะไรนอกจากขอให้อย่าลืมสูดลมหายใจลึกๆ บ้างเป็นครั้งคราว

เมื่อเรารู้ตัวว่าเราหายใจ เราจะหลุดออกจากโลกของความคิด หลุดจากโรคของความเครียดได้ แม้เพียงไม่กี่วินาทีก็ยังมีประโยชน์

ต้องถือว่าโชคดีแค่ไหนที่เราพ้นภัยมาได้จนถึงวันนี้ วันที่เริ่มมีวัคซีน วันที่การแพทย์รู้วิธีการดูแลรักษาผู้ติดเชื้อจนอัตราการหายดีนั้นสูงขึ้นกว่าแต่ก่อน

ที่เราทำได้คือทำสิ่งที่เรารู้ว่าควรทำอยู่แล้ว ไม่มีอะไรซับซ้อน เพียงแต่ต้องใช้ความอดทน

ท่ามกลางความวุ่นวาย อย่าลืมสูดลมหายใจลึกๆ กันนะครับ

สิ่งที่ควรระลึกเวลารู้สึกผิดที่จะ Say No

เมื่อวานนี้ผมมีสอนเรื่อง Time Management ให้พนักงานใหม่

ผมพูดว่ามี productivity hacks สองข้อที่ทุกคนควรใส่ใจ

หนึ่งคือนอนให้เพียงพอ เพราะการนอนมักเป็นสิ่งแรกที่เรายอมแลกเมื่อมีเรื่องให้ต้องทำมากเกินไป แต่จริงๆ แล้วการนอนให้พอนั้นเป็นเรื่องสำคัญมากสำหรับการมีวันที่ดีและการทำงานให้ได้ดี

ส่วนแฮ็คที่สองคือเราต้องหัด say no ให้เป็น

เราไม่ค่อยกล้าปฏิเสธใครเพราะเรากลัวจะดูเป็นคนไม่มีน้ำใจ แต่ถ้าเราไม่หัดปฏิเสธคนบ้างเลย สุดท้ายเราจะไม่ได้ทำเรื่องสำคัญสำหรับเรา เพราะเรามัวแต่ทำเรื่องสำคัญของคนอื่น

เวลาจะปฏิเสธนั้นไม่ใช่ทำอย่างไร้เยื่อใย เราต้องรู้จักมอบทางเลือกให้คนที่มาขอความช่วยเหลือด้วย เช่นต่อรองเรื่องเวลาว่าจะทำให้ได้เมื่อไหร่ หรือแนะนำคนอื่นที่อาจจะช่วยแทนเราได้

อีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน คือเราต้องแยกแยะให้ออกว่าการปฏิเสธคำขอกับการปฏิเสธตัวตนของคนที่ขอนั้นไม่เหมือนกัน

เวลาใครมาขอให้เราช่วยอะไร เขากำลัง “ขาย” อะไรบางอย่าง อาจจะเป็นไอเดีย อาจจะเป็นงาน อาจจะเป็นเป้าหมาย ถ้าเขาขายเราสำเร็จ เราก็ต้อง “ซื้อ” ไอเดียนั้น ซึ่งไม่ใช่การซื้อด้วยเงิน แต่เป็นการซื้อด้วยเวลา

ดังนั้น ก่อนที่เราจะจ่ายเวลาอันมีค่าออกไป ลองคิดให้ดีว่าเราอยากซื้อไอเดียนั้นจากเขาจริงรึเปล่า ถ้าไม่อยากซื้อ เราก็ยังไม่จำเป็นต้องจ่าย และการที่เราปฏิเสธข้อเสนอก็เป็นคนละเรื่องกับการปฏิเสธคนที่มาเสนอ – denying a request is not the same thing as denying the person making the request.

เมื่อเราแยกแยะได้ระหว่างสิ่งที่ขอกับตัวตนของคนที่ขอ เราก็จะมีความกล้ามากขึ้นที่จะปฏิเสธคำขอนั้นอย่างนุ่มนวลและด้วยความเคารพ และยังรักษาสัมพันธภาพอันดีเอาไว้ได้

เรียนรู้ที่จะ say no แล้วเราจะจัดการชีวิตได้ดีขึ้นครับ