คนขับรถไร้มารยาท

20170914_baddrivers

ผมก็เคยเป็นหนึ่งในนั้น

ผมเคยวิ่งผ่านทางม้าลายโดยไม่ได้จอดรอให้คนข้ามถนน

ผมเคยนั่งเหม่อรอรถติดไฟแดงแถวๆ เหม่งจ๋ายจนโดนคันหลังบีบแตรไล่เพราะไปขวางทางเลี้ยวซ้ายผ่านตลอดของเขา

ผมเคยขับคร่อมเลนจนคนขี่มอเตอร์ไซค์คันใหญ่วิ่งแซงขึ้นมาแล้วหันมาส่งสัญญาณมือว่าทำไมวิ่งไม่ชิดซ้าย

ผมเชื่อว่าเราทุกคนที่ขับรถเป็นล้วนเคยทำผิดพลาดจนโดนคันอื่นบีบแตรใส่หรือโดนคนเดินถนนค้อนใส่มาแล้วทั้งนั้น

ทั้งๆ ที่เราเองก็ไม่ได้เป็นคนแย่อะไรนะ เพียงแต่ในจังหวะนั้นอาจจะฟังเพลงเพลินไปหน่อย หรือกำลังไปสาย หรือกำลังโดน Google Maps สับขาหลอกอยู่

คราวหน้าที่เราเจอคนขับรถไร้มารยาท การคิดว่าเราเองก็อาจเคยเป็น “คนขับรถไร้มารยาท” เช่นกันอาจจะช่วยให้เราใจเย็นลงได้บ้างนะครับ

—–

ขอบคุณคุณผู้อ่านที่อุดหนุนหนังสือเล่มแรกของผม “Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ” จนตอนนี้ติดอันดับ Bestseller ของซีเอ็ดครับ (https://goo.gl/e326HZ)  หากใครยังไม่ได้จับจอง ยังสามารถหาซื้อได้ที่ซีเอ็ด นายอินทร์ คิโนะคุนิยะ เอเชียบุุ๊คส์ บีทูเอส ศูนย์หนังสือจุฬา หรือสั่งตรงกับผมก็ได้ครับ bit.ly/tgimannounce

ทุกอย่างนั้นเยี่ยมยอด

20170913_amazing

และทุกคนก็ยังไม่มีความสุข

“Everything is amazing and nobody is happy.”
– Louis C.K.

ทุกๆ อย่างในตอนนี้มัน amazing จริงๆ นะครับ และมีแต่จะ amazing ขึ้นเรื่อยๆ (ถ้าเราไม่ทำร้ายธรรมชาติจนเละเทะไปซะก่อนนะ)

ลองนึกกลับไปสมัยผมเด็กๆ โลกแตกต่างจากนี้มาก

ทั้งบ้านจะมีโทรศัพท์อยู่เครื่องเดียว และเป็นเครื่องแบบหมุนเบอร์ทีละเบอร์ด้วย (เบอร์ 9 จะหมุนน้อยสุด เบอร์ศูนย์จะต้องออกแรงเยอะสุดเพราะต้องหมุนเกือบเป็นวงกลมเต็มวง) แถมเวลาโทร.ไปหากไม่มีคนอยู่บ้านก็จบ ไม่มีฝากข้อความ ไม่มี missed call ให้คนโทร.กลับ

ตอนเรียนประถมถ้าได้การบ้านให้ทำรายงานอะไรซักอย่าง ก็ไม่มี Google ให้หาข้อมูล แหล่งความรู้เดียวที่มีคือห้องสมุดของโรงเรียน เวลาทำการบ้านก็ไม่มีคอมหรือปริ๊นท์เตอร์ ต้องใช้การเขียนและการคัดล้วนๆ

ตอนจบชั้นประถม เรารู้เลยว่าเราจะไม่ได้เจอหน้ากันอีกแล้ว เลยเขียนสมุดเฟรนด์ชิปให้กันและกันโดยทิ้งที่อยู่และเบอร์บ้านเอาไว้ให้

ตอนเรียนม.ต้น เริ่มมีคอมพิวเตอร์ให้ใช้งาน floppy disk แผ่นนึงจุได้ 1.44 MB hard disk ก้อนนึงความจุอย่างมากก็ 100 MB ถ้าจะซื้อ harddisk ขนาด 1 GB ขึ้นไปต้องจ่ายเงินเป็นแสน (เพื่อนผมซึ่งพ่อเป็นเจ้าของบริษัทคอมพิวเตอร์บอก)

ตอนเรียนจบม.ปลาย ได้ลองใช้อินเตอร์เน็ตครั้งแรก ต้องใช้ 56K modem ต่อกับสายโทรศัพท์ ความเร็วในการดาวน์โหลดก็ตามชื่อเลย 56Kb ต่อวินาที เปิดเว็บๆ นึงใช้เวลาประมาณ 10 วินาทีเป็นอย่างน้อย

ตอนผมจบมหาลัยใหม่ๆ นั้นอาหารญี่ปุ่นหากินยากมาก ใครจะกินต้องมีเงินถุงเงินถังเท่านั้น จำได้ว่าอาหารญี่ปุ่นมื้อแรกที่ได้ไปกินจริงๆ เป็นพ่อเพื่อนพาไปเลี้ยง กินกัน 6 คนราคาร่วมสองหมื่น

ตอนนี้เรามีไอโฟนความจุ 64Gb ต่อเน็ต 4G ถ่ายรูปจากร้านอาหารญี่ปุ่นโปรแรงลง Instagram ให้เพื่อนเก่าอิจฉาเล่น

แต่เราก็ยังไม่มีความสุขอยู่ดี

“Everything is amazing and nobody is happy.”

เพราะ happiness = reality – expectations

ไม่ว่าโลกแห่งความจริงจะดีขึ้นแค่ไหน คนก็ไม่วายที่จะปรับความคาดหวังให้สูงตามขึ้นไปด้วย

Louis C.K. บอกว่า เวลาเน็ตในมือถือคุณช้าน่ะ แทนที่จะบ่นกระปอดกระแปดก็หัดรอให็เป็นเสียบ้าง มันกำลังติดต่อกับดาวเทียมที่อยู่ในอวกาศอยู่นะเฟ่ย

เราน่าจะกำลังใช้ชีวิตอยู่ในช่วงเวลาที่ดีที่สุดนับตั้งแต่มนุษยชาติกำเนิดมาแล้ว ความปลอดภัย สาธารณูปโภค และเทคโนโลยีที่คนส่วนใหญ่เข้าถึงได้ตอนนี้นั้นเป็นสิ่งที่คนที่ร่ำรวยที่สุดเมื่อ 50 ปีที่แล้วไม่มีทางจะฝันถึงได้ด้วยซ้ำ

เพียงมองให้ออกว่าเราโชคดีขนาดไหน และหัดเรียกร้องให้น้อยลง เราก็น่าจะมีความสุขกันมากขึ้นนะครับ

—–

ขอบคุณคุณผู้อ่านที่อุดหนุนหนังสือเล่มแรกของผม “Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ” จนตอนนี้ติดอันดับ Bestseller ของซีเอ็ดครับ (https://goo.gl/e326HZ)  หากใครยังไม่ได้จับจอง ยังสามารถหาซื้อได้ที่ซีเอ็ด นายอินทร์ คิโนะคุนิยะ เอเชียบุุ๊คส์ บีทูเอส ศูนย์หนังสือจุฬา หรือสั่งตรงกับผมก็ได้ครับ bit.ly/tgimannounce

ลืมเป้าหมายไปซะ

20170912_forgetpurpose

เราอาจมีความสุขโดยไม่ต้องมีเป้าหมายก็ได้ การมุ่งมั่นเพื่อบรรลุเป้าหมายใดเพียงเป้าหมายหนึ่งทำให้คนล่มจมมานักต่อนักแล้ว

“Forget purpose. It’s okay to be happy without one. The quest for a single purpose has ruined many lives.”
― James Altucher, Choose Yourself

ไม่ว่าอะไรจะอยู่ในกระแสก็ตาม ให้ระลึกไว้เสมอว่ามันมีอีกทางเลือกหนึ่งเสมอ

ในวันที่สังคมบอกว่าเราต้องหา passion ของเราให้เจอ แล้วมุ่งมั่นทำ passion ให้กลายเป็นงานแล้วเราจะไม่ต้องทำงานอีกต่อไป มันก็ยังมีคนอีกกลุ่มหนึ่งที่ทำงานที่อยู่ตรงหน้าจนเก่งขึ้นเรื่อยๆ สุดท้ายเขาก็รักงานนั้นไปเอง

ในวันที่สังคมบอกว่าเราต้องเอาเงินไปลงทุนในหุ้น ตราสารหนี้ และกองทุนรวม เพื่อจะได้มี passive income มันก็ยังมีคนอีกกลุ่มหนึ่งที่เอาเงินไปลงทุนกับการปลูกไม้สวนครัว ทำบ่อปลา จนมีชีวิตอยู่ได้โดยไม่ต้องมีเงินมากมาย

มันไม่มีทางใดทางหนึ่งดีกว่า มีแต่ทางเลือกที่เหมาะกับเรามากกว่าเท่านั้นเอง

คนที่มีวินัยที่จะตื่นมามุ่งตามความฝันทุกวันนั้นน่าชื่นชม แต่ถ้าเรายังไม่ใช่คนแบบนั้นก็อย่าเพิ่งคิดว่าเราเป็นคนใช้ไม่ได้

ถ้าเรายังไม่เจอ passion ยังไม่เจอเป้าหมายของชีวิตก็ไม่เป็นไร ก็แค่ทำสิ่งที่เราทำได้และรู้ว่ามันดีแถมไม่ต้องออกแรงอะไรมาก เช่น

ยิ้มให้คนแปลกหน้า

โทร.หาเพื่อนที่ไม่ได้คุยกันนาน

ทำดีกับใครซักคน

อ่านหนังสือดีๆ ซักเล่ม

ดื่มน้ำซักแก้ว

เขียนสิ่งที่คิดลงกระดาษ

อยู่กับตัวเองเงียบๆ

ในความเงียบนั้น คำตอบบางอย่างอาจผุดขึ้นมา แต่ถ้ายังไม่ผุดขึ้นมาก็ไม่เห็นเป็นไร ก็แค่ใช้ชีวิตของเราต่อไป

และแม้หากมีคำตอบผุดขึ้นมา ก็อย่าปิดกั้นตัวเองจากคำตอบอันแตกต่างที่อาจผุดขึ้นมาอีกในอนาคต

สุดท้ายแล้วชีวิตอาจเป็นเพียงการละเล่น ตอนจบของเกมนั้นเหมือนกัน แล้วแต่ว่าเราจะเลือกเล่นเกมแบบไหนให้ถูกจริตเราที่สุดครับ

—-

ขอบคุณคุณผู้อ่านที่อุดหนุนหนังสือเล่มแรกของผม “Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ” จนตอนนี้ติดอันดับ Bestseller ของซีเอ็ดครับ (https://goo.gl/e326HZ)  หากใครยังไม่ได้จับจอง ยังสามารถหาซื้อได้ที่ซีเอ็ด นายอินทร์ คิโนะคุนิยะ เอเชียบุุ๊คส์ บีทูเอส ศูนย์หนังสือจุฬา หรือสั่งตรงกับผมก็ได้ครับ bit.ly/tgimannounce

แม่ทัพที่เก่งจะพาเราชนะศึก

20170911_commander

แม่ทัพที่เยี่ยมยอดจะชนะโดยไม่ต้องออกศึก

“แม่ทัพที่ชำนาญการสงคราม เอาชนะข้าศึกได้โดยมิต้องสู้รบ ยึดเมืองได้โดยมิต้องใช้กำลังเข้าตี และล้มอาณาจักรของศัตรูได้โดยมิต้องทำการรบเรื้อรัง”
-ซุนวู (ตำราพิชัยสงคราม)

ในวัยเยาว์ พวกเราเกือบทุกคนน่าจะเคยดูหนังซูเปอร์ฮีโร่

ไม่ว่าจะเป็นไอ้มดแดง อุลตร้าแมน หรือขบวนการเรนเจอร์ทั้งหลาย

เป็นฮีโร่นั้นชะมัด เพราะเขาเสี่ยงชีวิตต่อสู้กับสัตว์ประหลาดจนปกป้องโลกนับครั้งไม่ถ้วน

พอโตมา ความรู้สึกยกย่องฮีโร่นั้นนั้นก็ยังคงอยู่

เมื่อไหร่ที่บ้านเมืองอยู่ในภาวะวิกฤติ เราจึงไม่วายที่จะมองหา “พระเอกขี่ม้าขาว” มาช่วยกอบกู้สถานการณ์ และถ้ามีใครซักคนหนึ่งทำได้ คนๆ นั้นก็จะได้รับการยกย่องเชิดชู

คนจำนวนมากฝันอยากเป็นฮีโร่ แต่น้อยคนนักที่จะฝันถึงการเป็นคนธรรมดาที่ทำให้วิกฤตินั้นไม่เกิดเสียแต่แรก

การมีแม่ทัพที่เก่งจนรบชนะมาเจ็ดย่านน้ำนั้นก็อุ่นใจดี แต่จะดียิ่งกว่านี้หากมีใครช่วยคิดช่วยป้องกันไม่ให้เกิดศึกสงครามตั้งแต่แรก เพราะต่อให้แม่ทัพรบเก่งแค่ไหนก็ย่อมมีการสูญเสียไพร่พล หากไม่ต้องรบก็ย่อมไม่เกิดการสูญเสียใดๆ เลย

เหมือนที่ฝรั่งบอกว่า The best customer service is no service การดูแลลูกค้าที่ดีที่สุดคือการทำบริการหรือสินค้าของเราให้เยี่ยมยอดเสียจนไม่จำเป็นต้องมีฝ่ายบริการลูกค้า

ลองนึกถึงผลิตภัณฑ์ที่เราชื่นชม จะเห็นว่าเราไม่เคยต้องติดต่อ Call Center เลย

เช่น Swiss Knife ที่ซื้อมาเป็น 10 ปีแล้วก็ยังใช้ได้ดีอยู่ หรือเป้บางยี่ห้อที่ใช้เท่าไหร่ก็ไม่พังเสียที

โอกาสจะได้เป็นพระเอกขี่ม้าขาวนั้นอาจน้อยกว่าหนึ่งในล้าน

แต่เราทุกคนสามารถเป็น “วีรบุรุษนิรนาม” ได้ด้วยการคิดให้ถี่ถ้วน และทำหน้าที่ของเราให้สุดความสามารถครับ

—–

ขอบคุณคุณผู้อ่านที่อุดหนุนหนังสือเล่มแรกของผม “Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ” จนตอนนี้ติดอันดับ Bestseller ของซีเอ็ดครับ (https://goo.gl/e326HZ)  หากใครยังไม่ได้จับจอง ยังสามารถหาซื้อได้ที่ซีเอ็ด นายอินทร์ คิโนะคุนิยะ เอเชียบุุ๊คส์ บีทูเอส ศูนย์หนังสือจุฬา หรือสั่งตรงกับผมก็ได้ครับ bit.ly/tgimannounce

เปลี่ยนชีวิตด้วยคลิปหนีบกระดาษ

20170910_paperclips

เมื่อยี่สิบกว่าปีที่แล้ว ธนาคารในเมืองเล็กๆ แห่งหนึ่งในแคนาดาได้รับเด็กจบใหม่ชื่อ “เทรนท์” มาทำงานเป็น “โบรกเกอร์” หรือนายหน้าซื้อขายหุ้น

ด้วยความที่เทรนท์เป็นเด็กจบใหม่ แถมเมืองนั้นก็เป็นเมืองเล็ก จึงไม่ได้มีใครคาดหวังกับเทรนท์มากนัก แต่ภายในเวลาแค่ปีครึ่งพอร์ตลูกค้าที่เทรนท์ดูแลกลับมีมูลค่าถึง 165 ล้านบาท และต่อจากนั้นไม่กี่ปีก็มีบริษัทมาดึงตัวเทรนท์ไปร่วมงานโดยให้ค่าตัวถึงเดือนละ 500,000 บาท

เทคนิคที่ทำให้เทรนท์ประสบความสำเร็จในฐานะนายหน้าค้าหุ้นนั้นเรียบง่ายอย่างเหลือเชื่อ

เทรนท์อธิบายว่า ทุกเช้าที่เขามาทำงาน ที่โต๊ะเขาจะมีโถแก้วอยู่ 2 ใบ ใบหนึ่งเป็นโถเปล่า อีกใบหนึ่งเป็นโถที่มีคลิปหนีบกระดาษอยู่ 120 อัน

ทุกๆ ครั้งที่เขาโทร.หาลูกค้า 1 คน เทรนท์จะหยิบคลิปจากเหยือกหนึ่งมาใส่ไว้อีกเหยือกหนึ่ง

เป้าหมายของเขามีเพียงอย่างเดียวเท่านั้น คือก่อนหมดวัน เขาต้องย้ายคลิปให้หมดเหยือก หรืออีกนัยหนึ่งก็คือเขาต้องโทร.หาลูกค้าให้ครบ 120 คนนั่นเอง

ด้วยเทคนิคง่ายๆ เพียงเท่านี้ ก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้เทรนท์กลายเป็นดาวรุ่งพุ่งแรงและประสบความสำเร็จในงานของเขา

ใครๆ ก็รู้ว่าการจะทำงานเซลส์ทางโทรศัพท์ให้ได้ดีนั้นต้องโทร.ให้เยอะๆ เข้าไว้ แต่จะมีใครบ้างที่จะบอกตัวเองว่าจะโทร.หาลูกค้า 120 คนทุกวันและทำได้ตามนั้นจริงๆ?

เทคนิคคลิปหนีบกระดาษทรงมีพลังตรงที่มันเป็นอะไรที่ “จับต้องได้” ทุกเช้าที่เทรนท์มาถึงที่ทำงาน โถคลิปนั้นจะเป็นตัวย้ำเตือนว่างานที่สำคัญที่สุดของเขาไม่ใช่การนั่งอ่านข่าวหรืออ่านรายงาน แต่มันคือการโทร. โทร. และ โทร.

ทุกครั้งที่เทรนท์โทร.หาลูกค้า ไม่ว่าจะขายได้หรือไม่ได้ เขาจะได้ความรู้สึกดีๆ จากการหยิบคลิปอันนึงไปหยอดใส่อีกโถหนึ่ง พอโทร.ได้ซัก 50 คน เทรนท์ก็จะได้เห็นถึง “ความก้าวหน้า” (progress) ที่โถหนึ่งเริ่มมีคลิปที่ตื้นขึ้นมาแล้ว ส่งผลให้ยิ่งมีพลังที่จะโทร.ต่อไป

ยิ่งใกล้จะหมดวัน ก็จะยิ่งเห็นว่าคลิปโดนโยกย้ายมาเกือบหมดแล้ว มันจึงเหมือนกับการ “เล่นเกม” อย่างนึง การโทรศัพท์หาลูกค้าจึงกลายเป็นเรื่องแข่งขันกับตัวเองเพื่อไปให้ถึงเส้นชัยก่อนหมดวัน

คนที่อ่านบท Anontawong’s Musings คงมีน้อยคนนักที่จะต้องโทรศัพท์หาลูกค้าวันละ 120 ราย แต่เราสามารถจะนำเทคนิคคลิปหนีบกระดาษนี้ไปใช้เพื่อปรับปรุงหรือปรับเปลี่ยนพฤติกรรมบางอย่างของเราได้

เช่น

ถ้าเราอยากดื่มน้ำให้มากขึ้น เราก็อาจจะมีคลิป 8 อันอยู่ในโถ (หรือกล่อง) อันนึง พอกินน้ำหมด 1 แก้วเราก็ย้ายคลิปไปไว้อีกกล่องนึงแทน

ถ้าเราอยากวิดพื้นให้ได้วันละ 50 ครั้ง เราก็ย้ายคลิป 1 อันทุกครั้งที่เราวิดพื้นครบ 10 ที ย้ายครบ 5 อันก็ถือเป็นอันเสร็จกิจ

ถ้าเราอยากจะมีสติรู้ตัวมากขึ้น ก็อาจจะมีคลิป 10 อัน ที่เราจะได้ย้ายทุกครั้งที่เรากลับมามีสติอยู่กับตัวเอง

หรือถ้าเราอยากเป็นที่รักของคนที่ทำงานมากขึ้น เราก็อาจจะมีคลิป 5 อัน และย้ายมันทุกครั้งที่เราเอ่ยปากชมคนที่ทำงาน (อย่างจริงใจ)

ผมเคยอ่านเทคนิคนี้นานแล้ว แต่ยังไม่เคยได้ลองใช้ดูซักที พรุ่งนี้ผมจะเริ่มทำเลย

แล้วคุณล่ะครับ จะลองเริ่มทำเลยรึเปล่า?

—–

ขอบคุณเนื้อหาจาก James Clear: How to Stick With Good Habits Every Day by Using the “Paper Clip Strategy”

ขอบคุณคุณผู้อ่านที่อุดหนุนหนังสือเล่มแรกของผม “Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ” จนตอนนี้ติดอันดับ Bestseller ของซีเอ็ดครับ (https://goo.gl/e326HZ)  หากใครยังไม่ได้จับจอง ยังสามารถหาซื้อได้ที่ซีเอ็ด นายอินทร์ คิโนะคุนิยะ เอเชียบุุ๊คส์ บีทูเอส ศูนย์หนังสือจุฬา หรือสั่งตรงกับผมก็ได้ครับ bit.ly/tgimannounce

BookAdvertise