นิทานภูเขาลูกเดิม

20180913_mountain

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

ผู้หญิงคนหนึ่งได้ระบายปัญหาของตนกับอาจารย์เซนว่า หลายปีก่อนสมัยเธอเป็นสาวแรกรุ่น เธอได้แต่งงานกับสามีที่อายุห่างกันประมาณ 10 ปี

ในตอนนั้นสามีของเธอดูยิ่งใหญ่มาก แต่หลังจากอยู่กินกันมาหลายปี เขาก็เปลี่ยนไป ไม่เหลือความน่าเกรงขาม ไม่เหลือซึ่งความน่าสนใจเหมือนครั้งอดีตอีกแล้ว

เธอถามอาจารย์เซนว่าเป็นเพราะเหตุใด? หรือการแต่งงานคือสุสานของความรักใช่หรือเปล่า?

อาจารย์เซนจึงบอกกับเธอว่า “เธอจงตามอาตมามา”

อาจารย์เซนพาเธอมายืนอยู่หน้าภูเขาลูกหนึ่ง แล้วถามว่า

“ภูเขาลูกนี้เป็นอย่างไรบ้าง?”

“สูงใหญ่ ตระหง่านตาและสวยงามเป็นที่สุด” เธอบอก

“ตามอาตมาขึ้นเขาเถอะ!” อาจารย์เซนกล่าว

ตลอดทาง ไม่มีเสียงพูดคุยใดๆ มีแต่เดินกับเดิน เธอเริ่มเหนื่อยและอ่อนล้า อีกทั้งทางเดินที่ขรุขระ เธอจึงบ่นกระปอดกระแปดตลอดทาง

เมื่อถึงยอดเขา อาจารย์เซนบอกเธอว่า

“นี่คือภูเขาที่เธอเห็นเมื่อสักครู่นี้”

“ภูเขาลูกนี้ไม่สวยเลย ทางเดินก็มีแต่หิน ต้นไม้ก็ไม่สวย ดูๆ แล้ว ภูเขาลูกโน้นสวยกว่าซะอีก!”

อาจารย์เซนหัวเราะและกล่าวว่า

“ตอนที่เป็นคนรักกัน ก็เหมือนกับมองภูเขาจากที่ไกล ในสายตามีแต่ความชื่นชมเลื่อมใส

เมื่อแต่งงานแล้ว ก็เหมือนกับการขึ้นเขา สิ่งที่เธอได้เห็นคือความปกติธรรมดาของกันและกัน เมื่อขึ้นมาถึงยอดเขา สายตาของเธอก็เห็นแต่ภูเขาลูกอื่น ไม่เห็นภูเขาลูกเดิม

ที่จริงแล้วภูเขาไม่ได้เปลี่ยน แต่เป็นเธอต่างหากที่เปลี่ยน เพราะใจเธอเปลี่ยน แววตาของเธอจึงเปลี่ยนไป เมื่อหมดซึ่งความชื่นชม ภูเขาก็ไม่ยิ่งใหญ่อีกต่อไป เธอปรักปรำพร่ำบ่นมากเท่าใด ความเสียหายก็มีมากเท่านั้น”

—–

ขอบคุณนิทานจากเว็บเพื่อนกัลยาณธรรม

ก่อนจะวิจารณ์ใคร

20180913_criticize

อย่าลืมว่าเขาไม่ได้โชคดีเหมือนเรา

“Whenever you feel like criticizing anyone, just remember that all the people in this world haven’t had the advantages that you’ve had.”
-Scott Fitzgerald

ถ้าเราเชื่อว่าเด็กเป็นผ้าขาว แสดงว่านิสัยของแต่ละคนล้วนมีที่มาที่ไปทั้งนั้น

ถ้าเขาเป็นคนตระหนี่ เขาอาจเคยลำบากมาก่อน

ถ้าเขาชอบอู้งาน แสดงว่าเขาเคยเห็นตัวอย่างไม่ดีมา

ถ้าเขาเป็นคนแล้งน้ำใจ แสดงว่าเขาอาจเคยผิดหวังกับใครบางคนมากๆ มาก่อน

เราไม่เป็นอย่างเขา แสดงว่าเราโชคดี ถูกเลี้ยงมาดี มีแบบอย่างที่ดี ได้พบเจอคนดีๆ เลยเข้าใจว่าเราควรจะทำตัวแบบไหน ใช้ชีวิตอย่างไร

ที่เขาทำตัวไม่ถูกต้อง (หรือไม่ถูกใจ) จึงไม่ได้แปลว่าเขาเป็นคนแย่เสมอไป

เขาแค่เพียงมีจุดอ่อนที่เราไม่มีเท่านั้นเอง

ความสุขจะจริงแท้

20180912_realhappiness

ก็ต่อเมื่อมันถูกแบ่งปันกับคนอื่น

“Happiness is only real when shared.”
-Christopher McCandless

เพราะมนุษย์เป็นสัตว์สังคม เราจึงไม่อาจอยู่ได้ด้วยตัวคนเดียว

ลองนึกถึงสิ่งที่เราชอบทำ เกือบทุกกิจกรรมนั้นทำหลายคนย่อมสนุกกว่าทำคนเดียว

ไม่ว่าจะกินข้าว ดูหนัง เตะบอล ร้องเพลง

แม้กระทั่งกิจกรรมที่เราคุ้นเคยกับการทำคนเดียวเช่นการอ่านหนังสือ ที่บริษัทเก่าผมเคยจัด book club โดยให้สมาชิกเกือบ 20 คนอ่านหนังสือเล่มเดียวกันมา แล้วให้มานั่งแลกเปลี่ยนกัน ผมว่ามันเป็นหนึ่งในบทสนทนาที่ประทับใจที่สุดของผมเลย

ดังนี้แล้ว หากเราได้เจอสิ่งดีๆ เราก็ควรจะแบ่งปันให้ผู้อื่น ยิ่งเดี๋ยวนี้เราเชื่อมโยงกันหมดแล้ว การแบ่งปันนั้นง่ายเท่ากระดิกนิ้ว เหมือนที่ผมพบเจอสิ่งดีๆ มาแล้วนำมาเล่าสู่กันฟังผ่านบล็อกนี้

“Happiness is only real when shared.”*

ถ้าเราอยากมีความสุขให้มากที่สุด ก็จงแบ่งปันให้มากเท่าที่เราจะไม่เดือดร้อน

การที่เทียนดวงหนึ่งไปจุดเทียนอื่นๆ ให้ติดด้วย ไม่ได้ทำให้มันสว่างน้อยลงแม้แต่น้อย

แต่ห้องทั้งห้องจะสว่างขึ้นอย่างแน่นอน

—–

* คำพูดนี้เป็นของฝรั่ง เลยขอไม่นับความสุขความสันโดษจากการภาวนานะครับ

อย่าล้างจานของวันพรุ่งนี้

20180911_dontwashtomorrowdishes

คนขยัน จะใช้กฎ 2 นาที กินข้าวเสร็จแล้วล้างจานเลย จึงไม่มีจานสกปรกสะสม

คนขี้เกียจ จะกินข้าวเสร็จแล้วทิ้งเอาไว้ข้ามคืน เป็นแหล่งเรียกแมลงสาบและหนู เป็นดินพอกหางหมู เลยต้องล้างจานจากเมื่อวานนี้เป็นประจำ

แล้วคนที่เอาจานสะอาดของวันพรุ่งนี้ออกมาล้างล่ะ จะเรียกว่าคนอะไร?

คงมีน้อยคนที่จะเอาจานที่ยังไม่ได้ใช้ออกมาล้าง เพราะไม่ใช่เรื่องจำเป็นเลย

แต่กลับมีคนมากมายที่กังวลถึงวันพรุ่งนี้ กลัวไปก่อนล่วงหน้าต่างๆ นานา จนเสียสิ่งที่มีค่าที่สุดคือปัจจุบันไป

คนที่ต้องกลับมาสะสางสิ่งที่ค้างคา คือคนที่ล้างจานของเมื่อวานนี้

คนที่กังวลอนาคตที่ยังมาไม่ถึง คือคนที่ล้างจานของพรุ่งนี้

อย่างแรกป้องกันได้ อย่างที่สองไม่จำเป็น

ล้างจานของวันนี้ให้สะอาดก็น่าจะเพียงพอแล้วครับ

—–

ขอบคุณเนื้อหาจากหนังสือ How to stop worrying and start living by Dale Carnegie

9.5 เต็ม 10 – 2,215 เชื่อ บ้า กล้า ก้าว

20180910_2215

ผมได้ดูหนัง 2,215 เชื่อ บ้า กล้า ก้าว มาแล้วสองรอบ

รอบแรก วันพฤหัสฯ ที่ 6 กันยายน Wongnai เหมาโรงให้พนักงานบริษัทและ top users ของ Wongnai ได้ดูฟรี

รอบที่สอง วันอาทิตย์ที่ 9 กันยายน ผมพาแฟนไปดูอีกหนึ่งรอบ

ดูรอบแรก ผมให้คะแนนหนังเรื่องนี้ 8.5/10

ดูรอบที่สอง ผมให้คะแนน 9.5/10

หนังเรื่องเดียวกัน แต่คะแนนต่างกัน อาจเพราะรอบที่สองเก็บรายละเอียดได้มากกว่ารอบแรก และมีบางฉากที่ดูซ้ำแล้วฟินกว่าเดิม

ดูสองครั้งก็เสียน้ำตาทั้งสองครั้ง แถมไม่ใช่จากฉากที่เห็นในโฆษณาด้วย

สิ่งที่ติดตาติดหู มีอยู่ 5 เรื่อง

1. การเล่าเรื่องของพี่กบ บิ๊กแอส
ผมซื้อ CD ของบอดี้แสลมทุกแผ่น และเวลาอ่านเนื้อเพลงจากปกซีดี ก็จะเห็นชื่อขจรเดช พรมรักษา หรือพี่กบ มือกลองของบิ๊กแอส ปรากฎอยู่ในเครดิตของเกือบทุกเพลง

ในหนังเรื่องนี้มีการสัมภาษณ์คนหลายคนที่เกี่ยวพันกับโครงการก้าวคนละก้าว และคนที่เกี่ยวพันกับตูน บอดี้แสลม แต่คนที่ให้สัมภาษณ์ได้เด็ดขาดและถูกหยิบยกมาใช้ในหนังเรื่องนี้มากที่สุดก็คือของพี่กบ บิ๊กแอสนี่แหละ

พี่กบอธิบายว่าทำไมในบางครั้งหลังจบคอนเสิร์ตทำไมพี่ตูนถึงดูซึมๆ การที่เราไปเชิดชูพี่ตูนว่าเป็นฮีโร่นั้นเป็นอันตรายอย่างไร รวมถึงบทสรุปความหมายของท่ายกกำปั้นดีใจตอนที่พี่ตูนวิ่งใต้จรดเหนือได้สำเร็จ

ถ้าไม่มีคำอธิบายของพี่กบ หนัง 2215ฯ คงจะไม่หนักแน่นและได้ข้อคิดเท่านี้

2. ความรู้สึกของเด็กที่ได้เล่นดนตรีและคุณยายที่ได้เซลฟี่กับพี่ตูน
ผมเองเล่นดนตรีมานาน จึงนึกภาพออกเลยว่า การได้เล่นดนตรีกับศิลปินที่เราชื่นชอบมันจะฟินขนาดไหน มีทั้งเด็กอ้วนวัยประถมที่ยิ้มไม่หุบ และวงดนตรีม.ต้นที่พูดไปน้ำตาไหลไปหลังจากได้แจมดนตรีกับพี่ตูน

อีกคนคือคุณยายวัยเฉียด 70 ที่พี่ตูนถ่ายเซลฟี่ด้วย พอพี่ตูนวิ่งจากไป คุณยายยังยืนยิ้มน้ำตาปริ่มๆ อยู่ตรงนั้น และพูดว่า “ได้รักสมใจแล้ว”

เด็กเหล่านั้นจะจำความรู้สึกนี้ไปได้อีกนานแค่ไหน? อาจจะนานพอจนวันหนึ่งเขากลายเป็นนักดนตรีมืออาชีพก็ได้

คุณยายจะเก็บภาพวันนั้นเอาไว้อีกนานแค่ไหน? นานจนถึงวันสุดท้ายของคุณยายเลยรึเปล่า?

เวลาเพียงไม่กี่วินาที ก็อาจสร้างความทรงจำที่ยาวนานได้ทั้งชีวิต

จนผมรู้สึกว่า “การสร้างความทรงจำดีๆ ให้กับคนที่เราได้ใช้เวลาด้วย” น่าจะเป็นหนึ่งในเป้าหมายที่เราควรยึดถือ

เพราะมันเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุดแล้ว

3. น้องแพรวที่บางสะพาน
สู้ๆ นะครับน้องแพรว พี่เอาใจช่วยน้องอยู่อีกคนนึง

4. การตัดต่อและเลือกเพลงของผู้กำกับ
หนังเรื่องนี้กำกับโดยคุณไก่ ณฐพล บุญประกอบ

ซึ่งผมเชื่อว่าหลายคนไม่เคยรู้จักชื่อนี้มาก่อน

ผมเองก็ไม่รู้จัก เลยต้องไปกูเกิ้ลดูว่าผู้กำกับเรื่องนี้ชื่ออะไร หน้าตาเป็นยังไง

พี่เก้ง จิระ มะลิกุล ได้พูดถึงคุณไก่ (ซึ่งไปเรียนทำหนังสารคดีที่นิวยอร์ค) รวมถึงคุณหมู ชยนพ บุญประกอบ พี่ชายคุณไก่และผู้กำกับหนัง Suck Seed ห่วยขั้นเทพว่า “ครอบครัวนี้เป็น genius ทั้งบ้าน”

ซึ่งสำหรับผมที่ได้ดูหนังทั้งสองเรื่องมาสองรอบ ก็เริ่มเชื่อแล้วว่านี่ไม่ใช่คำพูดที่เกินเลย

หนัง 2,215ฯ น่าจะถ่าย footage มาไม่ต่ำกว่า 1,000 ชั่วโมง กว่าจะคัดกรองจนเหลือ 90 นาทีให้พวกเราได้ดูกัน ต้องใช้พลังมหาศาลแค่ไหน แถมการตัดต่อและการเลือกเพลงมาใส่ในแต่ละฉากก็ลงตัวจนเกือบลืมไปว่านี่คือหนังสารคดีที่ผู้กำกับไม่ได้เขียนบทเอาไว้

5. แววตาของตูน บอดี้แสลมตอนยิ้มหลังพูดเสร็จ
ในบรรดาความประทับใจทั้งหมดของหนังเรื่องนี้ อาจไม่เท่าอะไรบางอย่างในแววตาของพี่ตูน

มีสองฉากที่ผมยังค้างคา

ฉากแรก หลังวิ่งเสร็จ ขึ้นมาอยู่ในรถบ้าน พี่ตูน บอกทีมงานว่า แม้เราจะคาดหวังให้คนเข้าใจเรา แต่ในเมื่อเราออกไปตรงนั้นแล้ว ถ้าเขาจะเข้าหาเรา เราก็ต้องพร้อมหยุดคุยกับเขา

“ถ้าไม่พร้อม ก็ไม่ต้องออกมา”

พูดเสร็จพี่ตูนก็ยิ้ม แต่ในรอยยิ้มนั้นมีความเด็ดขาดซ่อนอยู่

ฉากที่สอง พี่ตูนให้สัมภาษณ์ที่โซฟา (น่าจะหลังจากวิ่งเสร็จไปหลายเดือนแล้ว) ว่าเขาเคยคิดว่า น่าจะมีหนังที่เล่าถึงนักร้องเพลงร็อคคนหนึ่งที่เคยมีชื่อเสียง ออกไปไหนก็มีแต่คนรุมล้อมและขอลายเซ็น รู้สึกว่าชีวิตขาดอิสรภาพ เลยไปไหว้พระขอพรให้เขากลายเป็นคนธรรมดา วันถัดมาสิ่งที่ขอไว้ก็เป็นจริง ชายคนนี้ดีใจมาก ไปกินก๋วยเตี๋ยวร้านที่อยากกิน ไปเที่ยวในที่ๆ อยากไป แต่ทำได้ซักพักก็เบื่อ แถมจะขอให้กลับไปมีชื่อเสียงอย่างเดิมก็ไม่ได้แล้ว

พูดเสร็จพี่ตูนก็หัวเราะชุดใหญ่ แต่ทำไมผมเห็นแววตาพี่ตูนแล้วรู้สึกอยากร้องไห้แทน

ใครที่ได้ไปดูหนังเรื่องนี้มาแล้ว เข้ามาพูดคุยแลกเปลี่ยนกันได้นะครับ ส่วนใครที่ยังไม่ได้ดู โอกาสยังมีครับ รีบไปดูตอนที่วันนึงยังมีรอบฉายหลายรอบน่าจะดีกว่า

ผมเชื่อว่าผู้อ่านทุกคนที่ติดตามบล็อกนี้จะได้อะไรดีๆ จาก “2215 เชื่อ บ้า กล้า ก้าว” แน่นอน