อะไรคือชัยชนะที่แท้จริง

เราถูกสอนมาว่า ชีวิตต้องมีเป้าหมาย

การตั้งเป้าหมายที่ยาก และพยายามอย่างมากมายเพื่อพิชิตเป้าหมายนั้น ตอนพิชิตได้มันก็ฟินอยู่ แต่พอเสร็จแล้วก็ต้องเผชิญกับคำถามที่ว่า “แล้วยังไงต่อ?”

คำตอบที่มักจะได้ ก็คือ ตั้งเป้าหมายให้ท้าทายกว่าเดิม แล้วเราก็ออกเดินทางอีกครั้งเพื่อบรรลุเป้าหมายนั้น

แล้วมันจะไปจบลงที่ตรงไหน มันคือการทรมานทรกรรมร่างกายในนามของการบรรลุศักยภาพหรือการพิชิตความฝันรึเปล่า

เพราะถ้าเราเอาแต่ตั้งเป้าหมายใหม่ไปเรื่อยๆ เราก็กำลังเล่นอยู่ในเกมที่ไม่มีวันชนะ

และชัยชนะที่แท้จริง คือการที่เราพอใจในจุดที่เรายืนอยู่ ไม่มีความรู้สึกว่าต้องตั้งเป้าหมายอะไรให้ท้าทายกว่านี้แล้วรึเปล่า

พอใจไม่ได้แปลว่าใส่เกียร์ว่าง ไม่ได้แปลว่าปล่อยเนื้อปล่อยตัว แต่มันคือการรักษาระดับให้อยู่บนทางสายกลาง ไม่หย่อนเกินไป และต้องไม่ตึงเกินไป

เพราะดีเกินดีคือไม่ดี

และดีที่สุดคือพอดีครับ

คนที่เราชื่นชมเคยเป็นมือสมัครเล่นมาก่อน

ศิลปินที่เราชื่นชอบเคยแต่งเพลงแย่ๆ มาก่อน

นักเขียนนิยายคนโปรดเคยเขียนไม่ได้เรื่องมาก่อน

เชฟร้านดังเคยทำไข่เจียวไหม้มาก่อน

ตอนเริ่มต้น ทุกคนเป็นมือสมัครเล่นด้วยกันทั้งนั้น ไม่มีใครที่ทำครั้งแรกแล้วมันจะเลิศเลอเพอร์เฟกต์

ความแตกต่างของมือสมัครเล่นอย่างเรากับมืออาชีพอย่างเขาอาจมีแค่สามข้อ

หนึ่งคือเขาลงมือ

สองคือเขาเรียนรู้

สามคือเขาไม่หยุด

ไม่มีใครเป็นยอดมนุษย์มาแต่กำเนิด แต่ด้วยการฝึกฝนและเคี่ยวกรำ คนธรรมดาก็สามารถทำสิ่งที่เหนือธรรมดา และมือสมัครเล่นก็กลายเป็นมืออาชีพ

เราเองก็เป็นมืออาชีพได้ เพียงทำสามข้อที่กล่าวมา

ขึ้นอยู่กับว่าจะทำหรือไม่ทำเท่านั้นเอง

ที่นี่คือจุดหมาย

ผมได้อ่านบทความ Parenting : Who is it really for? ของ Derek Sivers ที่เล่าให้ฟังว่า เวลาเขาอยู่กับลูกชายวัย 5 ขวบ เขาจะปิดคอมและมือถือ และไม่ว่าลูกจะเล่นอะไรอยู่ เขาจะปล่อยให้ลูกเล่นจนกว่าจะพอใจ จะไม่มีการไปเร่งลูก จะไม่เคยบอกกับลูกเลยว่า “พอแล้ว ไปกันได้แล้ว!”

ซึ่งผมคิดว่าเป็นวิธีการที่น่าสนใจมาก และยังไม่เคยเห็นพ่อแม่คนไหนทำอย่างนั้น-รวมถึงตัวเองด้วย


เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ปีที่แล้ว ผมเสียเพื่อนรักคนหนึ่งไปด้วยโรคมะเร็งสมอง ระหว่างที่นั่งพนมมือฟังพระสวดฌาปนกิจ ภาพที่สะเทือนใจที่สุดคือลูกชายวัยสามขวบของเพื่อนคนนี้ที่วิ่งไปวิ่งมาในงาน เขาอาจยังไม่รู้ตัวว่าคนที่มีความหมายกับเขามากที่สุดคนหนึ่งได้จากไปแล้ว

บางทีความตายก็เหมือนการเล่นรูเล็ต อธิบายไม่ได้ว่าทำไมถึงมาตกกับคนนั้นหรือคนนี้ บางคนอาจเรียกว่าเป็นกรรม บางคนเชื่อว่าเป็นฟ้าลิขิต บ้างก็เรียกว่ามันเป็นความ random ของชีวิต ผมรู้เพียงแต่ว่าผมกับเพื่อนก็อายุเท่ากัน เป็นคนปกติธรรมดาเหมือนกัน ผมไม่ได้ทำอะไรที่ทำให้ผม deserve ที่จะมีชีวิตที่ยืนยาวกว่าเพื่อนผมคนนี้แม้แต่น้อย

ในวันนั้นผมกลับจากงานศพด้วยความรู้สึกว่าผมอยากเป็นพ่อที่ดีกว่านี้ เพื่อเป็นการชดเชยให้กับเพื่อนที่ไม่ได้รับโอกาสนั้น


สัปดาห์ที่ผ่านมา ผมได้ไปดูหนังเรื่อง Soul ที่ว่าด้วยคุณครูสอนดนตรีผิวดำที่มีความฝันมาตลอดชีวิตว่าอยากเป็นนักดนตรีแจ๊สมืออาชีพ แต่เมื่อถึงวันที่เขาสมหวังและจะได้ขึ้นเล่นกับศิลปินคนโปรด เขากลับต้องมาจบชีวิตลงเสียก่อน

ผมคงไม่เล่าอะไรที่เป็นการสปอยล์หนัง แต่ขอเล่าแก่นแกนของหนังที่ย้ำเตือนว่า หากเราเอาแต่จับจ้องไปที่ยอดเขา เราจะลืมชื่นชมดอกไม้ที่ขึ้นอยู่ริมทาง


ตอนเราเป็นเด็ก เราอยากเรียนให้จบไวๆ อยากหางานดีๆ ทำ อยากมีแฟนที่เราถูกใจ อยากแต่งงาน อยากสร้างครอบครัว อยากมีฐานะทางการเงินที่ดีขึ้นเรื่อยๆ

เราทำงานอย่างหนักเพื่อสร้างความมั่นคง เพื่อให้ครอบครัวของเราและคนที่เรารักมากที่สุดมีอนาคตที่ดี แต่เมื่อเราหมกมุ่นกับการสร้างอนาคตมากเกินไป เราก็อาจหลงลืมปัจจุบันซึ่งเป็นสิ่งเดียวที่เรามีอย่างแท้จริง

เวลาที่ลูกชวนเราเล่น แต่เราไม่ว่างเพราะต้องเช็คเมล ต้องทำรายงาน ต้องอะไรก็แล้วแต่ เราควรหยุดถามตัวเองว่า ที่เรามุ่งมั่น ที่เราแสวงหาอะไรต่างๆ นานา สุดท้ายแล้วก็เพื่อคนที่อยู่ตรงหน้าเราตรงนี้ไม่ใช่หรือ

ความสุขไม่ได้อยู่ในอนาคต จุดหมายไม่ได้อยู่ไกลสุดขอบฟ้า

สำหรับใครหลายคน เราเดินทางมาถึงที่หมายเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แต่เราอาจจะเคยชินกับการออกล่าขุมทรัพย์มาเนิ่นนานเสียจนมองข้ามคุณค่าของสิ่งที่เราเคยพยายามแทบตายเพื่อให้ได้มา

บางทีเราก็ต้องเงยหน้าขึ้น เพื่อจะได้พบว่าไม่มีที่ไหนให้ต้องไปอีก

เพราะที่นี่-ตรงนี้คือจุดหมายครับ

3 ไอเดียจากหนังสือ เคล็ดลับหลับสนิทเร็ว x3

  1. เวลาสมองเราล้า หัวจะใหญ่ขึ้น เพราะเลือดและน้ำไขสันหลังในสมองไหลเวียนได้ไม่ดี ทำให้เกิดการสะสมของเสีย ขนาดหัวที่ใหญ่ขึ้นนั้นเล็กน้อยจนสังเกตไม่เห็นได้ด้วยตา แต่เราจะรู้สึกได้ว่าหนังศีรษะตึงขึ้น และมีอาการอื่นๆ เช่นปวดหัว เราจึงควรนวดหัวเพื่อกระตุ้นการไหลเวียนของน้ำไขสันหลังเพื่อเป็นการขับของเสียออกไป โดยเราควรนวดหัวในช่วงพักระหว่างชั่วโมงการทำงาน
  2. Power nap คือการงีบช่วงบ่าย 1 ถึงบ่าย 3 ควรกินเวลา 15-30 นาที นานกว่านั้นไม่ดี ดังนั้นจึงควรตั้งนาฬิกาปลุกไว้โดย โดยจริงๆ แล้วเราไม่จำเป็นต้องนอนให้หลับก็ได้ แค่เอนกายแล้วหลับตา 15 นาทีก็ช่วยให้สดชื่นขึ้นได้เช่นกัน เพราะตอนลืมตาสมองเราจะทำงานตลอดเวลา ส่งผลให้สมองล้าขึ้นเรื่อยๆ การหลับตาโดยไม่ต้องหลับจริงๆ จึงช่วยให้สมองหายล้าได้เช่นกัน
  3. ใครที่ไม่ได้ออกกำลังกายเป็นประจำ การทำสควอตแค่วันละ 6 ครั้งก็จะช่วยให้หลับได้ดีขึ้น เพราะสควอตคือการบริหารกล้ามเนื้อทุกส่วนที่จำเป็นสำหรับมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นขา หน้าท้อง หลัง หรือก้น วิธีสควอตที่ถูกต้องคือยืนกางขาให้กว้างเท่าไหล่ หายใจเข้าแล้วค่อยๆ ย่อตัวลง หายใจออกแล้วค่อยๆ ยืนขึ้น ห้ามกลั้นหายใจ ห้ามโก่งหลังหรือแอ่นเอว และเข่าต้องไม่เลยปลายเท้า สิ่งสำคัญคืออย่าหักโหมทำจนเจ็บเข่า ถ้าอยากเพิ่มจำนวนให้เพิ่มความถี่แทน เช่นเช้า 6 ครั้ง เย็น 6 ครั้ง

ขอบคุณเนื้อหาจากหนังสือ เคล็ดลับหลับสนิทเร็ว x3 มัตสึโมโตะ มิเอะ เขียน อาภากร รุจิรไพบูลย์ แปล สำนักพิมพ์เนชั่นบุ๊คส์

ความสำเร็จที่มาเร็วเกินไป

มาราโดน่าติดทีมชาติตั้งแต่อายุ 16 ปี

Macaulay Culkin ตัวเอกหนัง Home Alone โด่งดังไปทั่วโลกตั้งแต่อายุ 10 ขวบ

Michael Jackson เริ่มมีชื่อเสียงกับวง Jackson 5 ตั้งแต่อายุ 6 ขวบ

สิ่งที่สามคนนี้มีเหมือนกันคือพวกเขาตกเป็นทาสยาเสพติดในเวลาต่อมา จริงๆ แล้วสองในสามคนนี้เสียชีวิตเพราะยาเสพติดไปแล้วด้วยซ้ำ

ลองคิดภาพว่าถ้าเรามีชื่อเสียงโด่งดัง มีเงินร้อยล้านตั้งแต่ยังอยู่ชั้นมัธยม เราจะใช้เงินนั้นไปอย่างไร และเราจะใช้ชีวิตแบบไหน

Joe Rogan นักจัดพอดคาสต์ชื่อดัง เคยบอกว่าสิ่งที่เลวร้ายที่สุดที่จะเกิดกับชีวิตคนๆ หนึ่งได้ คือการถูกล็อตเตอรี่รางวัลที่หนึ่งในวัยหนุ่มสาว เพราะมันจะทำให้เขาทำอะไรไม่เป็นเลย ทักษะชีวิตก็จะไม่มีเพราะใช้เงินซื้อได้ แต่พอเงินหมดเมื่อไหร่ชีวิตก็จะลงเหวทันที

สำหรับคนที่อยู่ในวัย 30 หรือ 40 แล้วรู้สึกว่ากำลัง “โดนเด็กแซงหน้า” ก็ขอให้ระลึกไว้ว่าแต่ละคนมีความเร็วของตัวเอง บางคนเป็นม้าตีนต้น บางคนก็เป็นม้าตีนปลาย อย่าเอาชีวิตเราไปเทียบกับใคร

เพราะความสำเร็จที่มาก่อนกาลอาจเป็นคำสาป

และความยากลำบากในวันนี้อาจเป็นพรอันประเสริฐครับ