นิทานมินิกอล์ฟ

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

คุณพ่อพาลูกสองคนไปเล่นมินิกอล์ฟ

“ค่าตั๋วเท่าไหร่ครับ” พ่อถามเด็กขายตั๋ว

“ผู้ใหญ่ 200 บาท เด็ก 6 ขวบขึ้นไป 100 บาท เด็กกว่านั้นฟรีครับพี่”

“คนเล็กผม 4 ขวบ คนโตผมเพิ่ง 6 ขวบ งั้นผมต้องจ่าย 300 บาทสินะ”

“จริงๆ ถ้าพี่บอกผมว่าคนโตอายุยังไม่ถึง 6 ขวบก็ได้นะ ยังไงผมก็ดูไม่รู้อยู่แล้ว”

“ใช่ แต่ลูกผมรู้นะ”


ดัดแปลงจากนิทานในหนังสือ The Original Chicken Soup for the Soul

เส้นทางนี้ไม่มี Google Maps

ความเปลี่ยนแปลงแห่งยุคสมัย ทำให้ชีวิตของคนเรา extreme มากขึ้นทุกที

ฝั่งหนึ่งก็สบาย อีกฝั่งหนึ่งก็แลดูยากเย็น

ฝั่งสบายคือเทคโนโลยีช่วยให้เราทำอะไรได้อย่างง่ายดาย อยากจะไปไหนก็เปิด Google Maps แทบไม่ต้องกลัวหลงทางอีกต่อไป อยากจะเป็นสื่อก็แค่เปิดมือถือขึ้นมาทำ FB Live ก็ถ่ายทอดให้คนดูนับร้อยนับพันได้ อยากมีความรู้ก็ไม่จำเป็นต้องเข้าห้องสมุดหรือไปโรงเรียน แค่เปิดคอมขึ้นมาความรู้ก็มารออยู่ตรงหน้า

แต่ในอีกมุมหนึ่ง ความเปลี่ยนแปลงที่รุนแรงก็นำพาความยากเย็นมาให้ด้วย

ความยากเย็นที่ไม่รู้ว่าอนาคตจะเปลี่ยนไปยังไงบ้าง

AI, COVID-19, และ FAANG (Facebook, Apple, Amazon, Netflix, Google) กำลัง disrupt โลกทั้งใบ ความรู้ที่เรามีอาจหมดอายุในเร็ววัน ธุรกิจล้มหายตายจาก งานที่เคยคิดว่ามีความมั่นคงและยั่งยืนก็ไม่เป็นเช่นนั้นอีกต่อไป

ชีวิตของคนยุคนี้จึงไม่อาจวางแผนได้ไกลเหมือนคนสมัยก่อนที่แค่ตั้งใจเรียน จบมหาวิทยาลัยดีๆ เข้าทำงานบริษัทดีๆ ชีวิตก็ลงตัวไปได้เป็นสิบปีแล้ว

เส้นทางชีวิตของคนเราจึงย้อนแย้ง

วันนี้อยากไปไหนแค่เปิด Google Maps ก็ถึงที่หมาย

แต่การเดินทางสู่วันพรุ่งนี้ เราแทบไม่มีแผนที่ใดๆ ให้อ้างอิงได้เลย

ความเชื่อที่ไร้เหตุผล

เวลาที่เรารู้สึกแย่กับอะไรก็ตาม ส่วนใหญ่ไม่ใช่เพราะว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่เพราะมันมีความเชื่อที่ไร้เหตุผลเป็นต้นทาง

เช่นสมมติว่าผมเขียนบล็อก แล้วมีคนมาวิจารณ์งานเขียนของผม ผมก็จะรู้สึกหัวร้อน อ่านคอมเมนท์นั้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าและเฝ้าแต่คิดว่าจะหาทางตอบโต้อย่างไรดี

แต่เบื้องหลังความหัวร้อนนั้น ก็คือความเชื่อที่ว่า “งานเขียนของผมไม่ควรถูกวิจารณ์” หรือ “ผมควรจะเขียนงานออกมาให้ดีพอที่จะไม่โดนวิจารณ์ แต่ก็ดันทำไม่ได้”

เมื่อมีความเชื่อซึ่งไร้เหตุผลเช่นนี้ (Irrational belief) ก็เลยมีความทุกข์ใจเป็นปลายทาง

แต่ถ้าผมบอกตัวเองว่า “เราไม่สามารถทำให้ใครถูกใจได้ทั้งหมด” หรือ “การที่มีคนเห็นต่างก็เป็นเรื่องที่ดี เพราะมันจะทำให้งานเขียนของเรามีมิติมากขึ้นในอนาคต” ความเชื่อและมุมมองแบบนี้ ก็จะไม่ทำให้ตัวเองต้องทุกข์ร้อนไปกับคำวิจารณ์

ทุกครั้งที่เราเกิดความกังวลใจ ความไม่สบายใจ หรือความหงุดหงิดใจใดๆ ก็ตามแต่ ลองส่องใจตัวเองดูนะครับว่าเรามีความเชื่อที่ไร้เหตุผลเป็นต้นเหตุอยู่รึเปล่า

ถ้าแก้ที่ต้นเหตุได้ เราก็จะมีภูมิคุ้มกันต่อสิ่งร้ายๆ และอุปสรรคต่างๆ ที่จะผ่านเข้ามาในชีวิตครับ


ขอบคุณประกายความคิดจากหนังสือ Life Hacks – มูฟออนชีวิตเริ่มคิดแบบเล็กๆ มาสะตะเกะ โฮริ เขียน จุฬาลักษณ์ กรณ์สกุล แปล สำนักพิมพ์ SandClock Books

กฎที่ไม่มีกฎของ Netflix

สำหรับคนที่ติดตามบล็อกนี้เป็นประจำ อาจสังเกตว่าผมจะพูดถึงหนังสือ No Rules Rules ที่เขียนโดย Reed Hastings, CEO ของ Netflix อยู่บ่อยๆ*

ด้วยความที่เนื้องานของผมเป็น HR อยู่แล้ว จึงอินกับหนังสือเล่มนี้เป็นพิเศษ และยกให้เป็นหนังสือ Top 3 ที่ผมได้อ่านในปีนี้

หนึ่งในประเด็นที่ผมชอบมากในหนังสือเล่มนี้คือ Lead with Context, Not Control – จงนำองค์กรด้วยบริบท ไม่ใช่ด้วยการบังคับควบคุม

องค์กรส่วนใหญ่จะใช้ Control ในการกำกับกิจกรรมในองค์กร ทุกสิ่งที่พนักงานทำต้องผ่านการอนุมัติจากหัวหน้า มีกระบวนการมากมายเต็มไปหมดเพื่อให้แน่ใจว่าจะไม่เกิดความผิดพลาด ในขณะที่ Netflix นั้น พนักงานมีสิทธิ์ที่จะตัดสินใจอะไรได้เองโดยไม่ต้องให้หัวหน้าอนุมัติเลย แม้ว่ามันจะเป็นการตัดสินใจเซ็นสัญญาซื้อลิขสิทธิ์ที่ต้องใช้เงินเป็นหลักล้านก็ตาม

สมมติว่าเรามีลูกชายที่กำลังอยู่ในช่วงวัยรุ่นและอยากจะไปปาร์ตี้ที่บ้านเพื่อนคืนวันเสาร์ เราเป็นห่วงว่าลูกจะเมาแล้วขับมั้ย หรือจะนั่งรถเพื่อนที่เมาแล้วขับรึเปล่า เรามีวิธีป้องกันปัญหาได้สองแบบ

1.เรามีสิทธิ์ตัดสินใจได้ว่าปาร์ตี้ไหนบ้างที่ลูกของเราจะไปได้หรือไปไม่ได้ ถ้าเขาอยากจะไปปาร์ตี้บ้านเพื่อน เขาต้องมาอธิบายให้เราฟังก่อนว่าทำไมถึงอยากไปงานนี้ และต้องให้เราได้คุยกับพ่อแม่เจ้าของบ้านด้วย โดยเราต้องการความมั่นใจว่าจะมีผู้ใหญ่อยู่ที่บ้านคอยดูแลพวกเด็กๆ เวลาปาร์ตี้ เมื่อเราอนุญาตให้ไปแล้ว เราก็ให้ลูกลงแอปที่เอาไว้แทร็คโลเคชั่นของลูกเพื่อให้แน่ใจว่าเขาไปแค่ที่นี่ที่เดียว นี่คือวิธีการ Lead with Control

2.อีกวิธีคือนั่งคุยกับลูก อธิบายให้ลูกฟังว่าทำไมวัยรุ่นถึงดื่มเหล้า และอันตรายที่มาพร้อมกับการเมาแล้วขับนั้นมีอะไรบ้าง เราเอาเหล้าแต่ละชนิดมารินใส่แก้วแล้วให้ลูกลองดื่มดูเพื่อเขาจะได้รู้ว่ากินแค่ไหนถึงจะมึน แค่ไหนถึงจะเมา และแค่ไหนถึงจะเมาเละเทะจนจำอะไรไม่ได้ เราเปิด Youtube ให้เขาดูว่าพอเมาแล้วขับนั้นมันมีผลลัพธ์อะไรตามมาบ้าง เมื่อเรามั่นใจว่าลูกเข้าใจผลกระทบของการเมาแล้วขับ เราก็ปล่อยให้ลูกเลือกได้เองว่าจะไปปาร์ตี้ที่ไหนบ้าง นี่คือการ Lead with Context

แน่นอนว่าเราจะเลือกทางไหนขึ้นอยู่กับว่าลูกชายของเราเป็นเด็กแบบไหน ถ้าที่ผ่านมาเขาเป็นเด็กเกเรและไม่ค่อยมีวิจารณญาณ เราก็อาจจะจำเป็นต้องใช้วิธีแรก แต่ถ้าลูกของเราเฉลียวฉลาดและมีความเป็นผู้ใหญ่พอ เราก็สามารถเลือกใช้วิธีที่สองได้ ซึ่งนอกจากจะทำให้เขาตัดสินใจได้ดีเรื่องการไปปาร์ตี้แล้ว ยังทำให้เขาเป็นคนที่สามารถตัดสินใจได้ดีในสถานการณ์อื่นๆ อีกด้วย

กับที่ทำงานก็เช่นกัน ถ้าเรามีพนักงานที่ฉลาดและมีวิจารณญาณที่ดี การ Lead with Context ก็น่าจะถูกจริตเขามากกว่า เพราะเป็นการแสดงให้เห็นว่าเราเคารพในตัวเขาและเราให้เขาได้มีอิสรภาพและความรับผิดชอบ (freedom and responsibility) กับทุกงานที่เขาได้รับมอบหมายครับ


* หนังสือ No Rules Rules มีผู้เขียนร่วมคือ Erin Myer ซึ่งเป็นอาจารย์ที่ INSEAD ซึ่งโด่งดังด้านหลักสูตร MBA

3 ไอเดียจากหนังสือ Mindset

1. งานวิจัยพบว่า การชื่นชมความสามารถของเด็กจะทำให้ไอคิวของเด็กลดลง แต่การชื่นชมความพยายามของเด็กจะทำให้ไอคิวของเด็กสูงขึ้น คำชมบางอย่างที่ผู้ใหญ่ไม่ได้คิดอะไรก็อาจเป็นผลเสียต่อเด็กได้ เช่นคำชมอย่าง “ลูกเรียนเรื่องนี้ได้เร็วเพราะลูกเป็นเด็กฉลาด” ตัวเด็กก็อาจจะตีความว่าการเรียนรู้ช้าเป็นเรื่องที่ไม่ดี

2. นักกีฬาที่มี growth mindset ไม่ได้สนใจแต่เรื่องชัยชนะ พวกเขาจะโฟกัสไปที่การฝึกซ้อมและสนุกไปกับความท้าทายพอๆ กับผลการแข่งขัน ในทางกลับกัน นักกีฬาที่มี fixed mindset นั้นจะทำทุกวิถีทางให้ได้ชัยชนะเพื่อแสดงให้เห็นว่าเขาเหนือกว่าคู่แข่ง และหากต้องพบความพ่ายแพ้พวกเขาก็จะผิดหวังสุดๆ

3. โลกธุรกิจมักจะให้ความสำคัญกับคนเก่งและคนฉลาด แต่นั่นก็สร้างปัญหาได้เช่นกัน Enron เป็นบริษัที่จ้างแต่คนเรียนเก่งและจบสูงๆ มา แต่มันก็สร้างวัฒนธรรมองค์กรที่ห้ามทำพลาดเพราะจะทำให้ชื่อเสียงของตัวเองและของบริษัทเสียหาย Enron จึงเกลียดการยอมรับผิดและให้ความสำคัญกับการรักษาภาพลักษณ์มาก พอเกิดการสอบสวนขึ้นมา ผู้บริหารจึงเอาแต่ปกป้องตัวเองแม้ว่าจะต้องให้ข้อมูลที่เป็นเท็จก็ตาม


ขอบคุณเนื้อหาจากหนังสือ Mindset: The New Psychology of Succes by Carol S. Dweck, สรุปหนังสือโดย getAbstract