ทำบุญแล้วรวยจริงหรือ

ก่อนอื่นต้องนิยามก่อนว่า “รวย” คืออะไร

ถ้าความรวยไม่ได้ผูกกับตัวเงินในบัญชีเท่ากับความรู้สึกที่มีในใจ

คนที่มีเงินแสนที่รู้จักพอ อาจรวยกว่าคนที่มีเงินล้านที่ยังไม่พอก็ได้

เพราะเมื่อยังยังหิวอยู่ ก็ต้องดิ้นรนให้ได้มา จนไม่มีพื้นที่ว่างที่จะแบ่งปันให้ใคร

แต่ถ้าเราไม่ได้หิวโหย ก็ไม่มีความจำเป็นต้องตักตวง เราพร้อมจะชวนคนอื่นมาร่วมโต๊ะอาหารกับเราด้วย

การทำบุญจึงเป็นการฝึกฝนจิตใจให้รู้จักพอ ฝึกให้กระเพาะกิเลสมีขนาดกะทัดรัด ฝึกให้เราพอใจกับปัจจุบันและไม่หวั่นเกรงอนาคต

การทำบุญที่ถูกต้อง จึงคือการทำบุญเพื่อมุ่งไปสู่การลดความข้นเหนียวในจิตใจ ไม่ใช่เพื่อหวังผลตอบแทนอะไร

เมื่อเรารู้จักเอื้อเฟื้อ รู้จักแบ่งปัน ใครก็อยากร่วมงานและทำธุรกิจด้วย แม้จะยังไม่มี passive income แต่เราจะมี passive reputation คือชื่อเสียงที่ขจรขจายโดยที่เราไม่ต้องออกแรง ซึ่งย่อมจะทำให้มีโอกาสดีๆ เข้ามาในชีวิต เป็นวงจรกุศลที่ทำให้ชีวิตไหลขึ้นที่สูง

เมื่อวางใจได้เช่นนี้ การทำบุญก็น่าจะทำให้รวยขึ้นได้จริงๆ ครับ

หน้าหนาวใครเขาพูดเรื่องโลกร้อน

กรุงเทพอากาศเย็นสบายมาสองวันแล้ว เป็นเหตุการณ์พิเศษที่เราต้องรีบซึมซับเอาไว้เพราะไม่รู้ว่ามันจะเป็นอย่างนี้ได้อีกนานแค่ไหน

ช่วงอากาศหนาวๆ นี่ยอดขายแอร์และไอติมน่าจะตก และคงไม่มีใครออกมารณรงค์เรื่องโลกร้อน เพราะถึงพูดไปคนก็ไม่อิน

แล้วถ้าคนไทยไม่อินเรื่องโลกร้อนในช่วงอากาศเย็น ฝรั่งจะอินเรื่องโลกร้อนกันหรือ ในเมื่อบ้านเขาอากาศเย็นเกือบตลอดทั้งปี

นี่อาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่คนไม่น้อยเชื่อว่าภาวะโลกร้อนนั้นเป็นทฤษฎีสมคบคิด เป็นเรื่องหลอกหลวง ทั้งๆ ที่มีข้อมูลสนับสนุนทางวิทยาศาสตร์มากมาย

แต่ข้อมูลและตัวเลขนั้นเข้าได้ถึงแค่สมอง ไม่อาจเข้าถึงจิตถึงใจจนเปลี่ยนความเชื่อหรือพฤติกรรมได้

ดังนั้น การจะสื่อสารหรือโน้มน้าวอะไรก็ตามแต่ สิ่งที่สำคัญไม่แพ้เนื้อหา คือจังหวะเวลาและบริบท

เพราะแม้สิ่งที่เราพูดจะถูก แต่ถ้ามันมาในเวลาที่ผิด ความพยายามของเราก็อาจจะสูญเปล่าครับ

นิทานวาดรูป

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

หลังจากปู่กับหลานกลับมาจากโบสถ์ หลานก็วิ่งไปห้องนั่งเล่นแล้วหยิบกระดาษกับดินสอสีขึ้นมาวาดรูป

“หนูวาดอะไรคะ” ปู่ถาม

“หนูกำลังวาดพระเจ้าค่ะคุณปู่!”

“แต่ไม่มีใครเคยเห็นนะว่าพระเจ้าหน้าตาเป็นยังไง”

“เดี๋ยวพอหนูวาดเสร็จเค้าก็จะได้เห็นกันแล้วค่ะ!”


ขอบคุณนิทานจากหนังสือ The Original Chicken Soup for the Soul

เราเป็นคนใหม่ได้ทุกวัน

เราคนเมื่อวานจบไปตั้งแต่ตอนเข้านอนเมื่อคืนนี้

วันนี้เป็นวันใหม่ และเราก็เลือกที่จะเป็นคนใหม่ได้ นิสัยบางอย่างอาจยังติดตัวมา แต่มันก็ไม่ได้มีอำนาจเหนือเราเสียทั้งหมด เพราะเจตจำนงเสรีหรือ free will นั้นเป็นสิ่งที่ทุกคนมี และเป็นสิ่งท้ายๆ ที่ใครจะพรากจากเราได้

“You are what you choose to be today, not what you’ve chosen to be before.”
-Wayne Dyer

เมื่อวานนี้เราเลือกอย่างไรไม่สำคัญ ขอให้ระลึกว่าวันนี้เราเลือกอีกแบบนึงได้เสมอ

อย่ายึดติดว่า “ฉันเป็นคนอย่างนั้น ฉันเป็นคนอย่างนี้” แล้วความเป็นไปได้ใหม่ๆ จะแสดงตัวครับ

คนอื่นทำไม่ดีเพราะเขาเป็นคนไม่ดี ส่วนเราทำไม่ดีเพราะมันมีที่มา

นี่คือความสองมาตรฐานที่เราเป็นกันแทบทุกคน

เวลาเราเห็นใครมาประชุมสาย เราจะคิดในใจว่าคนคนนี้น่าจะจัดการเวลาได้ไม่ดี หรือไม่ก็เป็นคนไม่เคารพเวลาของผู้อื่น ทั้งที่จริงๆ แล้วมันอาจจะมีเหตุผลและเหตุการณ์อีกร้อยแปดพันประการที่ทำให้เขามาสายก็ได้ (เช่นโดนนายใหญ่เรียกคุยด่วน)

ในทางกลับกัน ถ้าเราไปประชุมสาย มันไม่ใช่เพราะเราเป็นคนใช้ไม่ได้ แต่เพราะมีเหตุการณ์ที่จำเป็นหรือควบคุมไม่ได้มาบังคับ เราจะมีเหตุผลที่ดีไว้อธิบายการกระทำของเราเสมอ

เมื่อเราให้เหตุผลของความผิดพลาดไปที่ “ตัวตน” ของคนคนนั้น วิธีคิดแบบนี้มีชื่อเรียกทางจิตวิทยาว่า Fundamental Attribution Error คือไปโทษที่นิสัยแทนที่จะดูบริบทหรือสถานการณ์ที่เขาเพิ่งประสบมา

ไม่มีใครที่จะอธิบายเหตุผลของการกระทำตัวเองได้ทั้งหมด เราไม่ได้เป็นเขาเราจะรู้อะไร

สิ่งที่เราทำได้ คือมีเมตตาให้มาก ผ่อนปรนกับคนอื่น และดูกันยาวๆ ครับ