ชีวิตจะดีหรือร้าย

201810024

ขึ้นอยู่ว่าเราให้ความสนใจกับเรื่องอะไร

วินนิฟริด กาลาเกอร์ (Winifred Gallagher) เป็นนักเขียนด้านวิทยาศาสตร์ที่ค้นพบความเชื่อมโยงระหว่าง “ความสนใจ” กับ “ความสุข” โดยไม่ได้ตั้งใจ

เพราะวันหนึ่ง เธอได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคมะเร็ง แถมไม่ใช่ระยะแรกด้วย

วันนั้น ตอนที่เธอเดินออกมาจากโรงพยาบาล วินนิฟริดก็คิดได้ว่า “เจ้ามะเร็งตัวนี้มันต้องการเรียกร้องความสนใจจากฉันให้มากที่สุด แต่ฉันไม่ยอมหรอกนะ ฉันเอาเวลาไปสนใจชีวิตของฉันดีกว่า”

วินนิฟริดสัญญากับตัวเองว่า แม้มะเร็งจะทำร้ายเธอแค่ไหน แต่เธอจะให้ความสำคัญกับสิ่งดีๆ ในชีวิตอันได้แก่ “การดูหนัง การออกไปเดินเล่น และการได้จิบมาร์ตินี่ตอนหกโมงครึ่ง” ซึ่งทำให้เธอผ่านชีวิตช่วงการรักษาตัวไปได้โดยที่ชีวิตก็ยังมีความสุขดี

คนส่วนใหญ่คิดว่า ชีวิตจะดีหรือร้ายขึ้นอยู่กับปัจจัยแวดล้อม (life circumstances) แต่จากการศึกษาและวิจัยของวินนิฟริด เธอกลับบอกว่าชีวิตจะดีหรือร้ายขึ้นอยู่กับว่าเราให้ความสนใจกับเรื่องอะไร (what we pay attention to) ถ้าเราสนใจแต่เรื่องมะเร็ง ชีวิตเราก็จะทุกข์ทนหม่นหมอง แต่ถ้าเราสนใจเรื่องการได้จิบมาร์ตินี่ตอนหัวค่ำ ชีวิตเราก็จะรื่นรมย์ขึ้น ทั้งๆ ที่ปัจจัยแวดล้อมก็ยังเหมือนเดิม

ดังนั้น ไม่ว่าเราจะเจอสถานการณ์ที่ไม่เป็นใจแค่ไหน หากเราสามารถเลือกที่จะมีมุมมองที่ดีได้ เราก็จะมีความทุกข์น้อยลง และจัดการกับปัญหาต่างๆ ได้อย่างสติมากขึ้นครับ

—–

ขอบคุณเนื้อหาจากหนังสือ Deep Work โดย Cal Newport

นิทานดินสอกับยางลบ

20181023_pencil

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

มีดินสอที่เขียนอย่างไรก็ไม่มีวันหมดอยู่แท่งหนึ่ง

มียางลบที่ลบอย่างไรก็ไม่มีวันหมดอยู่ก้อนหนึ่ง

ดินสอเป็นเพื่อนกับยางลบ ทั้งคู่ไปไหนมาไหนด้วยกัน ทำอะไรด้วยกันตลอดเวลา

หน้าที่ของดินสอก็คือเขียน มันจึงเขียนทุกที่ทุกอย่างเสมอตลอดเวลาที่อยู่กับยางลบ

หน้าที่ของยางลบก็คือลบ มันจึงลบทุกอย่างที่ดินสอเขียน

เวลาผ่านไปนานหลายสิบปี ทุกอย่างก็ยังดำเนินเหมือนเดิมเรื่อยมา จนกระทั่งดินสอเอ่ยกับยางลบว่า

“เรากับเธอคงอยู่ด้วยกันไม่ได้แล้ว”

“ทำไมล่ะ?” ยางลบถาม

“ก็เราเขียน เธอลบ แล้วมันก็ไม่เหลืออะไรเลย”

“เราก็ทำตามหน้าที่ของเรา เราไม่ผิดซักหน่อย”

เมื่อไม่ลงรอย ทั้งคู่จึงแยกทางกัน

พอแยกทางกับยางลบแล้ว ดินสอก็ดีใจที่สามารถเขียนอะไรได้ตามอำเภอใจ แต่พอเวลาผ่านไปมันก็เริ่มเขียนผิด ข้อความสวยๆ ที่มันเคยเขียนได้ก็กลายเป็นสกปรก มีแต่รอยขีดทิ้งเต็มไปหมด ดินสอจึงคิดถึงยางลบจับใจ

ฝ่ายยางลบพอแยกทางกับดินสอ มันก็ดีใจที่ตัวมันไม่ต้องเปื้อนอีกต่อไป แต่พอเวลาผ่านไปมันกลับใช้ชีวิตอย่างไร้ค่าเพราะไม่มีอะไรให้ลบ ยางลบจึงคิดถึงดินสอจับใจ

ทั้งคู่จึงกลับมาคืนดีกัน คราวนี้ดินสอเขียนน้อยลงแต่เขียนแต่สิ่งดีดี ส่วนยางลบก็ลบเฉพาะที่ดินสอเขียนผิดเท่านั้น

ขอบคุณนิทานจาก GPlus Quotes

ปัญหาของวันพรุ่งนี้

20181023_tomorrowsproblems

ก็ให้ตัวเราในวันพรุ่งนี้เป็นคนจัดการเถอะ

ถ้าปัญหามันไม่ได้คอขาดบาดตาย ก็ไม่ต้องไปเอาเป็นเอาตาย

ถ้าตัวเราในวันนี้ทำเต็มที่แล้ว ก็ไม่มีความจำเป็นต้องไปพยายามให้มากกว่านี้

ปัญหาเกือบทุกเรื่องมัน man-made ทั้งนั้น

เมื่อมัน man made ก็ควรจะให้ man wait

เพราะปัญหาเกือบทุกอย่างมันรอได้ ที่รอไม่ได้คือคนต่างหาก

วันนี้กำลังจะจบลง หน้าที่ของเราคือพักผ่อนให้เพียงพอ เพื่อส่งต่อพลังงานดีๆ ให้ตัวเราในวันพรุ่งนี้จัดการต่อ

ขอให้เชื่อมั่นในตัวเอง และเชื่อมั่นว่าทุกอย่างเป็นเรื่องชั่วคราว

จะได้ไม่ต้องแบกโลกไว้ให้หนักเกินจำเป็นครับ

ชีวิตง่ายขึ้นเมื่อสลับออเดอร์

20181023b

มีหลายสิ่งอย่างที่เราสามารถสลับขั้นตอนแล้วทำให้ชีวิตง่ายขึ้นได้

ขอยกตัวอย่างสามเรื่อง

1. เข็มขัดนิรภัย – ก่อนที่กฎหมายไทยจะบังคับให้คนรัดเข็มขัดนิรภัย การรัดเข็มขัดถือเป็นเรื่องแปลกประหลาด โดยเฉพาะตอนที่เราเป็นผู้โดยสารติดรถคนอื่นไป ถ้าขึ้นรถที่เพื่อนขับและเห็นว่าเพื่อนไม่ได้รัดเข็มขัด เราก็จะรู้สึกเขินๆ ที่จะรัดเข็มขัดเช่นกัน

2. ทำงาน – ไม่ว่าจะเป็น Word, Excel, Powerpoint บ่อยครั้งเราจะเปิดไฟล์ขึ้นมาทำอย่างเมามัน จนกระทั่งโปรแกรมแฮงค์แล้วถึงรู้ตัวว่ายังไม่ได้เซฟไฟล์ ต้องเริ่มใหม่ทั้งหมด

3. แต่งตัว – สำหรับผู้ชาย พออาบน้ำเสร็จ เราจะใส่กางเกงใน ใส่เสื้อ ใส่กางเกง ใส่เข็มขัด ใส่ถุงเท้าแต่ถ้ากางเกงมันคับหรือเราอ้วนซักหน่อย การใส่ถุงเท้าก็จะยากเย็นเกินความจำเป็น

ทั้งสามกรณีนี้ วิธีแก้ที่ง่ายที่สุดคือทำมันเป็นอย่างแรกเลย

ขึ้นรถมาก็รีบใส่เข็มขัดนิรภัยเลย ไม่ต้องสนใจด้วยว่าเพื่อนใส่รึเปล่า

เปิดไฟล์ใหม่ขึ้นมาปุ๊ป ก็เซฟไฟล์เลย แม้ว่าข้างในจะยังว่างเปล่าก็เถอะ

อาบน้ำเสร็จ ใส่กางเกงในเสร็จแล้ว ก็ใส่ถุงเท้าเลย ไม่จำเป็นต้องใส่กางเกงก่อน

อาจจะมีอีกหลายเรื่อง ที่แค่เปลี่ยนลำดับนิดหน่อย ชีวิตเราก็น่าจะง่ายขึ้นและปวดหัวน้อยลง

ถ้าใครทำอะไรไม่เหมือนชาวบ้านเขาแล้วพบว่ามันเวิร์คกว่าเดิม มาแชร์ให้ฟังบ้างนะครับ

ภูมิคุ้มกันความเบื่อ

20181022_boredom

เดี๋ยวนี้มือถือกลายมาเป็นเนื้อเดียวกับเราจนเราเกือบลืมไปแล้วว่าชีวิตก่อนมีสมาร์ทโฟนนั้นหน้าตาเป็นเช่นไร

ถ้านัดกับเพื่อนที่ห้าง แล้วเพื่อนเรายังไม่มา เราทำตัวอย่างไร (อย่าลืมว่าสมัยนั้น จะไปเดินเล่นก่อนก็ลำบากเพราะเรานัดเจอกันที่จุดนัดพบ จะให้มาถึงก่อนแล้วค่อยโทร.มาก็ไม่ได้ เพราะต่างคนต่างไม่มีเครื่องมือสื่อสารติดตัว)

หรือนัดหมอฟันแล้วต้องรอคิวยาวมาก เราทำอะไรบ้างนอกจากการอ่านนิตยสารบันเทิงเก่าๆ ที่วางทิ้งไว้ให้บนเคาท์เตอร์

หลายครั้ง คำตอบก็คือการ “นั่งรออย่างเบื่อๆ” และบางทีก็มีความหงุดหงิดตามเข้ามาด้วย

การอยู่กับความเบื่อจึงเป็นทักษะที่คนสมัยก่อนมีด้วยความจำเป็น

ซึ่งคนสมัยนี้แทบไม่มีแล้ว

เบื่อเมื่อไหร่ ต้องเปิดมือถือเมื่อนั้น

บางคนอาจจะบอกว่า ก็ดีแล้วไม่ใช่เหรอ ยังไงมีอะไรให้ทำก็ดีกว่ายอมทนเบื่อเฉยๆ อยู่แล้ว

แต่ถ้ามองว่าสิ่งที่เราเสพในมือถือจริงๆ แล้วมันไม่ใช่ของที่มีประโยชน์ แถมยังเป็นโทษไม่ต่างจากสิ่งเสพติดล่ะ?

ลองเปลี่ยนจากมือถือเป็นบุหรี่ เบื่อเมื่อไหร่ต้องสูบบุหรี่เมื่อนั้น วันๆ นึงเราคงสูบบุหรี่ได้หลายซอง ไม่ต้องเบื่อก็จริง แต่นั่นยังนับเป็นเรื่องที่ดีอยู่รึเปล่า?

คนที่ร่างกายแข็งแรง ไม่เจ็บ ไม่ป่วย เพราะเขามีภูมิคุ้มกันที่ดี

คนที่จิตใจแข็งแรง ไม่เจ็บไม่ป่วยทางใจ เพราะเขามีภูมิคุ้มกันทางใจที่ดีเช่นกัน

ถ้าเราเจอความเบื่อ แล้วเราวิ่งหนีมันทุกครั้ง เราก็จะเสียโอกาสในการสร้างภูมิคุ้มกันความเบื่อ

พอเราอยู่กับความเบื่อไม่เป็น เราก็ต้องหาอะไรทำ ซึ่งจะทำให้ชีวิตเราต้องวิ่งตลอดเวลา

และชีวิตที่วิ่งตลอดเวลาและหยุดไม่ได้ (เพราะไม่อยากเบื่อ) ก็คงเป็นชีวิตที่เหนื่อยน่าดู

เพราะฉะนั้น หัดเรียนรู้ที่จะอยู่กับความเบื่อซะบ้าง เราจะได้มีภูมิคุ้มกัน

เมื่อถึงเวลาที่ควรวิ่งเราก็วิ่งไป

แต่เมื่อถึงเวลาที่ควรหยุด เราจะได้หยุดเป็นครับ