3 ส่วนผสมที่ลงตัวของ High Performer

มีสมองของผู้ประกอบการ
มีจิตวิญญาณของศิลปิน
มีร่างกายของนักกีฬา

เมื่อเราคิดแบบผู้ประกอบการ เราจะไม่กลัวที่จะริเริ่ม ไม่กลัวความล้มเหลว ไม่ยึดติดกับกรอบความคิดแบบเดิมๆ

เมื่อเรามีจิตวิญญาณของศิลปิน เราจะไม่เอาตัวเลขเป็นใหญ่ แต่เอาความสนุก เอาความงาม เอาความจริงเป็นเป็นตัวตั้ง สิ่งที่เราพูดและทำจะนำพาให้คนรอบข้างมีชีวิตที่ดีขึ้น

และเมื่อเราพักผ่อนให้เพียงพอ กินของที่มีประโยชน์ และออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เราก็จะมีร่างกายที่พร้อมทำงานหนักเพื่อรับใช้ผู้อื่นได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน

Entrepreneur’s mind.
Athlete’s body.
Artist’s soul.
-James Clear

ลองสำรวจตัวเองว่าควรเพิ่มเติมส่วนใดและลดทอนส่วนไหนเพื่อให้ส่วนผสมทั้งสามอย่างนี้มันกลมกล่อมนะครับ


ชวนฟังเพลงภาษาใจโดย Anontawong’s Music: bit.ly/pasajaiyt

นิทานคุณตาอารมณ์ดี

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

ในรายการทอล์คโชว์รายการหนึ่ง คุณตาผมขาวโพลนถือไม้เท้าเดินกะโผลกกะเผลกขึ้นเวทีก่อนจะค่อยๆ ย่อตัวนั่งลงบนเก้าอี้อย่างทุลักทุเล

“คุณตาไปหาหมอบ่อยมั้ยครับ” พิธีกรยิงคำถามแรก

“บ่อยสิ”

“ทำไมล่ะครับ”

“คนไข้ก็ต้องหมั่นไปเยี่ยมหมอบ่อยๆ สิ ไม่อย่างนั้นหมอก็ตกงานพอดี!”

“แล้วคุณตาต้องปรึกษาเภสัชกรมั้ยว่าต้องทานยายังไง”

“แหงอยู่แล้ว ไม่งั้นเภสัชกรก็ตกงานเหมือนกัน”

“แล้วคุณตากินยาตามที่หมอสั่งมั้ย?”

“ส่วนใหญ่ทิ้งลงถังขยะนะ ผมก็ยังอยากมีชีวิตอยู่นะ!”

“ขอบคุณที่ให้เกียรติมาร่วมรายการในวันนี้นะครับ”

“ด้วยความยินดี คุณจะได้ไม่ต้องตกงานเหมือนกัน”

“ในกรุ๊ปไลน์คุณตาชอบส่งรูปสวัสดีวันจันทร์มั้ยครับ”

“ส่งบ่อยเลยล่ะ ถ้าอยู่ในกลุ่มแล้วเอาแต่เงียบ เค้าอาจจะนึกว่าผมตายไปแล้วก็ได้”


ขอบคุณนิทานจาก LINE OA สัญชาติจีน แปลโดย Google Translate และดัดแปลงเนื้อหาให้เข้ากับคนไทยโดย Anontawong’s Musings

Checklist 4 ข้อก่อนพูดอะไรออกจากปาก

ในสมัยพุทธกาล เคยมีคนถามพระพุทธเจ้าว่าท่านทำอย่างไรถ้อยคำที่ท่านตรัสออกมาจึงล้วนน่าฟัง

พระพุทธเจ้าตอบว่า ก่อนที่ท่านจะตรัสสิ่งใด ท่านจะถามคำถามสี่ข้อนี้ก่อน

หนึ่ง มันเป็นความจริงรึเปล่า ถ้าไม่จริง ก็ไม่ต้องพูด ถ้าจริงก็ให้ดูข้อต่อไป

สอง มันมีประโยชน์รึเปล่า ถ้าไม่มีประโยชน์ก็ไม่ต้องพูด ถ้ามีประโยชน์ก็ให้ดูข้อต่อไป

สาม คนที่ฟังจะชอบรึเปล่า ถ้าชอบก็พูดได้เลย ถ้าเค้าน่าจะไม่ชอบ ก็ให้ดูข้อต่อไป

สี่ ถูกกาละเทศะรึเปล่า ถ้าเป็นความจริง มีประโยชน์กับคนฟัง และถูกกาละเทศะ แม้คนฟังจะไม่ชอบใจ ก็ควรพูดเช่นกัน

ถ้าไม่ถูกกาละเทศะ ต่อให้จริงและเป็นประโยชน์ก็ไม่ควรพูด เช่นพูดเรื่องธรรมะกับคนที่ไม่สนใจหรือในบริบทที่ไม่เหมาะสม ก็จงเงียบเสียดีกว่า

เช็คลิสต์สี่ข้อนี้ผมว่าใช้ได้ตั้งแต่พุทธกาลจนถึงอนาคตกาล ลองเอาไปปรับใช้กันดูนะครับ


ขอบคุณเนื้อหาจากธรรมบรรยายของพี่พศิน อินทรวงค์บน Youtube

ถ้าอยากได้ในสิ่งที่คนอื่นอยากได้ ก็ต้องทำในสิ่งที่คนอื่นไม่อยากทำ

พี่โจ้ ธนา เธียรอัจฉริยะ เคยเล่าให้ฟังว่า เหตุผลที่พี่โจ้เติบโตขึ้นมาได้ที่ DTAC ก็เพราะว่าพี่โจ้ไปรับงานดูแลนักลงทุน ซึ่งเป็นงานที่ไม่มีใครอยากทำ เพราะต้องโดนดุ โดนถามคำถามยากๆ ทำให้พี่โจ้ต้องเตรียมตัวมากกว่าใครคนอื่นเสมอ พอทำไปนานๆ เข้าก็กลายเป็นคนที่ผู้ใหญ่ต้องพกพาไปด้วยเพราะมีข้อมูลแม่นกว่าใคร จึงกลายเป็นใบเบิกทางให้พี่โจ้ได้ขึ้นมารับตำแหน่งสำคัญๆ ในเวลาต่อมา

จริงๆ ความลับของความสำเร็จอาจจะมีแค่นี้

ถ้าเราอยากเติบโตเร็วกว่าค่าเฉลี่ย เราต้องเป็นคนที่ “ทวนกระแส”

อะไรที่คนอื่นเขาไม่ยอมทำกันเพราะมันหนัก เพราะมันยาก เพราะมันลำบาก ก็ลองอาสาทำดู

ในทางกลับกัน อะไรที่คนอื่นๆ เขาทำกันเยอะๆ เราก็พยายามทำให้น้อยๆ เขาประชุมกันเยอะๆ เราก็ประชุมน้อยๆ เขาใช้เวลากับงานถึกๆ เยอะ เราก็หาทางลดงานตรงนี้ลง เขาเล่นโซเชียลเยอะ เราก็เล่นให้น้อยๆ ถ้าคนส่วนใหญ่ชอบเลี้ยวซ้ายเลี้ยวขวาหรือแวะข้างทาง เราก็แค่วิ่งตรงไป

ปลาเป็นนั้นเลือกได้ว่าจะว่ายตามน้ำหรือจะว่ายทวนน้ำ

ถ้าว่ายตามน้ำก็ลงต่ำ ถ้าว่ายทวนน้ำก็ขึ้นสูงครับ


ชวนฟังเพลงภาษาใจ by Anontawong’s Music: http://bit.ly/pasajaiyt

เราให้ความหมายกับสิ่งใดเราก็จะให้เวลากับสิ่งนั้น

นี่คือข้อความตอนหนึ่งในหนังสือ Everything is f*cked: A Book About Hope ของ Mark Manson:

If I worked at Starbucks, instead of writing people’s names on their coffee cup, I’d write the following:

One day, you and everyone you love will die. And beyond a small group of people for an extremely brief period of time, little of what you say or do will ever matter. This is the Uncomfortable Truth of life. And everything you think or do is but an elaborate avoidance of it.

We are inconsequential cosmic dust, bumping and milling about on a tiny blue speck. We imagine our own importance. We invent our purpose—we are nothing. Enjoy your f*cking coffee.

ถ้าผมทำงานที่สตาร์บัคส์ ผมคงจะไม่เขียนชื่อลูกค้าบนแก้วกาแฟ แต่จะเขียนว่า

วันหนึ่งเราและทุกคนที่เรารักก็จะตาย และนอกเหนือจากคนจำนวนเพียงน้อยนิดในเวลาอันแสนสั้น สิ่งที่เราพูดหรือทำแทบจะไม่มีความหมายใดๆ นี่คือความจริงที่ยากจะยอมรับ และทุกสิ่งที่เราคิดหรือทำก็เป็นเพียงการหลีกเลี่ยงความจริงข้อนี้

เราเป็นแค่เพียงละอองฝุ่นในจักรวาลที่สาละวนกันอยู่บนจุดน้ำเงินจุดเล็กๆ นี้ เราจินตนาการไปเองว่าเรานั้นมีความสำคัญ เราคิดไปเองว่าเรามีความหมาย จริงๆ แล้วชีวิตเราไม่มีความหมายอะไรเลย

ดื่มกาแฟ %!$ ให้อร่อยนะ


ถ้ามองภาพใหญ่จริงๆ ใหญ่ในระดับจักรวาล ชีวิตเล็กๆ ของเราอาจไม่มีความหมายอะไรอย่างที่ Mark Manson ได้กล่าวไป

ยิ่งถ้าเราไม่ได้มีศรัทธาในศาสนาใดอย่างแรงกล้า การจะให้เชื่อว่าชีวิตของมนุษย์นั้นมีความหมายก็จะยากขึ้นไปอีกขั้น

อาการอย่างหนึ่งของโรคซึมเศร้า ก็คือการที่เห็นว่าการมีชีวิตอยู่ของฉันมันไม่เห็นจะมีความหมายอะไรเลย พวกเราจึงต้องพยายามสร้างความหมายของชีวิตขึ้นมา ด้วยการฝากมันไว้กับงาน หน้าที่ ครอบครัว ความฝัน หรืออะไรก็ตามที่ทำให้เรามีแรงลุกขึ้นจากเตียงในวันนี้

แต่ละช่วงชีวิต สิ่งที่เราให้คุณค่าและความหมายก็แตกต่างกันไปอีกด้วย

ตอนเป็นเด็กเล็กเราจะให้ความหมายกับขนมและของเล่นมาก เวลาทะเลาะกับเด็กคนอื่นก็ด้วย “เรื่องแค่นี้” แต่สำหรับเรามันเป็นเรื่องใหญ่มาก

พอโตมาเป็นวัยรุ่น เราก็ให้ความหมายกับเพื่อนฝูง ความสนุก ความรัก พออกหักขึ้นมาทีก็จะเป็นจะตาย เมื่อมองย้อนกลับไปก็แอบขำตัวเองว่าฟูมฟายขนาดนั้นไปได้อย่างไร

พอเข้าสู่วัยทำงาน เราก็ให้ความหมายกับการทำงานออกมาให้ดี กับความก้าวหน้า กับการขึ้นเงินเดือน จนบางทีเราก็ละเลยมิติอื่นๆ ของชีวิต

ยิ่งเราเติบโตขึ้นเท่าไหร่ สิ่งที่เคยมีความหมายก็จะหมดความหมายลง

และเมื่อถึงโมงยามสุดท้าย สิ่งที่เราไล่ไขว่คว้ามาทั้งชีวิตอาจจะไม่มีความหมายอะไรเลยก็ได้

ก็เลยอยากจะชวนคุณผู้อ่านมาสังเกตตัวเองว่า ตอนนี้เรากำลังให้เวลากับสิ่งใดอยู่ มันให้ความหมายอะไรกับเรา และเราจำเป็นต้องให้ค่ากับมันขนาดนั้นจริงหรือ ในเมื่อวันหนึ่งมันก็จะหมดความหมายลงไปอยู่ดี มีสิ่งใดที่เราควรให้ค่าและความหมายสำหรับ phase ถัดไปของชีวิตมากกว่ารึเปล่า

ไม่ได้จะบอกว่าให้ละทิ้งทุกสิ่งอย่างและไม่ต้องทำอะไร

แค่จะบอกว่าอย่าไปยึดมั่นถือมั่นมากเกินไปเท่านั้นเอง


ชวนฟังเพลงภาษาใจ by Anontawong’s Music: http://bit.ly/pasajaiyt