หัดสงสัยในความดีของตัวเอง

โดยเฉพาะในเวลาที่เรารู้สึกดังต่อไปนี้

  • ทำไมเราต้องทุ่มเทอยู่คนเดียว
  • ทำไมคนอื่นดูไม่รับผิดชอบงานของตัวเองเลย
  • ทำไมทุกคนจ้องแต่จะเอาเปรียบ
  • ทำไมเขาไม่เห็นใจเราบ้าง
  • ทำไมเขาทำตัวแย่อย่างนี้

ผมเพิ่งอ่านหนังสือ “วิธีพาตัวเองออกจากกล่องใบเล็ก” จบ เป็นหนังสือที่ลึกซึ้งและถึงอกถึงใจมาก

เมื่อไรก็ตามที่เรารู้สึกตามที่กล่าวไปด้านบน นั่นแสดงว่าเรากำลัง “เข้าไปอยู่ในกล่อง” ความคิดของเราจะถูกบิดเบือนและไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง เราจะพยายาม “ยกตัวเองขึ้น” โดยการบอกตัวเองว่า เราทุ่มเทกว่า เราเสียสละมากกว่า และเราก็จะพยายาม “กดคนอื่นลง” เพื่อให้รู้สึกสบายใจว่าปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นเพราะคนอื่น ไม่ใช่เพราะตัวเรา

ถ้าไม่พาตัวเองออกจากกล่อง เราก็จะชวนคนอื่นเข้าไปอยู่ในกล่องของตัวเองด้วย และต่างฝ่ายจะต่างโทษกันไปโทษกันมา เป็นวงจรอุบาทว์ที่อาจทำให้บริษัทล้มละลายและครอบครัวล่มสลาย

หากเรากำลังติดอยู่ในความคิดลบๆ มองคนอื่นเป็นเพียงตัวปัญหาและตัวก่อกวน ขอให้รู้ตัวว่าเรากำลังอยู่ในกล่อง และวิธีออกจากกล่องที่รวดเร็วที่สุด คือการมองให้เห็นว่าคนที่อยู่ตรงหน้าเราก็เป็นมนุษย์คนหนึ่งที่มีความหวัง ความต้องการ ความใส่ใจ และความกลัวเหมือนๆ กัน

เมื่อไหร่ที่คิดว่าตัวเองดีกว่าคนอื่น แสดงว่าไม่ค่อยดีเท่าไหร่

หัดสงสัยในความดีของตัวเองแล้วชีวิตจะดีขึ้นครับ


ขอบคุณประกายความคิดจากหนังสือ วิธีพาตัวเองออกจากกล่องใบเล็กLeadership and Self-Deception:Getting Out of the Box by The Arbinger Institute (ฉบับแปลไทยโดยสำนักพิมพ์วีเลิร์น)

เมื่อ Google เลือกคนโดยดูใบปริญญา

หนึ่งในคุณลักษณะขององค์กรที่ดีคือการเปิดกว้างให้พนักงานได้ลองย้ายแผนกเพื่อทำอะไรใหม่ๆ (job rotation)

แม้ว่า Google จะเป็นองค์กรที่ใครๆ หลายคนชื่นชม แต่ก็ใช่ว่าจะไม่เคยเดินหมากผิดเลยในเรื่องการบริหารจัดการคน

ทีม Product Management คือทีมที่ทำงานร่วมกับ software developers โดยมี PM หรือ Product Managers เป็นคนคอยตัดสินใจว่าซอฟท์แวร์เวอร์ชั่นถัดไปจะมี features อะไรใหม่และจะต้องแก้ปัญหา (bug fixes) อะไรบ้าง

กูเกิ้ลเคยมีกฎเหล็กว่าคนที่จะเข้ามาอยู่ในทีม Product Management จะต้องเรียนจบสาขา Computer Science มาเท่านั้น ทำให้พนักงาน Google หลายคนหมดสิทธิ์ที่จะย้ายเข้าทีมนี้แม้จะมีไอเดียดีๆ ที่อยากทำให้บริษัทมากมายก็ตาม

เมื่อไม่สามารถทำสิ่งที่ต้องการได้ หลายคนจึงเลือกที่จะลาออกจากกูเกิ้ลเพื่อไปทำสิ่งที่เขาวาดไว้ในหัวให้เป็นจริงขึ้นมา

Biz Stone ลาออกไปก่อตั้ง Twitter

Ben Silbermann ลาออกไปก่อตั้ง Pinterest

และ Kevin Systrom ลาออกไปก่อตั้ง Instagram

ไม่รู้เหมือนกันว่าถ้าสามคนนี้ได้ย้ายไปทำ Product Management และได้ลองสร้างผลิตภัณฑ์เหล่านี้ที่ Google บริษัทจะมีหน้าตาเป็นอย่างไร

เดี๋ยวนี้ Google ไม่ได้มีกฎที่บังคับให้คนสมัครทีม Product Management ต้องจบ Computer Science อีกแล้ว

เรื่องการรับคนโดยดูปริญญาเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ เพราะถ้าพื้นฐานไม่แน่นพอก็ทำงานลำบาก

แต่นี่คือยุคที่ทุกคนสามารถเรียนรู้ได้โดยไม่ต้องพึ่งพาการเรียนในระบบ หากพนักงานได้แสดงศักยภาพให้เห็นว่าน่าจะทำงานนี้ได้ องค์กรก็ควรให้โอกาสเขาได้ลองดูสักตั้ง

ถ้าทำไม่ได้ก็คงไม่เสียหายมากนัก

แต่ถ้าทำได้ขึ้นมา เขาอาจกลายเป็น game changer ของเราก็ได้นะครับ


ขอบคุณเนื้อหาบางส่วนจากหนังสือ Radical Candor โดย Kim Scott

อย่า Copy & Paste ชีวิตในฝันของคนอื่น

ในโลกที่เต็มไปด้วยเรื่องราวของคนสำเร็จ เป็นการง่ายเหลือเกินที่เราจะเคลิบเคลิ้มไปกับสิ่งเหล่านั้น

แต่ภาพที่เราเห็นอยู่ในฟีดของเฟซบุ๊คและอินสตาแกรมเป็นเพียง 1% เป็นเพียงสิ่งที่เขาอยากให้เราเห็น

ของมียี่ห้อและงานการที่ดูโก้หรูมีต้นทุนที่เราไม่อาจหยั่งรู้แอบแฝง

มันคือเวลาและสุขภาพที่เสียไปเพื่อให้ได้มาซึ่งเงินทอง

เงินทองที่ผ่านมือเราเพียงแค่เดี๋ยวเดียวก่อนไหลกลับเข้าระบบที่ออกแบบมาให้คนส่วนใหญ่ไม่อาจเอาชนะ

ไม่ผิดที่จะมีความฝัน แต่ขอให้เดินตามฝันนั้นด้วยเท้าที่ติดดิน

อย่า copy & paste ชีวิตในฝันของคนอื่น

เพราะชีวิตแบบนั้นไม่ยั่งยืน และอาจพังครืนลงมาง่ายๆ ครับ

พระเจ้าสองพระองค์ของผู้เขียน Sapiens

บริษัท Google จะเชิญผู้เชี่ยวชาญจากหลากหลายวงการมาร่วมพูดคุยให้พนักงานฟังภายใต้ชื่อ Talks at Google

หนึ่งในแขกรับเชิญคือ Yuval Noah Harari ผู้เขียนหนังสือ Sapiens, Homodeus, และ 21 Lessons for the 21st Century

นี่คือส่วนหนึ่งของบทสนทนาครับ

พิธีกร: คุณเขียนเอาไว้ในหนังสือ “21 Lessons” ว่าพระเจ้าตายแล้วหรือพระเจ้ากลับมาแล้ว และบทบาทของศาสนาที่มีต่อการพัฒนาของมนุษย์ คุณคิดว่ายังมีพื้นที่ให้พระเจ้าสำหรับความหมายและจุดมุ่งหมายของชีวิตอยู่รึเปล่า?

ฮารารี: มันก็แล้วแต่คำจำกัดความนะ เพราะพระเจ้ามีหลายรูปแบบมาก และแต่ละคนก็เข้าใจคำว่าศาสนาไม่เหมือนกัน

ในหัวของเรามักจะมีพระเจ้าสองพระองค์ที่แตกต่างกันอย่างสุดขั้ว

พระองค์หนึ่งคือพระเจ้าที่เป็นความลี้ลับของจักรวาล (cosmic mystery) เราไม่รู้ว่าทำไมถึงมีการก่อเกิดของสรรพสิ่ง (we don’t understand why there is something rather than nothing) เราไม่รู้ว่าทำไมถึงมีบิ๊กแบง เราไม่รู้ว่าสติสัมปชัญญะของมนุษย์คืออะไร (what is human consciousness) มีหลายอย่างในโลกที่เราไม่เข้าใจและบางคนก็เรียกความลี้ลับนี้ว่า “พระเจ้า”

พระเจ้าคือผู้ให้การก่อเกิดของสรรพสิ่ง พระเจ้าคือผู้มอบสติสัมปชัญญะและความตระหนักรู้ให้มนุษย์ แต่สิ่งที่เด่นชัดที่สุดสำหรับพระเจ้าองค์นี้คือเราไม่รู้อะไรเกี่ยวกับท่านเลย (จะเรียกท่านว่า him, her, it หรือ they ก็ตาม) ไม่มีอะไรเกี่ยวกับพระองค์ที่เป็นรูปธรรม ทุกอย่างเกี่ยวกับพระองค์ล้วนเป็นความลี้ลับ และนี่คือพระเจ้าที่เรานึกถึงตอนนั่งล้อมวงรอบกองไฟกลางทะเลทรายและใคร่ครวญถึงความหมายของชีวิต

ผมไม่มีปัญหาอะไรกับพระเจ้าพระองค์นี้ ผมชอบท่านมาก (I have no problem with this God. I like him very much.)

[เสียงผู้ชมในห้องส่งหัวเราะ]

ส่วนพระเจ้าอีกองค์หนึ่งคือพระเจ้าผู้ออกกฎหยุมหยิม (petty lawgiver)

สิ่งที่เด่นชัดที่สุดสำหรับพระเจ้าองค์นี้คือเรารู้เกี่ยวกับท่านเยอะมาก เรารู้ว่าท่านคิดอย่างไรกับการแต่งตัวของผู้หญิง เรารู้ว่าพระองค์คิดอย่างไรในเรื่องรสนิยมทางเพศ (sexuality) เรารู้ว่าท่านคิดอย่างไรเกี่ยวกับอาหารและการเมือง เรารู้เรื่องเล็กๆ น้อยๆ เกี่ยวกับพระองค์มากมาย และนี่คือพระเจ้าที่เราพูดถึงเวลาเราจับคนนอกรีตมาเผาทั้งเป็น – เพราะคุณได้ทำสิ่งที่พระเจ้าไม่ทรงโปรด (และเราก็รู้ทุกอย่างเกี่ยวกับพระเจ้าองค์นี้) เราจึงจำเป็นต้องเผาคุณทิ้งเสีย

การพูดถึงพระเจ้าบางทีมันก็เลยเหมือนกับการเล่นมายากล พอเราถามว่าคุณรู้ได้ยังไงว่าพระเจ้ามีอยู่จริง คุณก็จะตอบว่าก็เพราะมีบิ๊กแบงไง เพราะมนุษย์มีความตระหนักรู้ไง วิทยาศาสตร์ไม่สามารถอธิบายสิ่งเหล่านี้ได้ ซึ่งก็จริง

แล้วก็เหมือนดังนักมายากลที่แอบสลับไพ่ ดึงไพ่พระเจ้าอันลี้ลับออกไปแล้วใส่ไพ่พระเจ้าผู้ออกกฎหยุมหยิมเข้ามา แล้วคุณก็ได้ข้อสรุปแปลกๆ อย่าง “เพราะเราไม่เข้าใจบิ๊กแบง ผู้หญิงจึงต้องใส่เสื้อแขนยาว และผู้ชายไม่ควรมีเซ็กส์กับผู้ชายด้วยกันเอง”


ขอบคุณข้อมูลจาก Youtube: 21 Lessons for the 21st Century | Yuval Noah Harari | Talks at Google นาทีที่ 18:20

นิทานสวดมนต์ภาวนา

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

ด็อกเตอร์อับราฮัมเป็นหมอที่มีชื่อเสียงด้านการรักษามะเร็งปอดมาก

องค์กรทางการแพทย์แห่งหนึ่งเพิ่งประกาศชื่อคุณหมอให้ได้รับรางวัลอันทรงเกียรติ และได้เชิญเขาไปร่วมงานรับรางวัลซึ่งจัดในอีกรัฐหนึ่ง

ระหว่างที่คุณหมอเดินทาง เครื่องบินโดยสารเกิดเหตุขัดข้องและต้องลงจอดก่อนถึงที่หมาย

งานรับรางวัลจะเกิดขึ้นเย็นวันนั้น หากรอเที่ยวบินถัดไปจะไม่ทันการ เขาจึงตัดสินใจเช่ารถเพื่อขับไปที่งาน

ระหว่างทางเกิดฝนตกหนัก สมัยนั้นยังไม่มี Google Maps และโทรศัพท์มือถือ คุณหมอไม่คุ้นเส้นทางจึงหลงขับไปในทางชนบทที่แทบไม่มีบ้านเรือน

หลังจากขับรถฝ่าสายฝนอยู่ครู่ใหญ่ เขาก็เจอกระต๊อบหลังหนึ่ง คุณหมอจอดรถและเดินไปเคาะประตูบ้าน มีหญิงวัยกลางคนออกมาเปิดประตู

“ผมต้องเดินทางเข้าเมืองแต่ขับรถหลงทาง พอจะให้ผมยืมโทรศัพท์เพื่อโทรหาเพื่อนได้มั้ยครับ”

“บ้านดิฉันไม่มีโทรศัพท์ค่ะ แต่ถ้าไม่รังเกียจ คุณอยากเข้ามาพักที่บ้านและรอให้ฝนซาก่อนมั้ยคะ”

คุณหมอตอบรับน้ำใจของผู้หญิงคนนั้น เมื่อเดินเข้ามาก็เห็นเปลเด็กอยู่ตรงมุมหนึ่งของบ้าน

หญิงเจ้าของบ้านหาชาร้อนกับขนมปังปิ้งมาให้คุณหมอที่กำลังหิวโซทานรองท้อง

“ดิฉันกำลังจะสวดมนต์ภาวนาให้ลูก คุณอยากจะสวดภาวนาพร้อมกับดิฉันมั้ยคะ?”

คุณหมอตอบปฏิเสธอย่างสุภาพ ประสบการณ์สอนให้เขารู้ว่าสิ่งต่างๆ จะได้มาก็ด้วยการลงมือลงแรงเท่านั้น ไม่ใช่ด้วยการการสวดมนต์

คุณหมอนั่งดูเจ้าของบ้านสวดภาวนาอยู่ข้างเปลเด็กเป็นเวลาเนิ่นนาน เมื่อเธอสวดภาวนาเสร็จแล้ว คุณหมอจึงเริ่มบทสนทนาต่อ

“ระหว่างสวดภาวนาคุณอธิษฐานขออะไรครับ และพระเจ้าได้ตอบรับคำอธิษฐานของคุณรึเปล่า?”

“ลูกของดิฉันป่วยเป็นมะเร็งปอด ญาติๆ บอกให้ดิฉันพาลูกไปหาคุณหมออับราฮัมซึ่งเก่งเรื่องนี้มาก แต่เรายังไม่มีเงินค่าเดินทางและเงินค่ารักษา เลยกำลังรวบรวมเงินอยู่ แม้โอกาสจะมีไม่มากแต่ฉันก็ยังไม่สิ้นศรัทธานะคะ ยังไงฉันก็เชื่อว่าพระเจ้าจะต้องได้ยินคำอธิษฐานของฉันแน่นอน”


ขอบคุณนิทานจากไลน์ภาษาจีน