อย่าลืมว่าเราเริ่มใหม่ได้เสมอ

20190415_alwaysstart

ไม่จำเป็นต้องรอให้ถึงปีใหม่หรือวันเกิด

เมื่อได้นอนเต็มที่ เมื่อได้ใช้เวลากับคนที่เรารัก เมื่อได้ทำสิ่งที่เป็นน้ำหล่อเลี้ยงชีวิต เราก็จะตื่นขึ้นมาด้วยความรู้สึกว่า “วันนี้เราจะทำอะไรก็ได้”

นี่คือเวลาที่เหมาะสมที่จะหยิบความฝันบางอย่างขึ้นมาพิจารณาอีกครั้ง

อาจเป็นการเริ่มทำธุรกิจ

หรือวิ่งมาราธอน

หรือวางแผนเดินทางต่างเมือง

หรือเดินทางภายใน

หลายเรื่องเราอาจเคยคิดหรือแม้กระทั่งลงมือทำ แต่สุดท้ายก็ทิ้งมันไว้กลางทางด้วยเหตุผลและข้อจำกัดนานัปการ

การบรรลุเป้าหมายนั้นต้องใช้เวลา อาจเป็นเดือน เป็นปี หรือกระทั่งทั้งชีวิต

แต่การเริ่มต้นไม่ต้องใช้เวลา ทำได้เดี๋ยวนี้ นาทีนี้เลย

ถ้าวันนี้มีความรู้สึกว่า “จะทำอะไรก็ได้” จะลองดูซักตั้งก็ไม่เสียหายนะครับ

วันที่ดีคือวันที่มีความมุ่งหมาย

20190414_intentional

“ความมุ่งหมาย” ไม่ใช่ “เป้าหมาย”

แม้จะดูคล้าย แต่ไม่เหมือนกัน

เป้าหมายคืออะไรที่ตั้งไว้แล้วต้องไปให้ถึง ถ้าไม่ถึงเราก็จะผิดหวัง

ส่วนความมุ่งหมายนั้นมีความปล่อยวางอยู่ในที อาจไม่ชัดเท่ากับเป้าหมาย แต่ก็เปิดกว้างในความเป็นไปได้

ถ้าเป้าหมายคือดอยสุเทพ ความมุ่งหมายก็เปรียบได้กับการขึ้นเหนือ

เป้าหมายคือปลายทาง ความมุ่งหมายเป็นทิศทาง

จะให้ตื่นมาแล้ววิ่งตามเป้าหมายทุกวันก็ดูจะเหน็ดเหนื่อยเกินไป โดยเฉพาะช่วงหยุดยาวแบบนี้

แต่เราสามารถใช้ชีวิตแต่ละวันโดยมีความมุ่งหมายได้

ไม่จำเป็นต้องทำอะไร “สำเร็จ” ซักอย่างเดียวก็ได้

แค่ได้ใช้ชีวิตอย่างมีทิศทาง ก็น่าจะเพียงพอแล้วที่จะทำให้วันนี้เป็นวันดีๆ ครับ

นิทานปลาทู

20190412_mackerel

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

คืนหนึ่งแม่กลับบ้านมาด้วยความเหนื่อยล้า แต่ก็ยังทำอาหารเย็นให้เราตามปกติ

ที่โต๊ะอาหารแม่วางจานที่มีปลาทูที่ไหม้เกรียมต่อหน้าพ่อและทุกๆ คน

พ่อไม่พูดอะไร ตั้งหน้าตั้งตากินปลาทูไหม้ตัวนั้น และหันมาถามผมว่าที่โรงเรียนเป็นอย่างไรบ้าง

แม่ขอโทษพ่อที่ทอดปลาทูไหม้ แต่พ่อกลับตอบแม่ว่า

“โอย…ผมชอบปลาทูทอดเกรียมๆ จะตาย อร่อยมากนะแม่”

คืนนั้น ตอนพ่อส่งผมเข้านอน ผมอดถามพ่อไม่ได้

“พ่อครับ พ่อชอบปลาทูทอดเกรียมๆ จริงๆ เหรอครับ”

พ่อลูบหัวผม

“แม่ของลูกทำงานหนักมาทั้งวัน ปลาทูไหม้หนึ่งตัวไม่เคยทำร้ายใคร คำต่อว่าต่างหากที่จะทำร้ายกัน”

—–

ขอบคุณนิทานจาก GPlus Quotes

เราจะฉลาดขึ้นเร็วกว่านี้

20190411_smarterfaster

ถ้าเราไม่มัวแต่ปฏิเสธว่าเราไม่ผิด

“More people would learn from their mistakes if they weren’t so busy denying them”

― Harold J. Smith

เพราะเรารักตัวเองเหลือเกิน อะไรก็ตามที่ทำให้อีโก้สั่นสะเทือนเราจึงรีบปกป้องทันที

เวลาโปรเจ็คล่ม เวลาทีมแพ้ เวลาส่งงานไม่ทัน นิ้วของเราพร้อมจะชี้ไปที่คนอื่นก่อนเสมอ

แต่ยิ่งชี้คนอื่นมากเท่าไหร่ เรายิ่งเสียโอกาสในการเรียนรู้มากขึ้นเท่านั้น

แทนที่จะเอาแรงไปวิเคราะห์ปัญหาและปรับปรุงแก้ไข เรากลับเสียแรงไปกับการหาข้อแก้ต่างให้ตัวเองและอธิบายว่าทำไมความผิดนี้มีต้นเหตุมาจากคนอื่น

ลองเปลี่ยนโจทย์จาก “ทำยังไงถึงจะพิสูจน์ว่าเราไม่ผิด” เป็น “เราจะเรียนรู้อะไรจากเรื่องนี้ได้บ้าง”

เมื่อโจทย์เปลี่ยน เจตนาก็จะเปลี่ยน ความคิดเปลี่ยน การกระทำเปลี่ยน ทิศทางชีวิตก็จะเปลี่ยนไปได้ไม่น้อย

อีโก้เป็นเพียงภาพลวงตา เราจึงไม่ควรปกป้องมันจนเสียโอกาสที่จะฉลาดและเจริญขึ้นครับ

ตอนโกรธหน้าตาเราเป็นยังไง

20191004_angry

ในบาร์ฝรั่งบางร้านจะมีกระจกเงาติดไว้หลังบาร์เทนเดอร์หรือวางอยู่ตรงเคาท์เตอร์ เพื่อที่ว่า หากมีลูกค้าที่กำลังโกรธๆ เดินเข้ามา ถ้าได้เห็นหน้าตัวเองในกระจก จะช่วยให้มีสติขึ้นได้บ้าง

เพราะไม่มีใครชอบหน้าตัวเองเวลาโกรธ

หน้าตาที่บึ้งตึงนั้นลดความหล่อเหลาและความสะสวยไปอย่างน้อย 30%

ในเมื่อใครๆ ก็ชอบให้ตัวเองดูดีกันทั้งนั้น เมื่อเห็นหน้าตัวเองไม่หล่อไม่สวย ความบึ้งตึงของใบหน้าและอารมณ์ก็ผ่อนคลายลงอัตโนมัติ

ในชีวิตประจำวัน เราไม่ได้มีกระจกเงาไว้ให้คอยเตือนสติ แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่เราอารมณ์เสียแล้วไม่ลืมที่จะถามตัวเองอยู่บ่อยๆ ว่า ตอนนี้หน้าตาเราเป็นยังไง แล้วหยิบมือถือขึ้นมาเซลฟี่ตัวเองดู ก็น่าจะช่วยให้โทสะลดลงได้ในระดับนึงเลยนะครับ