เชี่ยวชาญในการโกรธ

20190810

เราทำสิ่งไหนบ่อยๆ เราก็จะเชี่ยวชาญในสิ่งนั้น

คนที่โกรธบ่อยๆ ก็จะเชี่ยวชาญในการโกรธ

คนที่นินทาคนอื่นบ่อยๆ ก็จะเชี่ยวชาญในการนินทา

คนที่อิจฉาริษยาบ่อยๆ ก็จะเชี่ยวชาญในการอิจฉา

เมื่อเราเชี่ยวชาญ สิ่งที่เราเชี่ยวชาญก็จะกลมกลืนกลายเป็นเนื้อเดียวกับเรา

จนเรากลายเป็นตัวโกรธ ตัวนินทา ตัวอิจฉาไปอย่างไม่รู้ตัว

เพราะฉะนั้น เลือกสิ่งที่เราอยากเชี่ยวชาญให้ดี

ถ้าสิ่งที่เราเชี่ยวชาญไม่ใช่สิ่งที่เราภูมิใจ ก็ควรทำมันให้น้อยลง

อารมณ์หนึ่งที่พอจะทดแทนกันได้ คือความ curious หรือความอยากรู้/ฉงนสนเท่ห์

แทนที่จะโกรธ ลองแทนที่ด้วยความ curious ว่าทำไมเขาถึงทำอย่างนั้น

แทนที่จะนินทา ลองแทนที่ด้วยความ curious ว่าแล้วเราเป็นอย่างเขารึเปล่า

แทนที่จะอิจฉา ลองแทนที่ด้วยความ curious ว่าเราจะเรียนรู้อะไรจากเค้าได้บ้าง

เป็นเจ้าหนูจำไมนั้นไม่ทำร้ายใคร แถมมีพลังงานบวกกว่ามนุษย์ป้าขี้หงุดหงิดเยอะเลยนะครับ

—–

รับสมัคร Time Management รอบสุดท้ายของปีนี้ วันเสาร์ที่ 7 กันยายน รอบบ่ายเหลือ 12 ที่ครับ >> http://bit.ly/2ODqv0M 

อย่าปล่อยให้ตัวเลขในบัญชีติดลบ

20190810c.png

ไม่ว่าจะเป็นบัญชีเงินฝาก บัญชีสุขภาพ บัญชีความสัมพันธ์ หรือกระทั่งบัญชีบุญ

ทุกบัญชีเราสามารถทำ OD หรือเบิกเกินบัญชีได้ แต่ถ้าเรา OD จนเคยตัว สุดท้ายมันจะกลับมาร้ายเรา

บัญชีเงินฝาก ถ้าเบิกเกินบัญชีอย่างไม่มีวินัย สุดท้ายอาจหมุนเงินไม่ทัน ต้องกู้หนี้ยืมสิน ดอกเบี้ยที่ต้องเสียไปรวมถึงความเครียดที่ได้มาไม่คุ้มกันเลยกับความสนุกที่ได้ใช้เงินมือเติบเพียงชั่วคราว

บัญชีสุขภาพ ถ้าเราไม่ดูแลตัวเอง พักผ่อนไม่เพียงพอ กินแต่ของไม่มีประโยชน์ เอาแต่ทำงานหรือสังสรรค์ พออายุถึง 40 ร่างกายจะร่วงโรยได้เร็วมาก (อันนี้คนอื่นบอกผมมา)

บัญชีความสัมพันธ์ ถ้าเราเอาแต่คิดถึงตัวเอง ไม่ได้เอาใจเขามาใส่ใจเรา ความรู้สึกดีๆ ที่เคยมีให้กันย่อมร่อยหรอ หลงเหลือเพียงอารมณ์ติดลบ แทนที่จะได้พึ่งพากันเลยกลายเป็นคู่เวรคู่กรรมกันไปได้

บัญชีบุญ หากเราโชคดีกว่าคนอื่นเขา นั่นก็เพราะว่าสิ่งที่เราเคยทำเอาไว้ในอดีตมันออกดอกออกผล ดังนั้นถ้าอยากให้ตัวเราในอนาคตสุขสบาย ก็ควรแบ่งปันให้กับคนที่โชคดีน้อยกว่าเราด้วย

ไม่ว่าจะบัญชีอะไร ก็อย่าชะล่าใจ และอย่าปล่อยให้ติดลบจนนานเกินไป

ไม่อย่างนั้น ในวันที่โดนคิดบัญชี เงินต้นและดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายนั้นสูงลิบแน่นอนครับ

—–

รับสมัคร Time Management สองรอบสุดท้ายของปีนี้ วันเสาร์ที่ 7 กันยายน รอบเช้าเหลือ 3 ที่ รอบบ่ายเหลือ 12 ที่ครับ >> http://bit.ly/2ODqv0M 

นิทานตั๊กแตนจับจั๊กจั่น

20190809

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

ในสมัยชุนชิว อ๋องรัฐอู๋ นามโซ่วเมิ่ง วางแผนที่จะทำสงครามกับรัฐฉู่ ทว่ากลับถูกบรรดาเสนาบดีและขุนนางระดับสูงทัดทาน อ๋องอู๋จึงทรงพิโรธเป็นอันมาก ถึงกับลั่นว่าจาต่อหน้าสถานที่ว่าราชการท่ามกลางบรรดาขุนนางทั้งหลายว่า “ใครกล้าทัดทาน ให้บั่นคอมันเสีย! ”

แม้ว่าอ๋องรัฐอู๋จะคาดโทษไว้หนักหนาเช่นนั้น แต่กลับยังมีผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับการก่อศึกสงครามอีกไม่น้อยที่คิดจะทัดทานไม่ให้พระองค์เคลื่อนกองทัพออกไปสู้รบอยู่ดี

ซึ่งในวังหลวงนั้นมีราชองครักษ์วัยฉกรรจ์อยู่ผู้หนึ่ง เขาคิดแผนการออกมาได้วิธีหนึ่ง โดยในทุกๆ วัน ยามเช้าตรู่ เขาจะแบกคันศรและลูกธนูเข้าไปเดินไปเดินมาอยู่ในอุทยานหลังวังหลวง ทั้งยังปล่อยให้น้ำค้างตามต้นไม้ ร่วงหล่นลงมารดตัวจนเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายเปียกปอน

ราชองครักษ์เดินวนอยู่ในอุทยานอยู่อย่างนั้น 3 วัน จนอ๋องอู๋เกิดความสงสัย ตรัสถามไถ่ว่า “ท่านกำลังทำอะไรอยู่ เหตุใดจึงมาเดินวนเวียน ปล่อยให้เสื้อผ้าและร่างกายเปียกปอน”

ราชองครักษ์จึงกล่าวตอบว่า “เสื้อผ้าของข้าน้อยเปียก เนื่องเพราะต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่งในอุทยานแห่งนี้มีจักจั่นตัวหนึ่งอาศัยอยู่สูงขึ้นไปบนต้นไม้ ทั้งยังเปล่งเสียงร้องไม่ยอมหยุด จนทำให้เกิดน้ำค้างพร่างพรมลงมา แต่มันก็ยังร้องเพลงต่อไปโดยไม่รู้ตัวว่า ด้านหลังของมัน มีตั๊กแตนตัวหนึ่งกำลังตั้งท่าจะขย้ำเจ้าจั๊กจั่นนั้นเป็นอาหาร…

ตั๊กแตนค่อยๆ ยืดตัวขึ้น ขยับเข้าใกล้จั๊กจั่นเพื่อเตรียมลงมือ ทว่าตัวมันเองนั้นก็มิได้ตระหนักเลยว่า ด้านหลังของมันยังมีนกขมิ้นอีกตัวหนึ่งที่กำลังตั้งท่ายืดคอ จะจิกกินตั๊กแตนโชคร้ายอย่างมันเช่นกัน…

แต่กระนั้น เจ้านกขมิ้นก็ไม่ได้รับรู้อีกว่า ใต้ต้นไม้ต้นนี้ยังมีข้าน้อย มนุษย์ผู้ที่กำลังน้าวคันศรเล็งลูกธนูไปที่มันอยู่ด้วย

จากเหตุการณ์นี้ เห็นได้ชัดว่าเจ้าสัตว์ทั้ง 3 ตัวนั้นต่างมองเห็นเพียงผลประโยชน์เล็กๆ น้อยๆ เฉพาะหน้า โดยลืมคำนึงถึงผลเสียที่เลวร้ายในระยะยาว”

เมื่อราชองครักษ์กล่าวจบ อ๋องอู๋จึงกล่าวว่า “ท่านกล่าวได้ดีมาก” จากนั้นจึงตัดสินใจล้มเลิกแผนการโจมตีรัฐฉู่ไปในที่สุด

—–

ขอบคุณนิทานจาก Mgr Online: ถางหลางปู่ฉาน : ตั๊กแตนจับจั๊กจั่น

รับสมัคร Time Management รอบสุดท้ายของปีนี้ วันเสาร์ที่ 7 กันยายน รอบเช้าเหลือ 3 ที่ รอบบ่ายเหลือ 12 ที่ครับ >> http://bit.ly/2ODqv0M 

เหงื่อมันหอม น้ำลายมันเหม็น

20190808_sweat

นี่เป็นคำพูดของ “พี่โบ๊ท” ไผท ผดุงถิ่น Co-founder & CEO ของ BUILK One Group สตาร์ตอัพผู้มุ่งหมายจะพลิกโฉมวงการก่อสร้าง

เมื่อวานนี้ในงาน Thailand HR Forum 2019 พี่โบ๊ทเล่าให้ผมและคนในห้องประมาณ 200 คนฟังว่า เขาไม่ต้องเป็นคนแค่คิดเก่ง เพราะใครก็มีไอเดียมากมายได้ แต่เขาต้องการเป็น doer เป็นคนที่ลงมือทำสิ่งที่คิดให้ออกมาเป็นความจริงได้

ซึ่งผมเห็นด้วยทุกประการ

คนพูดเยอะเพราะรู้มากที่ไม่เคยลุกขึ้นมาทำอะไร ย่อมสร้างคุณค่าได้น้อยกว่าคนที่ลงมือทำ

เหตุผลที่คนพูดเยอะไม่ทำ เพราะว่ามันเหนื่อย มันต้องออกเหงื่อออกแรง

แต่เหงื่อที่หลั่งไหลเพราะการทำงานหนักนั้นมีกลิ่นหอมกว่าน้ำลายของคนช่างวิจารณ์มากนัก

เหงื่อมันหอม น้ำลายมันเหม็น

เรามาเป็นคนชุ่มเหงื่อที่เนื้อหอมกันดีกว่า

—–

รับสมัคร Time Management รอบสุดท้ายของปีนี้ วันเสาร์ที่ 7 กันยายน รอบเช้าเหลือ 5 ที่ รอบบ่ายเหลือ 13 ที่ครับ >> http://bit.ly/2ODqv0M 

การวัดผลแบบ Lag Measure กับ Lead Measure

20190807_leadmeasure

ช่วงนี้องค์กรต่างๆ พูดถึงเรื่อง OKR หรือ Objectives & Key Results กันมาก วันนี้ผมเองก็ต้องไปร่วมพูดคุยเรื่องนี้ในงาน Thailand HR Forum ที่เซ็นทรัลลาดพร้าว ใครอยากรู้เรื่อง OKR สามารถอ่านได้ในบทความ ตั้งเป้าหมายให้พนักงานด้วยเทคนิค OKR ที่ผมเขียนไว้ใน Life@Wongnai หรือติดตามเพจ Performance Management ของอาจารย์นภดล ร่มโพธิ์ ที่ศึกษาเรื่อง OKR รวมถึงการวัดผลอื่นๆ อย่างเข้มข้นและลึกซึ้งได้เลยนะครับ

วันนี้ผมจะไม่ได้มาอธิบายว่า OKR คืออะไร แต่จะมาคุยกันเรื่องความแตกต่างระหว่าง Lag Measures และ Lead Measures ครับ

การวัดผลต่างๆ ที่เราเห็นในองค์กรอย่าง OKR และ KPI นั้นมักจะเป็น Lag Measures

Lag แปลว่า หลัง, ล้าหลัง หรือเชื่องช้า

คำว่า Lag Measures คือ “ผลลัพธ์ที่ตามมาทีหลัง”

มันคือผลลัพธ์สุดท้ายที่เราอยากได้นั่นแหละ

เช่นขายขนมเค้กให้ได้ 100,000 บาทในเดือนนี้ หรือวิ่งมาราธอนให้จบภายใน 4 ชั่วโมง หรือ ออกหนังสือเบสต์เซลเลอร์หนึ่งเล่ม

ข้อดีของ Lag Measures คือมันเป็นผลลัพธ์ที่จับต้องได้จริง แต่ข้อเสียคือมันใช้เวลาและขึ้นอยู่กับปัจจัยเยอะมาก

กว่าจะขายขนมเค้กให้ได้ 100,000 บาท ต้องมีเค้กที่อร่อย ลูกค้าต้องเข้าถึงและพร้อมซื้อ ฝนต้องไม่ตก ฯลฯ

กว่าจะจบมาราธอนได้ต้องซ้อมกันเป็นแรมปีและต้องภาวนาว่าตัวเองจะไม่บาดเจ็บหรือเจ็บป่วย

และกว่าจะได้หนังสือเบสต์เซลเลอร์ซักเล่ม ต้องใช้ทั้งความสามารถ ความเพียร และวาสนาพอสมควร

เมื่อเป้าหมายมันยิ่งใหญ่ ดูห่างไกล และขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย บางทีก็ทำเอาคนที่จิตไม่แข็งท้อได้เช่นกัน

ดังนั้นแทนที่จะวัดแค่ Lag Measures แต่เพียงอย่างเดียว เราควรจะวัด Lead Measures ด้วย

Lead Measures คือผลลัพธ์ที่ “เกิดก่อน” และมีโอกาสจะนำเราไปสู่ Lag Measures ได้ในภายหลัง

Lag Measure: ขายขนมเค้กให้ได้ 100,000 บาท
Lead Measure: แจก sample ขนมเค้กวันละ 100 ชิ้น
Lead Measure: โพสต์รูปขนมเค้กลง IG ร้านวันละ 2 รูป
Lead Measure: ปรับปรุง operations ในการทำ/ขายเค้กวันละ 1 เรื่อง

Lag Measure: วิ่งมาราธอนให้ได้ภายใน 4 ชั่วโมง
Lead Measure: วิ่งสะสมระยะให้ได้สัปดาห์ละ 40 กิโลเมตร
Lead Measure: Warm-up / Cool-down ทุกครั้งที่ซ้อม
Lead Measure: วิ่งเพซ 6 สัปดาห์ละครั้งเป็นอย่างน้อย

Lag Measure: ออกหนังสือเบสต์เซลเลอร์
Lead Measure: เขียนหนังสือวันละ 3 ชั่วโมง
Lead Measure: อ่านหนังสือวันละ 30 นาที
Lead Measure: ติดต่อหานักเขียนเบสต์เซลเลอร์สัปดาห์ละ 1 คน

ข้อดีของ Lead Measures คือมันอยู่ใกล้ตัวเรา สามารถทำให้เกิดขึ้นได้ในระยะอันใกล้ และไม่ต้องพึ่งพาปัจจัยภายนอก โชคชะตา หรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์

Lag Measure ให้ค่ากับผลลัพธ์

Lead Measure ให้ค่ากับการกระทำและการสร้างอุปนิสัยอันดี

ใช้การวัดผลทั้งสองแบบให้สมดุลกันนะครับ

—–

ขอบคุณประกายความคิดจากหนังสือ Deep Work ของ Cal Newport

รับสมัคร Time Management รอบสุดท้ายของปีนี้ วันเสาร์ที่ 7 กันยายน (เพิ่มรอบบ่ายแล้ว) >> http://bit.ly/2ODqv0M