5 ปัจจัยในการสร้างยอดทีมที่ Google

20170725_5traits

Google เป็นหนึ่งในบริษัทที่คนอยากร่วมงานมากที่สุดในโลก เพราะนอกจากจะมีสวัสดิการอันยอดเยี่ยมแล้ว งานที่ Google ทำออกมาแต่ละอย่างก็ดูจะมีประโยชน์ทั้งนั้น

ที่สำคัญ Google ก็ยังเป็นศูนย์รวมของคนเก่งมากมาย การได้เข้าไปทำงานใน Google ก็เหมือนมีตราประทับรับรองว่าคุณเป็นคน “มีของ” แน่นอน

แต่แม้จะมีตัวเทพเดินชนกันไปหมด บริษัท Google เองก็ยังมีคำถามคาใจว่า “อะไรที่จะช่วยสร้างทีมที่มีประสิทธิภาพได้?” – What makes a Google team effective?

คำตอบแรกที่บางคนอาจคิดได้ ก็คือการเอาคนเก่งมากๆ มาอยู่ทีมเดียวกันแล้วก็ให้โปรเจ็คยากๆ ไปทำก็พอแล้ว

แต่ชีวิตไม่ได้ง่ายดายขนาดนั้น

Google เลยใช้เวลาถึง 2 ปีเพื่อศึกษาทีมงาน 180 ทีมใน Google และพิจารณาคุณสมบัติถึง 250 ข้อเพื่อจะดูว่าคุณสมบัติข้อไหนที่สำคัญทีสุดในการสร้าง “โคตรทีม”

และนี่คือ 5 ปัจจัยที่กูเกิ้ลค้นพบครับ

1. ความพึ่งพาได้ของทุกคนในทีม (dependability) – เราวางใจได้มั้ยว่าทุกคนในทีมจะส่งงานที่มีคุณภาพได้ตรงเวลา

2. โครงสร้างทีมและความชัดเจน (structure & clarity) – เป้าหมายของทีม หน้าที่ของแต่ละคน และแผนการมีความชัดเจนรึเปล่า

3. ความหมายของงาน (meaning of work) – งานนี้มีความหมายกับเรารึเปล่า

4. ความสำคัญของงาน (impact) – งานนี้มีประโยชน์จริงรึเปล่า

5. ความปลอดภัยทางจิตใจ (psychological safety) – เราสบายใจที่จะเสนอมุมมองและพูดสิ่งที่เราคิดจริงๆ ให้เพื่อนร่วมทีมฟังรึเปล่า

ในห้าข้อนี้ ข้อที่สำคัญที่สุดคือข้อสุดท้าย

เราน่าจะคุ้นเคยกับบรรยากาศการประชุมที่มีคนพูดอยู่ไม่กี่คน ในขณะที่คนส่วนใหญ่นั่งเงียบ

หรือเราอาจจะเคยเจอประสบการณ์ที่เราเสนอไอเดียอะไรไปแล้วโดนวิจารณ์กลับหรือสะกัดดาวรุ่ง จนเราขยาดที่จะนำเสนอความเห็นเราในครั้งต่อๆ ไปแล้ว

เมื่อกลัวจะโดนดูว่าไม่ฉลาด หรือรู้แก่ใจว่าพูดไปเพื่อนก็ไม่ฟัง คนเราจึงมีกลไกป้องกันตัวเองด้วยการพูดให้น้อยที่สุด ซึ่งทำให้ทีมพลาดโอกาสที่จะได้ความคิดดีๆ จากลูกทีมคนนี้

เพราะฉะนั้น หากเราเชื่อกูเกิ้ล สิ่งแรกที่ต้องทำคือการสร้างสภาพแวดล้อมที่ช่วยให้ลูกทีมทุกคนรู้สึกสบายใจที่จะแสดงความคิดเห็นของตัวเอง

แค่นึกภาพการประชุมที่ทุกคนได้พูดพอๆ กัน ได้ถกเถียงกันด้วยความเคารพเพื่อจะได้คัดสรรสิ่งที่ดีที่สุด ก็ spark joy แล้วครับ

—–

ขอบคุณข้อมูลจาก Rework: The five keys to a successful Google team 

Time Management Workshop วันอาทิตย์ที่ 6 สิงหาคม ยังมีที่ว่างอีก 5 ที่ ดูรายละเอียดการสมัครได้ที่ https://goo.gl/wF7mS2

เป็นเพื่อนกับปัจจุบัน

20170723_friend

วันนี้ได้ฟัง Eckhart Tolle (เอ๊คฮาร์ท โทลเล่) ผู้เชียนหนังสือ The Power of Now ให้สัมภาษณ์ในพอดคาสท์ On Being ของ Krista Tippett ว่าความเครียดเกิดขึ้นเพราะเราต้องการอย่างอื่นที่ไม่ใช่ความจริงที่เราประสบอยู่ ณ ตอนนี้

เช่นเราเครียดเรื่องงาน เพราะความจริงคืองานเรายังไม่เสร็จ แต่สิ่งที่เราต้องการคืออยากให้งานเสร็จเรียบร้อยแล้ว

หรือเราเครียดเรื่องรถติด เพราะความจริงตอนนี้เรายังอยู่บนถนน แต่สิ่งที่เราต้องการคือการได้ไปถึงที่หมายเรียบร้อยแล้ว

ความเครียดเกิด เพราะเรามอง “สถานการณ์ปัจจุบัน” เป็น “ศัตรู” หรือเป็น “อุปสรรค”

โทลเล่บอกว่า ถ้าอยากจะเครียดให้น้อยลง ก็ควรจะมี “ความสัมพันธ์ฉันท์มิตรกับปัจจุบัน” ให้มากขึ้น (have a friendly relationship with the present moment)

เพราะปัจจุบันเป็นสิ่งเดียวที่เรามี

“ปัจจุบัน” ที่เกิดขึ้นไปแล้วจะกลายเป็นอดีต และสิ่งที่เราเรียกว่าอนาคตนั้น พอมันมาถึงมันก็จะกลายเป็น “ปัจจุบัน” เช่นกัน

ถ้าเราไม่สามารถเป็นเพื่อนกับปัจจุบันได้ เราก็จะโหยหาหรือดิ้นรนตลอดเวลา

เมื่อไหร่ก็ตามที่ “หัวร้อน” หรือประสบกับเรื่องไม่พอใจ ลองสะกิดถามตัวเองนะครับว่า เรากำลังเป็นเพื่อนกับปัจจุบันอยู่รึเปล่า

—–

Time Management Workshop วันอาทิตย์ที่ 6 สิงหาคม ยังมีที่ว่างอีก 5 ที่ ดูรายละเอียดการสมัครได้ที่ https://goo.gl/wF7mS2

facebook.com/anontawongblog
anontawong.com/archives

เลือกทางยากชีวิตจะง่าย

20170723_hardchoices

เลือกทางง่ายชีวิตจะยาก

“Hard choices, easy life. Easy choices, hard life.”
–Jerzy Gregorek

สั้นๆ แต่ได้ใจความ

ถ้าเราเลือกทางยากตอนนี้ ชีวิตของเราจะง่ายในภายหลัง

เหมือนเด็กที่ตั้งใจเรียน ตั้งใจอ่านหนังสือสอบ ก็จะมีทางเลือกในชีวิตมากขึ้นว่าโตขึ้นจะเป็นอะไร ใครได้หน้าที่การงานดีชีวิตก็ไม่ต้องดิ้นรนมากนัก

ในทางกลับกัน เด็กที่เอาแต่เที่ยวเล่นสนุกสนาน ไม่อ่านหนังสือ สอบได้คะแนนไม่ดี โอกาสก็แคบลง และคงต้องเหนื่อยหนักกว่าจะก้าวหน้าเท่ากับคนที่ตั้งใจเรียนเสียแต่แรก

แม้จะจบมาทำงานแล้ว เราก็ยังมี hard choices หรือ easy choices ให้เลือกตลอดเวลา

จะทำงานหนักหรือจะเช้าชามเย็นชาม

จะดื่มน้ำเปล่าหรือจะดื่มน้ำหวาน

จะออกกำลังกายหรือจะดูทีวี

จะอ่านหนังสือหรือจะส่องเฟซ

จะเอาเงินไปซื้อมือถือ หรือจะเอาไปลงทุน

“Hard choices, easy life. Easy choices, hard life.”

จะว่าไป ชีวิตก็แฟร์ดีเหมือนกันนะ

—–

Time Management Workshop วันอาทิตย์ที่ 6 สิงหาคม ยังมีที่ว่างอีก 5 ที่ ดูรายละเอียดการสมัครได้ที่ https://goo.gl/wF7mS2

facebook.com/anontawongblog
anontawong.com/archives

จนตรอกไม่บอกใคร

20170722_desperation

“The mass of men lead lives of quiet desperation.”

คนจำนวนไม่น้อยใช้ชีวิตสิ้นหวังอย่างเงียบๆ

– Henry David Thoreau, Walden

ผมเพิ่งรู้ว่าคำว่า desperate หรือ desperation นี่หาคำแปลไทยตรงๆ ยากชะมัด

เพราะถ้าเปิดดิคเราจะเจอคำว่า “สิ้นหวัง” เสียเป็นส่วนใหญ่

แต่จริงๆ คำว่า desperate มันแปลว่าการดิ้นรนแบบหมาจนตรอกด้วย

เช่น นายสมชายนี่น่าจะต้อง desperate มากเลยนะ ถึงไปกู้เงินนอกระบบดอกเบี้ยเดือนละ 20% มาใช้

Desperate มันสื่อได้ถึงคนที่ไม่มีทางไปแล้ว จึงต้องดิ้นรนในแนวทางที่ไม่ฉลาดนักและอาจส่งผลเสียยิ่งกว่าเดิม

คำว่า quiet desperation จึงเป็นคำที่เพราะมาก เพราะมันเป็นเหมือนสองคำที่ไม่น่าจะอยู่ด้วยกันได้

ตามความเข้าใจของผม quiet desperation คือความรู้สึกจนตรอกที่อยู่ภายในใจ แต่ไม่(กล้า)แสดงออกมาให้ใครรู้

ผมว่าคนเราสมัยนี้มีไม่น้อยที่ใช้ชีวิตแบบจนตรอกไม่บอกใคร

ตัวอย่างง่ายๆ ก็คือคนที่ตำแหน่งหน้าที่การงานดี แต่จริงๆ ก็เบื่องานที่ตัวเองทำจะแย่อยู่แล้ว ใจจริงอยากจะออกไปลองทำอะไรใหม่ๆ ดูบ้าง แต่อีกใจนึงก็กลัวว่าจะต้องสูญเสียสิ่งที่เพียรสร้างมา สุดท้ายก็เลยเลือกอยู่กับ comfort zone ต่อไป

ภายนอกจึงดูเหมือนว่าเขามีชีวิตดี๊ดี แต่ใครจะรู้ว่าภายในนั้นมันร่ำร้องเสียงดังขนาดไหน

ก็เลยเป็นภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก เป็นการจนตรอกที่บอกใครไม่ได้

ใครที่ประสบภาวะนี้ อาจจะลองถามคำถามนี้ดูครับ

ว่าอะไรน่ากลัวกว่ากัน ระหว่าง

ลองเปลี่ยนไปทำอย่างอื่นแล้วล้มเหลว

กับการอยู่ที่เดิมที่ไม่ได้ชอบแต่ก็ชินแล้ว และเห็นภาพชัดเลยว่าวันเวลาที่เหลือของเราก็จะเป็นอย่างนี้แหละ

สำหรับผม ผมว่าอย่างที่สองน่ากลัวกว่านะ

เพราะชีวิตที่คาดเดาอนาคตได้ทุกอย่าง ยังจะเรียกว่า “ชีวิต” ได้อีกเหรอ?

—–

Time Management Workshop วันอาทิตย์ที่ 6 สิงหาคม ยังมีที่ว่างอีก 5 ที่ ดูรายละเอียดการสมัครได้ที่ https://goo.gl/wF7mS2

facebook.com/anontawongblog
anontawong.com/archives

 

นิทานสามก้าว

20170721_3steps

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

มีชายผู้หนึ่ง โง่เขลาเบาปัญญา มิหนำซ้ำฐานะยากจน ทว่าอยู่มาวันหนึ่งด้วยโชควาสนาที่พอมีอยู่ ขณะที่ชายผู้นี้กำลังซ่อมแซมรั้วในสวนหลังบ้านซึ่งพังลงมาเพราะพายุฝน ได้บังเอิญขุดพบทองคำก้อนโตที่ฝังอยู่ริมรั้ว จนทำให้เขากลายเป็นเศรษฐีในชั่วข้ามคืน แต่ด้วยความที่รู้ว่าสติปัญญาของตนเองค่อนข้างทื่อทึบ จึงเกรงว่าอาจจะถูกผู้อื่นมาหลอกลวงเอาเงินทองไป เขาจึงนำเรื่องไปปรึกษากับอาจารย์เซน

อาจารย์เซนแนะนำว่า “ในเมื่อตอนนี้ท่านมีเงิน ส่วนผู้อื่นมีปัญญา เหตุใดไม่นำเงินของท่านไปแลกปัญญาจากผู้อื่นเล่า?”

ชายผู้เป็นเศรษฐีใหม่ผู้นี้ จึงได้พกพาคำแนะนำของอาจารย์เซน ไปหาพระที่ได้ชื่อว่าเป็นผู้ฉลาดปราดเปรื่องทรงภูมิรู้ผู้หนึ่ง จากนั้นเอ่ยปากว่า “ท่านสามารถขายปัญญาของท่านให้กับข้าได้หรือไม่?”

พระรูปนั้นตอบว่า “ปัญญาของเรามีราคาแพงมาก”

ชายผู้โง่เขลาจึงรีบตอบว่า “ขอเพียงสามารถซื้อปัญญามาประดับสมอง แพงเท่าไหร่ข้าก็พร้อมยอมจ่าย”

เมื่อได้ฟังดังนั้น พระจึงกล่าวว่า “อันว่าปัญญานั้น คือเมื่อท่านประสบปัญหาใดก็ตาม อย่าใจเร็วด่วนได้รีบร้อนแก้ไข จงค่อยๆ เดินหน้า 3 ก้าว จากนั้นถอยหลัง 3 ก้าว ทำเช่นนี้กลับไป-มาให้ครบ 3 รอบ เมื่อนั้นปัญญาจะเกิดขึ้น”

เมื่อชายผู้โง่เขลาฟังจบก็ได้แต่รำพึงในใจว่า “ที่แท้ “ปัญญา” ง่ายดายถึงเพียงนี้จริงหรือ?” เขาเชื่อครึ่งมิเชื่อครึ่ง ใจหนึ่งเกรงว่าจะโดนพระหลอกลวงเงินทอง

ส่วนพระรูปนั้น เมื่อมองตาของชายผู้โง่เขลา ก็ล่วงรู้ถึงจิตเจตนาของอีกฝ่าย จึงได้กล่าวว่า

“ท่านยังไม่จำเป็นต้องเชื่อเราตอนนี้ จงกลับไปก่อน หากทบทวนดูแล้วคิดว่าปัญญาของเราไม่คุ้มกับเงินทองก็จงอย่าได้กลับมา แต่หากคิดว่าคุ้มค่าก็ค่อยนำเงินมามอบให้เรา”

เศรษฐีใหม่ผู้โง่เขลากลับถึงบ้านยามค่ำ มองเห็นผู้เป็นภรรยากำลังนอนอยู่กับคนอีกผู้หนึ่งบนเตียงของตน แต่ในความมืดสลัวไม่ทราบว่าเป็นใคร

เมื่อเห็นดังนั้นเขาจึงบันดาลโทสะเพราะเข้าใจว่าภรรยานอกใจ ฉวยมีดพร้าหวังบั่นคอคนผู้นั้น แต่ยังไม่ทันได้ลงมือ พลันนึกถึงคำกล่าวของพระที่ขายปัญญาให้กับเขาเมื่อตอนกลางวัน จึงได้ก้าวเดินไปข้างหน้า 3 ก้าว จากนั้นถอยหลัง 3 ก้าว กลับไป-มา 3 รอบ

พอดีกับที่บุคคลนิรนามที่นอนอยู่บนเตียงเดียวกับภรรยาของเขาตื่นขึ้นมา และร้องถามว่า “ลูกเอ๋ย ดึกดื่นป่านนี้ เจ้าเดินทำอะไรอยู่?”

เมื่อได้ยิน เศรษฐีใหม่ผู้โง่เขลาจึงค่อยทราบว่า ที่แท้ผู้ที่นอนอยู่บนเตียงกับภรรยาของเขาก็คือมารดาบังเกิดเกล้าของเขาเอง ในใจจึงได้คิดว่า “หากข้าไม่ซื้อปัญญามาเมื่อกลางวัน วันนี้คงได้สังหารมารดาของตนเองเป็นแน่”

เช้าวันรุ่งขึ้น เศรษฐีใหม่จึงนำเงินค่าปัญญาไปถวายพระด้วยความยอมรับนับถือ


ขอบคุณนิทานจาก Manager Online: นิทานเซน : ใช้ทองซื้อปัญญา

facebook.com/anontawongblog
anontawong.com/archives