ใช้เลข 6 นำทางชีวิต

เมื่อเช้าตอนผมไปวิ่งรอบหมู่บ้าน ก็คิดขึ้นมาได้ว่า

ถ้าวิดพื้นได้ 60 ที
และวิ่งเพซ 6 ได้ 60 นาที*

เราก็น่าจะฟิตกว่าคนส่วนใหญ่ในรุ่นเดียวกันแล้ว

แล้วก็คิดต่ออีกว่า มีอะไรที่เกี่ยวกับเลข 6 อีกบ้างที่เราควรทำ

ตื่นก่อน 6 โมงเช้า ทำให้เราเริ่มวันได้เป็นอย่างดี

ไม่กินข้าวหลัง 6 โมงเย็น ทำให้เรามีสุขภาพที่ดี

เขียนไดอารี่วันละ 60 วินาที ด้วยการพิมพ์ลง notepad ทำให้เราจดเรื่องสำคัญในชีวิตและเห็นแพทเทิร์นว่าแต่ละช่วงเรารู้สึกอย่างไร

อ่านหนังสือวันละ 6 หน้า เป็นสิ่งที่ใครๆ ก็ทำได้ เดือนนึงอ่านจบเล่มนึงก็ยังดี (หนังสือคงมีมากกว่า 180 หน้า แต่ถ้าเราอ่านทุกวัน บางวันมันก็จะอ่านได้มากกว่า 6 หน้าโดยปริยาย)

ดื่มน้ำวันละ 6 แก้ว – เรารู้กันดีว่าควรดื่มน้ำวันละ 8 แก้ว แต่ปริมาณน้ำอีก 2 แก้วมันอยู่ในอาหารที่เราทานอยู่แล้ว

เช็คเมลไม่เกินวันละ 6 ครั้ง มากกว่านี้อาจเรียกว่าจับจด

เช็ค social media ไม่เกินวันละ 6 ครั้ง ถ้ามากกว่านี้อาจเป็นสัญญาณว่าเราอาจกำลังไม่มีความสุขกับงาน/ชีวิตส่วนตัว

ใช้เวลากับคนที่เรารักสัปดาห์ละ 60 นาที – 60 นาทีกับแฟน, 60 นาทีกับลูกๆ 60 นาทีกับพ่อแม่ – ทั้งสามอย่างนี้ควรเป็นขั้นต่ำ น้อยกว่านี้อาจต้องเริ่มถามตัวเองแล้วว่า priorities เราถูกต้องแล้วรึยัง

กันเวลาไว้ทำโปรเจ็คพิเศษของเราอย่างจริงจังวันละ 60 นาที แล้วทำให้ได้ 60 วันติดต่อกัน แล้วลองดูซิว่ามันจะเกิดอะไรขึ้น ตอนที่ผมเริ่มเขียนบล็อกอย่างจริงจังเมื่อปี 2015 ผมก็ทำอะไรแบบนี้จนบล็อกมี 2,000 กว่าบทความแล้ว

ดูลมหายใจวันละ 60 วินาที กลับมาอยู่กับตัวเองบ้าง เป็นไปได้ยังไงที่เราจะใช้ชีวิตช่วงลืมตาถึงวันละ 60,000 กว่าวินาทีโดยไม่เคยมีเวลาอยู่กับตัวเองแค่ 60 วินาทีเลย

มีอะไรที่เกี่ยวกับเลข 6 อีก นำเสนอกันเข้ามาได้นะครับ


*เพซ 6 แปลว่า วิ่ง 1 กิโลเมตรใช้เวลา 6 นาที

ถ้าเรือล่มและที่นั่งบนเรือชูชีพไม่พอ เราจะตัดสินใจยังไงว่าใครจะอยู่ใครจะไป?

ผมไปอ่านเจอคำถามหนึ่งใน Quora ที่คิดว่าน่าสนใจเลยนำมาเล่าสู่กันฟังครับ

Question: ถ้าเรือกำลังจะจมและมีผู้โดยสาร 11 คน แต่บนเรือชูชีพนั่งได้แค่ 10 คน คุณจะใช้อะไรเป็นตัวตัดสินว่าใครจะได้ขึ้นเรือ และใครจะต้องถูกทิ้งไว้ข้างหลัง?

(The classic “lifeboat dilemma”, where there are only 10 spaces in the lifeboat, but there are 11 passengers on the sinking ship. What decision must be made as to who will stay behind?)

คำตอบมาจาก James Abbgy ที่ทำงานอยู่บนเรือสำราญ

ผมมีใบรับรองในการขับเรือชูชีพ

ปัญหาที่ผมมีกับคำถามข้อนี้คือคนถามไม่ได้มีความรู้เพียงพอ

เรือชูชีพที่ไหนกันมีแค่ 10 ที่นั่ง? เรือชูชีพของผมจุได้ 150 คน

ในเมนท์มีหลายคนแนะนำให้เวียนเอาคนลงไปแช่ในน้ำทีละคน แต่เรือชูชีพของผมเป็นเรือแบบปิด…แล้วก็มีพื้นที่ว่างด้านบนด้วย

ทำไมถึงมีที่นั่งบนเรือชูชีพไม่พอล่ะ? อนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยความปลอดภัยแห่งชีวิตในทะเล (The International Convention for the Safety of Life at Sea) ระบุว่าต้องมีที่นั่งเพียงพอสำหรับทุกคนบนเรือ แถมยังต้องมีบัฟเฟอร์อีก 25% ด้วย!

ผู้โดยสายคนที่ 11 จะมีที่นั่งที่จัดเตรียมไว้แล้วบนเรือชูชีพอีกลำนึง แล้วทำไมเค้าถึงต้องมาอยู่บนเรือผม? ในกรณีที่เลวร้ายที่สุดผมคงนำผู้โดยสารขึ้นมาบนเรือแล้วให้เค้ารอที่จุดรวมพล ผมจะใช้วิทยุสื่อสารเพื่อหาว่าเรือลำไหนยังมีที่ว่าง จากนั้นก็ส่งเขาขึ้นเรือลำนั้น

แล้วทำไมต้องมีคนถูกทิ้งไว้ข้างหลังด้วย? สมมติว่าผมมีอาหารเพียงพอสำหรับ 10 วันสำหรับผู้โดยสาร 10 คน นั่นแปลว่าเราอยู่ได้ถึง 9 วันสำหรับผู้โดยสาร 11 คน การที่เราอยู่กลางทะเลได้น้อยลงหนึ่งวันไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรเลย เรือสำราญทุกลำจะมีระบบติดตาม และจะแล่นอยู่แต่ในเส้นทางที่มีเรือผ่านไปผ่านมาเท่านั้น ยังไงต้องมีเรือลำอื่นผ่านเส้นทางนี้ภายใน 9 วันแน่นอน

เรามีวิทยุสื่อสารและเครื่องส่งสัญญาณ และเส้นทางเดินเรือส่วนใหญ่จะไม่ได้ทำให้เราอยู่ห่างไกลจากชายฝั่งมากนัก เรือชูชีพมีเครื่องยนต์ดังนั้นผมอาจตัดสินใจขับเข้าชายฝั่งก็ได้ ไม่อย่างนั้นเราก็จะเอาเรือชูชีพสีเหลืองสดมาผูกรวมกันเพื่อให้ทีมช่วยเหลือพบเห็นพวกเราได้โดยง่าย

คำถามที่คุณถามจะเกิดขึ้นได้จริงก็ต่อเมื่อเรามีระบบฉุกเฉินที่ถูกออกแบบโดยไอ้งั่งที่ไม่เคยเรียนรู้จากอุบัติเหตุทางท้องทะเลในอดีต และถ้าเป็นอย่างนั้นจริง ผมเองนี่แหละที่จะขอถูกทิ้งไว้ข้างหลัง เพราะผมจะไม่ยอมขึ้นเรือแบบนั้นโดยเด็ดขาด

เอาล่ะๆ ผมเดาว่าเจตนารมณ์ของคำถามคือ “ไม่มีทางเลือกอื่น หนึ่งใน 11 คนนี้ต้องตาย และคุณต้องเลือกว่าใครจะต้องตาย” ผมมองว่ามันเป็นคำถามที่ไม่ creative เอาซะเลย ผมคิดไม่ออกเลยว่าจะเป็นไปได้ไงที่คุณจะมีของพร้อมทุกอย่างที่จะช่วยเหลือคนได้ 10 คน แต่กลับไม่มีทางออกที่จะช่วยเหลือผู้โดยสารคนที่ 11


ขอบคุณเนื้อหาจาก Quora: James Abbgy’s answer to The classic “lifeboat dilemma”, where there are only 10 spaces in the lifeboat, but there are 11 passengers on the sinking ship. What decision must be made as to who will stay behind?

ไม่ว่าเรื่องราวจะแย่แค่ไหน เราทำให้มันเลวร้ายกว่านี้ได้เสมอ

ไอน์สไตน์เคยกล่าวไว้ว่ามีเพียงแค่สองสิ่งเท่านั้นที่เป็นอนันต์ หนึ่งคือจักรวาล และสองคือความงี่เง่าของมนุษย์ แต่ไอน์สไตน์ก็ออกตัวว่าเขาไม่ชัวร์ว่าจักรวาลนั้นเป็นอนันต์จริงรึเปล่า

เราคงเคยพบเจอคนที่ทำให้สิ่งที่มันแย่อยู่แล้วเลวร้ายลงกว่าเดิมได้อีก

ซึ่งบางทีคนคนนั้นก็คือตัวเราเอง

ในโมงยามที่มืดมน บางที่เราก็ไม่มีเรี่ยวแรงพอที่จะทำให้อะไรดีขึ้นได้

แต่อย่างน้อยที่สุด – อย่างน้อยที่สุดก็ขอให้เรามีสติพอที่จะระลึกได้ว่า เรามีทางเลือกที่จะไม่ทำให้เรื่องต่างๆ มันแย่ลงไปกว่านี้

บางทีก็แค่หยุดอยู่นิ่งๆ ไม่ต้องพูด ไม่ต้องทำอะไรเพิ่มเติม รอให้พายุเหตุการณ์และพายุอารมณ์พัดผ่านไปก่อนแล้วเราอาจจะเริ่มมองเห็นทาง

ไม่ว่าเรื่องราวจะแย่แค่ไหน จำเอาไว้ว่าเราทำให้มันเลวร้ายกว่านี้ได้เสมอครับ


ขอบคุณประกายความคิดจาก Youtube: Jordan Peterson

ปรับปรุงสิ่งที่เราทำอยู่ทุกวัน

ครั้งหนึ่งที่ผมไปขูดหินปูน หมอฟันขูดเสร็จแล้วก็ถือชุดฟันจำลองมาสาธิตให้ดูว่าควรแปรงฟันอย่างไรเพื่อให้ฟันสะอาด ผมนอนดูไปก็อดขำและอายไม่ได้ว่าอายุปูนนี้แล้วเรายังต้องให้คนมาสอนแปรงฟันอีก ต่อมาผมก็ได้อ่านเรื่องราวคล้ายๆ กันที่อาจารย์เกดแห่งเพจเกตุวดี Marumura ถูกคุณหมอสอนให้แปรงฟันซี่ละ 20 ครั้ง

โทนี่ รอบบินส์ (Tony Robbins) เป็นหนึ่งในโค้ชที่ดังที่สุดในโลก เขาใช้ชีวิตอย่างมีพลังและกินแต่ของที่มีประโยชน์ อาหารที่โปรดปรานและกินเป็นประจำคือปลาทูน่าและปลา swordfish แต่แล้ววันหนึ่งภรรยาก็รู้สึกว่าโทนี่เริ่มมีอาการหลงๆ ลืมๆ และหงุดหงิดง่ายกว่าปกติ เมื่อได้ตรวจกับหมอถึงพบว่าโทนี่มีสารปรอทในร่างกายสูงลิบลิ่วจนเป็นอันตรายถึงชีวิต ซึ่งสารปรอทเหล่านี้ก็สั่งสมมาจากปลาที่โทนี่กินประจำนั่นเอง

ที่ทำงานเก่าของผมเคยเชิญวิทยากรมาพูดเรื่องการจัดท่าทางต่างๆ ให้เหมาะสม ทั้งตอนนั่งเก้าอี้ทำงาน ตอนเดิน ตอนนอน หรือแม้กระทั่งตอนลุกขึ้นจากเตียง คนที่ลุกจากเตียงด้วยการเอี้ยวตัวขึ้นทางซ้ายหรือขวาติดต่อกันหลายสิบปีมีโอกาสที่กระดูกสันหลังจะคดงอผิดรูปได้ วิธีลุกจากเตียงที่จะไม่ทำให้กระดูกสันหลังเบี้ยวก็คือการนอนคว่ำแล้วใช้มือยันขึ้นมา

อะไรก็ตามที่เราทำเป็นกิจวัตร ไม่ว่าจะเป็นตอนนอน ตอนอาบน้ำ ตอนกินข้าว ตอนนั่งทำงาน ตอนเดินทาง นี่คือพื้นที่และโอกาสที่เราจะทำให้คุณภาพชีวิตดีขึ้นได้ แต่เรามักจะเลยเพราะคิดว่ามันเป็นเรื่องเล็กๆ

แต่ถ้าใครเข้าใจถึงพลังของ compound interest เราจะรู้ว่าสิ่งที่เราทำเป็นกิจวัตรนี่แหละที่จะส่งผลกระทบกับเราได้อย่างมหาศาลในระยะยาวครับ

ชีวิตที่ดีคือชีวิตที่มีความลำบาก

ถ้าแต่ละวันเราได้เจอแต่เรื่องเดิมๆ ชีวิตเราอาจจะสบายเกินไป

และชีวิตที่สบายอาจไม่ใช่ชีวิตที่ดีนัก เพราะถ้าเราไม่เก่งขึ้นเราก็กำลังแย่ลง เหมือนกล้ามเนื้อที่ไม่ได้ใช้มันก็จะฟีบและไร้ซึ่งความแข็งแรง

เราจึงควรจัดเวลาตัวเองให้ได้เจอความยากลำบากในทุกวัน หัดพาตัวเองไป “จมน้ำ” หรือ “ปริ่มน้ำ” เสียบ้าง

เช่น เขียนบล็อก จัดพอดคาสท์ วิ่ง ฝึกเล่นเปียโน ทำแพลงค์ อ่านหนังสือยากๆ หรืออะไรก็ตามที่ต้องใช้ความอดทนและความพยายาม อย่างน้อยซักวันละ 15-30 นาที

เพราะชีวิตที่น่าพอใจ คือชีวิตที่มีความก้าวหน้า

และเราจะก้าวหน้าไม่ได้เลยถ้าเราไม่พบความยากลำบากครับ