วิ่ง Bangsaen21 งานเค้าดีจริงๆ

20181218_bangsaen21

สุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ผมไปวิ่งงานฮาล์ฟมาราธอนที่ชื่อว่า Bangsaen21 มาครับ

ผมรู้จักงานนี้ครั้งแรกตอนอ่านเจอในหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์เดือนมิถุนายนว่างาน Bangsaen21 เป็นงานแรกและงานเดียวของไทยที่ได้ IAAF Road Race Bronze Label จากสหพันธ์สมาคมกรีฑานานาชาติ ซึ่งหมายความว่ามาตรฐานการจัดงานต้องดีมากๆ แถมยังต้องมีนักวิ่งระดับโลกมาร่วมวิ่งในรายการด้วย

พอรายการนี้เปิดรับสมัคร ผมก็เลยชวนเพื่อนๆ ในชมรม Wongnai WeRun ลงสมัครด้วย แต่เนื่องจากคนสมัครเยอะมาก เลยต้องไปลุ้นล็อตโต้ คือสมัครไปก่อนแล้วเขาจะสุ่มเลือกรายชื่อ ใครโชคดีก็ได้ไป

ความเจ๋งคืองานนี้เขาให้สมัครลุ้นล็อตโต้แบบรายทีมได้ด้วย “โฟล์ค” น้องที่เป็นตัวตั้งตัวตีชมรมวิ่งของ Wongnai เลยช่วยสมัครให้พวกเราสี่คน – โฟล์ค หลุยส์ รุตม์ แม็ก และสุดท้ายก็ได้ไปกันทั้งทีม โดยถ้าปีนี้เราลงวิ่ง ปีหน้าก็จะได้สิทธิ์สมัครได้เลย ไม่ต้องไปลุ้นระบบคุ้กกี้เสี่ยงทายนี้อีก


สองปีที่แล้ว ผมวิ่งฮาล์ฟมาราธอนครั้งแรกที่กรุงเทพในงาน 12 สิงหา ฮาล์ฟ มาราธอน จากนั้นก็ไม่ได้วิ่งอีกเลย ปีนี้เลยตั้งใจซ้อมเป็นพิเศษ แต่ปรากฎว่ามีอาการเจ็บเข่าเรื้อรังจนต้องถอนตัวไปสองรายการ (DNS – Did not start) เพิ่งจะกลับมาซ้อมได้ในเดือนพฤศจิกายน เลยลองซ้อมแบบประคองตัว วิ่งไปเรื่อยๆ เน้นระยะทาง ไม่เน้นเวลา จนวิ่งได้ถึง 21k ตอนต้นเดือนธันวาคม

งานนี้เลยตั้งเป้าว่าสิ่งสำคัญที่สุดคือขอให้วิ่งจบโดยไม่เจ็บกลางทาง ส่วนเป้าหมายเวลาคือ 2 ชั่วโมงครึ่ง หรือวิ่งที่ประมาณเพซ 7 นั่นเอง (วิ่ง 1 กิโลเมตรใช้เวลา 7 นาที วิ่ง 21 กิโลใช้เวลา 7*21 = 147 นาที = 2 ชั่วโมง 27 นาที)

ปีนี้งาน Bangsaen21 มีจัดสองวัน คือวันเสาร์ที่ 15 ธันวาคม วิ่งระยะ 5 และ 10 กิโลเมตร ส่วนวันอาทิตย์ที่ 16 ธันวาคม วิ่งระยะ 21.1 กิโลเมตร โดยผู้ที่ลงแข่งขันต้องไปรับ Bib ด้วยตัวเองก่อนวันงานเท่านั้น

แม็กพาแฟนไปวิ่ง 10k ด้วย จึงล่วงหน้าไปตั้งแต่วันศุกร์เพื่อไปรับบิ๊บ (bib – เบอร์วิ่ง) ที่โรงแรมบางแสนเฮอริเทจตรงหาดบางแสน และส่งรูปมาให้ดูว่าแถวยาวมาก แต่ก็รอไม่นาน แค่ประมาณ 12 นาที แถมยังมีการสแกนหน้าอย่างกับทำวีซ่า

โฟล์คตามไปในวันเสาร์ช่วงบ่ายๆ ส่วนผมกับหลุยส์ไปรับบิ๊บตอน 6 โมงเย็น (รับได้ถึงสองทุ่ม) ปรากฎว่าไม่ต้องรอคิวเลย ทุกอย่างรวดเร็วมาก แต่แบ่งเป็นหลายด่านอยู่ในหลายห้อง

ด่านที่ 1 – แสดงบัตรประชาชนเพื่อเสียบเข้าเครื่องตรวจสอบข้อมูล เขาจะออกสลิปพร้อมสายคล้องข้อมือกระดาษมาให้

ด่านที่ 2 – เจ้าหน้าที่จะถามว่าจะใส่ข้อมือข้างไหน ซ้ายหรือขวา แล้วเขาก็จะติดให้ และบอกว่าให้ใส่ไปตลอดจนวิ่งจบ

ด่านที่ 3 – รับบิ๊บ

ด่านที่ 4 – ถ่ายรูปอารมณ์เหมือนทำวีซ่า โดยเขาจะเช็คว่าหน้าเราตรงกับรูปที่ส่งมาตอนกรอกใบสมัคร

ด่านที่ 5 – รับเสื้อ เจ้าหน้าที่จะบอกว่าให้เช็คไซส์เสื้อด้วยว่าถูกต้อง

ด่านที่ 6 – เช็ค chip ข้างหลัง bib ว่าทำงานได้ตามปกติไหม

ทั้งหมดนี้ใช้เวลาไม่ถึง 10 นาที

ส่วนใครที่สั่งหมวกกันแดด/กันเหงื่อด้วยก็สามารถไปรับได้ในงาน Expo ซึ่งอยู่ด้านล่าง มีบู๊ธมาออกเยอะอยู่เหมือนกัน ไม่น่าจะต่ำกว่า 30 เจ้า ทั้งรองเท้าวิ่ง เสื้อวิ่ง เจลพลังงาน ครีมกันแดด เครื่องดื่มที่ทำให้ถ่ายท้องดี ฯลฯ คนเดินกันขวักไขว่ครื้นเครงดีครับ

ออกมาหน้างาน เราจึงเดินไปที่จุดสตาร์ทเพื่อถ่ายรูปเอาฤกษ์เอาชัย จากนั้นก็ไปหาอะไรอร่อยกินกัน โฟล์คพาไปกินที่ร้านครัวลูกน้ำสาขา 2 ประทับใจเลยครับ อร่อยทุกจานและจัดมาแต่แบบเต็มๆ เท่านั้น (อ่านรีวิวได้ที่ Wongnai) เสร็จจากของคาวหลุยส์ก็โหยหาของหวานอีก ก็เลยไปต่อกันที่ร้าน Common Room จัดฮันนี่โทสต์กันไป กว่าจะกลับถึงห้องที่จองผ่าน Airbnb (เพราะโรงแรมเต็มหรือไม่ก็ราคาแพงมาก) ก็เกือบสี่ทุ่มแล้ว ผมได้นอนประมาณห้าทุ่มกว่าๆ ตั้งนาฬิกาปลุกไว้ตอน 2.40 เพราะตี 3 ล้อหมุน

IMG_20181214_195502 (1)IMG_20181214_200523 (1)

48403696_10156508424206501_2805346370003664896_n

9012393377524


ตื่นมาก็แปลกใจที่ไม่ง่วงอะไรมากมายนัก เข้าห้องน้ำแปรงฟันล้างหน้าล้างตาเสร็จทั้งสี่คนก็ออกเดินทางไปหาที่จอดที่ห่างจากจุดสตาร์ทประมาณ 1.5 กิโลเมตร ถือว่าได้เดินวอร์มอัพไปในตัว

ถึงหน้างานประมาณตี 3 ครึ่ง มีเวลาพอสมควรก่อนเริ่มวิ่งตอนตี 4 ครึ่ง พวกเรายืดเส้นยืดสายบริเวณนั้น ก่อนจะแยกย้ายตอนตี 4 เพราะแต่ละคนอยู่กันละ block (งานเขาจะแยกบล็อคในการออกวิ่งโดยดูจากเวลาเป้าหมายที่ระบุมาตอนสมัคร)

ระหว่างรอออกตัว ก็ได้ฟังคุณรัฐ จิโรจน์วณิชชากร เจ้าของบริษัท MICE & Communication ผู้จัดงานครั้งนี้ ขึ้นเวทีเล่าให้ฟังว่า ปีนี้จัดเป็นปีที่ 4 มีคนมาวิ่งทั้งหมด 15,000 คน เป็น 5k & 10k 6,000 คน และ 21k อีก 9,000 คน โดยมี 2,000 คนที่วิ่งฮาล์ฟมาราธอนเป็นครั้งแรก

คุณรัฐเล่าให้ฟังว่า ตอนที่จัดงานฮาล์ฟครั้งแรกในปี 2015 นั้น มีคนมาวิ่งฮาล์ฟมาราธอนแค่ 793 คนเท่านั้น

จาก 793 คนมาเป็น 9,000 คนในเวลาแค่ 4 ปี แสดงให้เห็นเลยว่าถ้าเราทำอะไรให้มันดีจริงๆ คนจะมาเอง และทำให้ผมเข้าใจด้วยว่า เหตุใดรายการนี้เลยเปิดให้คนที่เคยวิ่งแล้วสามารถสมัครได้เลยโดยไม่ต้องลุ้นล็อตโต้อีก เพราะ 793 คนแรกในปีนั้น ทำให้เกิด 9,000 คนในปีนี้ได้

ก่อนจะลงจากเวที คุณรัฐยังขอความร่วมมือให้ทุกคนรักษาความสะอาด เพื่อแสดงให้ชาวโลกเห็นว่างานวิ่งของเมืองไทยนั้นมีความเป็นมืออาชีพจริงๆ ซึ่งผมว่ามันเป็นประเด็นที่สำคัญและคนไม่ค่อยคิดถึงนะ เพราะต่อให้เจ้าของงานจัดงานดีแค่ไหน แต่ถ้าคนเข้าร่วมขาดจิตสำนึก ทิ้งขยะเกลื่อนกลาด ภาพออกมามันก็คงไม่ world class เท่าไหร่

อีกประมาณ 3 นาทีจะถึงเวลาออกตัว เจ้าหน้าที่เริ่มเอารั้วที่กั้นบล็อคแต่ละบล็อคออก พวกเราจึงสามารถขยับไปข้างหน้าเพื่อให้ใกล้จุดสตาร์ทมากที่สุด

4:30 เสียงแตรดัง แถมยังมีพลุเปิดตัวยิ่งใหญ่อลังการอย่างกับฉลองปีใหม่ที่สร้างกำลังใจให้ฮึกเหิมขึ้นไปอีก

ผมวิ่งไปด้วยสปีดช้ากว่าปกตินิดหน่อยเพราะคนยังเกาะกลุ่มกันอยู่ ซึ่งผมก็ไม่ได้ร้อนใจอะไรเพราะวิ่งคราวนี้ไม่ได้กะทำเวลาดีอยู่แล้ว แต่สิ่งที่สังเกตเห็นเลยก็คือวิ่งสบายมากเพราะเขาปิดถนนทั้งหมด เลยวิ่งได้ทุกเลน ไม่ต้องกลัวรถเฉี่ยว ถึงคนจะแน่นแต่ทุกคนก็ตั้งใจมาวิ่ง ไม่มีใครเดินและขวางทางคนอื่นตั้งแต่กิโลแรกๆ

งานวิ่งที่บางแสนดีอีกอย่างคือมันไม่ต้องขึ้นสะพานเหมือนงานวิ่งกรุงเทพ (ตอนที่ผมวิ่งงานฮาล์ฟครั้งแรกเส้นพระราม 3 ต้องขึ้นสะพานไปตั้ง 3 สะพาน ไป-กลับ 6 สะพาน) ทางเลยค่อนข้างเรียบ ตลอด 4 กิโลเมตรแรก

เมื่อไม่ต้องกลัวรถเฉี่ยว ไม่มีคนคนเดินขวาง และไม่มีสะพาน ทำให้ไม่เหนื่อยและสามารถรักษาความเร็วได้ดีในช่วง 4 กิโลเมตรแรก

ผมวิ่งโดยที่ไม่มีอุปกรณ์อะไรนอกจากนาฬิกาข้อมือไว้ดูเวลา เลยจะใช้ซุ้มน้ำซึ่งมีอยู่ทุก 2 กิโลเมตรเป็นหมุดหมายที่บอกว่าวิ่งได้ไกลเท่าไหร่แล้ว

แผนของผมคือผมจะหยุดดื่มน้ำทุก 4 กิโลเมตร โดยจะเริ่มที่ ก.ม.2 ก่อน (เพราะไม่ได้สัมผัสน้ำมาตั้งแต่ลงมาจากรถตอนตีสามครึ่ง) จากนั้นจึงค่อยดื่มน้ำที่ ก.ม. 6,10,14,18

ส่วนเวลาที่นาฬิกาผมจะดูแค่ 5 ครั้งเท่านั้นคือที่ ก.ม.4,8,12,16,20 ถ้าจะจบให้ได้ภายใน 2:30 ชั่วโมง ผมต้องผ่าน 4 กิโลภายในเวลา 28 นาที, 8 กิโลเมตรภายใน 56 นาที ฯลฯ

พอผ่านซุ้มน้ำที่สอง ซึ่งก็คือกิโลเมตรที่ 4 ผมดูนาฬิกาข้อมือทีนึง ใช้เวลาไปประมาณ 26 นาทีครึ่ง เร็วกว่าที่คิดและเริ่มมีความมั่นใจว่าน่าจะทำตามเป้าได้แน่ๆ ถ้าไม่เจอเนิน

แต่พอผ่านกิโลที่ 4 ก็เจอเนินเลย แต่ก็ไม่ได้ชันและทรมานเท่ากับการวิ่งขึ้นสะพานในกรุงเทพ ผมยังคงรักษาสปีดประมาณเดิมเอาไว้ได้ พอถึงกิโลที่ 5 ก็มีจุดเช็คพ้อยท์ ที่จะคอยบันทึกเวลาของเราไว้ทุก 5 กิโลเมตร เวลาของผมคือ 31 นาทีกว่าๆ

สิ่งหนึ่งที่ประทับใจมากคือนอกจากซุ้มน้ำแล้ว ทุก 2 กิโลเมตรยังมีเต๊นท์พยาบาล ที่มีคนคอยช่วยฉีดสเปรย์เย็นๆ แถมยังมีบริการนวดขาให้อีกด้วย ผมไม่ได้แวะ แต่เห็นนักวิ่งหลายคนปรี่เข้าไปใช้บริการ ไม่ต่างจาก pit stop ในการแข่งขัน F1

อีกสิ่งที่สังเกตเห็นก็คือซุ้มน้ำกิโลที่ 2 มีแก้วพลาสติกทิ้งอยู่ตามพื้นบ้าง แต่ตั้งแต่ซุ้มน้ำกิโลที่ 4 เป็นต้นไป ผมไม่เห็นแก้วพลาสติกทิ้งอยู่ที่พื้นอีกเลย ราวกับว่านักวิ่งมีระเบียบวินัยมากขึ้น

วิ่งไปได้ประมาณกิโลที่ 7 นักวิ่งกลุ่มผู้นำก็วิ่งสวนกลับมา 90% เป็นคนผิวสีทั้งชายและหญิง พวกนี้วิ่งกันที่เพซ 3 หรือหนึ่งกิโลใช้เวลา 3 นาที = 180 วินาที แสดงว่าเขาวิ่ง 100 เมตรภายในเวลา 18 วินาทีติดต่อกัน 211 รอบ!

ถึงกิโลที่ 8 ผมดูนาฬิกาข้อมือเป็นครั้งที่ 2 ใช้เวลาไป 52 นาทีนิดๆ ขณะที่ขาและปอดยังวิ่งได้สบายๆ เลยเริ่มคิดขยับเป้าเป็น 2 ชั่วโมง 20 นาทีแทน

เข้ากิโลที่ 9 ใกล้ถึงจุดกลับตัว ณ ช่วงนี้มีนักวิ่งสวนกลับมาเยอะแล้ว มีคนหนึ่งที่แต่งชุดเป็นนักรบไทยโบราณ วิ่งเท้าเปล่าและตะโกนให้กำลังใจพวกเรา บอกว่า “ไม่ต้องไปกลัวเนิน เนินเป็นเพียงภาพลวงตา!”

กิโลที่ 10 เป็นจุดเช็คพอยท์อีกรอบ เห็นนาฬิกาของเช็คพอยท์บอกเวลาหนึ่งชั่วโมงนิดๆ ทุกอย่างเป็นไปตามแผน

กิโลที่ 11 เป็นทางขึ้นเนินอีกครั้งแต่ก็ไม่ยากนัก และวิ่งได้สบายๆ มาจนถึงกิโลที่ 15

กิโลที่ 15-17 ผมจำไม่ได้ว่าเป็นช่วงไหนกันแน่ แต่พอวิ่งเลาะเขามาเรื่อยๆ ผ่านฝูงลิงที่อยู่ตามต้นไม้ พอพ้นภูเขาก็เจอทะเล ตอนที่ลมทะเลปะทะหน้าบวกกับแสงอาทิตย์ยามเช้านั้นทำให้รู้สึกดีสุดๆ ไปเลย

กิโลที่ 18-19 เป็นช่วงหินที่สุด เป็นเนิน after เนิน ผมไม่ได้ซ้อมวิ่งขึ้นเนินมาเลย (ชะล่าใจคิดไปเองว่าบางแสนมันน่าจะทางเรียบๆ) ก็เลยจะเหนื่อยเป็นพิเศษ แต่ตอนวิ่งลงก็ทำได้ค่อนข้างดี ต้องระวังเพียงอย่างเดียวคือหัวเข่าขวาที่อาจบาดเจ็บได้

กิโลที่ 20 เป็นทางราบอีกครั้ง แต่ผมรู้สึกว่ามันไกลกว่าปกติ เป็นการเล่นเกมของสมองและปีศาจในจิตใจโดยแท้ ผมคอยมองหาป้าย 20 กิโลเมตรตลอดแต่ก็เหมือนจะไม่ถึงซักที แต่ก็มีคนมายืนตะโกนเชียร์บอกว่าเหลืออีกกิโลเดียว

1.1 กิโลสุดท้าย เห็นเส้นชัยอยู่ลิบๆ ผมเร่งเครื่องขึ้นนิดหน่อยแต่ก็เหมือนว่าเร่งไม่ค่อยขึ้นเท่าไหร่ แต่พออีกประมาณ 400 เมตรจะเข้าเส้นชัย ผมก็เร่งเครื่องเต็มที่ เข้าเส้นชัยด้วยเวลา 2:05:01 ตามเวลา gun time และ 2:03:49 ตามเวลา chip time

คราวนี้ถือว่าจบดีกว่าฮาล์ฟครั้งแรกเยอะ เพราะคราวนั้นวิ่งเสร็จแล้วตะคริวกินทันทีแถมเหนื่อยหอบจนเกือบจะหน้ามืด แต่รอบนี้รู้สึกกำลังวังชายังดีอยู่ ให้วิ่งอีกซัก 2-3 กิโลน่าจะยังไหว ต้องขอบคุณตัวเองที่ซ้อมมาดีและมีความอดทนตลอด 20 กิโลเมตรแรกที่ไม่ใจร้อนเร่งเครื่องเกินไป

ได้รับหมวกที่ระลึก เหรียญรางวัล คูปองอาหารและน้ำเปล่ามาเรียบร้อยแล้ว ก็เดิน cool down และยืดเส้นอยู่ซักพัก ก่อนไปเดินดูซุ้มอาหารอย่างเพลิดเพลิน กินก๋วยเตี๋ยวเรือ ข้าวเหนียวไก่ทอด และได้ข้าวขาหมูมาอีกหนึ่งกล่อง (แต่ไม่ได้กิน) ได้กินชามะนาวและที่เด็ดที่สุดคือไมโลเย็นใส่แก้วเล็กๆ ที่ทำให้ภาพความทรงจำวัยประถมกลับคืนมา (จนบัดนี้ก็ยังไม่เคยชงไมโลได้อร่อยเท่าที่เขาทำมาแจกที่โรงเรียนสักที)

ผมทานอะไรเสร็จเรียบร้อยแล้ว จึงเดินไปที่จุดนัดพบ น้องๆ อีก 3 คนทยอยกันกลับเข้ามา เริ่มจากโฟล์คที่วิ่ง Half เป็นครั้งที่ 3 และทำ Personal Best ที่เวลา 2:18 ส่วนแม็กซึ่งวิ่งเป็นครั้งที่ 2 ที่เวลา 2:44 ส่วนหลุยส์ซึ่งวิ่งฮาล์ฟเป็นครั้งแรก ทำเวลาไป 2:55 และมีน้องวี ซึ่งเป็นพนักงาน Wongnai ที่อยู่ที่ชลบุรีอยู่แล้ว ตามมาสมทบเพื่อจะถ่ายรูปร่วมกันเป็นที่ระลึก

48359973_10156508424296501_8924416435875217408_n90146353082639014719242830


 

ความประทับใจอื่นๆ งาน Bangsaen21
– การสื่อสารดีมาก ทั้งทาง Email และ SMS ข้อมูลชัดเจน ไม่มีงง
– เราสามารถแอดไลน์ @thairun และระบุเบอร์วิ่งเพื่อให้มันส่งข้อความบอกเราว่าทำเวลาได้เท่าไหร่ในทุกๆ 5 กิโลเมตร
– เรายังสามารถใส่เบอร์วิ่งของเพื่อนลงไปได้ด้วย ทำให้เห็นว่าเพื่อนวิ่งถึงไหนกันแล้ว
– ผมเดาว่านี่น่าจะการทดลองครั้งแรกของการส่งเวลาผ่านไลน์ เพราะระบบมันยังมีผิดพลาดอยู่บ้าง เช่นส่งเวลาของแค่ 5 ก.ม.กับ 20 ก.ม. (10 & 15 ก.ม.หายไป)
– ไลน์ยังส่งโปสเตอร์สรุปภาพรวมทุกอย่างมาให้ด้วย (ตามภาพด้านล่าง) ส่วนสลิปเวลาก็ส่งมาให้เช่นกัน
– เห็นชัดว่างานนี้คนตั้งใจมาวิ่งกันมาก ไม่ค่อยมีคนหยุดเดินเอ้อระเหย ถ้าจะเดินก็เพราะว่าหมดแรง
– ช่วง 5 กิโลแรกที่ฟ้ายังมืดแล้วนักวิ่งยังเกาะกันเป็นกลุ่มใหญ่ ตอนวิ่งแล้วได้ยินเสียงฝีเท้าหลายร้อยคู่กระทบพื้นพร้อมกันแล้วรู้สึกเหมือนผมเป็นหนึ่งในนักดนตรีในวงออเคสตร้าที่กำลังบรรเลงเพลง
– แล้วเพลงนี้มันก็ส่งพลังอะไรบางอย่างออกมาที่หนุนให้เราวิ่งไปข้างหน้า จึงไม่แปลกใจว่าทำไมเรามักจะวิ่งในสนามจริงได้เร็วกว่าตอนซ้อมคนเดียว
– จุดแจกน้ำมีความยาว 50 เมตรทุกจุด ไม่ต้องแย่งกัน น้ำเย็นดื่มสบายทุกแก้วไม่เสียอารมณ์ น้ำอุณหภูมิปกติมีที่โต๊ะสุดท้าย กลางทางเป็นต้นไปมีน้ำดื่มเกลือแร่ให้ด้วย
– จุดพักเข้าห้องน้ำมีให้เห็นไม่ต่ำกว่า 10 จุด
– น้องๆ ที่มาแจกน้ำน่ารักมาก ตะโกนเชียร์ว่าสู้ๆ นะคะ/นะครับทุกจุด ผมว่าจบงานนี้น้องน่าจะเสียงแหบกันเลยทีเดียว
– ชาวบ้านก็ออกมาเชียร์กันสนุกสนาน อารมณ์บางฉากเหมือนที่เห็นในหนัง “2,215 เชื่อบ้ากล้าก้าว” ของพี่ตูนเลย
– มีทีมแพทย์ดูแลตลอดเส้นทาง รู้สึกอุ่นใจ มีหมอลงไปวิ่งกับนักวิ่งในทุกบล็อกด้วย
– อาหารการกินเยอะมาก น่าจะมีราวๆ 40 ซุ้ม โดยซุ้มอาหารประเภทเดียวกันจะอยู่ติดกัน เช่นข้าวเหนียวไก่ย่าง 5 ร้าน, ก๋วยเตี๋ยว 5 ร้าน ฯลฯ นี่มัน food festival ชัดๆ
– ได้แต่คิดในใจว่า ผมน่าจะรู้ชื่อร้านก่อน จะได้ไปหาข้อมูลใน Wongnai ให้รู้ว่าร้านไหนอร่อย วิ่งเสร็จจะได้ตรงไปที่ซุ้มนั้นได้ทันที
– ทุกคนจะได้คูปอง 7 ใบ – คาว 3 น้ำ 2 หวาน 1 ข้าวหลาม 1!
– มีถังขยะสองใบใหญ่ตั้งอยู่กลางถนนทุกๆ 10 เมตร งานจึงดูสะอาดเรียบร้อยดีมาก
– งานนี้ไม่มี pacers ซึ่งผมเดาเอาว่าคงเป็นเพราะนักวิ่งส่วนใหญ่มีเทคโนโลยีที่ทำหน้าที่แทน pacers เรียบร้อยแล้ว

นี่เพิ่งเป็นรายการที่สามที่ผมลงแข่ง แต่จากที่คุยกับน้องๆ อีก 3 คนก็เห็นตรงกันว่านี่คือรายการวิ่งที่จัดได้ดีที่สุดที่พวกเราเคยได้วิ่งมา และปีหน้าพวกเราจะกลับมาอีกแน่นอน

ขอขอบคุณ MICE & Communication ผู้จัดงาน, องค์การบริหารส่วนจังหวัดชลบุรีและเทศบาลเมืองแสนสุข, น้องๆ ที่มาช่วยแจกน้ำ, ทีมแพทย์และพยาบาลที่มาสร้างความอุ่นใจ, ชาวบ้านที่ออกมาเชียร์ และนักวิ่งทุกคนที่ทำให้งานวิ่ง Bangsaen21 เป็นหนึ่งในไฮไลท์ของปี 2018 สำหรับผมครับ

9015747467681

 


บทความวันละตอนจาก Anontawong’s Musings:

LINE: bit.ly/tgimline

Facebook: bit.ly/tgimfb

Twitter: bit.ly/tgimtwt

แพ้บ้างก็ดี

20181215_learntolose

หลายคนน่าจะพอรู้ว่าการเทรนนิ่ง Navy SEAL ของอเมริกานั้นหฤโหดสุดๆ

ทุกคนที่สมัครมาเป็น SEAL ต้องผ่าน “สัปดาห์นรก” ที่มีชื่อว่า Hell Week

ในสัปดาห์นี้ คุณต้องวิ่งเป็นร้อยกิโลเมตร ว่ายน้ำหลายสิบกิโลเมตร เดินแบกขอนไม้หนักหลายร้อยกิโลกับเพื่อนร่วมทีม กินไม่เคยอิ่มท้อง อยู่ในอุณหภูมิที่หนาวเหน็บ แถมยังอดหลับอดนอนตลอดทั้งสัปดาห์

ที่ชายหาดจะมีระฆังแขวนอยู่ ใครที่รู้ตัวว่าไปต่อไม่ไหว จะเดินมาสั่นระฆังและเก็บข้าวของกลับบ้านไปได้เลย

อัตราของคนที่จะผ่าน Hell Week คือ 20% ถ้าเริ่มต้นสัปดาห์มีคน 10 คน ในระหว่างสัปดาห์จะมีคนสั่นระฆัง 8 คนและมีเพียงแค่ 2 คนที่อยู่ต่อจนจบและได้เข้าเทรนนิ่งเพื่อบรรจุเป็นหน่วย SEAL

อะไรคือคุณสมบัติของคน 20% นั้น? บทความนี้จะไม่ได้พูดถึงเรื่องนี้ตรงๆ แต่จะพูดถึงอีกแง่มุมหนึ่งที่น่าสนใจ

หนึ่งในคนที่สมัครหน่วยซีลเป็นนักกรีฑาระดับ Top 10 ของสหรัฐอเมริกา เขาออกกำลังกายมาทั้งชีวิตและฟิตกว่าทุกๆ คนที่สมัครเข้ามาในรุ่นนั้น

ในวันแรกเขาวิ่งเข้าเส้นชัยเป็นที่หนึ่ง ว่ายน้ำก็ชนะทุกคน แบกขอนไม้ก็ไม่ได้ดูอนาทรร้อนใจ ดูแล้วน่าจะเป็นคนที่มีภาษีดีที่สุดที่จะผ่าน Hell Week

แต่เพียงวันที่สาม นักกรีฑาระดับประเทศคนนี้ก็สั่นระฆังและกลับบ้านไป

เหตุผลก็เพราะเขาเคยแต่แข่งขันในสภาพที่ร่างกายสมบูรณ์พร้อม อาหารการกินสมบูรณ์พร้อม และที่ผ่านมาเขาก็เป็น “ผู้ชนะ” มาโดยตลอด

แต่เมื่อต้องมาเจอสภาพอากาศที่ไม่เป็นใจ อาหารการกินที่อดๆ อยากๆ และได้นอนเพียงวันละแค่ 2 ชั่วโมง ร่างกายที่เขาภูมิใจหนักหนาจึงไม่สามารถทำงานได้อย่างที่ใจคิด และ performance ก็ดร็อปลงจนวันที่สองและวันที่สามเขาไม่ได้เข้าเส้นชัยเป็นที่หนึ่งอีกต่อไป

คนที่คุ้นชินกับการชนะมาทั้งชีวิตก็เลยต้องลิ้มรสกับความพ่ายแพ้ที่ไม่คุ้นเคย พอไม่คุ้นเคยจึงรับไม่ได้ และพอคิดว่า Hell Week ยังเหลืออีกตั้ง 4 วันก็เลยถอดใจ

สภาพร่างกายแข็งแกร่งจึงไม่สำคัญเท่ากับสภาพจิตใจที่แข็งแกร่ง ซึ่งความแกร่งนี้ไม่ได้มาจากการชนะเพียงอย่างเดียว แต่มาจากการเคยเป็นผู้แพ้มาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน เคยผิดหวัง เคยล้มเหลวจนอัตตาตัวตนของเขาถูกเฆี่ยนตีจนน่วมและมีภูมิต้านทานระดับที่ว่าจะแพ้อีกกี่ครั้งกูก็จะลุกขึ้นมาสู้ใหม่

ซึ่งผิดกับคนที่ชนะมาโดยตลอดที่ไม่มีภูมิคุ้มกันความพ่ายแพ้เลย เราจึงเห็นข่าวเด็กฆ่าตัวตายเพราะสอบตกหรืออกหัก

ประสบการณ์ความพ่ายแพ้จึงเป็นเรื่องจำเป็น เราจะได้ไม่ลำพองตน จะได้เรียนรู้การเป็นที่สองหรือแม้กระทั่งการเป็นที่โหล่

และจะได้มีภูมิคุ้มกันในวันที่ฟ้าฝนไม่เป็นใจครับ

—–

ขอบคุณประกายความคิดจาก Knowledge for Men Podcast: 222: Cade Courtley: Lessons on Life and Business from a Former Navy SEAL Sniper 

นิทานจักรวาทิน

20181214_chakravatin

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

มีเรื่องเล่าสำคัญในคัมภีร์โบราณของชินะ ในอินเดียเชื่อกันว่า ถ้าใครบางคนจะกลายเป็นจักรพรรดิของทั้งโลกก็จะถูกเรียกว่าจักรวาทิน คำว่า จักร หมายถึง “วงล้อ” ในอินเดียโบราณการต่อสู้และการใช้ความรุนแรงโดยไม่จำเป็นถือเป็นหนทางที่คนทั้งหลายพยายามหลีกเลี่ยง จะเห็นได้จากรถศึก โดยรถศึกที่เป็นทองคำกับม้าศึกที่สง่างามแข็งแรงจะเคลื่อนที่จากอาณาจักรหนึ่งไปยังอีกอาณาจักรหนึ่ง ถ้าอาณาจักรที่รถศึกวิ่งผ่านไม่ต่อต้านขัดขืนและปล่อยให้รถศึกผ่านไป นั่นหมายความว่าอาณาจักรนั้นได้ยอมรับเจ้าของรถศึกนั้นเป็นผู้ปกครองแล้ว หากเป็นเช่นนั้นการต่อสู้ก็เป็นสิ่งที่ไม่จำเป็น

แต่ในเส้นทางใดที่รถศึกเคลื่อนไปและมีคนคอยขัดขวาง ที่นั่นก็จะมีศึกสงคราม ถ้ารถศึกไม่ถูกขัดขวางก็ไม่มีการทำสงคราม เพราะกษัตริย์นคนนั้นได้รับการยอมรับ เขากลายเป็นจักรวาทิน เจ้าของวงล้อที่เคลื่อนไปในที่ต่างๆ ได้โดยไม่มีใครขัดขวาง นี่คือสิ่งที่กษัตริย์ทั้งหลายปรารถนา เขาต้องการจะเป็นจักรวาทิน

แน่นอนล่ะสิ่งนี้มีอำนาจมากกว่าที่อเล็กซานเดอร์มหาราชมีเสียอีก เพียงแค่ส่งรถศึกของท่านออกไปเท่านั้น แต่อำนาจบารมีที่ยิ่งใหญ่มหาศาลได้ไปกับมันด้วย ใครก็ตามที่ขัดขวางจะต้องราบเป็นหน้ากลอง คนทั้งหลายต้องเคยได้ยินกิตติศัพท์ของคนคนนี้มาก่อน พวกเขาจึงยอมจำนน

หากมองในเชิงสัญลักษณ์ในเชิงที่ศิวิไลซ์ ไม่มีความจำเป็นใดๆ จะต้องไปจู่โจม ไม่มีความจำเป็นใดๆ ที่จะต้องฆ่าฟันกัน เพียงแค่ส่งสัญญาณเชิงสัญลักษณ์เท่านั้น ดังนั้นธงของพระราชาจะไปพร้อมกับรถศึก หากพระราชาองค์อื่นเห็นว่าไม่มีประโยชน์อันใดที่จะต่อต้าน เพราะถ้าต่อสู้ไปก็ไร้ประโยชน์ พ่ายแพ้ ถูกทำลายล้าง เขาก็จะต้อนรับรถศึก คนในเมืองก็จะโปรยดอกไม้ให้กับรถศึกนั้น

นี่ดูเหมือนมันจะเป็นสิ่งที่ศิวิไลซ์มากกว่าที่ประเทศรัสเซียและอเมริกาทำเสียอีก เพียงแค่ส่งรถศึกที่งดงามเข้าไปเท่านั้น แต่นั่นมันหมายถึงพลังอำนาจและบารมีที่ยิ่งใหญ่มากๆ เป็นที่พรั่นพรึงกับคนทุกๆ คน การกระทำเชิงสัญลักษณ์นี้จึงจะทำได้ ในสมัยนั้นพระราชาทุกพระองค์ต่างก็มีความประสงค์ที่จะเป็นจักรวาทินไม่วันใดก็วันหนึ่ง

จากที่ได้ฟังต่อๆ กันมา การที่ชายคนหนึ่งจะเป็นจักรวาทินได้นั้นมันไม่ใช่เรื่องง่าย หลายๆ พันปีจึงจะมีสักคนหนึ่ง แม้แต่อเล็กซานเดอร์มหาราชก็ยังไม่ถือว่าเป็นผู้พิชิตโลก ยังมีอาณาจักรอีกมากมายที่ยังไม่ได้ถูกเขาพิชิต และอเล็กซานเดอร์ก็ตายตอนที่ยังมีอายุไม่มาก เขาตายตอนอายุสามสิบสามปีเท่านั้น เขามีเวลาไม่พอที่จะพิชิตโลก ไม่ต้องพูดถึงการพิชิตทั้งโลกหรอก แค่ครึ่งโลกเขาก็ยังไม่รู้จักมันดีพอเลย ครึ่งโลกที่เขารู้จักก็ยังไม่ถูกพิชิตเลย แต่ชายคนที่ข้าพเจ้าจะเล่าให้ฟังในเรื่องต่อไปนี้เขาเป็นผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นจักรวาทิน

กล่าวกันว่าเมื่อจักรวาทินคนหนึ่งตายไป กว่าจะเกิดเป็นจักรวาทินคนใหม่ก็อาจต้องรอเป็นพันๆ ปี นี่เป็นสิ่งที่หายากนะ ถึงเวลาที่เขาตายไป สวรรค์รับเขาไว้ด้วยความยินดีปรีดาและเขาถูกพาไปยังที่ที่พิเศษแห่งหนึ่ง

ในตำนานทางชินะ บนสวรรค์มีภูเขาที่คู่ขนานกับหิมาลัย หิมาลัยประกอบไปด้วยก้อนหิน ดิน และน้ำแข็ง ในสวรรค์ภูเขาที่คู่ขนานกับหิมาลัยนั้นชื่อว่าเขาพระสุเมรุ พระสุเมรุหมายถึงภูเขาสูงสุดที่ไม่มีอะไรจะสูงเทียบเทียมได้ ไม่มีอะไรที่จะยิ่งใหญ่ไปกว่านั้น มันเป็นภูเขาทองคำที่ประดับประดาไปด้วยเพชรนิลจินดา

เมื่อจักรวาทินตายไป เขาจะถูกนำไปยังเขาพระสุเมรุเพื่อสลักชื่อของเขาไว้บนนั้น นั่นเป็นสิ่งที่นานๆ จะเกิดขึ้นสักที ต้องเวลาเป็นพันๆ ปี แน่นอนล่ะคนที่ได้รับเกียรตินี้คงต้องตื่นเเต้นอย่างมาก มันช่างเป็นการลงนามที่ยิ่งใหญ่อลังการเสียจริงๆ เป็นหอเกียรติยศที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา ไม่มีอะไรจะยิ่งใหญ่ไปกว่านี้แล้ว

คนเฝ้าประตูได้มอบเครื่องมือที่ใช้ในการสลักชื่อแก่จักรพรรดิผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นจักรวาทิน จักรพรรดินำคนของเขาไปด้วย คนเหล่านี้คือผู้ที่ได้ฆ่าตัวตายตามจักรพรรดิมา พวกเขาคิดว่าไม่สามารถมีชีวิตอยู่ได้โดยปราศจากจักรพรรดิ คนเหล่านี้ประกอบด้วยภรรยาของเขา นายกรัฐมนตรีของเขา แม่ทัพนายกองของเขา บุคคลที่ยิ่งใหญ่ทั้งหลายที่ห้อมล้อมตัวเขาทั้งหมดได้ฆ่าตัวตายตามเขามา

จักรพรรดิต้องการให้คนเฝ้าประตูเปิดทางให้คนเหล่านี้ได้เข้าไปดูการสลักชื่อด้วย เพราะมันจะมีประโยชน์อะไรล่ะ ถ้าหากท่านต้องเข้าไปสลักชื่อแต่เพียงลำพังและไม่มีใครได้เห็นสิ่งที่เกิดขึ้นตรงนั้น เพราะความสุขจริงๆ จะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อคนทั้งโลกได้เห็น

คนเฝ้าประตูพูดว่า “ฝ่าบาทโปรดรับฟังคำแนะนำของข้า เพราะนี่เป็นอาชีพที่เป็นมรดกตกทอดมาช้านาน พ่อของข้าเป็นคนเฝ้าประตู ปู่ของข้าก็เป็นคนเฝ้าประตู เป็นเวลาหลายร้อยปีมาแล้วที่พวกเราเป็นคนเฝ้าประตูที่เขาพระสุเมรุ ได้โปรดฟังคำแนะนำของข้า อย่าให้พวกเขาเข้าไปข้างในกับฝ่าบาทเลย เพราะไม่เช่นนั้นแล้วฝ่าบาทจะเสียใจในภายหลัง”

จักรพรรดิไม่เข้าใจว่าทำไม แต่ก็ไม่สามารถเพิกเฉยกับคำแนะนำนั้นได้ เพราะรู้ว่าชายคนนี้ไม่น่ามีผลประโยชน์อะไรในการปิดกั้นนี้

คนเฝ้าประตูพูดว่า “ถ้าฝ่าบาทยังคงต้องการให้พวกเขาเห็น ก็ให้ไปสลักชื่อของฝ่าบาทก่อน แล้วค่อยกลับมาพาพวกเขาไปกับฝ่าบาทในตอนหลังหากพระองค์ยังต้องการ ข้าไม่มีข้อขัดแย้งใดๆ แม้ฝ่าบาทจะพาเขาเข้าไปตอนนี้ก็ตาม แต่ถ้าฝ่าบาทตัดสินใจไม่พาพวกเขาเข้าไปในตอนนี้ ฝ่าบาทก็ต้องยึดมั่นในการตัดสินใจ จะเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาไม่ได้โดยเด็ดขาด ฝ่าบาทก็ต้องเข้าไปคนเดียว”

มันช่างเป็นคำแนะนำที่แปลกประหลาด จักรพรรดิพูดว่า “ตกลง ข้าจะไปคนเดียว สลักชื่อเสร็จแล้วข้าจะพาพวกเขาทั้งหมดเข้าไป”

คนเฝ้าประตูพูดว่า “ข้าก็เห็นว่าน่าจะเป็นแบบนั้น”

จักรพรรดิได้เข้าไปและเห็นเขาพระสุเมรุเปล่งประกายภายใต้ดวงอาทิตย์เป็นพันๆ ดวง ในสวรรค์นั้นไม่ได้ยากจน ไม่มีแค่ดวงอาทิตย์เพียงดวงเดียวหรอก ดวงอาทิตย์เป็นพันๆ ดวงและภูเขาทองคำที่ยิ่งใหญ่กว่าหิมาลัยมาก แม้หิมาลัยจะยาวเกือบสองพันไมล์ก็ตาม จักรพรรดิไม่สามารถจะลืมตาได้ชั่วขณะ ที่ตรงนั้นแสงมันจ้ามาก และเมื่อจักรพรรดิปรับสายตาได้ พระองค์ก็เริ่มมองเห็นว่าบนเขาพระสุเมรุทั้งลูกนั้นแทบจะไม่มีที่ว่างเลย ภูเขาทั้งลูกถูกสลักชื่อเต็มไปหมด

พระองค์แทบไม่เชื่อสายตาตัวเอง นี่เป็นครั้งแรกที่พระองค์ตระหนักรู้ว่าตนเองเป็นอะไร แต่ก่อนนี้พระองค์คิดว่าพระองค์เป็นซูเปอร์แมนที่พันๆ ปีจะเกิดขึ้นสักทีหนึ่ง แต่เวลานั้นเป็นนิรันดร มีจักรวาทินเกิดขึ้นมากมายมาก่อนนี้จนแทบจะไม่มีที่ว่างบนภูเขาที่ใหญ่ที่สุดในจักรวาล แทบจะไม่มีที่ให้พระองค์เขียนชื่อเล็กๆ ของพระองค์เลย

จักรพรรดิเดินกลับมา ตอนนี้พระองค์เข้าใจแล้วว่าทำไมคนเฝ้าประตูจึงไม่ต้องการให้พระองค์พาภรรยา แม่ทัพ นายกอง นายกรัฐมนตรี แลเพื่อนสนิทของพระองค์เข้าไปข้างใน มันเป็นการดีที่พวกเขาไม่เห็นสิ่งที่เกิดขึ้น พวกเขาจะได้เชื่อว่าจักรพรรดิของพวกเขาเป็นสิ่งที่สุดยอดและหายาก

จักรพรรดิพาคนเฝ้าประตูหลบไปข้างๆ และกระซิบข้างหูว่า “แทบจะไม่มีที่ว่างเลย”

คนเฝ้าประตูพูดว่า “นั่นแหละคือสิ่งที่ข้าพยายามบอกกับฝ่าบาท สิ่งที่ฝ่าบาทต้องทำก็คือการลบชื่อสองสามชื่อออกไปและเขียนชื่อของฝ่าบาททับไป นั่นคือสิ่งที่ทำๆ กันมา ตลอดทั้งชีวิตของข้าก็เห็นเขาทำกันมาแบบนี้ พ่อของข้าก็เคยบอกถึงการกระทำแบบนี้ ไม่มีใครในครอบครัวของข้าเคยเห็นเขาพระสุเมรุว่างเปล่า หรือมีช่องว่างไว้ให้เขียนเลย”

“เมื่อใดก็ตามที่จักรวาทินมาก็ต้องลบชื่อสองสามชื่อออกและเขียนชื่อของตนทับลงไป ดังนั้นที่เห็นอยู่นี่มันไม่ใช่ประวัติศาสตร์ทั้งหมดของจักรวาทิน พวกมันถูกลบไปหลายครั้งแล้ว มันถูกสลักชื่อใหม่มาหลายครั้งแล้ว ฝ่าบาทก็แค่ทำไปตามนั้น และหลังจากนั้นหากฝ่าบาทต้องการจะโชว์ให้เพื่อนๆ ของฝ่าบาทเห็น ฝ่าบาทก็สามารถพาพวกเขาเข้าไปข้างในได้”

จักรพรรดิพูดว่า “ไม่ ข้าไม่ต้องการโชว์พวกเขาและข้าก็ไม่ต้องการแม้แต่จะเขียนชื่อของข้าลงไป เขียนไปเพื่ออะไรล่ะ เพราะในวันใดวันหนึ่งใครบางคนก็คงจะมาลบมัน”

“ทั้งชีวิตของข้าได้กลายเป็นสิ่งที่ไร้ประโยชน์และไม่มีสาระเลย นี่เป็นความหวังเดียวของข้า หวังว่าเขาพระสุเมรุภูเขาทองคำในสวรรค์จะมีชื่อของข้า ข้ามีชีวิตมาเพื่อสิ่งนี้ ข้าได้เอาชีวิตของข้าเป็นเดิมพัน เพื่อสิ่งนี้ข้าพร้อมที่จะฆ่าคนทั้งโลก แต่แล้วคนบางคนจะมาลบชื่อของข้าและเขียนชื่อของเขาแทน แล้วข้าจะไปเขียนชื่อข้าทำไม ข้าจะไม่เขียน”

คนเฝ้าประตูหัวเราะ

จักรพรรดิพูดว่า “เจ้าหัวเราะทำไม”

คนเฝ้าประตูพูดว่า “มันก็แปลกดี เพราะข้าก็เคยได้ยินเช่นนี้จากปู่ของข้าว่าจักรวาทินมาที่นี่พอทราบเรื่องราวทั้งหมด พวกเขาก็หันหลังกลับ พวกเขาไม่ได้เขียนชื่อพวกเขาไว้ ฝ่าบาทไม่ได้เป็นคนแรกหรอก ใครก็ตามที่มีเชาวน์ปัญญาเพียงเล็กน้อยก็จะทำแบบเดียวกันนี้”

—–

ขอบคุณนิทานจากหนังสือ เด็ดเดี่ยว : เบิกบานกับการมีชีวิตอย่างอันตราย (Courage : The Joy of Living Dangerously) โดย Osho แปลและเรียบเรียงโดย ดร.ประพนธ์ ผาสุขยืด

บทความวันละตอนจาก Anontawong’s Musings:

LINE: bit.ly/tgimline

Facebook: bit.ly/tgimfb

Twitter: bit.ly/tgimtwt

มีประโยชน์ถึงชีวิต

20181213_benefits.png

เราเคยเห็นแต่คำเตือน

เขตไฟฟ้าแรงสูง อันตรายถึงชีวิต

ดื่มแล้วขับ อันตรายถึงชีวิต

ไข้หวัดใหญ่ อันตรายถึงชีวิต

เราน่าจะมีป้ายเตือนสติในมุมกลับดูบ้าง

ออกกำลังกาย มีประโยชน์ถึงชีวิต

อ่านหนังสือดีๆ มีประโยชน์ถึงชีวิต

มีสติ รู้เนื้อรู้ตัว มีประโยชน์ถึงชีวิต

อะไรที่มีอันตรายถึงชีวิต เราควรหลีกเลี่ยง

อะไรที่มีประโยชน์ถึงชีวิต เราควรจะเดินเข้าหาครับ

—–

LINE: bit.ly/tgimline

Facebook: bit.ly/tgimfb

Twitter: bit.ly/tgimtwt

ถ้ามีคนเอาเงิน 100 ล้านมาให้

20181209_100million

แล้วบอกให้คุณออกไปตั้งบริษัทใหม่ โดยให้คุณเลือกใครก็ได้จากที่ทำงานปัจจุบันไปทำงานด้วย 20 คน*

คุณจะเลือกใครบ้าง?

แล้วถ้าเพื่อนร่วมงาน หรือหัวหน้า หรือลูกน้องคุณได้รับข้อเสนอเดียวกันนี้ คุณจะเป็นหนึ่งใน 20 คนที่เขาจะชวนไปเปิดบริษัทใหม่รึเปล่า?

คุณน่าจะอยู่ในลิสต์ของใครบ้าง?

และมีใครที่น่าจะอยู่ในลิสต์ของทุกคนบ้าง?

คำถามนี้มีประโยชน์ตรงที่มันช่วยให้เราเห็นว่า ใครที่มี contribution ต่อทีมและองค์กรจริงๆ และช่วยให้เราสำรวจตัวเองว่า เราได้สร้างคุณค่าให้กับงานและให้กับองค์กรเพียงพอรึยัง

ถ้ามั่นใจว่าชื่อของเราน่าจะอยู่ในลิสต์ของใครหลายๆ คน แสดงว่าเราน่าจะมาถูกทางแล้ว

แต่ถ้าไม่ใช่ ก็อาจะถึงเวลาต้องปรับเปลี่ยนอะไรบางอย่างแล้วเช่นกันครับ

—–

ขอบคุณประกายความคิดจาก Seth Godin ที่เคยพูดไอเดียนี้ไว้ใน podcast ซักรายการหนึ่ง

* จำนวน 20 คนในกรณีที่มีพนักงานเป็นร้อยขึ้นไป ถ้าเป็นออฟฟิศเล็กๆ ตัวเลขอาจจะเหลือแค่ 5-10 คนครับ

บทความวันละตอนจาก Anontawong’s Musings:

LINE: bit.ly/tgimline

Facebook: bit.ly/tgimfb

Twitter: bit.ly/tgimtwt