คนปารีสไม่ขึ้นหอไอเฟล

20170807_eiffel

หมู่บ้านจัดสรรแทบทุกหมู่บ้านจะมีศาลพระภูมิ

หมู่บ้านที่ผมอยู่ก็เช่นกัน แถมบ้านผมอยู่ติดกับศาลพระภูมิเลย มองจากเก้าอี้ที่ผมนั่งเขียนบล็อกตรงนี้ก็เห็น มองจากห้องนอนก็เห็น มองจากห้องนั่งเล่นชั้นล่างก็เห็น

เมื่อเช้าวันอาทิตย์ ตอนออกมาตากผ้าตรงระเบียงห้องนอน ผมเห็นผู้ชายใส่เสื้อสีขาวเอาธูปเทียนพวงมาลัยมาไหว้ศาลพระภูมินี้ด้วย แล้วผมก็อดตั้งคำถามกับตัวเองไม่ได้ว่า ผมไหว้ศาลพระภูมินี้ครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่

คำตอบคือ “จำไม่ได้แล้ว”

แสดงว่านานมาก

—–

สถานที่ท่องเที่ยวในฮ่องกงที่ผมชอบมากคือนองปิง ที่ต้องนั่งกระเช้าไป 20 นาที และเมื่อเดินไปสุดทางก็จะได้พบพระพุทธรูปองค์ใหญ่ตั้งตระหง่านอยู่บนวัด ผมไปฮ่องกงทั้งสองครั้งก็แวะที่นี่ทั้งสองครั้ง

จิมมี่เป็นเพื่อนชาวฮ่องกงที่ผมรู้จักตอนเรียนม.ปลายที่นิวซีแลนด์ มันมาเมืองไทยบ่อยมาก น่าจะไม่ต่ำกว่า 10 ครั้งได้ ผมเคยถามจิมมี่ตอนมาเที่ยวเมืองไทยว่า ยูเคยไปเที่ยวนองปิงบ้างรึเปล่า ไอชอบนะ ไปมาสองรอบแล้ว

จิมมี่บอกว่ามันไม่เคยไป และมันไม่คิดจะไป เพราะนั่นมันสร้างเอาไว้สำหรับนักท่องเที่ยว

—–

ตอนที่ผมไปเที่ยวยุโรปเมื่อสองปีที่แล้ว ผมนัดเจอเพื่อนชาวฝรั่งเศสวัยสี่สิบปลายๆ นามว่า “ฟรองค์”

ฟรองค์บอกผมว่า ทั้งชีวิตนี้เขาเคยขึ้นหอไอเฟลแค่สองครั้งเท่านั้น และเพื่อนชาวฝรั่งเศสของเขาหลายคนไม่เคยขึ้นหอไอเฟลเลยด้วยซ้ำ

ต้องยอมรับว่าผมแปลกใจพอสมควร เพราะหอไอเฟลคือ Landmark ที่คนทั้งโลกล้วนแล้วแต่ใฝ่ฝันที่จะได้มาเยือน แต่คนในเมืองนี้กลับไม่ได้รู้สึกตื่นเต้นไปกับมันเลย

—–

คนปารีสไม่ขึ้นหอคอยไอเฟล คนฮ่องกงไม่เที่ยวนองปิง ส่วนผมก็ไม่ไหว้ศาลพระภูมิ

หรือเป็นเพราะว่า ยิ่งใกล้ ยิ่งไม่เห็นคุณค่า?

ยิ่งใกล้ยิ่งรู้สึกว่า ธรรมดา

ยิ่งใกล้ยิ่งเชื่อว่า จะทำเมื่อไหร่ก็ได้

คอนเซ็ปต์นี้อาจใช้ได้ไกลเกินกว่าสถานที่ท่องเที่ยวด้วยนะครับ

มันอาจจะใช้กับคนบางคนก็ได้ อาจจะเป็นพ่อแม่ หรือสามี-ภรรยา

เพราะคนที่อยู่ใกล้กับเรามากๆ บางทีเราก็ take for granted ซึ่งถ้าแปลเป็นไทยแบบไม่เพราะนักก็คือเราเห็นเขาเป็นของตาย

ในมุมกลับกัน หากอยากทบทวนว่า ชีวิตเราตอนนี้เรากำลังละเลยอะไรอยู่ ที่แรกที่ควรมองก็คือห้องนอนของตัวเอง โต๊ะทำงานของตัวเอง และความต้องการของตัวเอง

เพราะของบางอย่างมันอยู่กับเรามานาน และอยู่ใกล้กับเรามากจริงๆ

มากเสียจนจนเราหยุดมองเห็นมันไปตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้

 

—–

“Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ” หนังสือเล่มแรกของผมวางแผงแล้วนะครับ หาซื้อได้ที่ซีเอ็ด นายอินทร์ และศูนย์หนังสือจุฬาครับ >> bit.ly/tgimannounce

TGIM_HardCopies

ความประทับใจจาก TEDx Bangkok 2017

20170806_tedx

เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาผมได้ไปร่วมงาน TEDx Bangkok 2017 ที่โรงละครเคแบงก์สยามพิฆเนศมาครับ

งานเริ่ม 9 โมงเช้า แต่กว่าผมจะไปถึงก็ 10 โมงกว่าแล้ว เพราะคืนวันศุกร์มีงานเลี้ยงศิษย์เก่า Thomson Reuters เลยอยู่กันดึกดื่นจนนอนตื่นสาย

ไปถึงงานจึงเป็นช่วงเบรคพอดี พูดจบไปแล้ว 3 คน แต่ก็ยังเหลืออีกหลายคนให้ฟัง และหลายอย่างให้ดู

นี่คือสิ่งที่ผมประทับใจจากงานนี้ครับ

1. ความคุ้มค่า ตอนแรกเห็นบัตรราคา 1500 บาทผมก็รู้สึกว่ามันแอบแพงอยู่เหมือนกัน แต่ก็เข้าใจว่าถ้าได้ฟังไอเดียบรรเจิดจนเอามาต่อยอดอะไรได้มันก็คงคุ้มแหละ

การจองบัตร TEDx จะว่าง่ายก็ง่าย จะว่ายากก็ยาก ง่ายตรงที่คุณจะเป็นใครก็ลงชื่อได้ แต่ยากตรงที่ตอนสมัครนั้นต้องตอบคำถาม “อัตนัย” หลายข้อ แล้วทีมงานจะเป็นคัดเลือกอีกทีว่าคุณมีสิทธิ์ซื้อบัตรเพื่อมางานนี้รึเปล่า โชคดีที่เขาเลือกผมมาฟังด้วย

ตอนเดินเข้างานเพื่อไปลงทะเบียนและรับป้ายชื่อ ก็ต้องตกใจที่เขามี “ของชำร่วย” ให้เราเยอะขนาดนี้ ทั้งเสื้อยืด TEDX ถุงผ้า TEDx ขวดน้ำ TEDx สมุด TEDx ปากกา Krungsri (!!??) รวมมูลค่าสิ่งของเหล่านี้ (เอาแค่ราคาต้นทุน) ก็น่าจะไม่ต่ำกว่า 300 บาทแล้ว

ในปกหลังด้านในของสมุด ยังมีการ์ด 3 ใบสำหรับอาหารว่าง 2 มื้อและอาหารกลางวันอีก 1 มื้อ ผมไปทันรับอาหารว่างช่วงเช้าพอดี ซึ่งมาในถุงกระดาษจากโรงแรม Marriott แต่สุดท้ายผมไม่ได้กิน เพราะว่าถ่ายรูปถุงเสร็จแล้วลืมหยิบถุงมา!

ส่วนเครื่องดื่มจาก Roots Coffee ก็รสชาติแปลกดี ดื่มเสร็จแล้วยังสามารถนำขวดเปล่า มาใส่ชั้นที่มีช่องนับร้อยช่อง ด้านหลังเขียนคำว่า TED Talks อีกด้วย ผมเลือกที่จะวางขวดเปล่าของผมไว้ตรงฐานของตัว T ตัวแรก เหตุผลเพราะอะไรลองไปทายดูเองนะครับ 🙂

ก็เลยคิดได้ว่า ค่าของชำร่วยบวกค่าอาหารก็น่าจะเกือบ 1000 บาทแล้ว (แม้จะได้สปอนเซอร์มาไม่น้อย) ดังนั้นบัตร 1500 ไม่แพงเลยเมื่อเทียบกับสิ่งที่เราจะได้มา

2. พลังงานบวกสูงมาก ผมมาโรงละครนี้ไม่ต่ำกว่า 5 ครั้งแล้ว แต่ครั้งนี้เป็นครั้งที่ผมสัมผัสกับมวลพลังงานบวกก้อนโตที่สุด

คนที่มาส่วนใหญ่จะเป็นคนในวัยยี่สิบกว่าๆ หรือสามสิบต้นๆ (ผมนี่ถือว่าเลยค่าเฉลี่ยไปแล้ว) แต่ก็มีคนผมสีดอกเลามาด้วยประปราย อาสาสมัคร ซึ่งส่วนใหญ่น่าจะเป็นนักศึกษาหรือเพิ่งจบใหม่ๆ ก็ทำงานอย่างขยันขันแข็ง ยืนชูป้ายบอกทาง ปากก็คอยเปล่งคำสุดเสียงเพื่ออธิบายให้แขกเข้าใจว่าแต่ละจุดมีอะไรให้ทำบ้าง ยิ่งมารู้ทีหลังว่าเขาไม่ได้เงินซักบาทเดียว (ถึงเรียกว่าอาสาสมัครไง!) ก็ยิ่งประทับใจ

(ไม่ต้องได้ตังค์ก็ยังทำงานเต็มที่ได้ แล้วทำไมบางคนยังใช้เรื่องค่าตอบแทนต่ำมาเป็นข้อแก้ตัวในการทำงานเหยาะๆ แหยะๆ อยู่อีก?)

3. Speaker ที่ประทับใจที่สุดคือคนแรกที่ผมได้ฟัง นั่นคือคุณ “ฉิ่ง” วินัย ฉัยรักษ์พงศ์ นักออกแบบสหสาขา (ผมก็เพิ่งเคยได้ยินอาชีพนี้เหมือนกันครับ) ที่มาเล่าให้พวกเราฟังว่ากระบวนการของความคิดสร้างสรรค์นั้นเหมือนกระบวนการที่พ่อแม่ใช้เพื่อให้กำเนิดเราขึ้นมา

คิดภาพเสปิร์มนับร้อยล้านตัววิ่งไปหาไข่ ตัวที่ว่ายเร็วที่สุด แข็งแรงที่สุดก็จะได้ผสมกับไข่และกลายเป็นตัวเราขึ้นมา

คุณฉิ่งบอกว่าความคิดสร้างสรรค์ก็เช่นกัน เราต้องสร้างไอเดียเยอะๆ แถมไอเดียส่วนใหญ่ควรเป็นไอเดียไร้สาระด้วย

แต่ไอเดียเยออย่างเดียวไม่พอ ต้องมี “ไข่” จากแม่ด้วย ซึ่ง “ไข่” ในที่นี้ก็คือ “ปัญหา” ที่เราต้องการจะแก้ หากไอเดียไร้สาระอันไหนมันดันบังเอิญไป “เจาะ” ปัญหานั้นได้ ลูกของมันก็จะออกมาเป็น “creativity” นั่นเอง

4. เพื่อนใหม่ ช่วงพักเที่ยงเขามีพื้นที่ให้เราได้ไปนั่งกินข้าวกับคนแปลกหน้า แม้กระทั่งตอนนั่งในโรงละครเขาก็มีกิจกรรมให้เรารู้จักคนที่อยู่ด้านซ้าย-ขวา-หน้า-หลัง ผมเลยได้รู้จักกับน้องฟรีแลนซ์ที่ทำธุรกิจ 3 ตัวพร้อมกัน ได้รู้จักกับพี่ที่ดูแลห้องสมุด TCDC ส่วนพี่อีกคนก็เคยทำงานอยู่ตึกอื้อจื่อเหลียงเหมือนผมร่วม 10 ปี (แต่ไม่เคยเจอหน้ากันเลย) น้องอีกคนผันตัวจากสถาปนิกมาเป็น AE และกำลังจะไปเที่ยวรัสเซีย ส่วนอีกคนเป็นเลขาของพี่โน๊ส อุดม!

5. คณะเดอะ ชราภาพ เค้าว่ากันวันเรามักจะจำ “เรื่องแรก” กับ “เรื่องสุดท้าย” ได้ดีเสมอ ผมประทับใจกระบวนการความคิดสร้างสรรค์จากคุณฉิ่งไปแล้ว และผมก็ได้ประทับใจกับการแสดงของคณะเดอะ ชราภาพ ซึ่งเป็นการแสดงปิดท้าย TEDx Bangkok 2017 ด้วย

วงเดอะชราภาพมีแต่คนอายุยี่สิบกว่าๆ แต่เพลงทุกเพลงที่น้องเขาทำขึ้นมาจะต้องมีคนชรามามีส่วนร่วมด้วยเสมอ (ไม่ว่าจะร้อง เล่นดนตรี หรือเต้นระบำ) ด้วยความเชื่อที่ว่า ในเมื่อมนุษย์ทุกคนต้องแก่อยู่แล้ว ทำไมเราไม่ทำความรู้จักกับความชราภาพให้ดี ดูว่าเขาคิดยังไง รู้สึกยังไง สนใจเรื่องอะไร ทำอะไรได้บ้าง ช่องว่างระหว่าง “เรา” กับ “คนแก่” จะได้น้อยลง

ภาพที่ผมประทับใจที่สุดคือตอนที่พวกเขาเล่นเพลงสุดท้าย ท่อนฮุคมีเนื้อหาประมาณว่า “เอลวิสยังอยู่” ซึ่งต้องการจะสื่อว่า ต่อให้ร่างกายภายนอกจะโรยราไปแค่ไหน แต่ข้างในจิตใจเขาก็ยังมีความเฮี้ยวมีความเฟี้ยวเหมือนเอลวิสวัยหนุ่มเหมือนเดิม คนที่ออกมาหน้าเวทีเป็นคุณอาวัยห้าสิบกว่าๆ แต่งตัวเป็นเอลวิสออกมาดิ้นได้มันสะแด่วแห้ว คนดูตบมือกันทั้งฮอล แต่จุดไคลแมกซ์สำหรับผมคือตอนที่คุณลุงวัย 60-70 ออกมาเต้นด้านข้างๆ เอลวิส กันสี่ห้าคน คนดูสนุกมาก แต่คุณลุงสนุกมากกว่า

จังหวะนั้นผมนี่น้ำตาคลอเบ้าเลยนะครับ เพราะถ้าผมเป็นคุณลุงที่ได้ไปยืนโยกย้ายอยู่ตรงนั้น ผมคงจะซาบซึ้งใจมากที่เด็กๆ วงเดอะชราภาพได้ทำให้ผมได้ขึ้นมาอยู่บนเวที TEDx ได้รับเสียงตบมือและเสียงเชียร์จากทุกคน (ยิ่งถ้าเทียบกับชีวิตเปลี่ยวเหงาที่รออยู่ที่บ้านด้วย) มันคงเป็นประสบการณ์ที่ผมจะจดจำไปตลอดเวลาที่เหลืออยู่ ขอบคุณน้องๆ จริงๆ ที่ได้มอบความรู้สึกดีๆ ให้กับคนที่มักจะถูกหลงลืมคนนี้

พอหอมปากหอมคอกับ TEDx Bangkok 2017 นะครับ หวังว่าปีหน้าจะได้ไปร่วมงานนี้อีกในอนาคต ไม่ว่าจะในฐานะคนฟังหรือคนพูดก็ตาม 😉

นิทานภิกษุกับหญิงสาว

20170804_bhikku

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

หลวงพ่อตันซัน เป็นพระเซ็นที่มีความแตกฉานมาก ท่านมีชีวิตอยู่เมื่อประมาณ 100 ปีมานี่เอง ท่านเป็นอาจารย์สอนวิชาปรัชญาในมหาวิทยาลัยอิมพีเรียลในโตเกียวด้วย

วันหนึ่ง ท่านได้ชวนท่านเอกิโด เพื่อนพระภิกษุซึ่งเคร่งครัดหยุมหยิมในระเบียบแบบแผนต่างๆ ออกเดินธุดงค์
ระหว่างทาง พอมาถึงที่ต่ำเป็นแอ่งมีโคลนเฉอะแฉะ จะเดินอ้อมก็ไม่ได้ ก็เห็นผู้หญิงคนหนึ่งแต่งตัวเสียสวยงาม กำลังเก้ๆ กังๆ พยายามจะเดินข้ามตรงที่แฉะ แต่ไม่กล้า เพราะกลัวเครื่องแต่งกายที่งดงามจะเปรอะเปื้อน

ก่อนที่ท่านเอกิโดจะแปลกใจที่มีหญิงสาวแต่งตัวเสียสวยงามมาเดินอยู่ในป่าคนเดียว ก็ต้องตกตะลึง
เพราะเห็นท่านตันซันก้าวเดินสวบๆ เข้าไปหาหญิงผู้นั้น แล้วช้อนร่างอุ้มเดินข้ามแอ่งโคลนไป พอพ้นก็วางลงเหมือนกับไม่มีอะไรเกิดขึ้นทั้งสองเดินทางต่อไปโดยไม่ได้ปริปากพูดจากัน

จนกระทั่งถึงเวลาหยุดพักค่ำวันนั้น เมื่อจัดเตรียมที่พักแล้ว ท่านเอกิโดก็หลุดปากออกมาอย่างกลั้นใจจะไม่พูดไม่ไหว เป็นเชิงสั่งสอนท่านตันซัน ว่า

“พวกเราเป็นพระ น่าจะไม่เข้าใกล้ผู้หญิงจะดีกว่า ยิ่งแตะเนื้อต้องตัวด้วยแล้วยิ่งไม่ถูกต้อง ทำไมท่านถึงทำอย่างนั้น?”

“ผมวางเด็กสาวคนนั้นลงไปตั้งแต่ตอนเช้าแล้ว ท่านยังจะมาแบกเอาไว้จนถึงเดี๋ยวนี้อยู่อีกหรือ”


ขอบคุณนิทานจากกระทู้ Pantip โดยคุณอาโก หนองจอก

Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ

20170804_tgim2

หนังสือใหม่ของผมออกแล้วนะครับ!

ชื่อหนังสือว่า Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ

(จากนี้ไปขอเรียกชื่อย่อว่า TGIM ทีจีไอเอ็ม)

TGIM_HardCopies

 

TGIM เกี่ยวกับอะไร?
—–
จุดประสงค์หลักของ TGIM คือชี้ให้เห็นคุณค่าของงานประจำที่เรามีอยู่ และพัฒนาตัวเองให้เก่งขึ้นมา เพื่อจะได้มีความสุขกับงานและมีความสุขกับชีวิต

ชื่อหนังสือนั้นล้อกับคำฝรั่ง Thank God It’s Friday ซึ่งเป็นเหมือนคำขอบคุณพระเจ้าว่าเฮ้อ ถึงวันศุกร์เสียที (หลังจากเหน็ดเหนื่อยกับงานมาทั้งสัปดาห์)

แต่ถ้าเราเห็นคุณค่าของงานประจำและทำมันได้อย่างดีแล้ว เราก็จะรู้สึกขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ เพราะมันทำให้เรามีรายได้ ให้เราได้แสดงฝีมือ ให้เราเป็นคนมีคุณค่า ให้เราได้ดูแลคนที่เรารัก

และเมื่อเรารู้สึกอย่างนี้แล้ว วันจันทร์ก็จะเป็นวันที่เราอยากลุกขึ้นมาทำงานครับ

หนังสือเล่มนี้เหมาะกับใคร?
—–
– คนทำงานประจำที่อยากจะเก่งกว่านี้ มีความสุขมากกว่านี้ (ไม่ว่าคุณจะเป็นเจ้านายหรือลูกน้อง)
– คนทำงานประจำที่พอใจกับจุดที่ตัวเองเป็นอยู่แล้ว แค่เพียงรู้สึกอยาก “ทวงคืนศักดิ์ศรี” ให้มนุษย์เงินเดือน หลังจากโดนกระแสที่ว่างานประจำไม่ดีอย่างโน้น-งานประจำไม่ดีอย่างนี้มานานหลายปี

– เจ้าของธุรกิจที่ปวดหัวกับลูกน้อง (ซื้อให้ลูกน้องอ่าน และควรอ่านเองด้วย)
– ฟรีแลนซ์ที่ยังจัดการชีวิตตัวเองไม่ค่อยได้ เก็บเงินไม่ได้ ทำงานไม่ทัน ฯลฯ
– คนทำงานไม่ประจำที่อยากดึงสิ่งดีๆ จากงานประจำมาประยุกต์ใช้ให้เข้ากับบริบทของตัวเอง

– นักศึกษาที่กำลังครุ่นคิดว่าจะเอายังไงกับชีวิตดี
– พ่อแม่ของนักศึกษาที่กำลังครุ่นคิด (ซื้อให้ลูกอ่าน)

– คนที่เพิ่งติดตามบล็อก Anontawong’s Musings​ มาไม่นาน เลยอยากจะซื้อหนังสือนี้ไว้อ่านตอนเก่าๆ ที่อาจเคยพลาดไป
– คนที่ติดตามบล็อกนี้มานานแล้ว อ่านเกือบทุกตอน ชีวิตก็ดีอยู่แล้ว แต่อยากซื้อเพื่อเป็นกำลังใจให้ผู้เขียน

หนังสือเล่มนี้ไม่เหมาะกับใคร?
—–
ตัวผมเองนั้นทำงานประจำในลักษณะงานออฟฟิศมาโดยตลอด ดังนั้นเรื่องราวและเทคนิคต่างๆ ในหนังสือเล่มนี้อาจไม่ได้ตอบโจทย์คนที่ไม่ได้ทำงานในออฟฟิศ เช่นตำรวจ ทหาร หรือโฟร์แมนดูแลงานก่อสร้างครับ

เนื้อหาหนังสือทั้งหมดมาจากบล็อกรึเปล่า?
——
เนื้อหาส่วนใหญ่มาจากบล็อกครับ เป็นเนื้อหาที่ผ่านการคัดสรร ปรับปรุง ตัดต่อ จัดหมวดหมู่ โดยคำนึงถึงความรื่นรมย์ในการอ่านและความง่ายดายต่อการนำสิ่งที่อ่านเจอไปใช้ต่อได้ทันที

บทความบางตอนอาจไม่ได้มีคนแชร์ในบล็อกมากนัก แต่ถ้าผมเห็นว่ามันดีผมก็จะคัดมาใส่ไว้ในหนังสือ เพราะ “ของดัง” กับ “ของดี” บางทีก็เป็นคนละเรื่องกัน

และแน่นอน TGIM มีเนื้อหาที่ไม่ได้อยู่ในบล็อกด้วย เป็นสิ่งที่ผมเขียนขึ้นมาใหม่เพื่อให้หนังสือเล่มนี้ทำหน้าที่ของมันได้อย่างสมบูรณ์มากขึ้น

2017-11-04 07_46_32-Good Work 1-234 21 6 60 toparbpim_Pik_RutComments.pdf - Adobe Acrobat Reader DC

2017-11-04 07_46_47-Good Work 1-234 21 6 60 toparbpim_Pik_RutComments.pdf - Adobe Acrobat Reader DC

 

Shut up and take my money!

สำหรับคนที่พร้อมจะซื้อหนังสือแล้ว มี 3 ทางเลือกครับ

1. สั่งออนไลน์กับผม (แถมลายเซ็นแต่อาจต้องรอนิดนึงนะครับ) ดูรายละเอียดได้ที่ http://bit.ly/tgimorder2

2. ซื้อที่ร้านซีเอ็ด นายอินทร์ หรือศูนย์หนังสือจุฬา

3. ซื้อที่เว็บไซต์ซีเอ็ด https://goo.gl/KXJL3Q

ขอบคุณทุกๆ คนมากครับ

รุตม์ – อานนทวงศ์ มฤคพิทักษ์
Anontawong’s Musings

#TGIM

หากเจอใครที่กำลังค้นหาความจริง จงเดินไปกับเขา

20170803_seekthetruth

หากเจอใครที่คิดว่าตัวเองค้นพบความจริงแล้ว จงหนีไปให้ไกลๆ

Walk with those seeking truth… Run from those who think they’ve found it.
-Deepak Chopra

อาจเป็นเพราะการมาถึงของโซเชียลมีเดีย ที่ทำให้ทุกคนมีที่ยืนและประกาศตัวตนในโลกไซเบอร์ได้ (รวมถึงตัวผมเองด้วย)

ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา เราจึงมี “กูรู” กำเนิดใหม่มากมาย

ไม่ว่าจะเป็นกูรูการตลาด กูรูการลงทุน กูรูความสวยความงาม กูรูรถ

รวมถึงกูรูด้านจิตวิญญาณและนักสร้างแรงบันดาลใจ

ในยุคที่กูรูแทบจะเดินไหล่ชนกัน คำถามสำคัญก็คือ เราจะรู้ได้อย่างไรว่าใครตัวจริง ใครตัวปลอม?

มีคนเคยบอกว่า วิธีดูง่ายๆ ก็คือคนที่ออกมาสอนเหล่านั้นเขาเคยประสบความสำเร็จมาแล้วหรือยัง

ซึ่งแม้วิธีการนี้จะเป็นมาตรวัดที่ดี แต่ก็มีปัญหาสองอย่าง

หนึ่งคือการสืบว่าเขาสำเร็จแล้วหรือยังอาจไม่ได้ง่ายดายขนาดนั้น

และสอง (ซึ่งสำคัญกว่า) คนบางคนอาจจะเกิดมาเพื่อสอน ไม่ได้เกิดมาเพื่อทำ

เช่น Jose Mourinho ซึ่งตอนเป็นนักฟุตบอลก็ได้เตะเพียงดิวิชั่นสองของโปรตุเกส แต่เขาก็ยังเป็นโค้ชที่คุมทีมระดับโลกอย่างแมนยูและเรอัล มาดริดได้

ส่วนบางคนแม้จะทำเก่ง แต่ก็ถ่ายทอดไม่เก่ง เช่น Sir Alex Ferguson ที่เป็นโค้ชที่ประสบความสำเร็จที่สุดคนหนึ่ง แต่หนังสืออัตชีวประวัติของเขานั้นผมอ่านแล้วจับใจความอะไรไม่ได้เลย

ดังนี้แล้ว เราจะดูได้อย่างไรอีกว่าใครตัวจริง ใครตัวปลอม?

คำตอบเดียวที่ผมพอคิดได้ คือ “ดูกันยาวๆ” ครับ

รู้มั้ยครับว่าตอนที่ Warren Buffett อายุ 60 ปี (หลังจากเป็นนักลงทุนมาทั้งชีวิต) เขามีทรัพย์สินเพียง 5% ของตอนนี้เท่านั้น ความมั่งคั่งอีก 95% ที่เหลือตามมาหลังจากเขาเลยวัยเกษียณไปแล้ว 

ร้านค้าออนไลน์อย่างอเมซอนก่อตั้งเมื่อปี 1994 แต่กว่าจะเริ่มมีกำไรก็ต้องรอถึงปี 2003 

Walk with those seeking truth… Run from those who think they’ve found it.

ในยุคที่ความจริงกับเรื่องแต่งนั้นแทบจะเป็นเนื้อเดียวกัน ทักษะที่สำคัญเป็นอย่างยิ่งสำหรับเราในฐานะผู้บริโภค ก็คือการแยกแยะให้ออกว่าอะไรคือแก่น อะไรคือเปลือก

ฟังเขาได้ เรียนรู้จากเขาได้ รักเขาได้ แต่ขอให้รักอย่างมีสตินะครับ


facebook.com/anontawongblog
anontawong.com/archives