เราไม่เคยใช้ปากกาจนหมดด้าม

20170812_pen

เช้าวันนี้ผมไม่ได้เขียนบล็อกเพราะต้องนั่งเซ็นหนังสือ Thank God It’s Monday ให้คนที่สั่งออนไลน์มากับผมโดยตรง*

ปากกาที่ผมใช้เป็นปากการหมึกซึมสีดำ ด้ามสีขาวมีลายหัวใจหลายร้อยดวง ขัดกับบุคลิก Anontawong’s Musings สุดๆ

พอเซ็นหนังสือเสร็จ ผมก็นึกขอบคุณปากกาด้ามนี้เบาๆ พร้อมกับขอให้มันอยู่กับผมไปนานๆ จนกว่าจะหมึกจะหมดด้ามนั่นแหละ

—-

ผมคิดว่าคนส่วนใหญ่เป็นเหมือนผม ที่แทบไม่เคยใช้ปากกาจนหมึกหมดเลย

ผมเริ่มใช้ปากกาตั้งแต่ป.5 (อนุบาลถึงป.4 เขาให้ใช้ดินสอ)

ตลอด 27 ปีที่ผ่านมา น่าจะมีปากกาผ่านมือผมไม่ต่ำกว่า 500 ด้าม แต่ผมน่าจะใช้ปากกาจนหมึกหมดไม่เกิน 5 ด้าม ไม่รู้เหมือนกันว่าอีก 495 ด้ามมีชะตากรรมอย่างไร หลายเล่มคงถูกคนอื่นใช้ หลายเล่มอาจถูกทำหัก และอีกหลายเล่มอาจจะถูกวางไว้เฉยๆ จนหมึกแห้งไปเองและรอวันถูกทิ้ง

ปากกาหลายด้ามจึงถูกส่งไปสุสานทั้งๆ ที่หมึกยังไม่หมด จะนับว่าเป็นโศกนาฎกรรมอย่างหนึ่งก็ได้

แล้วผมก็ฉุกคิดขึ้นมาว่า จริงๆ แล้วชีวิตของเราก็ไม่ต่างกับปากการึเปล่า?

กว่า 14,000 วันที่ผมใช้ชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ มีวันที่ผม “ใช้ชีวิตจนหมดด้าม” กี่วันกัน?

เคยทำงานแบบทุ่มสุดตัวก่ี่ครั้ง?

มีความสามารถบางอย่างที่ไม่เคยเอาออกมาใช้หรือเปล่า?

เคยรักคนๆ หนึ่งสุดหัวใจบางมั้ย?

เคยใส่ใจคนที่อยู่ต่อหน้าเราอย่างเต็มที่หน?

เคยเตะบอลแล้ววิ่งจนไม่เหลือแรงแม้แต่จะเดินบ้างรึเปล่า?

ปากกาชีวิตนั้นเป็นปากการีฟิล (refill) เราจึงไม่มีเหตุผลต้องไปกลัวที่จะใช้ชีวิตในแต่ละวันให้หมดด้าม

สิ่งที่น่ากลัว (และน่าเสียดาย) ก็คือการที่ปากกาของเราถูกส่งเข้าสุสานทั้งๆ ที่ยังมีหมึกค้างอยู่เต็มด้ามต่างหาก

—–

* ดูรายละเอียดได้ที่ bit.ly/tgimannounce – ถ้าซื้อหน้าร้านได้อยากให้ไปซื้อหน้าร้านมากกว่าครับ จะได้พลิกดูก่อนตัดสินใจ และจะเป็นการช่วยดันให้หนังสือติดอันดับด้วย แต่ถ้าไม่สะดวกจริงๆ ค่อยสั่งออนไลน์กับซีเอ็ดหรือสั่งกับผมครับ (สั่งกับผมจะช้าหน่อย แต่จะได้ลายเซ็น)

นิทานเรือชน

20170811_boat

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

พระเซ็นรูปหนึ่งตัดสินใจปลีกวิเวกด้วยการพายเรือออกไปกลางทะเลสาบ นั่งลงหลับตา แล้วเริ่มต้นการทำสมาธิ

หลังจากนั่งภาวนาอย่างสงบราวสองชั่วโมง ท่านก็รู้สึกถึงเรือลำหนึ่งที่แล่นมากระทบเรือที่ท่านนั่ง ท่านเริ่มมีอาการหงุดหงิดเล็กน้อยแต่ก็ยังนั่งหลับตาต่อไปเพราะคิดว่าเดี๋ยวเรือลำนั้นก็คงจากไป

ผ่านไปหลายนาที เรือลำนั้นก็ยังมากระทบเรือที่ท่านนั่งอยู่เรื่อยๆ พระเซ็นจึงหมดความอดทนและลืมตาขึ้นมาเพื่อจะตำหนิคนที่ช่างกล้าดีมารบกวนท่านถึงเพียงนี้

แต่เมื่อท่านลืมตา ท่านก็เห็นเพียงเรือเปล่าๆ ลำหนึ่ง ไม่มีใครนั่งอยู่ในเรือ เรือของท่านกับเรือเปล่าลำนั้นคงโดนลมเบาๆ พัดมาให้ชนกันเอง แล้วความโกรธของท่านก็หายไปในพริบตา

จากวันนั้นเป็นต้นมา หากพระเซ็นได้พบกับใครที่ทำให้ท่านโกรธหรือหงุดหงิด ท่านจะบอกตัวเองเสมอว่า “คนๆ นั้นเป็นเพียงเรือเปล่า แต่ความโกรธนั้นล้วนผุดออกมาจากใจเราทั้งสิ้น”

—–

ขอบคุณนิทานจาก Quora: Raja Sharma’s answer to What’s the best way to react when someone is shouting at you in anger?

ถ้าคุณอยากต่อเรือซักลำ

20170810_buildaship

วิธีแรก คือตีฆ้องร้องป่าวให้คนไปหาท่อนซุง แบ่งหน้าที่ และคอยสั่งการ

วิธีที่สอง คือเล่าเรื่องราวแห่งท้องทะเลอันกว้างใหญ่ไพศาล จนพวกเขาถวิลหาการออกผจญภัย

“If you want to build a ship, don’t drum up the men to gather wood, divide the work, and give orders. Instead, teach them to yearn for the vast and endless sea.”
― Antoine de Saint-Exupéry

ว่ากันว่า ทักษะที่สำคัญที่สุดของการเป็นผู้นำ คือการเป็นนักเล่าเรื่องที่ดี

บางทีเรื่องราวสั้นๆ แค่ไม่กี่ประโยค ก็สามารถเปลี่ยนโลกไปตลอดกาลได้

ใครที่อ่านบทความ Sapiens ที่ผมเคยสรุปเอาไว้ อาจจะพอจำได้สิ่งมีชีวิตแรกโลกนี้ถือกำเนิดขึ้นเมื่อ 3,800 ล้านปีที่แล้ว ส่วนเผ่าพันธุ์ Homo Sapiens อย่างเราก็อยู่บนโลกใบนี้มาอย่างน้อยๆ 200,000 ปี

ในช่วงเวลาอันยาวนานนี้ เราอาจจะเดินทางขึ้นเหนือล่องใต้ ท่องทะเลหรือปีนป่ายภูเขา แต่เราก็ยังไม่เคยไปได้ไกลกว่าดาวเคราะห์ที่ชื่อว่าโลกดวงนี้

ในปี 1961 ประธานาธิบดี John F. Kennedy ได้กล่าวปราศรัยในสภาคองเกรสว่า

“I believe that this nation should commit itself to achieving the goal, before this decade is out, of landing a man on the moon and returning him safely to the earth.”

“ผมเชื่อว่าอเมริกาควรตั้งเป้าหมายที่จะส่งมนุษย์ไปดวงจันทร์และพาเขากลับมาอย่างปลอดภัยให้ได้ก่อนหมดทศวรรษนี้”

อีกเพียง 8 ปีต่อมา มนุษย์ก็ได้กลายมาเป็นสิ่งมีชีวิตแรกในรอบ 3,800 ล้านปีที่ออกจากอาณาเขตของโลก และได้ไปยืนอยู่บนดวงจันทร์จริงๆ

ลองนึกภาพถึงคนที่เราชื่นชม ก็อาจพบว่าเขาเป็นนักเล่าเรื่องที่ดีทั้งนั้น

Steve Jobs เล่าเรื่องของการ “คิดต่าง” (think different) จนสร้างอุปกรณ์ที่ดีที่สุด งดงามที่สุดแห่งยุคสมัยได้

Elon Musk ผู้ก่อตั้ง SpaceX เล่าเรื่องของความอยู่รอดของมนุษยชาติ ด้วยการสร้างยานอวกาศที่จะพามนุษย์ไปอาศัยอยู่บนดาวอังคารได้

หรือแม้กระทั่งพี่ตูน บอดี้สแลม ก็เป็นนักเล่าเรื่่องราวแห่งการไม่ละทิ้งความฝันและความเชื่อ

“If you want to build a ship, don’t drum up the men to gather wood, divide the work, and give orders. Instead, teach them to yearn for the vast and endless sea.”

กลับมามองที่ตัวเอง

การมีทักษะการจัดการที่ดี (ตีฆ้องร้องป่าว แบ่งหน้าที่ และออกคำสั่ง) อาจทำให้เราทำงานสำเร็จ แต่ไม่อาจซื้อใจลูกน้องเราได้

แต่ถ้าเราสามารถเล่าได้ว่าเราจะทำสิ่งนี้ไปเพื่ออะไร ทำแล้วเขาจะได้รับประสบการณ์แบบไหน แล้วมันจะมีประโยชน์อะไรกับโลกใบนี้ ผมเชื่อว่าเราจะเป็นผู้นำที่ทำงานสำเร็จแถมยังเป็นที่รักด้วยนะครับ

—–

Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ” หนังสือเล่มแรกของผมวางแผงแล้ว หาซื้อได้ที่ซีเอ็ด นายอินทร์ B2S และศูนย์หนังสือจุฬาครับ

TGIM_HardCopies

ข้อคิดจากพี่ต่อ ฟีโนมีน่า

201708909_torphenomena

ถ้าลองนึกถึงชื่อโฆษณาไทยที่คุณโปรดปรานซัก 3 เรื่อง มีโอกาสสูงมากที่อย่างน้อยหนึ่งในนั้นจะเป็นฝีมือการกำกับของพี่ต่อ ฟีโนมีน่า

เช่นหนังโฆษณาซึ้งๆ ของไทยประกันชีวิต (ปู่ชิว, แม่ต้อย, Que Sera Sera)

หรือโฆษณา จน เครียด กินเหล้า!  ของสสส.

หรือโฆษณาเงินติดล้อ – เราไม่อยากให้คุณกลับมาหาเราอีก

งานของพี่ต่อกวาด Cannes Lion ซึ่งเปรียบเสมือนรางวัลออสการ์ของคนทำโฆษณามาแล้วหลายสิบรางวัล จนนิตยสาร a day ต้องเชิญพี่ต่อมาขึ้นปกแล้วพาดหัวว่าคนคนนี้คือผู้กำกับโฆษณาอันดับ 1 ของโลก

ผมจึงดีใจมากที่เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาพี่ต่อได้เข้ามาพูดให้พนักงานที่บริษัทวงในร้อยกว่าคนฟัง (ทุกๆ สองศุกร์ เราจะมีกิจกรรม Wongnai WeShare ที่เราจะเชิญคนเจ๋งๆ มาร่วมพูดคุย)

พี่ต่อมาพูดโดยไม่มีสคริปต์ เน้นตอบคำถามเป็นหลัก และการตอบแต่ละข้อพี่ต่อจะหยุดคิดก่อนพูดเสมอ (เป็นการพูดคุยที่มี “ความเงียบ” แซมอยู่ตลอดทางมากที่สุด)

นี่คือข้อคิดที่ผมได้จากการฟังพี่ต่อในวันนั้นครับ

1. ใช้ชีวิตให้ตรงประเด็น เราถามพี่ต่อไปว่า อะไรคือปัจจัยหลักที่ทำให้เขาประสบความสำเร็จ พี่ต่อตอบว่าเขาแค่เป็นคนจับประเด็นเก่ง และหลักการการทำงานของเขาก็คือเวลาทำงาน ก็ทำให้ดีที่สุด พองานเราดี จะแต่งตัวยังไงก็ไม่สำคัญ ขับรถอะไรก็ไม่เกี่ยว connection ก็ไม่จำเป็น เพราะงานเราดีซะอย่าง ยังไงเขาก็ต้องจ้างเรา พอเราใช้ชีวิตตรงประเด็น ชีวิตมันก็จะง่าย

2. ทำอะไรควรสร้างการผลิต สำหรับคนที่อยากรวย อยากมีอิสระทางการเงินเร็วๆ พี่ต่อแนะนำให้ลองสำรวจดูว่า กิจกรรมที่เราทำหรือเงินที่เราใช้ไปนั้นมันสร้างการผลิตรึเปล่า ถ้าไม่สร้างการผลิตก็พยายามอย่าไปทำ เช่นปลูกไม้ประดับไม่สร้างการผลิต ปลูกผักสวนครัวสร้างการผลิต นั่งคุยการเมืองไม่สร้างการผลิต ถ้าคุณเป็นห่วงบ้านเมืองก็ลุกขึ้นมาทำอะไรซักอย่างไปเลย

3. อ่านหนังสือให้เยอะๆ เราจะเข้าใจคนดู (ลูกค้า / Consumers) ได้ก็ต่อเมื่อเราเข้าใจว่าเขาเป็นใครมาจากไหน ธรรมชาติของเขาเป็นอย่างไร พี่ต่อจึงอ่านหนังสือประวัติศาสตร์ไทยเยอะมาก รวมถึงอ่านหนังสือขึ้นหิ้งอย่างสามก๊ก ซุนวู มูซาชิด้วย ถามว่าพี่ต่อจะแนะนำหนังสืออะไรให้พนักงานวงในอ่าน พี่ต่อพูดถึงหนังสือ Good Luck ของนานมีบุ๊คส์ เป็นหนังสือที่บอกว่าโชคไม่มีอยู่จริง ความสำเร็จเป็นสิ่งที่เราสร้างเอง (เย็นวันนั้นมีน้องวิ่งไปซื้อมา 4 เล่มเลยนะครับ ผมเองก็ไปสอยมาแล้วหนึ่งเล่มเช่นกัน ไว้จะเล่าให้ฟังในโอกาสต่อไป)

4. อย่าพยายามทำปลาแซลม่อนให้เป็นปลาช่อน เวลาเลือกคนมาแสดงโฆษณา พี่ต่อจะเลือกคนที่ทำสิ่งๆ นั้นเป็นอยู่แล้ว เช่นถ้าตัวละครต้องขี่มอเตอร์ไซค์ เขาก็จะไม่เอาคนขับรถยนต์มาแสดง เพราะแค่แอคติ้งง่ายๆ อย่างการปิดเบาะมอเตอร์ไซค์ลง คนขี่มอเตอร์ไซค์จะทำได้สมจริงกว่าคนขับรถยนต์แน่ๆ ถ้าเราอยากได้ปลาช่อนก็อย่าไปเอาปลาแซลม่อนมาทำให้เป็นปลาช่อน สู้เอาเวลาไปเฟ้นหาปลาช่อนดีกว่า

5. ปัญหาเป็นเรื่องดี เพราะมันบอกให้รู้ว่ายังมีอะไรที่ไม่ดี เริ่มจากคำถามที่ว่ามีโฆษณาตัวไหนที่พี่ต่อไม่ชอบมั้ย พี่ต่อตอบว่ามีหลายตัวมากที่พอกลับไปดูแล้วเจอจุดที่มันควรจะดีกว่านี้ได้ เช่นแอคติ้งมากเกินไป ซาวด์ไม่โอเค ฯลฯ แต่กว่าจะรู้ตัวคือต้องผ่านไปซัก 1 ปีแล้วกลับมาดูใหม่ เพราะพอทำงานไปเยอะๆ รสนิยมของเราจะดีขึ้นเรื่อยๆ แล้วเราจะมองเห็นข้อผิดพลาดของตัวเองได้ดีขึ้น พอเจองานที่เขาไม่ชอบแล้ว พี่ต่อจะจำแนกออกมาเป็นข้อๆ เลยว่ามีอะไรบ้างไม่ชอบเพราะอะไร แล้วพี่ต่อก็จะไม่ทำมันอีก

พี่ต่อบอกว่าข้อผิดพลาดโคตรมีประโยชน์ เพราะถ้าเราเรียนรู้จากมันและไม่ทำมันผิดซ้ำ กราฟชีวิตของเราจะพุ่ง อันนี้เป็นประเด็นที่สำคัญที่สุดในวันนั้นสำหรับผม เพราะผมรู้ตัวว่าไม่ค่อยกล้าสบตากับจุดอ่อนของตัวเองซักเท่าไหร่ เช่นไม่ค่อยกลับไปอ่านงานเขียนเก่าๆ และไม่กล้าอัดวีดีโอตัวเองตอนที่สอนหนังสือ แต่จากนี้ไปจะต้องลองดูซักหน่อยแล้วครับ

ขอบคุณพี่ต่ออีกครั้งที่สละเวลามาเล่าประสบการณ์และแนวทางการดำเนินชีวิตให้พวกเราฟัง และขอบคุณยุ้ย เพื่อน HR ที่เคยทำงานอยู่ฟีโนมีน่าและได้มารู้จักกันที่ทอมสันรอยเตอร์ ที่ช่วยประสานงานจนเชิญพี่ต่อสำเร็จนะครับ

—–

ป.ล. ปีแรกที่ผมเขียนบล็อก ผมมีเขียนถึงพี่ต่อในเรื่อง เงิน/ความสุข/คุณค่าด้วยนะครับ

ป.ล.2 “Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ” หนังสือเล่มแรกของผมวางแผงแล้ว หาซื้อได้ที่ซีเอ็ด นายอินทร์ B2S และศูนย์หนังสือจุฬาครับ

TGIM_HardCopies

กฎ 5 คน (และเหตุผลที่คนดีกลายเป็นคนโกง)

20170808_fivepeople

ในหนังสือของฝรั่งที่เกี่ยวกับการสร้างความร่ำรวย มักจะมีข้อความนึงที่ถูกพูดถึงบ่อยๆ นั่นคือ

You are the average of the 5 people you spend most time with – คุณจะเป็นค่าเฉลี่ยของคน 5 คนที่คุณใช้เวลาด้วย

ประมาณว่า ถ้าเราใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับ 5 คนไหน รายได้ของเราก็จะเป็นค่าเฉลี่ยของ 5 คนนั้น

แต่มันยังมีมิติอื่นนอกจากเรื่องรายได้

ถ้าเพื่อนๆ 5 คนที่คุณไปเที่ยวด้วยเป็นคนอ้วน คุณก็มีแนวโน้มที่จะเป็นคนอ้วนมากขึ้น

ถ้าเพื่อนๆ คุณมีแต่คนสูบบุหรี่ คุณก็มีสิทธิ์ที่จะติดบุหรี่มากขึ้น

ถ้าเพื่อนๆ ของคุณชอบออกกำลังกาย คุณก็มีโอกาสมากขึ้นที่จะออกกำลังกายเช่นกัน

แต่มันยังมีอีกมุมที่ฝรั่งไม่ค่อยพูดถึง แต่ผมคิดว่ากฎ 5 คนสามารถอธิบายปรากฎการณ์นี้ได้

นั่นคือการโกงกินของข้าราชการและนักการเมือง

ไม่ว่าตอนเริ่มต้นสายอาชีพนี้เราจะตั้งใจดีแค่ไหน อยากทำเพื่อประเทศอย่างไร แต่ถ้าเราเข้าไปอยู่ในหมู่คนที่โกงกินแล้ว ก็ยากยิ่งนักที่จะยังรักษาความซื่อสัตย์เอาไว้ได้

นึกภาพว่าเราถูกจับโยนบ่อขยะ

30 วินาทีแรกที่เราอยู่ตรงนั้นเราจะรู้สึกเหม็นจบแทบจะอาเจียนออกมา แต่พออยู่ไปซักพัก เราก็จะเริ่มรู้สึกว่า ถึงจะยังเหม็นอยู่แต่ก็ไม่ทรมานเหมือนตอนแรก

เพราะร่างกายของเรามีการปรับตัวจนจมูกของเรา “desensitized” หรือชินกับกลิ่นเหม็นนั้นไปเรียบร้อย

ผมเชื่อว่าความคุ้นชินหรือ desensitized นี่ไม่ได้เป็นเฉพาะเรื่องทางกายเท่านั้น แต่ใจเราก็สามารถ desensitized ได้เช่นกัน

ผมจึงพอนึกภาพออกเลยว่าคนทำงานการเมืองหลายคนนั้นก็เริ่มต้นจากความตั้งใจที่จะทำอะไรดีๆ เพื่อบ้านเมือง และเกลียดคนโกงพอๆ กับผมหรือทุกท่านที่อ่านบล็อกนี้อยู่นั่นแหละ

แต่พอเขาต้องเข้าไปอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยการโกงกินจนกลายเป็นเรื่องธรรมดา (norm) ไปแล้วนั้น โอกาสที่เขาจะกลายเป็นคนโกงก็จะพุ่งสูงมาก

ตอนแรกๆ อาจจะไม่ยอมโกงเลย จากนั้นก็โกงนิดหน่อย และพอใจของเขา desensitized กับการโกงนิดหน่อยแล้ว เขาก็จะกล้าโกงมากกว่าเดิม

ผ่านไปซัก 5 ปี 10 ปี จิตใจของเขาก็อาจจะชาชินกับการโกงจนเขาไม่เห็นว่ามันเป็นเรื่องใหญ่อะไรแล้ว เปรียบได้กับคนที่อยู่ในกองขยะมานานจนจมูกของเขาไม่รู้สึกว่าขยะกองนั้นเหม็นอีกต่อไปแล้ว

ดังนั้น กฎ 5 คน น่าจะใช้ได้กับทุกสถานการณ์ เราจึงต้องเตือนตัวเองให้เลือกเพื่อนให้ดี

อีกนัยหนึ่ง เราก็ควรจะเสพเนื้อหาจากเพจที่สร้างสรรค์ เพราะนั่นคือ “คนที่เราจะใช้เวลาด้วย” (แม้จะมองไม่เห็นหน้ากัน) มากที่สุดครับ


“Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ” หนังสือเล่มแรกของผมวางแผงแล้วนะครับ https://anontawong.com/2017/08/04/tgim/

TGIM_HardCopies