อย่าเป็นคนฉลาดที่ไม่อาจรักใคร

20191211

อย่าเป็นคนถูกที่ไม่ยอมให้อภัย

อย่าเป็นคนเก่งจนไม่เห็นหัวใคร

อย่าเป็นคนชนะที่แพ้อยู่ร่ำไป

อย่าเป็นคนฉลาดที่ไม่อาจรักใคร – พออ่านมาเยอะ ฟังมาเยอะ คิดมาเยอะ แล้วก็ชอบนึกว่าตัวเองฉลาด ไม่ยอมเชื่ออะไรง่ายๆ เห็นคนดีๆ หรือเรื่องดีๆ ก็ตั้งแง่ไว้ก่อน โปรดปรานทฤษฎีสมคบคิด ชอบมองคนอื่นว่าไร้เดียงสาหรือไม่ตั้งคำถาม สุดท้ายจึงได้เป็นคนฉลาดที่ไม่อาจรักหรือไว้ใจใครได้เลย

อย่าเป็นคนถูกที่ไม่ยอมให้อภัย – ถึงแม้ฝ่ายนั้นจะผิดจริงๆ เราก็ยกโทษให้เขาได้ ถึงแม้เราจะถูกเราก็ยังกล่าวขอโทษได้เพื่อเป็นการปลดล็อคทางความรู้สึก การถือโทษโกรธเคืองสุดท้ายแล้วมันทำร้ายใครมากที่สุดเราก็รู้อยู่แก่ใจ

อย่าเป็นคนเก่งจนไม่เห็นหัวใคร – พอคนเราประสบความสำเร็จก็จะนึกว่าเป็นเพราะความเก่งของตัวเองเพียงอย่างเดียว แต่จริงๆ แล้วมันคือเก่งบวกเฮง ถ้าเก่งแต่จังหวะไม่ดีก็อาจไม่รุ่ง เราเก่งวันนี้ เราอาจจะห่วยวันหน้าก็ได้ คนที่เราดูแคลนในวันนี้อาจกลายมาเป็นคนที่ให้คุณให้โทษกับเราก็ได้ อย่าให้ความถือดีของเราไปทำให้ใครเจ็บ สุภาษิตจีนท่านว่าไว้ มีเพื่อนร้อยคนน้อยเกินไป มีศัตรูหนึ่งคนมากเกินไปแล้ว

อย่าเป็นคนชนะที่แพ้อยู่ร่ำไป – เราอาจเถียงชนะแต่เราแพ้ในความสัมพันธ์ เราอาจชนะในที่ทำงานแต่แพ้เรื่องครอบครัว เราอาจชนะในเรื่องการเงินแต่แพ้เรื่องสุขภาพ เราอาจชนะศึกแต่แพ้สงคราม

แพ้บ้างก็ได้ จะได้ชนะในเรื่องที่สำคัญกว่าครับ

10 ขั้นตอนการดูแลสามีในยุค 1950’s

20191210

อ่านเจอเนื้อหาที่ตัดมาจากในหนังสือเรียน “คหกรรมศาสตร์” (Home Economics) หรือการเป็นแม่บ้านที่ดีจากยุค 50’s ของฝรั่ง

คิดว่าน่าสนใจดี เลยคัดบางช่วงตอนมาให้อ่านกันครับ

เคล็ดลับการดูแลสามี

เตรียมอาหารเย็นไว้ให้พร้อม
วางแผนล่วงหน้าในการทำอาหารเย็นอร่อยๆ ไว้ให้สามี ผู้ชายส่วนใหญ่จะหิวโซเมื่อกลับถึงบ้าน ดังนั้นอาหารดีๆ จึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างมาก

เตรียมตัวเองให้พร้อม
พักสัก 15 นาที เพื่อที่คุณจะได้สดชื่นเมื่อสามีกลับมาถึง เติมแป้งหน่อยก็ดี ผูกโบว์ตรงผมด้วยก็เยี่ยม ทำตัวให้ร่าเริงและน่าสนใจกว่าปกติ วันที่น่าเบื่อของเขาจำเป็นต้องมีตัวช่วย

อย่าปล่อยให้รก
เดินสำรวจบ้านอีกรอบ เก็บหนังสือ ของเล่น เศษกระดาษ ฯลฯ เช็ดโต๊ะให้สะอาด สามีจะได้รู้สึกเหมือนกลับสู่สวรรค์ที่ทุกอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย

เตรียมความพร้อมของลูกๆ
ล้างมือล้างหน้าของลูก หวีผมให้ลูก และถ้าจำเป็นก็เปลี่ยนชุดให้ลูกด้วย

กำจัดเสียงหนวกหู
อย่าให้มีเสียงเครื่องซักผ้า เครื่องล้างจานหรือเครื่องดูดฝุ่น บอกลูกๆ ว่าอย่าส่งเสียงดัง ต้อนรับสามีด้วยยิ้มที่อบอุ่นและจงแสดงความดีใจที่ได้เจอเขา

สิ่งที่ไม่ควรทำ
อย่าทักทายเขาด้วยการพูดถึงปัญหาหรือพร่ำบ่น อย่าบ่นถ้าเขากลับบ้านช้า ให้มองว่ามันเป็นเรื่องขี้ปะติ๋วเมื่อเทียบกับสิ่งที่เขาต้องเจอมาทั้งวัน

ช่วยให้เขาผ่อนคลาย
ให้เขาได้นั่งเก้าอี้นุ่มๆ หรือบอกให้เขาไปนอนเล่นบนเตียงก็ได้ เตรียมเครื่องดื่มอุ่นๆ หรือเย็นๆ ไว้ให้พร้อม จัดหมอนให้เข้าที่และเสนอว่าจะช่วยถอดรองเท้าให้เขา พูดด้วยน้ำเสียงที่ทุ้ม นุ่ม ปลอบประโลม และน่าฟัง

ฟังเรื่องที่เขาเล่า
คุณอาจมีเรื่องอยากบอก แต่ต้องไม่ใช่ตอนนี้ จงให้เขาได้พูดก่อน

ให้ค่ำคืนนี้เป็นของเขา
อย่าบ่นถ้าเขาไม่ได้พาคุณออกไปกินข้าวนอกบ้าน แต่จงพยายามเข้าใจโลกการทำงานที่เต็มไปด้วยความเครียดและความกดดันที่เขาต้องประสบมา

เป้าหมาย
จงพยายามทำให้บ้านเป็นที่แห่งความผาสุขที่สามีของคุณจะกลับมาชาร์จแบตทั้งทางร่างกายและจิตใจ

—–

ขอบคุณข้อมูลจาก Image Magazine 10 Tips To Look After Your Husband From A 1950s Schoolbook Is Exactly What Your Marriage Has Been Missing 

เกินดีกว่าขาด

20191210

แต่บางครั้งขาดก็ดีกว่าเกิน

ต้มมาม่า – ถ้าเติมเครื่องปรุงแล้วน้ำน้อยเกินไป ยังเติมน้ำเพิ่มได้ แต่ถ้าน้ำเยอะเกินไป มาม่าชามนั้นก็จะไม่อร่อยไปเลย

สั่งก๋วยเตี๋ยว – ถ้าใส่เครื่องปรุงน้อยเกินไปก็ยังเติมเพิ่มได้ ถ้าใส่เยอะเกินไปก็จะต้องกินก๋วยเตี๋ยวชามนั้นอย่างทรมาน

จองห้องจัดงานเลี้ยงปาร์ตี้ – ถ้าแจ้งที่นั่งไว้น้อยเกินไปยังขอเพิ่มจำนวนคนทีหลังได้ แต่ถ้าจองไว้เยอะเกินไป มาขอลดจำนวนคนทีหลังโรงแรมมักจะไม่ยอม

ต่อรองราคาเวลาซื้อของ – ถ้าเราเสนอราคาน้อยเกินไปเขาจะต่อให้สูงขึ้นเอง แต่ถ้าเราเสนอราคาสูงเกินไปตั้งแต่แรกก็เข้าทางเขาทันที

เกินดีกว่าขาด แต่บางครั้งขาดก็ดีกว่าเกิน

ขอให้เราประเมินให้ถูกว่าสถานการณ์ไหนควรขาด สถานการณ์ไหนควรเกินครับ

ดินสอทู่ๆ ทำให้คิดอะไรไม่ค่อยออก

20191208

โต๊ะรกๆ ทำให้วันทำงานดูสับสนวุ่นวาย

กระเป๋าตังค์ที่เต็มไปด้วยสลิปทำให้วิตกกังวลเรื่องการเงิน

ตู้ที่เต็มไปด้วยเสื้อผ้าทำให้รู้สึกว่าไม่มีเสื้อใส่

บางที “อาการ” ก็ใหญ่เกินกว่าต้นเหตุ

ปรับที่เหตุเพียงนิดเดียว ก็อาจช่วยคลี่คลายได้ไม่น้อยแล้วครับ

รีวิวหนังสือ Super Productive

20191207

ต้องออกตัวก่อนว่าพี่แท็บ รวิศ หาญอุตสาหะ ผู้เขียนหนังสือเล่มนี้ เป็นผู้มีอุปการคุณต่อบล็อก Anontawong’s Musings

เพราะหนังสือ คิดจะไปดวงจันทร์ อย่าหยุดแค่ปากซอย ของพี่แท็บ และหนังสือ มองไกลบนไหล่ยักษ์ ของพี่บอย วิสูตร แสงอรุณเลิศ ทำให้ผมลุกขึ้นมาเขียนบล็อกอย่างจริงจังในวันขึ้นปีใหม่ 2015

ไม่มีหนังสือคิดจะไปดวงจันทร์ฯ ก็คงไม่มีบล็อก Anontawong’s Musings

เอกลักษณ์อย่างหนึ่งของงานเขียนพี่แท็บคือเขาจะมีเรื่องราวจากเมืองนอกมาให้ฟังเยอะมาก

ชุดความรู้ใหม่ๆ คำศัพท์แปลกๆ หรือคำที่กำลังอินเทรนด์ในหมู่ฝรั่ง ล้วนถูกกล่าวถึงในหนังสือทั้ง 6 เล่มของพี่แท็บมาหมดแล้ว

ในหนังสือ Super Productive ก็เช่นกัน มีการอ้างอิงถึงบทความใน Harvard Business Review อยู่หลายบท หลายเรื่องจึงเป็นสิ่งที่ผมไม่เคยได้อ่านจากที่อื่นมาก่อน

หนังสือเล่มเล็กกว่าที่คาด อ่านจบได้เร็วกว่าที่คิด เนื้อหาอาจจะไม่ได้ตรงปกขนาดนั้น เพราะพอเห็นคำว่า Super Productive ก็ย่อมนึกว่าหนังสือจะพูดถึงการทำยังไงถึงจะขยัน สร้างสรรค์ และทำอะไรเสร็จได้อย่างมากมาย ซึ่งหนังสือไม่ได้กล่าวถึงวิธีการเหล่านี้เท่าไหร่ แต่มุ่งเน้นไปที่ “ภาพใหญ่” และ “กรอบความคิด” มากกว่า

หนังสือเล่มนี้จึงเหมาะกับผู้บริหารที่ต้องขบคิดว่าจะนำพาองค์กรไปอย่างไร มากกว่าเด็กจบใหม่ที่เพิ่งเริ่มต้นชีวิตการทำงาน

และนี่คือเนื้อหาบางส่วนจาก Super Productive ครับ

ว่าด้วยเรื่อง รู้อะไรให้กระจ่างแต่อย่างเดียว

เราควรจะรู้ลึก (specialist) หรือ รู้รอบ (generalist) ดี?

หนังสือบอกว่า ในธุรกิจที่ชุดความรู้เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว เช่นไบโอเมทริกซ์ ถ้าเราเป็น generalist อาจจะตามไม่ทันเพราะพื้นฐานความรู้ของเราไม่แน่นพอ ดังนั้นเราควรจะเป็น specialist มากกว่า

แต่สำหรับธุรกิจที่การเปลี่ยนแปลงไม่รุนแรงนัก หรือธุรกิจที่ผ่านจุดสูงสุดมาแล้วอย่างน้ำมันหรือเหมืองแร่ การ “รู้รอบ” หรือ generalist นั้นน่าจะมีประโยชน์กว่า เพราะต้องอาศัยความรู้จากศาสตร์แขนงอื่นๆ มาพลิกแพลงให้ธุรกิจเดินหน้าต่อไปได้

ว่าด้วยเรื่อง ความเป็นผู้นำ

มีคนกล่าวไว้ว่า Leaders are surrounded by walls, mirrors and liars ผู้นำนั้นมักจะถูกรายล้อมไปด้วยกำแพง กระจก และคนประจบสอพลอ ดังนั้นเราต้องฟังให้มาก โดยระลึกเสมอว่าฟีดแบ็คคือของขวัญที่ห่อด้วยกระดาษที่มีหนาม

ว่าด้วยเรื่อง Burnout

แยกให้ออกว่าเรากำลัง burnout จริงกับ burnout ปลอม!

แม้กระทั่ง Rawit ที่ super productive ก็ burnout กับการเขียนหนังสือเล่มนี้ แต่มารู้ทีหลังว่าเป็น burnout ปลอมเพราะเลือกเขียนหนังสือตอนเย็นๆ ในช่วงที่ร่างกายแบตหมด พอวันรุ่งขึ้นมานั่งเขียนใหม่มันก็ไม่ได้แย่ขนาดนั้น

สิ่งที่ต้องระวังคือคนที่เจอ burnout ปลอมแล้วดันเปลี่ยนชีวิตตัวเองแบบสุดขั้ว เช่นเบื่องานเลยลาออกไปเดินทางรอบโลก ซึ่งอาจจะทำให้ปัญหาแย่กว่าเดิม

เราจะไม่ burnout กับงานที่ทำแล้วสนุก ดังนั้นจงหาวิธีทำให้งานปัจจุบันสนุกขึ้นดูก่อน เช่นเจ้าของร้านอาหารคนนึงเกิดหมดไฟอยากจะปิดร้าน แต่โชคดีแฟนช่วยดึงสติ และเสนอว่าลองหาทางทำให้ลูกค้าชมว่า “อร่อยมากๆ” ให้ได้วันละ 10 คน ถ้าทำ 6 เดือนแล้วยังรู้สึกหมดไฟจะปิดร้านก็ไม่ว่ากัน สุดท้ายเจ้าของร้านก็กลับมามีไฟอีกครั้งเพราะสนุกกับการ “เก็บแต้ม” (ภาษาฝรั่งเรียกวิธีการนี้ว่า gamification คือการเปลี่ยนงานหรือกระบวนการให้มีความคล้ายเกมมากขึ้น)

ว่าด้วยเรื่อง การคิดนอกกรอบ

ธุรกิจทั่วไป จะทำของออกมาก่อน แล้วบวก margin ว่าต้องการกำไรเท่าไหร่เพื่อตั้งเป็นราคาขาย

แต่ Ikea ตั้งต้นจากราคาที่คนอยากจะซื้อ แล้วค่อยหาทางทำสินค้าในต้นทุนที่จะมีกำไรได้

ครั้งหนึ่งทีมงานได้รับโจทย์ให้ผลิตโต๊ะที่สามารถขายได้ในราคา 5 ยูโร (200 บาท) แล้วยังต้องมีกำไร ซึ่งพวกเขาก็ดั้นด้นหาวิธีการจนได้ แถมยังเป็นวิธีการที่นึกไม่ถึงเสียด้วย

ว่าด้วยเรื่อง Transformation

(Tranformation เป็น buzzword ที่เราได้ยินมาสัก 5 ปีแล้ว หลายองค์กรตั้งทีม tranformation ขึ้นมา ซึ่งเราบอกเจาะจงไม่ได้หรอกว่าทำอะไรบ้าง รู้แค่ว่าต้องสร้างความเปลี่ยนแปลงให้ดีขึ้น)

แต่ tranformation นั้นเป็นเรื่องการเมืองมากกว่าที่คิด เพราะในห้องประชุมไม่มีใครหรอกที่จะบอกว่าตัวเองต่อต้านการเปลี่ยนแปลง แต่ลับหลังพวกเขาจะไปหาวิธีต่อต้านไม่ให้เกิดการเปลี่ยนแปลง

เราจึงต้องระบุให้ได้ว่าใครที่ต่อต้าน ใครที่สนับสนุน จะทำยังไงให้คนต่อต้านอ่อนแรง และให้คนที่สนับสนุนมีแรงมากขึ้นเรื่อยๆ

โดยหนึ่งในวิธีการคือเปลี่ยนแปลงจาก “ทีมชายขอบ” ก่อน ธุรกิจหลักยังคงดำเนินไปตามเดิม แต่ทีมชายขอบค่อยๆ แข็งแรงขึ้นจนกลายมาเป็นธุรกิจหลักได้ในที่สุด

ว่าด้วยเรื่อง monopoly

องค์กรที่ประสบความสำเร็จมากๆ ต้องมีความผูกขาดตลาดประมาณหนึ่ง ไม่ใช่ผูกขาดด้วยสัมปทานหรืออำนาจรัฐ แต่ผูกขาดเพราะว่าเขาดีกว่าคู่แข่งชนิดทิ้งห่างไม่เห็นฝุ่น ตัวอย่างเช่น Google ที่ผูกขาดเรื่อง search หรือ Lego ที่ผูกขาดของเล่นประเภทตัวต่อ

การที่เราจะผูกขาดได้ ต้องเริ่มจากตลาดเล็กๆ ก่อน หา niche ของตัวเองให้เจอ ยึดครองตลาดเล็กนั้นให้ได้ แล้วค่อยขยายไปยึดตลาดอื่นๆ ต่อ

ยังมีอีกหลายเรื่องที่น่าสนใจ เช่น

  • ความหมายที่แท้จริงของ workalholic
  • การสร้าง”เรื่องเล่า” ให้กับเพชร ซึ่งโดยแท้จริงแล้วไม่ใช่อัญมณีที่มีค่าขนาดนั้น จนเพชรกลายมาเป็นสัญลักษณ์ของรักนิรันดร์ที่มีราคาสูงลิบลิ่ว
  • ความแตกต่างระหว่าง owed respect กับ earned respect และเหตุใดองค์กรต้องบาลานซ์สองอย่างนี้ให้ดี
  • คำถามเด็ดๆ ในการสัมภาษณ์คนที่มาสมัครงานกับเรา

ขอบคุณพี่แท็บและสำนักพิมพ์ Koob ที่คลอดหนังสือเล่มนี้ออกมา

รออ่านเล่มต่อไปอยู่นะครับ!