วันที่คนไทยทุกคนจดจำได้

20180703_remember

สำหรับคนที่อายุเกิน 30 ปี ผมเชื่อว่ามีอย่างน้อย 3 เหตุการณ์ที่พวกเราทุกคนจดจำได้ในระดับที่ว่าตอนที่เรารับรู้เหตุการณ์นั้นเรากำลังทำอะไร อยู่ที่ไหน และอยู่กับใคร

11 กันยายน 2544
ผมกำลังอยู่ในห้องที่หอพักนักศึกษา เพื่อนห้องข้างๆ วิ่งมาบอกว่า เครื่องบินชนตึกเวิลด์เทรด! แว้บแรกผมนึกว่าเป็นห้างเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ตรงราชประสงค์ (ก่อนจะเปลี่ยนชื่อเป็นเซ็นทรัลเวิลด์) แต่เพื่อนบอกว่าไม่ใช่ เป็นตึกเวิลด์เทรดที่นิวยอร์ค เราวิ่งลงไปที่ห้องคอมมอนรูมที่ชั้นหนึ่งฝั่งหอหญิง นักศึกษาและอาจารย์หลายสิบคนกำลังยืนมุงดูทีวี ภาพเครื่องบินพุ่งชนตึกเวิลด์เทรดนั้นราวกับฉากในหนังฮอลลีวู้ด

26 ธันวาคม 2547
ผมกับเพื่อนสมัยม.ต้นเพิ่งกลับลงมาจากไปเที่ยวอำเภอปาย พวกเราจึงแวะ Love at first bite ร้านเค้กชื่อดังในเชียงใหม่ ระหว่างนั่งกินเค้กมะพร้าวอย่างเอร็ดอร่อย เพื่อนคนหนึ่งก็พูดขึ้นมาว่า ที่ภูเก็ตมีแผ่นดินไหว ดูน่าจะรุนแรงพอดู เรายังพูดติดตลกกันอยู่เลยว่าแผ่นดินไหวอย่างนี้จะมีสึนามิรึเปล่า

ต้องรอจนกลับถึงกรุงเทพและได้เปิดดูทีวี ถึงจะรู้ว่านี่ไม่ใช่เรื่องตลก แต่เป็นภัยธรรมชาติที่สร้างความเสียหายรุนแรงมากที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์โลก

13 ตุลาคม 2559
เราได้ยินข่าวลือที่ทำให้ใจไม่ดีมาหลายวันแล้ว ตอนแรกนายกจะออกมาแถลงข่าวตอน 6 โมงเย็น ผมเลยรอฟังอยู่ที่ออฟฟิศ แต่พอรู้ว่าเขาเลื่อนไปเป็นตอน 1 ทุ่มแทน เลยตัดสินใจกลับบ้าน เพราะคิดว่าถ้าต้องรับฟังข่าวร้าย ก็ขออยู่ใกล้ๆ คนที่เรารัก

วันนั้นรถเยอะเป็นพิเศษ เมื่อถึงเวลาหนึ่งทุ่มตรง ผมจึงยังอยู่ในรถคนเดียวแถวสามแยกพัฒนาการ 25

เปิดวิทยุฟังผู้ประกาศข่าวจบแล้วก็น้ำตาไหลอยู่คนเดียว เร่งเครื่องขึ้นเล็กน้อยเพราะอยากถึงบ้านเร็วๆ สิ่งแรกที่ทำตอนกลับถึงบ้านคือกอดกับแฟน

—–

ผมรู้สึกมาซักพักแล้วว่า ทำไมเหตุการณ์ที่ผมจดจำได้ และคิดว่าคนไทยทุกคนจดจำได้ จึงมักจะมีแต่เรื่องแย่ๆ

แต่ในปีที่ผ่านมาก็มีสองเหตุการณ์ที่ทำให้ผมเปลี่ยนความคิดไป

25 ธันวาคม 2560
ฟ้าเริ่มมืดแล้ว ผมยังอยู่ที่ออฟฟิศ Wongnai ระหว่างเดินไปหาอะไรกินในห้องครัว น้องก็ตะโกนว่า “พี่ตูนกำลังจะวิ่งเข้าเส้นชัยแล้วพี่” ผมจึงไปดู Facebook Live ของโครงการก้าวคนละก้าว กับน้องเขาด้วย

พี่ตูนและทีมงานค่อยๆ วิ่งอย่างช้าๆ ส่งยิ้มและโบกมือทักทายให้กับผู้คนที่มาให้กำลังใจสองข้างทางในอำเภอแม่สาย

เมื่อถึงเส้นชัย พี่ตูนหยุดยืนหน้านิ่งชูหนึ่งนิ้ว เป็นภาพที่น่าจะติดตาคนไทยหลายๆ คนไปอีกนาน

3 กรกฎาคม 2561 (วันนี้)
ผมกำลังนั่งทานข้าวเช้าที่บ้าน ข้างๆ มีปรายฝน ลูกสาววัยย่างสามขวบที่มาอ้อนให้พ่อช่วยป้อนข้าวให้หน่อย ป้อนข้าวไปได้ประมาณ 4 ช้อน ผมก็หยิบมือถือขึ้นมาเปิด Facebook โพสต์แรกที่ผมเห็นเป็นของเพจ Bodyslam ซึ่งแชร์วีดีโอของเพจ Thai NavySEAL ที่มีแคปชั่นว่า

Hooyah…..ทีมหมูป่า

พบเยาวชนทีมหมูป่าบริเวณหาดทรายห่างจาก Pattaya beach 200 เมตร โดยนักดำน้ำหน่วยซีลดำน้ำวางไลน์เชือกนำทาง ร่วมกับนักดำน้ำจากประเทศอังกฤษ ระยะทางจากห้องโถง 3 ยาว 1,900 เมตร เมื่อเวลา 21.38 น. คืนวันที่ 2 กรกฎาคม 2561

 

ในวีดีโอเป็นเด็กใส่ชุดฟุตบอลสีแดงสิบกว่าคน นั่งกันอยู่ในถ้ำมืดๆ พวกเขาติดอยู่ในนี้โดยคงไม่รู้เลยว่าสิบวันที่ผ่านมามีคนมากมายแค่ไหนที่ร่วมลุ้นร่วมภาวนาอยู่ข้างนอก

ณ ตอนนี้ เรื่องราวในความทรงจำของผมมีทั้งหมด 5 เหตุการณ์ เป็นร้าย 3 ดี 2

แต่อนาคต ถ้าเราสามัคคีกันและทำหน้าที่ของตนอย่างเต็มความสามารถ เราอาจจะมีเหตุการณ์ดีๆ อีกหลายอย่างที่จะกลายเป็นนาทีแห่งความทรงจำเพิ่มขึ้นก็ได้ เช่น

– นาทีที่ไทยได้ไปบอลโลก
– นาทีที่คนไทยขึ้นรับรางวัลโนเบล
– นาทีที่คนไทยได้ออกไปท่องอวกาศ

บางคนอาจจะคิดว่าต้องอาศัยปาฏิหาริย์เท่านั้น

ซึ่งผมก็เห็นด้วยนะ เพราะคนอย่างพี่ตูนและหน่วยซีลก็สอนให้เรารู้แล้วว่าปาฏิหาริย์นั้นมีอยู่จริงและเกิดขึ้นได้

แต่ปาฏิหาริย์จะเกิดขึ้นเฉพาะกับคนกล้า

กล้าที่จะฝัน กล้าที่จะลงมือทำ และกล้าที่จะไม่ยอมแพ้ครับ

รู้มั้ย นาซ่าเคยกอบกู้โลกมาแล้วครั้งหนึ่ง

20180702_nasa

เรารู้กันดีว่านาซ่าเป็นองค์กรสำรวจอวกาศ เคยส่งคนไปดวงจันทร์ และมีข่าวเกี่ยวกับการค้นพบทางวิทยาศาสตร์ออกมาให้เราได้ยินได้ฟังอยู่เป็นระยะๆ

แต่น้อยคนจะรู้ว่านาซ่าเคยช่วยให้เราพ้นจากวิกฤติการณ์ระดับ “โลกแตก” เลยทีเดียว เพียงแต่เป็นการโลกแตกอย่างช้าๆ

เรื่องนี้ต้องย้อนเวลากลับไปถึง 33 ปี คือในปีพ.ศ.2528 (ค.ศ.1985) ซึ่งนาซ่าได้พบความผิดปกติบางอย่างในทวีปแอนตาร์กติกา (ขั้วโลกใต้)

พวกเขาพบว่าชั้นโอโซนในบริเวณนี้เบาบางกว่าปกติ โดยเฉพาะช่วงปลายปีที่ชั้นโอโซนเบาบางลงถึงสองในสาม ทำให้รังสีอัลตราไวโอเลต (รังสี UV) หลุดรอดลงมาถึงพื้นโลกมากกว่าที่ควรจะเป็น

ปรากฎการณ์นี้มีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ช่องโหว่ชั้นโอโซน (ozone hole) ซึ่งนาซ่าทราบว่าสาเหตุหลักมาจากสารประกอบคลอรีนที่มีชื่อว่า CFC (chlorofluorocarbon) ที่ใช้ในเครื่องปรับอากาศ ตู้เย็น กระป๋องสเปรย์ชนิดต่างๆ

สารเหล่านี้ถูกนำมาใช้เพราะมันไม่มีผลเสียต่อร่างกายมนุษย์ แต่เมื่อเวลาผ่านไป นักวิทยาศาสตร์จึงพบว่ามันมีผลเสียต่อชั้นโอโซนอย่างยิ่ง

เมื่อ CFC ระเหยขึ้นไปสะสมปะปนกับโอโซนและปะทะกับแสง UV ที่มาจากดวงอาทิตย์ จะเกิดปฏิกิริยาจนทำให้อะตอมคลอรีนแตกตัวออกมาจาก CFC และทำลายชั้นโอโซนอย่างรุนแรง

คลอรีน 1 อะตอมสามารถทำลายโอโซนได้ถึง 100,000 โมเลกุล และคลอรีนจะมีอานุภาพมากเป็นพิเศษในพื้นที่ที่อากาศเย็น นี่จึงเป็นเหตุผลที่ทวีปแอนตาร์ติกามีช่องโหว่โอโซนมากที่สุด

ถ้าไม่มีใครทำอะไร ภายในปี 2020 ช่องโหว่โอโซนจะกินพื้นที่ของ 17% ของโลก ภายในปี 2040 จะเป็น 70% และภายในปี 2065 ช่องโหว่โอโซนจะครอบคลุมไปทั่วโลก ปริมาณรังสี UV ที่มาถึงพื้นโลกจะเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า มนุษย์จะเป็นต้อกระจกและมะเร็งผิวหนังกันถ้วนหน้า พืชผักต่างๆ ก็จะปลูกไม่ขึ้น และสัตว์ต่างๆ ก็จะเป็นต้อกระจกแถมไม่รู้จะกินอะไรด้วย

นี่คือสถานการณ์วันสิ้นโลกเหมือนในหนังฮอลลีวู้ดเลยก็ว่าได้

โชคดีที่นาซ่าและนักวิทยาศาสตร์ร่วมมือกันรณรงค์จนทำให้เกิดสนธิสัญญามอนเทรอัล (Montreal Protocol) ในปีพ.ศ.2530 ซึ่งเป็นสัญญาใจให้ประเทศทั่วโลกร่วมกันลดการใช้สาร CFC

จากนั้นอีกเพียง 9 ปี สาร CFCs ก็ถูกเลิกใช้ในประเทศที่เจริญแล้ว ช่องโหว่โอโซนบริเวณแอนตาร์กติกาดีขึ้นโดยลำดับ และมีแนวโน้มว่าจะกลับมาเป็นเหมือนเดิมก่อนหมดศตวรรษนี้

ดังนั้น ปี 2065 จึงไม่ใช่วันสิ้นโลกอีกต่อไป

อย่างน้อยก็ไม่ใช่เพราะช่องโหว่โอโซนครับ

—–

ขอบคุณข้อมูลจาก Insider: How NASA saved the world