เรารู้ทุกอย่างที่เราต้องรู้แล้ว

20191021c

ที่เหลือก็แค่ลงมือทำเท่านั้น

ในโลกที่เราสามารถเข้าถึงข้อมูลมากมายได้อย่างง่ายดาย ช่องว่างระหว่างเด็กม.5 กับศาสตราจารย์นั้นอาจไม่ได้กว้างอย่างที่คิด

Google เข้ามาเปลี่ยนโลกด้วยมิชชั่นที่จะจัดระเบียบข้อมูลให้กับโลกใบนี้ (organize the world’s information)

“ข้อมูล” ที่ผ่านการจัดระเบียบแล้วและได้รับการเสพอย่างเป็นระบบอาจเรียกได้ว่า “ความรู้”

แต่ความรู้ในตัวมันเองก็ยังมีคุณค่าน้อย มันจะทรงคุณค่าก็ต่อเมื่อมันได้รับการนำมาพิจารณา ทดสอบ บ่มเพาะและประยุกต์ใช้

เมื่อผ่านการบ่มเพาะเพียงพอ “ความรู้” จะกลายเป็น “ปัญญา”

ปัญญาเป็นเรื่องปัจเจก ไม่สามารถถ่ายทอดกันได้ ต้องผ่านประสบการณ์ตรง เล่นจริง เจ็บจริงเท่านั้นปัญญาถึงจะเกิด

เรารู้ทุกอย่างที่เราต้องรู้อยู่แล้ว

ดังนั้นอย่ามัวแต่ค้นคว้าหาข้อมูลเพิ่มเติมอยู่เลย เพราะหายังไงก็ไม่จบไม่สิ้น

รู้เท่าที่ต้องรู้ แล้วลงมือทำ เพื่อที่จะได้รู้ว่าเรายังไม่รู้อะไร

ด้วยกระบวนการนี้ เราถึงจะได้มาซึ่งปัญญา

แล้วปัญญานั้นจะนำมาซึ่งโอกาสและความเจริญรุ่งเรืองให้ชีวิตครับ

โศกนาฏกรรมของหมออยู่เวร

20191020

บทความนี้ผมเขียนขึ้นในฐานะของคนที่ไม่รู้อะไรเกี่ยวกับวงการการแพทย์เลย

แต่เนื่องจากโดนจุดประกายจากหนังสือเล่มหนึ่ง เลยได้ลองศึกษาเพิ่มเติม และพบว่าถ้าไม่เขียนเรื่องนี้คงไม่ได้

จึงขอมาแบ่งปันข้อมูลและมุมมอง พร้อมทั้งน้อมรับข้อมูลและความคิดเห็นของทุกฝ่ายนะครับ

 


กล้าพอไหม?

ลองคิดภาพว่าคุณเป็นผู้ป่วยที่เพิ่งถูกเข็นเข้าห้องผ่าตัด แสงไฟเหนือเตียงสว่างจ้า พยาบาลหลายคนเดินไปมาขวักไขว่

สักพักคุณก็เห็นหมอที่จะเป็นคนผ่าตัดคุณเดินเข้ามาในห้อง

…พร้อมกับเหล้าหนึ่งกลมในมือ

หมอเปิดฝาขวด ยกเหล้าขึ้นซด 2-3 กรึ๊บ ก่อนจะวางขวดลงแล้วเดินเข้ามาที่เตียงพร้อมหยิบมีดผ่าตัดขึ้นมา

คุณจะกล้าให้หมอคนนี้ผ่าตัดคุณหรือไม่?

คงไม่มีใครยอมให้หมอที่เพิ่งกินเหล้ามาทำอะไรกับร่างกายของเราแน่ๆ

แต่ทราบมั้ยครับว่า หากคนๆ หนึ่งไม่ได้นอนเป็นเวลา 22 ชั่วโมง ประสิทธิภาพการทำงานของสมองและร่างกายของคนๆ นั้นจะไม่ต่างอะไรกับคนที่ดื่มเหล้าเมาในระดับที่ถ้าขับรถจะก็โดนจับข้อหาเมาแล้วขับได้เลย


 

ตัวเลขจากลุงแซม

ต้นเหตุสำคัญที่สุดสำหรับการเสียชีวิตของชาวอเมริกัน 3 อันดับแรกได้แก่

1. หัวใจวาย
2. มะเร็ง
3. ความผิดพลาดทางการแพทย์

แพทย์ฝึกหัด 1 ใน 20 คนจะทำให้คนไข้เสียชีวิตเพราะข้อผิดพลาดอันเกิดจากการพักผ่อนไม่เพียงพอของตัวแพทย์ฝึกหัด

ที่อเมริกามีแพทย์ฝึกหัด 100,000 คน ดังนั้นจะมีผู้ป่วย 5,000 คนที่เสียชีวิตเพราะหมออดนอน

หมอที่ทำงานติดต่อกันมา 30 ชั่วโมงมีโอกาสที่จะพลาดทำเข็มตำตัวเองหรือใช้มีดตัดโดนเนื้อตัวเองเพิ่มขึ้น 73% และมีโอกาสวินิจฉัยผู้ป่วยใน ICU ผิดพลาดเพิ่มขึ้น 460% (พิมพ์ไม่ผิดครับ)

หมออยู่เวรมีโอกาสประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์เพิ่มขึ้น 168% หลายครั้งจึงเกิดตลกร้ายที่หมอที่เพิ่งรักษาคนไข้ในห้อง ICU หยกๆ ขับรถกลับบ้านแล้วหลับในจนต้องกลับมาเป็นคนไข้ใน ICU เสียเอง

ถ้าคุณเป็นคนไข้ที่ต้องผ่าตัด และหมอที่ต้องผ่าตัดคุณได้นอนไม่ถึง 6 ชั่วโมง โอกาสที่หมอจะทำให้อวัยวะของคุณเสียหายหรือทำให้เกิดภาวะตกเลือดจะเพิ่มขึ้นถึง 170% (พิมพ์ไม่ผิดอีกเช่นกัน)

 


 

หมอเวรที่เมืองไทย

ข้อความส่วนหนึ่งจากกระทู้พันทิป:

เคยสงสัยมั้ยครับว่าในห้องฉุกเฉินของโรงพยาบาลรัฐทำไมเวลาเข้าไปถึงมักจะเห็นแต่หมอเด็กๆ แล้วหมอแก่ๆ เขาไม่มาอยู่กันเหรอ คำตอบคือทุกวันนี้แพทย์ที่ปฏิบัติงานในห้องฉุกเฉินของโรงพยาบาลรัฐแทบทุกโรงพยาบาลนอกเวลาราชการเกือบ 100% คือแพทย์จบใหม่ครับ

ฟังแล้วดูแย่เนาะ เหมือนหมอที่จบมานานแล้วเป็นหมอที่เชี่ยวชาญแล้วเอาเปรียบน้อง ไม่มาช่วยอยู่เวรห้องฉุกเฉินเลย แล้วอย่างนี้คนไข้จะได้รับการรักษาที่ดีหรือ จริงๆแล้วมันคือวัฎจักรที่เกิดขึ้นเช่นนี้มานานแสนนานแล้ว

เพราะอะไร เวรห้องฉุกเฉินนอกเวลาราชการสำหรับหมอคือเวรที่เป็นเหมือนยาขมครับ นอกจากต้องอดหลับอดนอนแล้ว งานหนัก เหนื่อย แล้วยังต้องมาเครียดปวดประสาทกับปัญหาของคนไข้และญาติ และยังสุ่มเสี่ยงต่อการถูกฟ้องร้องทางกฎหมายมากกว่าจุดอื่นอีก

ถ้าถามความคิดเห็นของหมอ ผมเชื่อว่าส่วนใหญ่แทบทั้งหมดไม่อยากอยู่เวรห้องฉุกเฉินนอกเวลาราชการ ดังนั้นวิถีชีวิตของหมอส่วนใหญ่คือเมื่อเรียนจบแพทยศาสตร์บัณฑิต ใช้ทุนครบแล้วก็ต้องพยายามไปเรียนต่อแพทย์เฉพาะทางเพื่อที่จะได้ทำงานในจุดที่สบายกว่า เครียดน้อยกว่า และที่สำคัญคือได้เงินมากกว่า เพราะทุกคนก็ย่อมมีความเห็นแก่ตัวกันทั้งนั้นและต้องการสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับตัวเองเสมอ

แพทย์จบใหม่ทำงานตามเวลาราชการ 8:30-16:30 จากนั้นก็เข้าเวรช่วง 16.30 – 8.30 แล้วก็ทำงานต่อ 8:30-16:30 รวมเวลาทำงาน 32 ชั่วโมง

สัปดาห์หนึ่งอาจต้องอยู่เวรเช่นนี้ 3-4 ครั้ง แพทย์จบใหม่บ้านเราจึงทำงานเฉลี่ยอยู่ที่ 100-120 ชั่วโมงต่อสัปดาห์

 


นิสัยนี้ท่านได้แต่ใดมา?

สงสัยมั้ยครับว่า วัฒนธรรมการอยู่เวร-ทำงานข้ามวันนี่มันเริ่มขึ้นมาได้อย่างไร

จากเพจ รู้ทันหมอ By Dr.P (ซึ่งอ้างอิงกระทู้พันทิปที่เนื้อหาถูกลบไปแล้ว)

ประเทศไทยเรา นำระบบการเทรนนิ่งหลักๆมาจากสหรัฐอเมริกา และเพิ่งเกิดขึ้นไม่กี่สิบปีที่ผ่านมาเท่านั้นเอง

ก่อนหน้านั้นเราไม่มีแพทย์เฉพาะทางนะครับ

เป็นเวลาเกือบ 100 ปีตั้งแต่ Osler ริเริ่ม Residency Training

แพทย์ประจำบ้าน หรือ Resident ทำงานหนักมาก รับผิดชอบคนไข้ 24 ชั่วโมง 7 วันต่ออาทิตย์

แทบไม่มีวันหยุด อยู่เวรกันแล้วแต่ปริมาณคนไข้และ house staff

โมเดลนี้ จะคล้ายคลึงกับแพทย์ใช้ทุนและแพทย์ประจำบ้านของเราในปัจจุบัน

ผมจึงคิดว่า ที่หมอไทยต้องอยู่เวรกันดึกๆ น่าจะได้รับอิทธิพลจากอเมริกาไม่มากก็น้อย

พอผมค้นคำว่า Osler Residency Training ก็พบ Osler Medical Residency ของโรงพยาบาล Johns Hopkins Hospital ที่เราคุ้นหูกันดี โรงพยาบาลนี้ตั้งอยู่ในรัฐ Maryland เมืองบัลติมอร์ (อยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของกรุงวอชิงตัน) และประกาศว่าเป็นโรงพยาบาลแรกในอเมริกาที่มีโปรแกรมการเรียนการสอนแบบ Residency

Residency แปลว่าการอยู่อาศัย ซึ่งหมายถึงการให้แพทย์ฝึกหัดใช้เวลาส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในโรงพยาบาลเพื่อจะเก็บเกี่ยววิชาทั้งภาคทฤษฎีและปฏิบัติไปให้ได้มากที่สุด

ซึ่งก็โป๊ะเชะกับสิ่งที่ผมอ่านเจอในหนังสือ Why We Sleep ของ Matthew Walker ที่อธิบายถึงจุดกำเนิดของการทำงานหนักเหนือมนุษย์ของหมอ

เรื่องมันเริ่มต้นจากคุณหมอที่ชื่อว่า William Stewart Halsted ครับ

ฮัลสติดเป็นผู้ก่อตั้ง Surgical Training Program ในโรงพยาบาล Johns Hopkins เมื่อปี 1889

ในฐานะผู้ก่อตั้งและผู้บริหารสูงสุดของโปรแกรมนี้ ฮัลสติดคาดหวังให้แพทย์ฝึกหัดทำงานแบบ Residency เป็นเวลา 6 ปี และบังคับให้ Residents (“แพทย์ประจำบ้าน”) ทำงานติดต่อกันหลายสิบชั่วโมง เพราะเขามองว่าการพักผ่อนนอนหลับนั้นเป็นความย่อหย่อน และเป็นการตัดโอกาสการเรียนรู้และการทำงาน

แถมคำพูดของฮัลสติดก็มีน้ำหนักเสียด้วย เพราะเขาเองก็เป็นตัวอย่างให้ทุกคนเห็นด้วยการทำงานติดต่อกันหลายวันราวกับไม่รู้จักคำว่าเหน็ดเหนื่อย

แต่จริงๆ แล้วฮัลสติดกุมความลับที่ไม่มีใครล่วงรู้

ในสมัยวัยหนุ่ม ฮัลสติดได้ทำการวิจัยยาที่น่าจะช่วยบรรเทาความเจ็บปวดระหว่างการผ่าตัดได้

และหนึ่งในยาที่ฮัลสติดศึกษาก็คือโคเคน

ใครที่เคยเสพโคเคน (หวังว่าคงไม่!) หรือดูหนังที่ตัวละครเสพโคเคนอาจจะพอทราบว่า หลังจากที่สูดโคเคนเข้าไปทางจมูกแล้ว หน้าจะชาไปทั้งหน้า ไม่ต่างอะไรกับการโดนหมอฟันฉีดยาชาเกินขนาด

เมื่อศึกษาอย่างจริงจัง ฮัลสติดก็เลยลองใช้ตัวเองเป็นหนูทดลอง

และเพียงไม่นานฮัลสติดก็ติดโคเคนเสียเอง!

หากคุณได้อ่านบทความวิชาการที่ฮัลสติดเขียนลง New York Medical Journal ฉบับวันที่ 12 กันยายน 1885 คุณจะพบว่าบทความนั้นอ่านแทบไม่รู้เรื่อง คนที่ศึกษาประวัติศาสตร์การแพทย์ไม่น้อยเชื่อว่าฮัลสติดน่าจะเขียนบทความนี้ขณะที่กำลังเสพโคเคนอยู่

แพทย์ที่ได้ร่วมงานกับฮัลสติดหลายคนสังเกตว่าเขามักมีพฤติกรรมแปลกๆ เช่นหายตัวไปเฉยๆ ระหว่างการผ่าตัด ปล่อยให้หมอฝึกหัดจัดการกันเอง หรือบางทีก็มือสั่นจนผ่าตัดเองไม่ได้โดยอ้างว่าเป็นเพราะติดบุหรี่

ฮัลสติดกลัวว่าจะมีคนจับได้ว่าเขาติดโคเคน จึงเข้ารับการบำบัดอย่างลับๆ อยู่บ่อยครั้งโดยใช้ชื่อกลางแทนนามสกุล (William Stewart) แต่ก็ไม่เคยเลิกโคเคนได้เสียที

ครั้งหนึ่งที่เขาเข้ารับการบำบัด ฮัลสติดทรมานกับอาการลงแดงเป็นอย่างมาก หมอจึงอนุญาตให้ใช้มอร์ฟีนบรรเทาอาการปวด ออกจากการบำบัดคราวนั้นฮัลสติดก็เลยติดทั้งโคเคนและมอร์ฟีน!

คนที่ติดโคเคนนั้นมีอาการตื่นตัวเกินคนปกติอยู่แล้ว ฮัลสติดจึงสามารถทำงานติดต่อกันหลายสิบชั่วโมงราวกับเป็นยอดมนุษย์ แต่สิ่งที่ควรประณามก็คือการที่เขาคาดหวังและบังคับให้นักเรียนแพทย์ที่ Johns Hopkins ทำให้ได้เหมือนอย่างเขา

ฮัลสติดเก็บความลับไว้ได้ดีทีเดียว เพราะไม่มีใครล่วงรู้ว่าฮัลสติดติดยาจนกระทั่งเขาเสียชีวิตไปแล้วหลายปี

ทิ้งไว้เพียงมรดกให้กับหมอทั่วทั้งอเมริกา และน่าจะรวมถึงหมอในเมืองไทยด้วย นั่นก็คือวัฒนธรรมการทำงานหลายสิบชั่วโมงอันบ้าคลั่งนี้เอง

 


ทางออกคืออะไร?

กลับมาที่เมืองไทย…เราจะทำอย่างไรให้หมอไม่ต้องทำงานหนักผิดมนุษย์มนาอย่างนี้

แน่นอน ปัญหานี้มันไม่ได้แก้กันได้ง่ายๆ เพราะมันซับซ้อนอิรุงตุงนัง จำนวนหมอต่อประชากรของเราน้อย หมอบางส่วนไม่ยอมอยู่เวรเพราะมีคลีนิคต้องดูแล หมอที่เคยผ่านช่วงนรกมาแล้วก็ไม่อยากต้องกลับไปเจออีก หมอไม่น้อยเลือกไปอยู่โรงพยาบาลเอกชนหรือแม้กระทั่งเดินออกจากอาชีพนี้ ซึ่งย่อมทำให้อาชีพหมอขาดแคลนเข้าไปอีก

คำถามก็คือคนอ่านอย่างเราจะช่วยอะไรได้บ้าง?

ที่ผมพอจะแนะนำได้ก็คือดูแลร่างกายตัวเองให้ดี

พี่ตูนบอดี้แสลมเคยบอกว่าการที่แกออกมาวิ่งจากเบตงถึงแม่สายนั้น เขาไม่ได้ต้องการแค่ซื้อเครื่องมือให้โรงพยาบาลเท่านั้น แต่เขาต้องการให้คนหันมาใส่ใจสุขภาพ ซึ่งจะเป็นการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ เมื่อเราแข็งแรง เราก็ไม่เจ็บป่วย เราก็ไม่ต้องไปโรงพยาบาล ไม่ต้องไปรบกวนคุณหมอเขา

ส่วนเรื่องระบบการอยู่เวรของหมอ เรื่องจำนวนหมอต่อโรงพยาบาล เรื่องการไม่ยอมอยู่เวรของหมอที่อาวุโสสูงกว่า ผมคงมิหาญกล้านำเสนอทางออก

ที่ทำได้ในวันนี้เพียงแค่ชี้ทางเข้า ว่าวัตรปฏิบัติที่ทำให้หมอของเราต้องทุกข์ทนและทำให้คนไข้มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นนับ 100% นั้น อาจจะเกิดจากน้ำมือของหมอขี้ยาคนหนึ่งที่จากไปแล้วร่วมร้อยปี

Yuval Noah Harrari ผู้เขียนหนังสือ Sapiens เคยกล่าวไว้ว่า

เราไม่ได้เรียนรู้อดีตเพื่อจะทำนายอนาคต

เราเรียนรู้อดีตเพื่อที่จะได้ปลดปล่อยตัวเองจากอดีตได้ต่างหาก

ผมได้ฉายภาพอดีตบางส่วนให้พวกเราได้รับชมกันแล้ว

ก็ได้แต่หวังว่า เราจะเริ่มต้นที่จะปลดปล่อยตัวเองจากอดีต และร่วมสร้างอนาคตที่ดีกว่านี้ร่วมกันนะครับ


เรียบเรียงโดย Anontawong’s Musings

Facebook Page: bit.ly/tgimfb
LINE@: bit.ly/tgimline
Blockdit: Anontawong’s Musings

ขอบคุณภาพจาก Rare Historical Photos: Dr. Zbigniew Religa monitors his patient’s vitals after a 23 hour long heart transplant surgery, 1987

ขอบคุณข้อมูลจาก:

หนังสือ Why We Sleep: Unlocking the Power of Sleep and Dreams by Matthew Walker

Joe Rogan Experience Podcast: Matthew Walker 

เพจรู้ทันหมอ by Dr.P ที่มาของแพทย์และการอยู่เวร 

HFocus กางชีวิตหมอโรงพยาบาลชุมชน “ทำงานหนัก-พักผ่อนน้อย-เสี่ยงอุบัติเหตุถึงตาย” 

Pantip:
อีกมุมหนึ่งของดราม่าการอยู่เวรของหมอ
เรื่องการจัดเวร หมอ ใน รพ ยังไม่มีประสิทธิภาพ
สอบถามเวลาการทำงานของแพทย์เมืองไทย

ตอนฝันให้คิดใหญ่ ตอนทำอะไรให้คิดเล็ก

20191019.png

When making plans, think big.
When making progress, think small.
-James Clear

เพราะความฝันคือการวาดสิ่งที่อยู่ในหัว คือการเต้นรำกับความเป็นไปได้ ขีดจำกัดมีเพียงความเชื่อและจินตนาการของเราเอง

ส่วนการลงมือทำ คือการเปลี่ยนสิ่งที่อยู่ในหัวออกมาเป็นความจริง ซึ่งทุกอย่างต้องใช้เวลา และแต่ละวันเราก็มีเวลาไม่มากนัก หากมัวแต่ตั้งความหวังว่าเราจะทำอะไรที่ยิ่งใหญ่ได้ในวันนี้หรือในชั่วโมงนี้ เราก็อาจจะเกร็งจนไม่กล้าลงมือทำเสียที

จึงไม่ผิดที่จะฝันใหญ่ มองให้ไกลสุดขอบฟ้า แต่ตอนลงมือทำให้มองไม่เกินห้าเมตร

ยกตัวอย่างเช่นถ้าเรามีความฝันจะเขียนหนังสือ bestseller ตอนลงมือเขียน เราควรจะโฟกัสกับแค่หนึ่งย่อหน้า หนึ่งประโยค หรือแม้กระทั่งหนึ่งคำที่กำลังจะพิมพ์ลงไป

เมื่อคิดใหญ่ทำเล็ก เราจะสร้างความก้าวหน้าได้ทุกวัน โดยไม่จำเป็นต้องทำอะไรยิ่งใหญ่ในวันไหนเลย

เพราะจะหนึ่งลี้หรือหมื่นลี้ ก็เดินได้แค่ทีละก้าวเท่านั้นครับ

นิทานหนีเสือ

20191018

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

ในขณะที่ชายสองคนเดินป่า ก็มองเห็นเสือตัวหนึ่งอยู่ลิบๆ กำลังพุ่งตรงมาทางนี้

ชายคนแรกวิ่งหนีสุดชีวิต แต่ชายคนที่สองกลับหยิบรองเท้าวิ่งในกระเป๋าขึ้นมาใส่

เพื่อนอดสงสัยไม่ได้ หันไปตะโกน

“มึงบ้ารึเปล่า? คิดว่าเปลี่ยนรองเท้าแล้วจะวิ่งเร็วกว่าเสือรึไง?”

“กูไม่ต้องวิ่งเร็วกว่าเสือหรอก แค่เร็วกว่ามึงก็พอแล้ว”

—–

ขอบคุณนิทานจาก reddit

ถ้าชีวิตไม่โอเคให้นอนเยอะๆ

20191017

สำหรับผม สูตรสำหรับการมีสุขภาพที่ดีคือ EMS

Eat เลือกกินของที่ดีมีประโยชน์ หลีกเลี่ยงแป้งและน้ำตาลที่ทำให้พลังงานตก

Move ขยับร่างกายให้เหงื่อออก ถ้าอยากมีความสุขจงทำอะไรก็ได้ให้เหงื่อออกทุกวัน

Sleep ก็คือนอนหลับให้เพียงพอวันละ 7-8 ชั่วโมง

ใน EMS สามข้อนี้ ผมเชื่อว่าการนอนหลับให้เพียงพอสำคัญที่สุด

หนึ่ง เพราะถ้านอนไม่เพียงพอ ต่อให้กินดี ออกกำลังกายแค่ไหนชีวิตก็พังอยู่ดี

สอง เพราะชีวิตคนกรุงที่ทำงานหามรุ่งหามค่ำและมีแนวโน้มที่จะเพิ่มอะไรลงไปในตารางชีวิตตลอดเวลา สิ่งแรกๆ ที่เราจะทำกันก็คือการยอมอดนอน

ที่ทำงาน เวลาเจอน้องๆ ที่มีปัญหา performance ตก, burnout, ปล่อยพลังงานลบ สิ่งหนึ่งที่ควบคู่มาด้วยเสมอคือการนอนไม่เพียงพอเป็นเวลาติดกันหลายวันหรือหลายสัปดาห์

เท่าที่นักวิทยาศาสตร์ศึกษาสัตว์ทุกชนิดในโลกมา ไม่มีสัตว์ชนิดไหนเลยที่ไม่นอนหลับ

การนอนหลับเป็นความต้องการทางชีวภาพที่น่าพิศวงมาก เพราะดูเผินๆ แล้วมันไม่ได้ตอบโจทย์การอยู่รอดเลย เพราะตอนที่เรานอนหลับเราหาอาหารก็ไม่ได้ กินก็ไม่ได้ สืบพันธุ์ก็ไม่ได้ ป้องกันตัวเองจากภยันตรายต่างๆ ก็ไม่ได้

เมื่อคำนึงถึงข้อเสียดังที่กล่าวมา การที่ evolution หรือวิวัฒนาการใส่การนอนหลับมาให้กับสัตว์ทุกชนิดบนโลกนี้ย่อมไม่ใช่เรื่องบังเอิญ มันต้องมีเหตุผลที่สำคัญมากๆ แน่ๆ

การนอนหลับคือยาวิเศษ เหมือนเวลาที่เราป่วยเป็นหวัด แค่ได้นอนหลับเยอะๆ ก็ดีวันดีคืนแล้ว

เร็วๆ นี้ผมจะมาเขียนเรื่องเกี่ยวกับการนอนหลับโดยละเอียดอีกครั้ง แต่โพสต์นี้ขอเขียนแค่สั้นๆ แค่ว่า ถ้าตอนนี้ชีวิตเราไม่โอเค ลองเริ่มต้นจากการนอนให้ได้คืนละ 7 ชั่วโมงก่อน

เมื่อนอนได้เพียงพอแล้ว ก็กินของที่มีประโยชน์ ออกกำลังกายบ้าง

ดูแลตัวเองให้ดี ถึงจะมีแรงกายและแรงใจไปดูแลงานและดูแลคนอื่นได้ดีครับ