3 ความคิดจากโควิดรอบที่ 3

เมื่อวานนี้เมืองไทยมีผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้น 1,335 คน เป็นสถิติใหม่ของผู้ติดเชื้อภายในหนึ่งวันและสูงเป็นอันดับ 6 ของโลก

เลยอยากแชร์ความคิดที่เกิดขึ้นในช่วงนี้เพื่อมาแลกเปลี่ยนกันครับ

1. ฟุตบอลจะอันตรายที่สุดช่วง 5 นาทีแรกและ 5 นาทีสุดท้าย

สมัยผมเล่นฟุตบอลให้ทีมประจำเมืองเล็กๆ ในนิวซีแลนด์ สิ่งหนึ่งที่โค้ชจะพร่ำสอนเสมอก็คือ 5 นาทีแรกและ 5 นาทีสุดท้ายของเกมนั้นเป็นช่วงที่อันตรายที่สุด

เพราะช่วง 5 นาทีแรก เรายังไม่ได้เข้ามาสู่เกมเต็มตัวเท่าไหร่ ส่วน 5 นาทีสุดท้ายนั้นร่างกายก็ล้าเต็มทีและรอฟังเสียงนกหวีดแล้ว

เมื่อขาดสมาธิหรือชะล่าใจ โอกาสเสียประตูจึงสูงมาก

ผมว่าการระบาดรอบนี้เกิดจากความคิดแบบ 5 นาทีสุดท้ายนี่แหละ เพราะที่ผ่านมาเมืองไทยควบคุมการติดเชื้อได้ดีมาโดยตลอด แถมวัคซีนก็เริ่มทยอยฉีดกันแล้ว เราก็เลยเที่ยวกันเต็มที่ ปาร์ตี้กันเต็มที่ ราวกับไวรัสตัวนี้ไม่เคยมีอยู่ในโลก

เมื่อชะล่าใจก็เลยโดนโควิดยิงประตูแบบเซอร์ไพรส์ และความเสียหายครั้งนี้ก็หลายแสนนัก

2. การระบาดของโควิดไม่ใช่แบบ geographic แต่เป็นแบบ demographic

การระบาดของโควิดรอบที่แล้วช่วงใกล้วันคริสต์มาส เป็นการระบาดในหมู่คนใช้แรงงานชาวพม่า ติดกันวันละหลายร้อยที่สมุทรสาคร

แต่ผู้คนในกรุงเทพก็ยังใช้ชีวิตกันตามปกติ ยังเข้าออฟฟิศทำงาน ยังมีกินดื่มเที่ยวราวกับสมุทรสาครกับกรุงเทพนั้นอยู่คนละประเทศกัน

ส่วนการระบาดรอบล่าสุดที่ตั้งต้นจากทองหล่อ สิ่งแรกๆ ที่พบเห็นคือโรงเรียนอินเตอร์ประกาศปิดแทบจะทันที

เพื่อนผมคนหนึ่งเปรยว่า “รอบนี้รอบคนรวย”

คนรู้จักบางคนที่ติดโควิดก็ไปติดจากหัวหินและภูเก็ต ทั้งสองเมืองอยู่ไกลจากกรุงเทพยิ่งกว่าสมุทรสาคร แต่ในเชิง socio-economic หรือสังคมและเศรษฐกิจนั้นก็นับได้ว่าใกล้เคียงกับคนกรุงมากกว่าคนที่อยู่ตลาดกลางกุ้งมหาชัย

ที่อเมริกา การติดเชื้อและเสียชีวิตนั้นมีสัดส่วนของคนผิวสีสูงมาก ส่วนใหญ่เป็นชนชั้นแรงงานที่อยู่กันอย่างแออัดและไม่ได้มีทางเลือกในการ social distancing มากนัก

เมื่อตอนต้นสัปดาห์ แฟนผมเกิดอยากกินก๋วยเตี๋ยวเรือ เรารอจนบ่ายแก่ๆ เพื่อจะได้ไม่ต้องเจอคนเยอะ ร้านที่กินประจำนั้นปิดทั้งสัปดาห์ ผมเลยไปอีกร้านหนึ่งที่เป็นเพิงไม้เชิงสะพานข้ามคลอง พอสั่งอาหารเสร็จ ผมก็เพิ่งสังเกตว่าคนจดออเดอร์ไม่ใส่หน้ากาก พอมองไปที่เด็กในร้านคนอื่นๆ ก็ไม่ใส่หน้ากาก เจ้าของก็ไม่ใส่หน้ากาก แม้กระทั่งคนทำก๋วยเตี๋ยวก็ไม่ใส่หน้ากาก เราเลยขอยกเลิกออเดอร์และเดินออกจากร้าน

อาจจะเป็นแค่ร้านนี้ร้านเดียวก็ได้ แต่การที่เขาไม่ใส่หน้ากากกันเลย นั่นแสดงว่าเขาไม่ได้รู้สึกว่าการระบาดรอบนี้อยู่ใกล้ตัวเขาเหมือนกับที่(พวก)เรารู้สึก

3. Make the best of it

นี่คือช่วง 5 นาทีสุดท้ายที่หน้าสิ่วหน้าขวาน ไม่รู้ว่าเราจะกลับมาตีเสมอหรือจะเสียประตูเพิ่ม

ส่วนตัวผมยังมีหวังอยู่ว่าคนไทยจะตื่นตัวและตั้งการ์ดสูงกันใหม่ แน่นอนว่าความล่าช้าของวัคซีนนั้นเป็นปัญหาที่ผู้รับผิดชอบต้องแก้ไขกันต่อไป แต่ในระดับปัจเจก สิ่งเดียวที่เราทำได้ก็คือใช้ช่วงเวลานี้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด

ในปี 1665 เกิดกาฬโรคระบาดในอังกฤษ Trinity College ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของมหาวิทยาลัย Cambridge ถูก “ล็อคดาวน์” เพื่อป้องกันการสูญเสีย นักศึกษาคนหนึ่งจึงต้องกลับไปอยู่ฟาร์มและนั่งขีดๆ เขียนๆ อยู่คนเดียวเป็นระยะเวลาเกือบสองปี

เมื่อกาฬโรคที่ชื่อว่า The Great Plague of London จบลง มีคนเสียชีวิตไปทั้งสิ้น 75,000 คน นักศึกษาคนนั้นกลับมาเรียนอีกครั้ง และตีพิมพ์หนังสือชื่อ Principia Mathematica ซึ่งเป็นจุดกำเนิดของ Calculus และกฎแรงโน้มถ่วง จน Principia ได้ชื่อว่าเป็นตำราที่ยิ่งใหญ่ที่สุดชิ้นหนึ่งของโลก

นักศึกษาคนนั้นชื่อว่าไอแซค นิวตัน

เราคงไม่ต้องคาดหวังให้ตัวเองทำอะไรระดับนิวตัน แต่เมื่อเราต้องตกอยู่ในสถานการณ์นี้อย่างเลี่ยงไม่ได้ก็จงใช้มันให้เกิดประโยชน์กันเถอะ

เราเรียนรู้จากโควิดรอบแรกมาแล้วว่าการต้อง work from home ติดต่อกันหลายสัปดาห์นั้นมีข้อดีและข้อเสียอะไรบ้าง รอบนี้ถ้าต้องเจอสถานการณ์เดียวกันอีก ก็ขอให้เราใช้เวลาอย่างฉลาดขึ้น

อย่างน้อยที่สุดก็เพื่อไม่ให้วิกฤติรอบนี้ต้องสูญเปล่าครับ

5 ข้อคิดที่ได้จากหนังสือ Personal OKRs

วันนี้ผมเพิ่งอ่านหนังสือ “Personal OKRs: ชีวิตจะสำเร็จตามเป้าหมาย ถ้าวัดผลได้เป็นระบบ” ของอาจารย์นภดล ร่มโพธิ์ จบครับ

แม้ผมเองจะใช้ OKR มาหลายปีแล้ว แต่ยังไม่เคยเอามาใช้กับชีวิตส่วนตัวเหมือนกัน เพราะโดยจริตแล้วไม่ใช่คนสนุกกับการตั้งเป้าหมายและติดตามผลขนาดนั้น

แต่เมื่อได้อ่านหนังสือเล่มนี้แล้วก็ได้ข้อคิดอะไรบางอย่าง เลยขอนำมาเล่าสู่กันฟังครับ

1.ก่อนเขียน OKR ให้เขียน Mission, Vision, Values
เหตุผลที่ทำ OKR ไม่สำเร็จเพราะบางทีมันไม่ได้สอดคล้องกับความต้องการและตัวตนของเราอย่างแท้จริง ดังนั้นก่อนจะเขียน OKR เราควรจะให้เวลากับการนั่งคิดว่าอะไรเป็น mission vision และ values ของเราบ้าง จากนั้นจึงค่อยตั้ง OKR ที่ไม่ขัดกับสิ่งเหล่านี้

2. ควรมี OKR ระดับ 3 ปี / 1 ปี / 3 เดือน
OKR ขององค์กรนั้นมักจะเป็นระดับ 3 เดือน แต่ OKR ส่วนตัวควรจะมีระดับ 3 ปีด้วย เพราะมันจะทำให้เราวาดภาพอนาคตได้ชัดเจนมากขึ้น และช่วยกำหนดทิศทางว่า OKR ระดับ 1 ปีกับ 3 เดือนนั้นควรจะหน้าตาแบบไหน

3. ตั้ง OKR แล้วจะเครียดน้อยลง
หลายคนคิดว่าการตั้งเป้าหมายและติดตามผลนั้นจะทำให้ชีวิตยากหรือเครียดเกินไปรึเปล่า ผมจึงขอยกคำพูดจากอาจารย์นภดลมาเลยแล้วกันครับ
“ผมว่าการมีเป้าหมายในชีวิตไม่ใช่ความเครียดเลยครับ กลับกัน เป้าหมายเหล่านี้จะมีส่วนช่วยอยากให้เราลุกขึ้นมาทำสิ่งต่างๆ อีกมากมาย ความเครียดหลายครั้งเกิดจากการไม่รู้เป้าหมายมากกว่า”

4. การทำ OKR ไม่ได้ตามเป้าไม่ได้แปลว่าล้มเหลว
หนึ่งใน OKR ของอาจารย์นภดลคือการได้มีงานวิจัยที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารระดับนานาชาติแบบ top tier ซึ่งแน่นอนว่าอาจารย์ก็โดนปฏิเสธไปไปหลายครั้ง แต่นั่นไม่ใช่ความล้มเหลว เพราะ OKR ไม่ได้ถูกตั้งให้เราไปให้ถึง แต่ถูกตั้งขึ้นมาเพื่อให้เราได้ท้าทายตัวเอง ซึ่งนี่เป็นสิ่งที่ผมพูดเวลาสอนเรื่อง OKR เช่นกันว่าสำหรับผมมันไม่ใช่ Performance Management tool แต่มันเป็น Engagement tool ถ้ามันถูกใช้กับคนที่เหมาะสม

5. การตั้ง OKR นั้นมีความเสี่ยงต่ำ
การลองเขียนหรือนำ OKR ไปใช้นั้นแทบไม่มีความเสี่ยงเลย อย่างมากก็เสียเวลานิดหน่อยตอนเขียน ถ้าทำไม่ได้ก็แค่เลิกทำ และชีวิตเราคงไม่ได้แย่ไปกว่าตอนก่อนทำหรอก ดังนั้นมันคือการลงทุนที่ Low Risk แต่ High Return ซึ่งหาได้ไม่มากนัก

พออ่านหนังสือเล่มนี้จบ ผมก็เลยลองตั้ง Personal OKRs ของตัวเองดูเป็นครั้งแรก แล้วเดี๋ยวผมจะลองเอามาเชื่อมกับการสร้าง routine ซึ่งน่าจะทำให้ผมทำสิ่งที่สอดคล้องกับ OKRs ได้โดยไม่ต้องเคี่ยวเข็ญตัวเองเกินไปนัก

ไว้จะมารายงานผลเมื่อสบโอกาสนะครับ 🙂


ป.ล.ใครสนใจเรื่องตั้ง OKR ในองค์กร ลองอ่านบทความที่ผมเคยเขียนเอาไว้ในบล็อก Life@LMWN: ตั้งเป้าหมายให้พนักงานด้วยเทคนิค OKR ครับ

อย่าทำราวกับตัวเองเป็นศัตรู

ในบรรดาสิ่งมีชีวิตทั้งหมดบนโลกใบนี้ อาจจะมีเพียงเผ่าพันธุ์มนุษย์ที่ทำร้ายตัวเองโดยเจตนา

สูบบุหรี่และดื่มเหล้าทั้งๆ ที่รู้ว่าไม่เป็นผลดีต่อร่างกาย

อดหลบอดนอนจนภูมิร่างกายลดและเพิ่มโอกาสเป็นมะเร็ง

อิจฉาริษยาคนอื่น ไม่ต่างอะไรกับการที่เราดื่มยาพิษแล้วหวังให้อีกคนตาย

ใช้ถ้อยคำรุนแรง อีกฝ่ายได้ยินรึเปล่าไม่รู้ แต่ที่แน่ๆ เราได้ยินเต็มสองหู

เห็นแก่ตัวบ้าง หยุดทำร้ายตัวเองได้แล้ว

อย่าทำราวกับตัวเองเป็นศัตรูอยู่เลย

เหตุผลที่ Elon Musk ไม่ลาพักร้อน

อีลอน มัสก์นั้นเป็นที่รู้จักกันดีในฐานะ CEO ของ Tesla และ SpaceX แถมยังมีโปรเจคเท่ๆ อีกมากมายที่ทำให้หลายคนปวารณาตัวเป็นสาวก

สิ่งหนึ่งที่เราได้ยินกันจนคุ้นหูก็คืออีลอนนั้นทำงานหนักมาก ตกสัปดาห์ละ 100 ชั่วโมง

และแม้จะร่ำรวยมหาศาล แต่อีลอนก็ไม่ค่อยลาพักร้อน เพราะมีประสบการณ์ที่ไม่ค่อยดีเท่าไหร่

ปี 2000 ตอนที่อีลอนแต่งงานกับ Justine ภรรยาคนแรก ทั้งสองวางแผนจะไปฮันนีมูนด้วยกันที่ออสเตรเลียในเดือนกันยายน แต่ระหว่างที่อีลอนเดินทางอยู่บนเครื่องบิน ผู้บริหารของ x.com (ที่จะกลายเป็น Paypal ในกาลต่อมา) ก็ออกจดหมายเรียกร้องให้บอร์ดปลดอีลอนออกจากตำแหน่ง CEO และแต่งตั้ง Peter Thiel เป็น CEO แทน พออีลอนเดินทางถึงซิดนี่ย์แล้วทราบข่าว ก็ต้องจองตั๋วเครื่องบินบินกลับอเมริกาทันทีเพื่อไปต่อสู้เรื่องนี้ แผนฮันนีมูนเป็นอันล่ม

อีกสามเดือนถัดมา อีลอนวางแผนไปฮันนีมูนกับจัสทีนอีกครั้ง คราวนี้เป็นทริปสองสัปดาห์ สัปดาห์แรกในบราซิล สัปดาห์ที่สองในแอฟริกาใต้ใกล้ชายแดนประเทศโมซัมบิก ระหว่างที่อยู่ในแอฟริกาใต้อีลอนก็ติดเชื้อมาเลเรียชนิดรุนแรง (falciparum malaria) โดยไม่รู้ตัว

เมื่ออีลอนกลับมาถึงแคลิฟอร์เนีย อีลอนก็ป่วยจนล้มหมอนนอนเสื่ออยู่หลายวัน จัสทีนพาเขาไปโรงพยาบาล ซึ่งหมอก็วินิจฉัยผิดว่าเป็นโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ (meningitis) พอให้ยาอาการก็ดีขึ้นชั่วคราว แต่พอกลับถึงบ้านอาการก็แย่ลงเรื่อยๆ จนถึงขั้นเดินไม่ได้ จนภรรยาต้องนำส่งโรงพยาบาลอีกเป็นคำรบสอง ซึ่งเจ้าหมอคนที่สองก็วินิจฉัยผิดอีกว่าเป็นมาเลเรียอีกสายพันธุ์หนึ่งจึงไม่กล้าให้ยาเยอะมากเพราะกลัวผลข้างเคียง

โชคยังดีที่มีหมอจากอีกโรงพยาบาลหนึ่งมาเยี่ยมพอดี หมอคนนี้ทำเคสมาเลเรียมาอย่างโชกโชน พอเห็นอาการอีลอนเลยลองเอาเลือดไปตรวจอีกครั้งและตัดสินใจให้ยาปฏิชีวนะแบบเต็มพิกัด

อีลอนต้องนอนใน ICU นานถึง 10 วันและใช้เวลาถึง 6 เดือนกว่าจะกลับมาหายดี น้ำหนักของอีลอนลดลงไป 20 กิโล จนเสื้อผ้าส่วนใหญ่ในตู้นั้นใส่ไม่ได้

“เหตุการณ์คราวนั้นทำผมเกือบตาย” อีลอนกล่าว

“มันทำให้ผมได้บทเรียนว่า การลาพักร้อนนั้นมันฆ่าคุณได้เลยนะ” (“Thats’ my lesson for vacation: vacations will kill you.”)

สงกรานต์นี้ ขอให้ทุกคนได้พักผ่อนและดูแลสุขภาพให้ดีนะครับ


ขอบคุณข้อมูลจากหนังสือ Elon Musk: Tesla, SpaceX, and the Quest for a Fantastic Future

3 สิ่งที่คนฉลาดพึงทำ

Epicurus นักปราชญ์ชาวกรีกบอกว่า คนมีปัญญาจะทำ 3 เรื่องนี้สำเร็จ

  1. มีงานเขียนทิ้งไว้ให้โลก
  2. ใช้เงินอย่างระมัดระวังและเตรียมการสำหรับอนาคต
  3. ใช้ชีวิตใกล้ชิดกับธรรมชาติ

ส่วน Aristotle นักปราชญ์ชาวกรีกอีกคนนั้นอธิบายถึงชีวิตของทาสในยุคสมัยนั้นไว้ว่า

  1. งาน
  2. อาหาร
  3. การลงโทษ

ชีวิตของเราใกล้เคียงกับนักปราชญ์หรือทาสมากกว่ากัน และเราอยากจะมุ่งหน้าไปทางไหน ลองไตร่ตรองดูครับ


ขอบคุณเนื้อหาจากหนังสื Stillness is the Key by Ryan Holiday