เราเป็นคนที่อยู่ด้วยยาก

20170919_hardtolivewith

“A happy marriage is the union of two good forgivers.”
การสมรสที่แช่มชื่นเกิดจากคนสองคนที่ให้อภัยเก่งทั้ังคู่
-Ruth Graham

Alain de Botton ผู้เขียนหนังสือ The Course of Love เคยให้สัมภาษณ์ไว้ว่า ชีวิตคู่นั้นเป็นเรื่องท้าทายกว่าที่เราคิด

เพราะเราทุกคนล้วนเป็นคน “ไม่ปกติ” เราต่างมีนิสัยหรือความคิดอะไรบางอย่างแปลกๆ ทั้งนั้น แต่เรามักคิดเข้าข้างตัวเองว่าเราเป็นคนปกติ เพราะพ่อแม่ที่รักเรามากก็ไม่เคยบอกเรา ส่วนเพื่อนก็ไม่บอกเพราะไม่อยากทำให้เราไม่สบายใจ ส่วนคนรักเก่าเขาจะบอกเราก็ต่อเมื่อเราทะเลาะจนมองหน้ากันไม่ติดและไม่คิดจะฟังอีกฝ่ายแล้วเท่านั้น

เราแต่ละคนก็เลยตกอยู่ใน “ฟองอากาศ” ของตัวเอง และคิดว่าปัญหาในความสัมพันธ์นั้นมีต้นเหตุมาจากอีกฝ่ายเสมอ

แต่ถ้าเราระลึกได้ว่า “เราเป็นคนที่อยู่ด้วยยาก” เราก็อาจจะเริ่มตระหนักได้ว่าปัญหาต่างๆ ไม่ได้เกิดจากอีกคนเพียงฝ่ายเดียว เราเองก็มีส่วนทำให้มันเกิดเช่นกัน

เมื่อคิดได้อย่างนี้ เราก็อาจเต็มใจที่จะเอ่ยปากขอโทษมากขึ้น เต็มใจที่จะปรับเปลี่ยนตัวเองมากขึ้นเพื่อให้ความสัมพันธ์นี้ไปต่อได้

“A happy marriage is the union of two good forgivers.”

สิ่งจำเป็นที่สุดสำหรับชีวิตคู่จึงอาจไม่ใช่ความรัก แต่เป็นการยอมรับความไม่เพอร์เฟ็คท์ของตัวเอง และความไม่เพอร์เฟ็คของอีกคน เพื่อที่เราจะได้ยกโทษให้กันได้เสมอครับ

—–

สมัครเรียน Time Management คลาสสุดท้ายของปีนี้ได้ที่ https://goo.gl/R1PJAT

ขอบคุณคุณผู้อ่านที่อุดหนุนหนังสือเล่มแรกของผม “Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ” จนตอนนี้ติดอันดับ Bestseller ของซีเอ็ดครับ (https://goo.gl/e326HZ)  หากใครยังไม่ได้จับจอง ยังสามารถหาซื้อได้ที่ซีเอ็ด นายอินทร์ คิโนะคุนิยะ เอเชียบุุ๊คส์ บีทูเอส ศูนย์หนังสือจุฬา หรือสั่งตรงกับผมก็ได้ครับ bit.ly/tgimannounce

ถ้าเราทำแต่สิ่งที่ไม่อยากทำ

20170918_dontwanttodo

ป่านนี้เราคงมีทุกอย่างที่เราอยากมีไปเรียบร้อยแล้ว

“If you only ever did the things you don’t want to do, you’d have everything you’ve ever wanted.”
-Mel Robbins

ประโยคนี้ผมต้องอ่านซ้ำสองรอบเพราะมันค่อนข้างขัดกับสามัญสำนึก

ยิ่งยุคนี้คนชอบบอกว่าให้ follow your passion หรือทำแต่สิ่งที่เรารักด้วย การมาบอกว่าให้เราทำสิ่งที่เราไม่ชอบเพื่อจะได้มีทุกอย่างที่เราอยากมีนี่มันคืออะไร?

แต่ถ้าเราแปลความหมายประโยคนี้ดีๆ จะเข้าใจได้ว่า

ถ้าอยากเปลี่ยนชีวิต จงทำสิ่งที่เราไม่อยากทำ (แต่รู้ว่าจำเป็นต้องทำ)

อยากหุ่นดี แต่ไม่อยากออกกำลังกาย

อยากจะมีแฟน แต่ไม่อยากโดนปฏิเสธ

อยากมีธุรกิจของตัวเอง แต่ไม่อยากเสี่ยง

อยากขึ้นเงินเดือน แต่ไม่อยากทำงานให้ดีกว่านี้

อยากไปเที่ยวต่างประเทศ แต่ไม่อยากเก็บตังค์

ถ้าเราทำแต่สิ่งที่เราไม่อยากทำ ป่านนี้เราคงหุ่นดี มีแฟนสวย มีธุรกิจของตัวเอง มีเงินใช้ และได้ไปเที่ยวต่างประเทศไปเรียบร้อยแล้ว

การ follow your passion ของเด็กรุ่นใหม่ มักตีความเข้าข้างตัวเองว่าฉันจะเลือกทำเฉพาะแต่สิ่งที่ตัวเองชอบเท่านั้น พอเจอเรื่องที่ตัวเอง(ยัง)ไม่ถนัดหรือไม่ชอบ ก็พร้อมจะวิ่งไปหาสิ่งอื่นทันที

แล้วอย่างนี้เมื่อไหร่จะเก่ง เมื่อไหร่จะเติบโต?

ลองคิดดูดีๆ ที่ชีวิตคนบางคนไปไม่ถึงไหนก็เพราะว่าเราทำแต่สิ่งที่อยากทำไม่ใช่เหรอ?

ส่องเฟซ ซื้อมือถือใหม่ เดินห้าง ดูซีรี่ส์ ล้วนเป็นสิ่งที่เราอยากทำทั้งนั้นเลย

“If you only ever did the things you don’t want to do, you’d have everything you’ve ever wanted.”

หากวันนี้เรายอมกัดฟันทำสิ่งที่เราไม่อยากทำ

พรุ่งนี้เราจะมีสิ่งที่เราอยากมีครับ

—–

สมัครเรียน Time Management คลาสสุดท้ายของปีนี้ได้ที่ https://goo.gl/R1PJAT

ขอบคุณคุณผู้อ่านที่อุดหนุนหนังสือเล่มแรกของผม “Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ” จนตอนนี้ติดอันดับ Bestseller ของซีเอ็ดครับ (https://goo.gl/e326HZ)  หากใครยังไม่ได้จับจอง ยังสามารถหาซื้อได้ที่ซีเอ็ด นายอินทร์ คิโนะคุนิยะ เอเชียบุุ๊คส์ บีทูเอส ศูนย์หนังสือจุฬา หรือสั่งตรงกับผมก็ได้ครับ bit.ly/tgimannounce

BookAdvertise

เพียงนั่งใกล้หน้าต่างก็ทำงานได้ดีขึ้น

20170917_windowseat

เวลาพูดถึง productivity หรือผลิตภาพของคนทำงานนั้น เรามักจะเน้นเรื่อง “ทักษะ” เป็นหลัก เช่นจะจัดการ to do list อย่างไร จะรับมืออีเมลที่ถาโถมอย่างไร จะใช้เครื่องมืออะไร? ฯลฯ

แต่สิ่งหนึ่งที่เราไม่ค่อยนึกถึง คือเราจะจัดสภาพแวดล้อมอย่างไรเพื่อให้เรามีสภาพจิตใจที่พร้อมกับการทำงานมากที่สุด

Dr.Ron Friedman ผู้เขียนหนังสือ The Best Place to Work บอกว่า เราควรเรียนรู้จากมนุษย์ถ้ำ

สังเกตว่า พวกเราส่วนใหญ่นั้นมักจะชอบเวลาได้นั่งอยู่ในที่ร่มที่มองเห็นทิวทัศน์กว้างไกล บ้านพักตากอากาศริมทะเลหรือในภูเขาจึงเป็นที่นิยมในหมู่คนมีสตางค์

นี่เป็นความคุ้นเคยของเรามาตั้งแต่สมัยดึกดำบรรพ์ที่การมีหลังคาคุ้มหัวและอยู่ในจุดที่สามารถมองเห็นพื้นที่โดยรอบได้นั้นเป็นเรื่องสำคัญมากสำหรับการอยู่รอด เพราะจะช่วยให้เราเห็นว่าแหล่งอาหารของเราอยู่ที่ไหน สัตว์ทีี่เป็นอันตรายอยู่ในละแวกนั้นหรือเปล่า

แม้สมัยนี้การได้เห็นทิวทัศน์จะไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตายอีกต่อไป แต่สัญชาติญาณลึกๆ ของเราก็ยังโหยหาสิ่งเหล่านี้อยู่ดี

และนี่คือไอเดียบางอย่างจากมนุษย์ถ้ำที่เราอาจจะนำไปปรับใช้กับที่ทำงานของเราได้ครับ

หาที่นั่งริมหน้าต่าง เคยมีงานวิจัยที่ตีพิมพ์เมื่อปี 2003 ระบุว่า พนักงาน call center ที่ได้นั่งริมหน้าต่างนั้นสร้างมูลค่าให้กับบริษัทได้มากกว่าปกติถึง $3000 ต่อปี

รับแสงอาทิตย์ ถ้าเราไม่ได้มีที่นั่งริมหน้าต่าง อย่างน้อยเราควรจะหาโอกาสได้รับแสงอาทิตย์อยู่เรื่อยๆ เพราะแสงอาทิตย์เป็นตัวจัดระเบียบนาฬิกาในร่างกายเรา งานวิจัยในปี 2013 ชี้ว่าพนักงานที่นั่งในจุดที่แสงอาทิตย์ส่องถึงนั้นนอนหลับได้ดีกว่าพนักงานที่ไม่ได้รับแสงอาทิตย์ถึง 46 นาที ดังนั้นหากที่นั่งเราแสงอาทิตย์ส่องไม่ถึง ก็ควรออกไปเดินยืดเส้นยืดสายนอกตัวตึกบ้าง

หาต้นไม้มาปลูก ในปี 2011 ได้มีการทดลองด้วยการสุ่มแจกต้นไม้เล็กๆ ให้พนักงาน ปรากฎว่าพนักงานที่นั่งใกล้ต้นไม้เหล่านี้ทำงานที่ต้องใช้สมาธิและความจดจ่อได้ดีขึ้นมาก

หารูปธรรมชาติมาประดับในออฟฟิศ ภาพที่มีสีเขียวหรือสีน้ำเงิน (สีที่ปรากฎในธรรมชาติอย่างป่าและทะเล) จะทำให้เรารู้สึกปลอดภัยและมีความคิดสร้างสรรค์มากขึ้น

ผมเชื่อว่าองค์กรสมัยใหม่จะเริ่มใส่ใจการออกแบบออฟฟิศที่จะตอบโจทย์ความต้องการเหล่านี้มากขึ้น แต่ถ้าองค์กรที่เราอยู่ยังใช้วิธีคิดแบบเก่า ก็เป็นหน้าที่ของเราที่จะปรับสภาพแวดล้อมของออฟฟิศด้วยตัวเองเพื่อช่วยให้การทำงานของเราราบรื่นและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นครับ


ขอบคุณคุณผู้อ่านที่อุดหนุนหนังสือเล่มแรกของผม “Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ” จนตอนนี้ติดอันดับ Bestseller ของซีเอ็ดครับ (https://goo.gl/e326HZ)  หากใครยังไม่ได้จับจอง ยังสามารถหาซื้อได้ที่ซีเอ็ด นายอินทร์ คิโนะคุนิยะ เอเชียบุุ๊คส์ บีทูเอส ศูนย์หนังสือจุฬา หรือสั่งตรงกับผมก็ได้ครับ bit.ly/tgimannounce

ความฝันเคาะประตู

20170917_knock

So many of our dreams at first seem impossible,
then they seem improbable,
and then, when we summon the will,
they soon become inevitable.

ตอนแรกความฝันมันอาจเป็นไปไม่ได้
จากนั้นความฝันอาจเป็นไปได้ยาก
และหากเราตั้งใจมากพอ
ฝันก็จะกลายเป็นจริงอย่างไม่อาจเลี่ยงได้

-Christopher Reeve

—–

วันนี้ในเฟซบุ๊คของบอดี้แสลม พี่ตูนโพสท์รูปที่ถ่ายกับ “อัสนี-วสันต์” โดยขึ้นสเตตัสว่า “…แฮปปี้แมน 🙂 #ความสุขของอาทิฯ #ใช้ชีวิตให้สนุกครับ”

ผมเชื่อว่า “เด็กชายตูน” เมื่อยี่สิบกว่าปีที่แล้ว ต้องเคยมองพี่ป้อม-พี่โต๊ะเป็นฮีโร่เหมือนที่เด็กๆ หลายคนมองบอดี้แสลมในวันนี้ และเด็กชายตูนในวันนั้นก็อาจเคยมีความฝันว่าซักวันหนึ่งได้ร่วมงานพี่ๆ เขา

มาวันนี้ความฝันของเด็กชายตูนใกล้ความจริงขึ้นอีกนิดแล้ว

—–

ตอนเด็กๆ หากใครมาถามผมว่ามีความฝันอะไร คำตอบของผมน่าจะหนีไม่พ้นการได้ไปเที่ยวประเทศสวิตเซอร์แลนด์

ประเทศอะไรไม่รู้สวยไปหมด บ้านก็สวย น้ำก็ใส ภูเขาก็ปกคลุมไปด้วยหิมะ เป็นประเทศที่ดีงามเสียจนพี่เบิร์ดธงไชยยังต้องไปซื้อบ้านพักตากอากาศที่นั่น

แต่ตอนนั้นผมก็รู้ด้วยว่าความฝันคงเป็นไปได้ยากมากๆ เพราะค่าครองชีพสวิตเซอร์แลนด์แพงติดอันดับต้นๆ ของโลก คงต้องรอให้เรียนจบ มีงานทำ และใช้เวลาซักพักเพื่อเก็บเงินได้ก้อนโตถึงจะพอมีโอกาสได้ไปท่องประเทศในฝันนี้

แต่แล้ววันหนึ่งสวิตเซอร์แลนด์ก็มาเคาะประตูโดยไม่ได้ตั้งตัว

ตอนผมเรียนอยู่ปี 3 อาจารย์ท่านหนึ่งมาบอกพวกเราเรื่องทุนไอเอสเต้  (IAESTE – International Association for the Exchange of Students for Technical Experience) โครงการนานาชาติที่เปิดโอกาสให้นักศึกษาสายวิทยาศาสตร์หรือวิศวกรรมศาสตร์ได้ไปฝึกงานที่ต่างประเทศ

ผมจึงกับเพื่อนจึงไปสอบข้อเขียนที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (สมัยนั้นยังใช้ “สถาบัน” นำหน้า) พอสอบข้อเขียนผ่านก็ได้สอบสัมภาษณ์เป็นภาษาอังกฤษ จะด้วยความฟลุ้คหรือวาสนาอันใดไม่รู้ ผมดันสอบได้อันดับหนึ่งในสายวิศวกรรมไฟฟ้า

ทุนฝึกงานต่างประเทศสายวิศวกรรมไฟฟ้าในปีนั้นมีอยู่ประมาณ 13 ทุน โดยทุนส่วนใหญ่มาจากบริษัทในเยอรมันนี แต่ก็มีหนึ่งทุนที่มาจากบริษัท ABB ในสวิตเซอร์แลนด์ ผมได้คะแนนอันดับหนึ่งเลยมีโอกาสได้เลือกเป็นคนแรกว่าอยากจะฝึกที่ไหนใน 13 บริษัทนี้ ซึ่งคำตอบผมก็มีเพียงคำตอบเดียวอยู่แล้ว

จากความฝันที่จะได้ไปเที่ยวสวิตเซอร์แลนด์ในอนาคตอันห่างไกล จู่ๆ ก็กลายเป็นจริงกว่าที่คิดเป็นสิบปี แถมยังได้ไปอยู่ที่นั่นถึง 3 เดือนแทนที่จะแค่ได้ไปเที่ยวเฉยๆ เสียด้วย

—–

เมื่อปี 2558 ตอนที่เริ่มเขียนบล็อกจริงๆ จังๆ ผมก็มีความฝันเล็กๆ ว่าจะได้ออกหนังสือเป็นของตัวเอง (กลับไปอ่าน “ร่องรอย” ของความฝันนั้นได้ในบทความ “ทำตามความฝัน”  ) ซึ่งตอนนั้นก็คิดว่าหากเขียนบล็อกวันละตอนไปซัก 3 ปี ผมก็น่าจะมีบทความที่ดีเพียงพอจะนำไปรวมเล่มได้บ้างแหละ

ปรากฎว่าเขียนไปได้แค่ปีกว่าๆ เท่านั้น “พี่ปิ๊ก” ธรรศภาคย์ เลิศเศวตพงศ์ เจ้าของเพจ Trick of the Trade และผู้เขียนหนังสือ “ทำธุรกิจ คิดเยอะจึงเหนื่อยน้อย” ก็ติดต่อมาชักชวนให้ผมออกหนังสือกับเขา โดยพี่ปิ๊กอาสาดูแลเรื่องการจัดหาทีมงานและค่าใช้จ่ายทุกอย่าง เรารวมตัวกันเมื่อกันยายนปี 2559 และหนังสือ “Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ” ก็คลอดออกเมื่อเดือนที่แล้ว กลายเป็นหนังสือเล่มแรกของผม และเล่มแรกของสำนักพิมพ์ “อะไรเอ่ย” ของพี่ปิ๊กด้วย

—–

So many of our dreams at first seem impossible,
then they seem improbable,
and then, when we summon the will,
they soon become inevitable.

ผมเชื่อว่าเราทุกคนมีความฝันกันทั้งนั้น

อาจมีหลายความฝันที่ไม่มีวันเป็นไปได้

และบางความฝันก็ยากที่จะเป็นไปได้

แต่ก็อาจมีบางความฝันที่กลายเป็นเรื่องที่ “หลีกเลี่ยงไม่ได้” หากโอกาสมาถึงในตอนที่เราพร้อม

เหมือนตอนที่ผมได้โอกาสเลือกว่าจะฝึกงาน IAESTE ที่ไหน นาทีที่ผมเลือกสวิตเซอร์แลนด์ ความฝันที่จะได้ไปเยือนสวิตฯ ก็กลายเป็นความจริงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ไปทันที

โอกาสจะมาถึงเมื่อไหร่ หรือจะมากถึงหรือเปล่า เราไม่มีทางรู้

สิ่งเดียวที่เราทำได้คือทำหน้าที่ของเราให้ถึงพร้อม

ถ้าจะเล่นดนตรีก็เล่นให้ดี แล้วคุณอาจได้ขึ้นเวทีกับฮีโร่ในวัยเด็ก

ถ้าเรียนก็เรียนให้ดี แล้วคุณอาจได้ทุนไปทำงานประเทศในฝัน

ถ้าคิดจะเขียนก็เขียนให้ดี แล้วคุณอาจจะได้ออกหนังสือ

ไม่มีอะไรการันตี มีแต่การเพิ่มความน่าจะเป็นเท่านั้น

ขอเพียงรู้ว่าต้องการอะไร และลงมือทำอย่างตั้งใจ

วันหนึ่ง ความฝันอาจจะมาเคาะประตูครับ

นิทานแมวศักดิ์สิทธิ์

20170914_holycat

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

เรื่องราวเริ่มต้นในค่ำคืนหนึ่ง ณ วัดประจำเมืองในนครเอโดะ

ขณะที่เจ้าอาวาสและลูกศิษย์กำลังทำวัตรเย็น ปรากฎว่าแมวที่วัดเลี้ยงเอาไว้เดินเข้ามาป้วนเปี้ยนเพ่นพ่านรบกวนการสวดมนต์ภาวนาของพระหลายรูป

วันถัดมา เจ้าอาวาสจึงสั่งให้ลูกศิษย์นำแมวตัวนั้นไปผูกไว้กับเสาตรงระเบียงทุกครั้งที่มีการทำวัตรเย็น

หลายปีผ่านไป เมื่อเจ้าอาวาสมรณภาพ แมวตัวนั้นก็ยังถูกผูกไว้ที่เสาต้นเดิมเวลามีการทำวัตรเย็น

10 ปีผ่านไป แมวตัวนั้นก็ได้ตายลง ลูกศิษย์จึงหาแมวตัวใหม่มาผูกไว้ที่เสาต้นนั้น

100 ปีผ่านไป วัดแห่งนี้กลายเป็นวัดที่มีชื่อเสียงเรื่อง “แมวประจำพิธี” ที่จะถูกผูกไว้ที่เสาต้นนั้นทุกครั้งที่ทำวัตรเย็น ชาวบ้านจากทั่วทุกสารทิศต่างแห่แหนมากราบไหว้และขอพรจากแมวตัวนี้โดยเชื่อว่าจะได้รับโชคลาภและสิริมงคลกลับบ้านไปทุกคน

—-

ขอบคุณนิทานจาก Katinka Hesselink.Net: Ritual Cat

คนขับรถไร้มารยาท

20170914_baddrivers

ผมก็เคยเป็นหนึ่งในนั้น

ผมเคยวิ่งผ่านทางม้าลายโดยไม่ได้จอดรอให้คนข้ามถนน

ผมเคยนั่งเหม่อรอรถติดไฟแดงแถวๆ เหม่งจ๋ายจนโดนคันหลังบีบแตรไล่เพราะไปขวางทางเลี้ยวซ้ายผ่านตลอดของเขา

ผมเคยขับคร่อมเลนจนคนขี่มอเตอร์ไซค์คันใหญ่วิ่งแซงขึ้นมาแล้วหันมาส่งสัญญาณมือว่าทำไมวิ่งไม่ชิดซ้าย

ผมเชื่อว่าเราทุกคนที่ขับรถเป็นล้วนเคยทำผิดพลาดจนโดนคันอื่นบีบแตรใส่หรือโดนคนเดินถนนค้อนใส่มาแล้วทั้งนั้น

ทั้งๆ ที่เราเองก็ไม่ได้เป็นคนแย่อะไรนะ เพียงแต่ในจังหวะนั้นอาจจะฟังเพลงเพลินไปหน่อย หรือกำลังไปสาย หรือกำลังโดน Google Maps สับขาหลอกอยู่

คราวหน้าที่เราเจอคนขับรถไร้มารยาท การคิดว่าเราเองก็อาจเคยเป็น “คนขับรถไร้มารยาท” เช่นกันอาจจะช่วยให้เราใจเย็นลงได้บ้างนะครับ

—–

ขอบคุณคุณผู้อ่านที่อุดหนุนหนังสือเล่มแรกของผม “Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ” จนตอนนี้ติดอันดับ Bestseller ของซีเอ็ดครับ (https://goo.gl/e326HZ)  หากใครยังไม่ได้จับจอง ยังสามารถหาซื้อได้ที่ซีเอ็ด นายอินทร์ คิโนะคุนิยะ เอเชียบุุ๊คส์ บีทูเอส ศูนย์หนังสือจุฬา หรือสั่งตรงกับผมก็ได้ครับ bit.ly/tgimannounce

ทุกอย่างนั้นเยี่ยมยอด

20170913_amazing

และทุกคนก็ยังไม่มีความสุข

“Everything is amazing and nobody is happy.”
– Louis C.K.

ทุกๆ อย่างในตอนนี้มัน amazing จริงๆ นะครับ และมีแต่จะ amazing ขึ้นเรื่อยๆ (ถ้าเราไม่ทำร้ายธรรมชาติจนเละเทะไปซะก่อนนะ)

ลองนึกกลับไปสมัยผมเด็กๆ โลกแตกต่างจากนี้มาก

ทั้งบ้านจะมีโทรศัพท์อยู่เครื่องเดียว และเป็นเครื่องแบบหมุนเบอร์ทีละเบอร์ด้วย (เบอร์ 9 จะหมุนน้อยสุด เบอร์ศูนย์จะต้องออกแรงเยอะสุดเพราะต้องหมุนเกือบเป็นวงกลมเต็มวง) แถมเวลาโทร.ไปหากไม่มีคนอยู่บ้านก็จบ ไม่มีฝากข้อความ ไม่มี missed call ให้คนโทร.กลับ

ตอนเรียนประถมถ้าได้การบ้านให้ทำรายงานอะไรซักอย่าง ก็ไม่มี Google ให้หาข้อมูล แหล่งความรู้เดียวที่มีคือห้องสมุดของโรงเรียน เวลาทำการบ้านก็ไม่มีคอมหรือปริ๊นท์เตอร์ ต้องใช้การเขียนและการคัดล้วนๆ

ตอนจบชั้นประถม เรารู้เลยว่าเราจะไม่ได้เจอหน้ากันอีกแล้ว เลยเขียนสมุดเฟรนด์ชิปให้กันและกันโดยทิ้งที่อยู่และเบอร์บ้านเอาไว้ให้

ตอนเรียนม.ต้น เริ่มมีคอมพิวเตอร์ให้ใช้งาน floppy disk แผ่นนึงจุได้ 1.44 MB hard disk ก้อนนึงความจุอย่างมากก็ 100 MB ถ้าจะซื้อ harddisk ขนาด 1 GB ขึ้นไปต้องจ่ายเงินเป็นแสน (เพื่อนผมซึ่งพ่อเป็นเจ้าของบริษัทคอมพิวเตอร์บอก)

ตอนเรียนจบม.ปลาย ได้ลองใช้อินเตอร์เน็ตครั้งแรก ต้องใช้ 56K modem ต่อกับสายโทรศัพท์ ความเร็วในการดาวน์โหลดก็ตามชื่อเลย 56Kb ต่อวินาที เปิดเว็บๆ นึงใช้เวลาประมาณ 10 วินาทีเป็นอย่างน้อย

ตอนผมจบมหาลัยใหม่ๆ นั้นอาหารญี่ปุ่นหากินยากมาก ใครจะกินต้องมีเงินถุงเงินถังเท่านั้น จำได้ว่าอาหารญี่ปุ่นมื้อแรกที่ได้ไปกินจริงๆ เป็นพ่อเพื่อนพาไปเลี้ยง กินกัน 6 คนราคาร่วมสองหมื่น

ตอนนี้เรามีไอโฟนความจุ 64Gb ต่อเน็ต 4G ถ่ายรูปจากร้านอาหารญี่ปุ่นโปรแรงลง Instagram ให้เพื่อนเก่าอิจฉาเล่น

แต่เราก็ยังไม่มีความสุขอยู่ดี

“Everything is amazing and nobody is happy.”

เพราะ happiness = reality – expectations

ไม่ว่าโลกแห่งความจริงจะดีขึ้นแค่ไหน คนก็ไม่วายที่จะปรับความคาดหวังให้สูงตามขึ้นไปด้วย

Louis C.K. บอกว่า เวลาเน็ตในมือถือคุณช้าน่ะ แทนที่จะบ่นกระปอดกระแปดก็หัดรอให็เป็นเสียบ้าง มันกำลังติดต่อกับดาวเทียมที่อยู่ในอวกาศอยู่นะเฟ่ย

เราน่าจะกำลังใช้ชีวิตอยู่ในช่วงเวลาที่ดีที่สุดนับตั้งแต่มนุษยชาติกำเนิดมาแล้ว ความปลอดภัย สาธารณูปโภค และเทคโนโลยีที่คนส่วนใหญ่เข้าถึงได้ตอนนี้นั้นเป็นสิ่งที่คนที่ร่ำรวยที่สุดเมื่อ 50 ปีที่แล้วไม่มีทางจะฝันถึงได้ด้วยซ้ำ

เพียงมองให้ออกว่าเราโชคดีขนาดไหน และหัดเรียกร้องให้น้อยลง เราก็น่าจะมีความสุขกันมากขึ้นนะครับ

—–

ขอบคุณคุณผู้อ่านที่อุดหนุนหนังสือเล่มแรกของผม “Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ” จนตอนนี้ติดอันดับ Bestseller ของซีเอ็ดครับ (https://goo.gl/e326HZ)  หากใครยังไม่ได้จับจอง ยังสามารถหาซื้อได้ที่ซีเอ็ด นายอินทร์ คิโนะคุนิยะ เอเชียบุุ๊คส์ บีทูเอส ศูนย์หนังสือจุฬา หรือสั่งตรงกับผมก็ได้ครับ bit.ly/tgimannounce

ลืมเป้าหมายไปซะ

20170912_forgetpurpose

เราอาจมีความสุขโดยไม่ต้องมีเป้าหมายก็ได้ การมุ่งมั่นเพื่อบรรลุเป้าหมายใดเพียงเป้าหมายหนึ่งทำให้คนล่มจมมานักต่อนักแล้ว

“Forget purpose. It’s okay to be happy without one. The quest for a single purpose has ruined many lives.”
― James Altucher, Choose Yourself

ไม่ว่าอะไรจะอยู่ในกระแสก็ตาม ให้ระลึกไว้เสมอว่ามันมีอีกทางเลือกหนึ่งเสมอ

ในวันที่สังคมบอกว่าเราต้องหา passion ของเราให้เจอ แล้วมุ่งมั่นทำ passion ให้กลายเป็นงานแล้วเราจะไม่ต้องทำงานอีกต่อไป มันก็ยังมีคนอีกกลุ่มหนึ่งที่ทำงานที่อยู่ตรงหน้าจนเก่งขึ้นเรื่อยๆ สุดท้ายเขาก็รักงานนั้นไปเอง

ในวันที่สังคมบอกว่าเราต้องเอาเงินไปลงทุนในหุ้น ตราสารหนี้ และกองทุนรวม เพื่อจะได้มี passive income มันก็ยังมีคนอีกกลุ่มหนึ่งที่เอาเงินไปลงทุนกับการปลูกไม้สวนครัว ทำบ่อปลา จนมีชีวิตอยู่ได้โดยไม่ต้องมีเงินมากมาย

มันไม่มีทางใดทางหนึ่งดีกว่า มีแต่ทางเลือกที่เหมาะกับเรามากกว่าเท่านั้นเอง

คนที่มีวินัยที่จะตื่นมามุ่งตามความฝันทุกวันนั้นน่าชื่นชม แต่ถ้าเรายังไม่ใช่คนแบบนั้นก็อย่าเพิ่งคิดว่าเราเป็นคนใช้ไม่ได้

ถ้าเรายังไม่เจอ passion ยังไม่เจอเป้าหมายของชีวิตก็ไม่เป็นไร ก็แค่ทำสิ่งที่เราทำได้และรู้ว่ามันดีแถมไม่ต้องออกแรงอะไรมาก เช่น

ยิ้มให้คนแปลกหน้า

โทร.หาเพื่อนที่ไม่ได้คุยกันนาน

ทำดีกับใครซักคน

อ่านหนังสือดีๆ ซักเล่ม

ดื่มน้ำซักแก้ว

เขียนสิ่งที่คิดลงกระดาษ

อยู่กับตัวเองเงียบๆ

ในความเงียบนั้น คำตอบบางอย่างอาจผุดขึ้นมา แต่ถ้ายังไม่ผุดขึ้นมาก็ไม่เห็นเป็นไร ก็แค่ใช้ชีวิตของเราต่อไป

และแม้หากมีคำตอบผุดขึ้นมา ก็อย่าปิดกั้นตัวเองจากคำตอบอันแตกต่างที่อาจผุดขึ้นมาอีกในอนาคต

สุดท้ายแล้วชีวิตอาจเป็นเพียงการละเล่น ตอนจบของเกมนั้นเหมือนกัน แล้วแต่ว่าเราจะเลือกเล่นเกมแบบไหนให้ถูกจริตเราที่สุดครับ

—-

ขอบคุณคุณผู้อ่านที่อุดหนุนหนังสือเล่มแรกของผม “Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ” จนตอนนี้ติดอันดับ Bestseller ของซีเอ็ดครับ (https://goo.gl/e326HZ)  หากใครยังไม่ได้จับจอง ยังสามารถหาซื้อได้ที่ซีเอ็ด นายอินทร์ คิโนะคุนิยะ เอเชียบุุ๊คส์ บีทูเอส ศูนย์หนังสือจุฬา หรือสั่งตรงกับผมก็ได้ครับ bit.ly/tgimannounce

แม่ทัพที่เก่งจะพาเราชนะศึก

20170911_commander

แม่ทัพที่เยี่ยมยอดจะชนะโดยไม่ต้องออกศึก

“แม่ทัพที่ชำนาญการสงคราม เอาชนะข้าศึกได้โดยมิต้องสู้รบ ยึดเมืองได้โดยมิต้องใช้กำลังเข้าตี และล้มอาณาจักรของศัตรูได้โดยมิต้องทำการรบเรื้อรัง”
-ซุนวู (ตำราพิชัยสงคราม)

ในวัยเยาว์ พวกเราเกือบทุกคนน่าจะเคยดูหนังซูเปอร์ฮีโร่

ไม่ว่าจะเป็นไอ้มดแดง อุลตร้าแมน หรือขบวนการเรนเจอร์ทั้งหลาย

เป็นฮีโร่นั้นชะมัด เพราะเขาเสี่ยงชีวิตต่อสู้กับสัตว์ประหลาดจนปกป้องโลกนับครั้งไม่ถ้วน

พอโตมา ความรู้สึกยกย่องฮีโร่นั้นนั้นก็ยังคงอยู่

เมื่อไหร่ที่บ้านเมืองอยู่ในภาวะวิกฤติ เราจึงไม่วายที่จะมองหา “พระเอกขี่ม้าขาว” มาช่วยกอบกู้สถานการณ์ และถ้ามีใครซักคนหนึ่งทำได้ คนๆ นั้นก็จะได้รับการยกย่องเชิดชู

คนจำนวนมากฝันอยากเป็นฮีโร่ แต่น้อยคนนักที่จะฝันถึงการเป็นคนธรรมดาที่ทำให้วิกฤตินั้นไม่เกิดเสียแต่แรก

การมีแม่ทัพที่เก่งจนรบชนะมาเจ็ดย่านน้ำนั้นก็อุ่นใจดี แต่จะดียิ่งกว่านี้หากมีใครช่วยคิดช่วยป้องกันไม่ให้เกิดศึกสงครามตั้งแต่แรก เพราะต่อให้แม่ทัพรบเก่งแค่ไหนก็ย่อมมีการสูญเสียไพร่พล หากไม่ต้องรบก็ย่อมไม่เกิดการสูญเสียใดๆ เลย

เหมือนที่ฝรั่งบอกว่า The best customer service is no service การดูแลลูกค้าที่ดีที่สุดคือการทำบริการหรือสินค้าของเราให้เยี่ยมยอดเสียจนไม่จำเป็นต้องมีฝ่ายบริการลูกค้า

ลองนึกถึงผลิตภัณฑ์ที่เราชื่นชม จะเห็นว่าเราไม่เคยต้องติดต่อ Call Center เลย

เช่น Swiss Knife ที่ซื้อมาเป็น 10 ปีแล้วก็ยังใช้ได้ดีอยู่ หรือเป้บางยี่ห้อที่ใช้เท่าไหร่ก็ไม่พังเสียที

โอกาสจะได้เป็นพระเอกขี่ม้าขาวนั้นอาจน้อยกว่าหนึ่งในล้าน

แต่เราทุกคนสามารถเป็น “วีรบุรุษนิรนาม” ได้ด้วยการคิดให้ถี่ถ้วน และทำหน้าที่ของเราให้สุดความสามารถครับ

—–

ขอบคุณคุณผู้อ่านที่อุดหนุนหนังสือเล่มแรกของผม “Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ” จนตอนนี้ติดอันดับ Bestseller ของซีเอ็ดครับ (https://goo.gl/e326HZ)  หากใครยังไม่ได้จับจอง ยังสามารถหาซื้อได้ที่ซีเอ็ด นายอินทร์ คิโนะคุนิยะ เอเชียบุุ๊คส์ บีทูเอส ศูนย์หนังสือจุฬา หรือสั่งตรงกับผมก็ได้ครับ bit.ly/tgimannounce

เปลี่ยนชีวิตด้วยคลิปหนีบกระดาษ

20170910_paperclips

เมื่อยี่สิบกว่าปีที่แล้ว ธนาคารในเมืองเล็กๆ แห่งหนึ่งในแคนาดาได้รับเด็กจบใหม่ชื่อ “เทรนท์” มาทำงานเป็น “โบรกเกอร์” หรือนายหน้าซื้อขายหุ้น

ด้วยความที่เทรนท์เป็นเด็กจบใหม่ แถมเมืองนั้นก็เป็นเมืองเล็ก จึงไม่ได้มีใครคาดหวังกับเทรนท์มากนัก แต่ภายในเวลาแค่ปีครึ่งพอร์ตลูกค้าที่เทรนท์ดูแลกลับมีมูลค่าถึง 165 ล้านบาท และต่อจากนั้นไม่กี่ปีก็มีบริษัทมาดึงตัวเทรนท์ไปร่วมงานโดยให้ค่าตัวถึงเดือนละ 500,000 บาท

เทคนิคที่ทำให้เทรนท์ประสบความสำเร็จในฐานะนายหน้าค้าหุ้นนั้นเรียบง่ายอย่างเหลือเชื่อ

เทรนท์อธิบายว่า ทุกเช้าที่เขามาทำงาน ที่โต๊ะเขาจะมีโถแก้วอยู่ 2 ใบ ใบหนึ่งเป็นโถเปล่า อีกใบหนึ่งเป็นโถที่มีคลิปหนีบกระดาษอยู่ 120 อัน

ทุกๆ ครั้งที่เขาโทร.หาลูกค้า 1 คน เทรนท์จะหยิบคลิปจากเหยือกหนึ่งมาใส่ไว้อีกเหยือกหนึ่ง

เป้าหมายของเขามีเพียงอย่างเดียวเท่านั้น คือก่อนหมดวัน เขาต้องย้ายคลิปให้หมดเหยือก หรืออีกนัยหนึ่งก็คือเขาต้องโทร.หาลูกค้าให้ครบ 120 คนนั่นเอง

ด้วยเทคนิคง่ายๆ เพียงเท่านี้ ก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้เทรนท์กลายเป็นดาวรุ่งพุ่งแรงและประสบความสำเร็จในงานของเขา

ใครๆ ก็รู้ว่าการจะทำงานเซลส์ทางโทรศัพท์ให้ได้ดีนั้นต้องโทร.ให้เยอะๆ เข้าไว้ แต่จะมีใครบ้างที่จะบอกตัวเองว่าจะโทร.หาลูกค้า 120 คนทุกวันและทำได้ตามนั้นจริงๆ?

เทคนิคคลิปหนีบกระดาษทรงมีพลังตรงที่มันเป็นอะไรที่ “จับต้องได้” ทุกเช้าที่เทรนท์มาถึงที่ทำงาน โถคลิปนั้นจะเป็นตัวย้ำเตือนว่างานที่สำคัญที่สุดของเขาไม่ใช่การนั่งอ่านข่าวหรืออ่านรายงาน แต่มันคือการโทร. โทร. และ โทร.

ทุกครั้งที่เทรนท์โทร.หาลูกค้า ไม่ว่าจะขายได้หรือไม่ได้ เขาจะได้ความรู้สึกดีๆ จากการหยิบคลิปอันนึงไปหยอดใส่อีกโถหนึ่ง พอโทร.ได้ซัก 50 คน เทรนท์ก็จะได้เห็นถึง “ความก้าวหน้า” (progress) ที่โถหนึ่งเริ่มมีคลิปที่ตื้นขึ้นมาแล้ว ส่งผลให้ยิ่งมีพลังที่จะโทร.ต่อไป

ยิ่งใกล้จะหมดวัน ก็จะยิ่งเห็นว่าคลิปโดนโยกย้ายมาเกือบหมดแล้ว มันจึงเหมือนกับการ “เล่นเกม” อย่างนึง การโทรศัพท์หาลูกค้าจึงกลายเป็นเรื่องแข่งขันกับตัวเองเพื่อไปให้ถึงเส้นชัยก่อนหมดวัน

คนที่อ่านบท Anontawong’s Musings คงมีน้อยคนนักที่จะต้องโทรศัพท์หาลูกค้าวันละ 120 ราย แต่เราสามารถจะนำเทคนิคคลิปหนีบกระดาษนี้ไปใช้เพื่อปรับปรุงหรือปรับเปลี่ยนพฤติกรรมบางอย่างของเราได้

เช่น

ถ้าเราอยากดื่มน้ำให้มากขึ้น เราก็อาจจะมีคลิป 8 อันอยู่ในโถ (หรือกล่อง) อันนึง พอกินน้ำหมด 1 แก้วเราก็ย้ายคลิปไปไว้อีกกล่องนึงแทน

ถ้าเราอยากวิดพื้นให้ได้วันละ 50 ครั้ง เราก็ย้ายคลิป 1 อันทุกครั้งที่เราวิดพื้นครบ 10 ที ย้ายครบ 5 อันก็ถือเป็นอันเสร็จกิจ

ถ้าเราอยากจะมีสติรู้ตัวมากขึ้น ก็อาจจะมีคลิป 10 อัน ที่เราจะได้ย้ายทุกครั้งที่เรากลับมามีสติอยู่กับตัวเอง

หรือถ้าเราอยากเป็นที่รักของคนที่ทำงานมากขึ้น เราก็อาจจะมีคลิป 5 อัน และย้ายมันทุกครั้งที่เราเอ่ยปากชมคนที่ทำงาน (อย่างจริงใจ)

ผมเคยอ่านเทคนิคนี้นานแล้ว แต่ยังไม่เคยได้ลองใช้ดูซักที พรุ่งนี้ผมจะเริ่มทำเลย

แล้วคุณล่ะครับ จะลองเริ่มทำเลยรึเปล่า?

—–

ขอบคุณเนื้อหาจาก James Clear: How to Stick With Good Habits Every Day by Using the “Paper Clip Strategy”

ขอบคุณคุณผู้อ่านที่อุดหนุนหนังสือเล่มแรกของผม “Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ” จนตอนนี้ติดอันดับ Bestseller ของซีเอ็ดครับ (https://goo.gl/e326HZ)  หากใครยังไม่ได้จับจอง ยังสามารถหาซื้อได้ที่ซีเอ็ด นายอินทร์ คิโนะคุนิยะ เอเชียบุุ๊คส์ บีทูเอส ศูนย์หนังสือจุฬา หรือสั่งตรงกับผมก็ได้ครับ bit.ly/tgimannounce

BookAdvertise