รีวิวหนังสือ Read to Lead อ่านอย่างผู้นำ

20180217_readtolead

หนึ่งในคำแนะนำที่ผมมักจะมีให้กับน้องนุ่งที่รู้จักกันก็คือ “จงอ่านหนังสือให้เยอะๆ”

เพราะทุกๆ คนที่ผมชื่นชมและเห็นว่าประสบความสำเร็จนั้นไม่มีใครเลยที่ไม่อ่านหนังสือ

ผมจึงดีใจมากที่ดร.ณัชร สยามวาลา ได้เขียนหนังสือ “Read to Lead อ่านอย่างผู้นำ” ออกมา ซึ่งผมได้อ่านจนจบครบทุกหน้าแล้ว จึงอยากนำมาบอกต่อครับ

ผู้เขียนคือใคร
ดร.ณัชร สยามวาลา หรือ “ครูณัชร” เป็นเจ้าของเพจ ดร ณัชร สยามวาลา Nash Siamwalla, PhD เป็นนักวิชาการอิสระ นักเขียนและนักแปล ค้นคว้าวิจัยเรื่องการเจริญสติอย่างลึกซึ้งทั้งแบบวิปัสสนาและแบบเซน มีผลงาน Bestseller หลายเล่ม อาทิเช่น “วิถีดาบ วิถีเซน”  และ “รักที่สุด ณ จุดที่เป็น

ผมได้รู้ด้วยว่าครูณัชรเป็นนักอ่านตัวยง ซึ่งพิสูจน์ผ่านการสรุปหนังสือลงเพจมาแล้วเกือบ 500 เล่ม ดูรายชื่อหนังสือได้ที่ https://goo.gl/z19dt9 และอ่านสรุปได้ที่ https://goo.gl/mSfivP (คลิ้กไปที่รูปปกหนังสือ)

ผมกับครูณัชรรู้จักกันมาสองปีกว่าแล้ว (เราต่างเป็นแฟนเพจซึ่งกันและกัน) และครูณัชรก็ได้กรุณาผมในหลายๆ เรื่อง ทั้งเขียนคำนำให้กับหนังสือ Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ ผลักดันให้ผมเปิดคอร์ส Time Management แถมยังสมัครมาเข้าเรียนคลาสของผมอีกด้วย

 

เนื้อหาหนังสือ
หนังสือ Read to Lead มีทั้งหมด 9 บท ซึ่งผมแบ่งได้เป็น 5 ธีมคือ

1. ที่มาของนิสัยรักการอ่าน – หนังสือเปลี่ยนชีวิตของครูณัชรและคุณูปการของการอ่าน

2. บุคคลสำคัญทั้งในอดีตและปัจจุบันที่รักการอ่านหนังสือ – สร้างแรงบันดาลใจให้เราเห็นว่า คนเจ๋งๆ นี่เขาอ่านหนังสือกันจริงจังแค่ไหน

3. เทคนิคการอ่านหนังสือ – เป็น know-how และ insights ว่าการอ่านหนังสือพัฒนาสมองอย่างไร และเราเองจะอ่านหนังสือได้เร็วขึ้น-อ่านได้น้ำได้เนื้อมากขึ้นอย่างไร

4. สัมภาษณ์ผู้ใหญ่ในเมืองไทย อันได้แก่ ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล, ฯพณฯ อานันท์ ปันยารชุน, ศาสตราจารย์พิเศษจำนงค์ ทองประเสริฐ (ราชบัณฑิต), ท่านว.วชิรเมธี, และดร.วรภัทร์ ภู่เจริญ

5. บทส่งท้ายและส่งความปรารถนาดี

 

เกร็ดความรู้ที่ผมประทับใจ

– จอห์น เอฟ เคนเนดี้ จีบแจ๊คเกอลีนด้วยการเอาหนังสือ Pilgrim’s Way ของ John Buchan ให้อ่าน ซึ่งก็ทำให้เธอประทับใจเพราะไม่เคยมีผู้ชายคนไหนจีบเธอด้วยการให้หนังสือมาก่อน

– ลีกาซิง มหาเศรษฐีอันดับ 2 ของเอเชีย มีชีวิตวัยเด็กที่แร้นแค้นแต่ก็ยังได้อ่านหนังสือเยอะ เพราะเขาใช้วิธีซื้อหนังสือมือสองมาอ่าน อ่านจบแล้วก็ขายเพื่อเอาเงินไปซื้อหนังสือมือสองเล่มใหม่

– ในบรรดามหาเศรษฐีที่นิตยสาร Forbes ไปสัมภาษณ์ 88% อ่านหนังสืออย่างน้อยวันละ 30 นาที

– ตุ๊กตาหมี Teddy Bear มีที่มาจากการที่ Theodore Roosevelt อดีตประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาได้ช่วยชีวิตลูกหมีตัวหนึ่งเอาไว้ หมีตัวนั้นจึงได้ชื่อว่าหมีของเท็ดดี้  – Teddy’s Bear (เท็ดดี้คือชื่อเล่นของธีโอดอร์)

– แม้จะมีเวลาอ่านหนังสือน้อยแค่ไหน เราก็ควรจะหาเวลาอ่านมันทุกวัน เพราะอะไรก็ตามที่เราทำบ่อยๆ สมองจะบันทึกว่าเป็นเรื่องสำคัญ

 

หนังสือเล่มนี้เหมาะกับใคร?
Read to Lead อ่านอย่างผู้นำ เป็นหนังสือที่เหมาะกับทุกเพศทุกวัย แต่โดยส่วนตัวผมอยากให้เด็กประถมและมัธยมต้นทุกคนได้อ่านหนังสือเล่มนี้ เพราะตอนที่ผมอ่าน Read to Lead นั้น ผมรู้สึกเหมือนตัวเองกลับไปเป็นเด็กอายุ 10 ขวบที่ได้อ่านหนังสือ 143 บุคคลสำคัญของโลก ซึ่งเป็นหนังสือที่ผมผูกพันมาก

แม้ Read to Lead จะมีเคล็ดลับเรื่องการอ่านหนังสือมากมาย แต่หน้าที่ของมันจริงๆ น่าจะเป็นการจุดประกายให้คนเห็นคุณค่าของการอ่านหนังสือให้เป็นนิสัย และวัยที่เหมาะที่สุดสำหรับการจุดประกายก็คือวัยที่ยังเป็นไม้อ่อนดัดง่าย

ดังนั้น ถ้าคุณมีลูกหลานวัย 10-14 ขวบ อยากให้ลองซื้อเล่มนี้เป็นของขวัญให้พวกเขาครับ

ข้อติชม

+ ตัวอักษรขนาดใหญ่ อ่านง่ายสบายตา

+ ผมสั่งซื้อโดยตรงกับครูณัชรจึงได้หนังสือปกแข็งมา รูปลักษณ์สวยงาม จับแล้ว spark joy เก็บไว้ได้เป็นสิบปี

+ เป็นหนังสือที่ครบครันทั้งในแง่ Why, How และ What อ่านไปเพื่ออะไร อ่านอย่างไร และควรอ่านอะไร

+ มีบทสัมภาษณ์ผู้ใหญ่ที่น่าเคารพนับถือ ซึ่งท่านไม่ได้ให้สัมภาษณ์ที่ไหนง่ายๆ

– หนังสือมีขนาดใหญ่ อาจจะค่อนข้างหนักสำหรับกลุ่มเป้าหมายที่อยู่ในใจ

– ยังมีจุดที่สะกดผิดอยู่หลายจุด

– ถ้าอ่านหนังสือแปลญี่ปุ่นของสำนักพิมพ์ WeLearn มาเยอะ เนื้อหาบางส่วนอาจจะซ้ำกับที่รู้อยู่แล้ว

 

คำพูดโดนใจ

“ท่านรับสั่งเลยนะ ทำงานต้องสนุก ถ้าไม่สนุกสักพักเดี๋ยวก็เบื่อ”
– ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล

 

“ผมก็อ่านและชอบฟังคนที่มีความคิด แต่ไม่ใช่ว่าเราต้องเห็นด้วย หรือถ้าไม่เห็นด้วย จะไปว่าเขาผิด มันไม่มีอะไรผิดถูก มันแล้วแต่มุมมอง เราพยายามเข้าใจว่า เขาเขียนอย่างนี้ และมีเหตุผลอย่างนี้เพราะอะไร อันนั้นสนุกกว่า”
– ฯพณฯ อานันท์ ปันยารชุน

 

“หนังสือนี่มันอมตะจริงจริง”
– ศาสตราจารย์พิเศษจำนงค์ ทองประเสริฐ

 

“การอ่านให้หลากหลายก็เหมือนการที่เรากินอาหารที่หลากหลาย…อาตมภาพไม่รู้สึกเหงาเลยตลอดเวลา 20 ปีของชีวิตบรรพชิต เพราะตลอดเวลานั้นว่างเมื่อไหร่ อาตมาภาพเป็นต้องอ่านเสมอ”
– ว.วชิรเมธี

 

“ข้อได้เปรียบของคนอ่านเยอะคืออะไรรู้ไหม…พอมีเรื่องอะไรใหม่ๆ เข้ามา ความรู้เดิมเข้าไปประกอบความรู้ใหม่ได้เร็ว มันเข้าใจของใหม่ได้เร็ว แล้วก็ประยุกต์ได้ไว”
– ดร.วรภัทร์ ภู่เจริญ

 

ร่วมสนุกลุ้นรับ Read to Lead อ่านอย่างผู้นำ
ผมซื้อหนังสือเอาไว้ 3 เล่ม เล่มแรกเอาไว้อ่านเอง ส่วนอีกสองเล่มผมตั้งใจจะนำมาแจกคนที่ติดตามบล็อก Anontawong’s Musings ครับ

เพียงเขียนถึงหนังสือที่คุณชอบ 1 เล่มว่าเป็นหนังสือเกี่ยวกับอะไร มันได้เปลี่ยนมุมมองและความคิดของเราอย่างไรบ้าง ลงในช่องคอมเมนท์ ค่ำวันจันทร์ที่ 19 ก.พ. ผมจะเลือกสองคอมเมนท์ขึ้นมาเพื่อส่งหนังสือ Read to Lead อ่านอย่างผู้นำไปให้ถึงบ้านครับ

 

ข้อมูลหนังสือ
Read to Lead อ่านอย่างผู้นำ
ดร.ณัชร สยามวาลา เขียน
ราคา 495 บาท
รายได้ทั้งหมดผู้เขียนมอบให้มูลนิธิชัยพัฒนา
หาซื้อได้ที่ซีเอ็ด  นายอินทร์  และร้านหนังสือชั้นนำทั่วประเทศ
หรือสั่งซื้อปกแข็ง Limited Edition (595 บาท) ได้ที่ https://goo.gl/UMKszV

นิทานฉลามเลิกบุก

20180215_shark

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

ในการทดลองครั้งหนึ่ง นักวิจัยจับปลาฉลามมาใส่ไว้ในตู้ขนาดใหญ่

พอถึงเวลาที่ฉลามเริ่มหิว นักวิจัยก็ปล่อยปลาตัวเล็กๆ พันธุ์ที่เป็นเหยื่อของฉลาม เข้ามาในตู้ ฉลามที่หิวโซจึงไล่กินเหยื่อจนเกือบหมดตู้

จากนั้น นักวิจัยก็หยอดแทงค์ทรงกระบอกที่ทำจากกระจกใสลงมาครอบตัวฉลาม

พอถึงเวลาให้อาหาร ปลาที่เป็นเหยื่อถูกปล่อยออกมา แต่เมื่อฉลามจะว่ายไปหาเหยื่อเหล่านั้น มันก็ชนกับแท้งค์กระจกเข้าอย่างจัง

ฉลามพยายามจะว่ายออกไปหลายครั้ง แต่ก็ชนกระจกทุกครั้ง หลังจากพยายามอยู่ร่วมชั่วโมง ฉลามก็เลิกพยายามไปเอง

นักวิจัยยังคงทำแบบเดิมซ้ำๆ อยู่หลายวัน และแต่ละวันฉลามก็พยายามน้อยลงเรื่อยๆ

จนถึงวันหนึ่งฉลามก็ไม่คิดแม้กระทั่งจะว่ายไปหาเหยื่อเหล่านั้น นักวิจัยจึงเอาแท้งค์น้ำทรงกระบอกออกไป

และแม้แทงค์น้ำจะไม่อยู่แล้ว แต่ปลาฉลามก็ไม่คิดที่จะกินเหยื่ออีก ปลาตัวเล็กตัวน้อยจึงว่ายอยู่ในตู้เดียวกับปลาฉลามโดยไม่เป็นอันตรายอีกต่อไป

—–

ขอบคุณนิทานจาก Quora: Maxwell Ampong’s answer to What kind of people will not succeed in life?

จะเลือกทางไหนดี

20180215_whichway

มีหลายคนเคยมาถามผมว่า ตอนนี้เหมือนยังค้นหาตัวเองไม่เจอ ไม่แน่ใจว่าชีวิตควรจะเลือกทางไหน และจะรู้ได้อย่างไรว่าทางที่กำลังจะเลือกเดินคือทางที่ถูกต้อง

ผมก็มักจะตอบไปว่า ชีวิตไม่ใช่ข้อสอบปรนัย คำตอบที่ถูกต้องไม่ได้มีเพียงคำตอบเดียว

เลือกข้อ A ก็ถูกในแบบ A เลือกข้อ B ก็ถูกในแบบ B

และถ้าเลือก B แล้วเราไม่ชอบ หลายครั้งเราก็ยังกลับไปเลือก A ได้ แม้จะเสียเวลาไปบ้าง แต่จริงๆ แล้วการที่ได้เรียนรู้ว่าเราไม่ชอบ B ก็น่าจะช่วยประหยัดเวลาในอนาคตได้ไม่น้อย

อีกอย่าง ผมเชื่อว่าการตัดสินใจจะถูกต้องหรือไม่ 50% ขึ้นอยู่กับว่าเราเลือกทางไหน แต่อีก 50% ก็ขึ้นอยู่กับว่าเราทำอะไรหลังจากตัดสินใจไปแล้วด้วย

เพราะการตัดสินใจเป็นเพียงจุดเริ่มต้น แต่สิ่งที่เราทำทุกวันหลังจากนั้นต่างหากที่จะเป็นตัวตัดสินว่าจะสำเร็จหรือไม่สำเร็จครับ

ถูกทุกอย่างก็ยังแพ้ได้

20180214_nomistakes

“It is possible to commit no mistakes and still lose. That is not a weakness; that is life”
-Jean-Luc Picard

ออกกำลังกาย กินดี นอนเต็มที่ ก็ยังป่วยได้อยู่ดี

ทำดีกับเขาทุกอย่าง แต่เขาก็ยังไม่รักเราอยู่ดี

มีฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา แต่อาจไม่ได้โบนัสอยู่ดี

เพราะชีวิตมีปัจจัยมากมายเกินกว่าที่เราจะควบคุมได้ทั้งหมด

ดังนั้น ถ้าผลลัพธ์ไม่เป็นไปอย่างที่เราคาดหวัง ก็อย่าเพิ่งสิ้นหวัง

เพราะแม้เราจะไม่สามารถกะเกณฑ์อะไรได้ แต่เราเพิ่มความน่าจะเป็นได้

ถ้าทำเหตุให้ดี โอกาสที่ผลจะออกมาดีย่อมสูงตาม

และแม้จะทำเหตุไว้ดีแล้ว แต่ผลไม่ได้เป็นไปตามหวัง ก็แค่หัวเราะให้กับความไม่แน่นอนของชีวิต แล้วเริ่มต้นใหม่เท่านั้นเอง

โลกนี้มันช่างสับสนวุ่นวาย

20180213_chaos

หรือเราเองต่างหากที่สับสนวุ่นวาย

เพราะไม่มีใครอยู่ในโลกโดยปราศจากการปรุงแต่ง (ถ้าจะมีข้อยกเว้นก็คงเป็นพระอรหันต์)

ดังนั้น “โลก” ที่เราอยู่ จึงไม่ใช่โลกอย่างที่มันเป็น แต่เป็นโลกที่เราให้ความหมายกับมัน

สำหรับคนที่เสพข่าวการเมืองทุกวัน โลกย่อมเต็มไปด้วยคนใหญ่คนโตที่น่ารังเกียจ

สำหรับคนที่ชอบเมาธ์เรื่องใต้เตียงดารา โลกย่อมมีกลิ่นคาวๆ และเรื่องราวดราม่า

สำหรับคนที่ชีวิตมีแต่งาน โลกก็จะเต็มไปด้วยความเร่งรีบและกดดัน

ดังนั้น ถ้าไม่ชอบความรู้สึกที่ตัวเองประสบอยู่ ก็อย่าเพิ่งไปโทษโลก เพราะโลกไม่ได้ผิด

ดังคำพระท่านสอนว่า ทุกอย่างมันถูกของมันอยู่แล้ว คนเดียวที่ผิดคือเราเอง

ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องดี

เพราะนั่นหมายความว่า เราสามารถรู้สึกดีขึ้นได้ โดยที่ไม่ต้องรอหรือร้องขอให้โลกเปลี่ยน

แค่ปรับมุมมองและความคาดหวังที่เรามี โลกก็น่าอยู่ขึ้นมากมายแล้ว

—–

ขอบคุณประกายความคิดจากหนังสือ กล้าที่จะถูกเกลียด โดย คิชิมิ อิชิโร & โคะกะ ฟุมิทะเกะ