เมื่อความสุขกำลังจะจบลง

20190403_joyends

ให้ถือว่ามันได้ทำหน้าที่เสร็จสมบูรณ์แล้ว

เรายังเป็นปุถุชน จึงปรารถนาความสุขและหลีกหนีความทุกข์

ความสุขจึงไม่เคยอยู่นานพอ และความทุกข์มักอยู่นานเกินไปเสมอ

เมื่อช่วงเวลาดีๆ กำลังจะจบลง หรือแม้กระทั่งจบลงไปแล้ว เราจึงอดไม่ได้ที่จะใจหาย หรือบางครั้งก็ถึงขั้นฟูมฟาย เคร่งเครียด สิ้นหวัง

เมื่อความรักดีๆ จบลงไป หรือธุรกิจที่กำลังบูมกลับตาลปัตร แทนที่จะจมอยู่กับความเสียใจหรือความเสียดาย ให้มองเสียว่าดีแค่ไหนแล้วที่ช่วงเวลาดีๆ นี้ได้เกิดขึ้นกับเรา

Don’t cry because it’s over. Smile because it happened.

ความสุขจากไป เพราะมันทำหน้าที่ของมันเสร็จสิ้นแล้วเท่านั้นเอง

อ่านหนังสือคืนก่อนสอบ

20190402_cramming

เชื่อว่าทุกคนเคยผ่านประสบการณ์อ่านหนังสือคืนก่อนสอบมาแล้วทั้งนั้น

บางวิชาเราเกือบไม่รู้เรื่องเลย อาจจะเพราะความยากของเนื้อหาหรือความขี้เกียจตลอดเทอมของเราเอง

เราจึงจำเป็นต้องงัดกระบวนท่าอ่านหนังสือคืนก่อนสอบเพื่อเอาตัวรอด

ดูโน๊ตของเพื่อน ทำข้อสอบเก่า ให้เพื่อนติวให้ และอะไรต่อมิอะไรที่จะยัดความรู้ลงสมองให้มากที่สุดเพื่อให้เราทำข้อสอบได้เยอะที่สุดในอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้านี้

เมื่อลองยุทธศาสตร์นี้แล้วเวิร์ค เราก็เลยติดมาใช้ตอนทำงานด้วย

ปั่นสไลด์คืนวันก่อนพรีเซนต์ เผางานก่อนวันส่งมอบ เร่งปิดยอดก่อนสิ้นเดือน

ซึ่งก็ช่วยให้เรารอดตัวมาได้หลายครั้งหลายคราเช่นกัน

สิ่งที่ต้องระวังก็คือเราต้องไม่เผลอใช้วิธีนี้กับสิ่งที่เราเร่งรัดไม่ได้

พรุ่งนี้อยากเก็บมะม่วง แต่เพิ่งมาปลูกมะม่วงเอาคืนนี้ ต่อให้เราใช้มะม่วงพันธุ์โตเร็วแค่ไหน ใช้ปุ๋ยสูตรพิเศษยังไง รดน้ำไปกี่แกลลอน บนบานกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์กี่องค์ พรุ่งนี้ก็คงไม่มีต้นมะม่วงโผล่ขึ้นมาให้เห็น

ต้นมะม่วงที่ว่าอาจจะเป็นการคบหาดูใจคนที่จะกลายมาเป็นคู่ชีวิต การสร้างความน่าเชื่อถือให้ธุรกิจที่เราสร้างมากับมือ หรือการเตรียมความพร้อมลูกของเราสำหรับการเผชิญโลกกว้าง

การปลูกมะม่วงต้องทำตั้งแต่เนิ่นๆ ทำอย่างไม่เร่งรัด ทำอย่างระมัดระวัง

เราถึงจะมีมะม่วงอร่อยๆ ให้กินกันครับ


Writing Workshop รุ่นที่ 3 เรียนวันเสาร์ที่ 20 เมษายน มีคนสมัครเต็มแล้วนะครับ ขอบคุณทุกๆ ท่านที่สนใจครับ จะเปิดคลาสอีกทีประมาณเดือนมิถุนายนหรือกรกฎาคมครับ

ออกกำลังกายวันละ 7 นาที

20190401_7minuteworkout

เดือนที่ผ่านมา นิสัยหนึ่งที่ผมลองทำแล้วเวิร์คมากคือ 7-minute workout

ผมได้ไอเดียนี้จากหนังสือ Make Time ของ Jake Knapp และ John Zeratsky ซึ่งเป็นอดีตพนักงานของ Google และเคยเขียนหนังสือชื่อ Sprint มาแล้ว

มีงานวิจัยหลายชิ้นที่พบว่าการออกกำลังกายแบบสั้นๆ และหนักหน่วงประมาณหนึ่งนั้น ให้ผลลัพธ์เกือบเทียบเท่าหรืออาจจะดีกว่าการออกกำลังกายแบบเรื่อยๆ แต่นานๆ เสียอีก

และหนึ่งในการออกกำลังกายที่ตกอยู่ในจำพวกนี้ก็คือ 7-minute workout นั่นเอง

หลักการคือออกกำลังกาย 12 ท่า ท่าละ 30 วินาที สลับกับพักเบรค 10 วินาที ดังต่อไปนี้

Jumping Jacks – กระโดดตบ
Wall sit –  นั่งยองๆ งอเข่า 90 องศา หลังชิดผนัง
Push-ups – วิดพื้น
Abdominal crunches – คล้ายๆ ซิตอัพแต่ยื่นแขนไปข้างหน้า
Chair step-ups – เดินขึ้น-ลงเก้าอี้
Squats – สคว้อท
Chair tricep dips – หันหลังวิดเก้าอี้
Plank – แพลงค์
High kness running in place – วิ่งอยู่กับที่ยกเข่าสูง
Lunges – ก้าวไปข้างหน้า แล้วงอเข่าหน้าย่อตัวลง
Push-ups with rotations – วิดพื้นหมุนตัว
Side plank – แพลงค์สีข้าง

เปิด Youtube นี้แล้วลองเล่นตามได้เลยครับ

สิ่งที่ทำให้ผมติดใจมีสามอย่าง

หนึ่งคือมันทำที่บ้านได้เลย แทบไม่ต้องใช้อุปกรณ์อะไร

สองคือมันใช้เวลาแค่เดี๋ยวเดียวเท่านั้น 12 ท่า x 30 วิ บวกเบรคแล้วคือ 7 นาที 50 วินาที

สาม – และข้อนี้เจ๋งที่สุด – คือวันไหนที่ได้ทำ วันนั้นผมจะทำงานได้ทั้งวันโดยไม่รู้สึกหมดแรงตอนหมดวัน

ทั้งฟรี ทั้งเร็ว ทั้งเห็นผลลัพธ์ชัดเจน เลยอยากนำมาแชร์ให้คุณผู้อ่าน Anontawong’s Musings ไปลองเล่นดูครับ

—–

เปิดรับสมัคร Writing Workshop รุ่นที่ 3 เรียนวันเสาร์ที่ 20 เมษายน 9:00-12:00 อ่านรายละเอียดได้ที่ https://anontawong.com/2017/12/03/writing-workshop (เหลือ 6 ที่)

รีวิวเป้าหมาย 2019 หลังจากผ่านมา 3 เดือน

20190401_2019q1review

เมื่อตอนต้นปี ผมเขียนเป้าหมายปี 2019 ลงในบล็อก และบอกว่าอีกสามเดือนจะมารายงานผล

ตอนนี้ครบ 3 เดือนแล้ว จึงขอมารีวิวให้ฟังนะครับ

เป้าหมายปี 2019 ของผมมีดังนี้

เจริญสติ 1 นาที
อ่านหนังสือ 1 นาที
ออกกำลังกาย 1 นาที
วางแผนประจำวัน 1 นาที
เขียนบล็อก 1 นาที

เจริญสติ – ข้อนี้รู้สึกว่าพร่องที่สุด น่าจะเป็นเพราะสามเดือนที่ผ่านมาเป็นช่วงที่งานชิ้นใหญ่ๆ มากเป็นพิเศษจนแทบไม่มีเวลาให้หายใจหายคอ จนทำให้เรตการเจริญสติของผมน่าจะอยู่ที่ประมาณหนึ่งครั้งในห้าวันเท่านั้น

อ่านหนังสือ – ข้อนี้ค่อนข้างน่าพอใจ ผมอ่านหนังสือจบไป 10 เล่ม แต่สิ่งที่ยังไม่น่าพอใจคือการเขียนรีวิวหนังสือที่เขียนไปแค่ 5 เล่มเท่านั้น

ออกกำลังกาย – เดือนแรกได้วิ่งเกือบสลับกับวิดพื้นเกือบทุกวัน เดือนที่สองติดๆ ดับๆ แต่ในเดือนที่สามที่ผมลองทำแล้วเวิร์คมากคือ 7-minute work ซึ่งผมจะมาเล่าให้ฟังพรุ่งนี้

วางแผนประจำวัน – อันนี้น่าจะทำน้อยที่สุดเป็นอันดับสอง เหตุผลคล้ายคลึงกัน คือพอมีงานชิ้นใหญ่ๆ เราก็รู้เลยว่าแต่ละวันต้องทำอะไรบางจนบางทีก็ขี้เกียจวางแผน ซึ่งไม่ค่อยดีเท่าไหร่เพราะจะทำให้เสียนิสัยได้

เขียนบล็อก – ได้เขียนไป 89 ตอน (จริงๆ ควรจะเขียน 31+28+31 = 90 ตอน) ยังขาดความต่อเนื่องอยู่บ้างและวันปราบเซียนคือวันเสาร์ที่ตารางเวลาค่อนข้างสะเปะสะปะและมักจะไม่มีจังหวะได้นั่งลงเขียนบทความจนผ่านช่วงหัวค่ำไปแล้ว หลายครั้งเลยต้องมาเขียนวันละสองตอนชดเชย

จะว่าไป นี่เป็นครั้งแรกที่ผมรีวิวเป้าหมายรายไตรมาส (คล้ายๆ OKR เลย) ซึ่งผมว่ามันก็ดีเหมือนกันนะครับ ดีกว่ารอไปจนจบปีแล้วค่อยมานั่งรีวิวซึ่งบางทีมันก็มักจะสายเกินไป

อีกสามเดือนผมจะมารีวิวอีกรอบครับ เขียนบล็อกเรียบร้อยแล้ว เดี๋ยวผมขอไปทำอีกสี่เรื่องที่เหลือก่อน (ตอนนี้เพิ่งจะตี 5 นิดๆ)

—–

เปิดรับสมัคร Writing Workshop รุ่นที่ 3 เรียนวันเสาร์ที่ 20 เมษายน 9:00-12:00 อ่านรายละเอียดได้ที่ https://anontawong.com/2017/12/03/writing-workshop (เหลือ 8 ที่)