ต้นทุนที่เรามีกันทุกคน

20161005_endowments

Stephen R. Covey ผู้โด่งดังจากหนังสือ 7 Habits of Highly Effective People เคยกล่าวไว้ว่า มนุษย์ทุกคนต่างเกิดมาพร้อมต้นทุน 4 อย่างที่สัตว์ชนิดอื่นไม่มี

1. ความตระหนักรู้ในตนเอง (self-awareness)
2. ความรู้สึกผิดชอบชั่วดี (conscience)
3. จินตนาการ (imagination)
4. ความมุ่งมั่น (independent will)

ความตระหนักรู้ในตนเองจะทำให้เราสามารถ “ถอยหลัง” ออกมาเพื่อสังเกตความคิดหรือการกระทำของเราว่ามันมีประโยชน์หรือไม่ ความตระหนักรู้ในตนเองยังช่วยสร้าง “ช่องว่าง” ระหว่าง “สิ่งที่เกิดขึ้นกับเรา” กับ “สิ่งที่เราจะตอบสนองออกไป” เมื่อใดก็ตามที่เรามองเห็นช่องว่างนั้น เราก็จะเลือกได้ว่าจะเลือกตอบสนองด้วยวิธีไหน

ความรู้สึกผิดชอบชั่วดีเป็นเหมือนเข็มทิศที่ชี้ไปทางทิศเหนือเสมอ คนเราทุกคนรู้ดีอยู่แล้วว่าสิ่งใดคือถูก สิ่งใดคือผิด เหลือเพียงแต่ว่าเราจะฟังเสียงข้างในตนเองหรือจะกลบเสียงนั้นด้วยข้ออ้างต่างๆ นาๆ หรือเปล่าเท่านั้น

จินตนาการ จะช่วยให้เราสร้างภาพของสิ่งที่ยังไม่มี ทำให้เรามองเห็นอนาคตด้วยความหวังและทัศนคติในทางบวก เพื่อที่จะมุ่งไปยังภาพที่เราได้จินตนาการเอาไว้

ความมุ่งมั่น คือแรงขับดันจากภายในที่จะลงมือทำอย่างไม่ย่อท้อ โดยใช้จินตนาการเป็นจุดหมาย ความรู้สึกผิดชอบชั่วดีเป็นเครื่องนำทาง และความตระหนักรู้เป็นเครื่องตรวจสอบตนเองตลอดเส้นทางที่เราเดิน

ไม่ว่าจะยากดีมีจนเพียงใด ต้นทุนทั้งสี่ข้อนี้มีอยู่ในมนุษย์ทุกคน

และที่สำคัญ คือไม่มีใครสามารถเอามันไปจากเราได้

มีของดีอยู่กับตัวขนาดนี้แล้ว ใช้มันให้คุ้มค่านะครับ


ขอบคุณข้อมูลจากหนังสือ First Things First by Stephen R. Covey

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (กดไลค์แล้วเลือก See First หรือ Get Notifications ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

 

เสียงที่ไร้คำพูด

20161004_wordsnovoice

“There is a voice that doesn’t use words. Listen.”

– Rumi

เสียงที่ไร้คำพูดอาจมาสู่เราได้หลายรูปแบบ

เสียงที่ไร้คำพูดของคู่สนทนาเรานั้น อาจจะออกมาจากแววตา อากัปกิริยา หรือแม้กระทั่งสิ่งที่เขาเว้นวรรคไว้

ผมเชื่อว่าการฟังให้ได้ยินเสียงเหล่านั้นจะทำให้ความสัมพันธ์ของเรากับคนอื่นดีขึ้น

ในทางกลับกัน ร่างกายของเราก็ส่งเสียงที่ไร้คำพูดเช่นกัน และถ้าเราอยากมีความสัมพันธ์ที่ดีกับตัวเราเอง เราก็ควรฟังเสียงนั้นให้ดีๆ

ไม่ว่าจะเป็นตอนที่มันบอกกับเราว่าไปนอนได้แล้วนะ

หรือหยุดกินได้แล้วนะ

หรือลุกขึ้นไปเข้าห้องน้ำได้แล้วนะ

เรามักไม่ได้ยินเสียงเหล่านี้เพราะเรามัวแต่สนใจเรื่องอื่นอยู่ หรือถึงได้ยินเราก็เพิกเฉยเพราะเห็นว่านิดๆ หน่อยๆ ไม่เป็นไรหรอกน่า

แล้วพอร่างกายมันพังให้ดูต่อหน้าต่อตา เราก็ค่อยมานั่งบ่นว่าไม่น่าเลย

“There is a voice that doesn’t use words. Listen.”

เสียงที่ไร้คำพูดจะไม่เคยตะโกน ถ้าอยากจะได้ยินเสียงเหล่านี้ ต้องหัดสังเกตสังกาและรู้เนื้อรู้ตัวบ่อยๆ

จะได้เปลี่ยนแปลง ก่อนที่อะไรจะสายเกินไปครับ


อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (กดไลค์แล้วเลือก See First หรือ Get Notifications ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pexels.com

เมื่อผิดก็จงยอมรับ

20161003_admit

เมื่อถูกก็ไม่ต้องพูดมาก

Admit when you are wrong. Shut up when you are right.
– John Gottman

คนเราส่วนใหญ่มักจะทำตรงกันข้าม

เวลาผิดจะเงียบเป็นเป่าสาก เพราะไม่อยากให้ใครรู้ว่าเราผิด

ส่วนเวลา(ที่คิดว่าเรา)ถูกนี่เราจะเถียงคำไม่ตกฟากเลย โดยเฉพาะยิ่งถ้าเชื่อว่าอีกฝ่ายนึงผิดด้วยแล้ว เราจะพูดยังไงก็ได้ให้เขารู้ตัวว่าเขาผิดนะ

ผมว่าไอ้ความอยากพิสูจน์ว่าตัวเองถูกต้องนี่น่าจะเป็นความต้องการ (need) อันดับต้นๆ ของมนุษย์เราเลยก็ว่าได้ เราถึงยอมเสียเวลาทะเลาะกับคนที่ไม่รู้จักบนเว็บบอร์ดและเฟซบุ๊ค และเผลอทำร้ายความรู้สึกของคนใกล้ชิดเพียงเพื่อจะได้ชื่อว่าเรานี่แหละที่เป็นคนถูก

ซึ่งจะว่าไปแล้วไม่คุ้มกันเท่าไหร่เลย

ถ้าเราเชื่อมั่นว่าเราถูก ก็ไม่เห็นต้องพูดอะไรมาก ยอมให้อีกฝ่ายคิดว่าเขาถูกดีกว่า

เพราะจะมีประโยชน์อะไรที่เราจะได้เป็น”คนถูก” บนซากปรักหักพักของความสัมพันธ์?


อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (กดไลค์แล้วเลือก See First หรือ Get Notifications ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

เราต่างมีแสงสว่างในตัวเอง

20161002_sunshine

“When you can’t find the sunshine, be the sunshine.”
– Unknown

“เราต่างมีแสงสว่างในตัวเอง” เป็นชื่อหนังสือของคุณวรพจน์ พันธุ์พงศ์ หนึ่งในนักสัมภาษณ์ที่ผมชอบมากที่สุด

โดยปกติ อารมณ์ของคนเรามักจะถูกขับเคลื่อนจากสิ่งภายนอก

ถ้าวันนี้อากาศดี เจ้านายชม ทำงานเสร็จ ได้กินอาหารอร่อย เราก็จะรู้สึกว่าชีวิตนี้ดีชะมัด

แต่ถ้าวันนี้ฝนตก รถติด ไปทำงานสาย โดนเจ้านายด่า ชีวิตก็จะดูมืดมนหม่นหมองในทันใด

เรารอรับความสว่างไสวที่มาจากแหล่งอื่นๆ เสียจนเคย จนลืมไปว่าเราเองก็มีความเป็นดาวฤกษ์อยู่ในตัวเหมือนกัน

เรื่องราวภายนอกหม่นหมองเพียงใด เราอาจควบคุมไม่ได้

แต่เรื่องราวภายในที่เราเล่าให้ตัวเองฟัง เราอาจจะพอควบคุมได้บ้าง

When you can’t find the sunshine, be the sunshine.

ในเมื่อพระอาทิตย์ไม่สาดส่อง ก็จงเป็นดวงอาทิตย์เองซะเลย

ไม่ง่าย แต่ใช่ว่าเป็นไปไม่ได้

เพราะเราทุกคนมีแสงสว่างในตัวเองครับ


อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (กดไลค์แล้วเลือก See First หรือ Get Notifications ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ข้อดี(ที่คุณอาจคิดไม่ถึง)ของการเลี้ยงลูกสองภาษา

2016102_bilingual

วันนี้มีเนื้อหาน่าสนใจจากเว็บ Big Think มาฝากกันอีกแล้วครับ

นักวิจัยจากมหาวิทยาวอชิงตันได้ทำการทดลองที่ให้ข้อสรุปว่า เด็กที่โตมาในบ้านที่พูดสองภาษาจะได้พัฒนาทักษะสำคัญอย่างการตัดสินใจและแก้ไขปัญหาก่อนที่เด็กเหล่านี้จะพูดได้เสียอีก!

นักวิจัยทำการทดลองนี้กับเด็กอายุ 11 เดือนจำนวน 16 คน โดยครึ่งหนึ่งมีพ่อแม่ที่พูดภาษาอ้งกฤษทั้งบ้าน ส่วนอีกครึ่งหนึ่งมีพ่อแม่ที่พูดทั้งภาษาอังกฤษและภาษาสเปน

ในการทดลอง เด็กแต่ละคนจะได้ฟังคำพูดที่มาจากทั้งสองภาษา พร้อมกับถูกวัดคลื่นสมองด้วยเทคโนโลยี Magnetoencephalography (MEG)  ซึ่งจะระบุได้เลยว่าส่วนใดของสมองบ้างที่แอ๊คทีฟเวลาฟังคำแต่ละคำ

จากการทดลองเห็นได้ชัดว่า เด็กจากบ้านที่พูดสองภาษานั้นจะมีความเคลื่อนไหวในสมองส่วนหน้าสุด (prefrontal cortex) ค่อนข้างสูง ซึ่งสมองส่วนนี้จะควบคุมกลไกเกี่ยวกับการบริหาร (executive function) อย่างการตัดสินใจ (decision-making) และการแก้ปัญหา (problem-solving) จึงถือได้ว่าเด็กกลุ่มนี้ได้ออกกำลังสมองส่วน executiveตั้งแต่ยังแบเบาะเลยทีเดียว

มีงานวิจัยอีกหลายฉบับที่พบว่า ผู้ใหญ่ที่พูดได้สองภาษานั้นจะสวมบทบาทของนักบริหารได้ดีกว่าผู้ใหญ่ที่พูดได้ภาษาเดียว โดยผู้ใหญ่ที่พูดได้สองภาษาจะสามารถสลับการทำงาน (switch  task) ระลึกข้อมูลเก่าๆ (recall  memories) และวางแผนหรือแก้ปัญหาได้ดีกว่าผู้ใหญ่ที่พูดได้ภาษาเดียว ส่วนเด็กที่พูดได้สองภาษาก็มีทักษะด้านนี้เหนือกว่าเด็กที่พูดได้ภาษาเดียวเช่นกัน

ที่สำคัญ เจ้าตัว executive brain function ยังเป็นกุญแจสำคัญต่อการเรียนหน้งสือให้สำเร็จและการมีความสุขกับชีวิต แถมการเรียนรู้ภาษาที่สองยังช่วยยืดสมองให้พ้นจากโรคร้ายที่มากับความชราอย่างโรคสมองเสื่อมหรืออัลไซเมอร์อีกด้วย

การเรียนภาษาที่สองจึงไม่มีผลเสียอะไรเลย และยิ่งเริ่มได้เร็วเท่าไหร่ก็ยิ่งดีเท่านั้น

ข่าวดีก็คือคุณสามารถเลี้ยงลูกให้เป็นเด็กสองภาษาได้ แม้ว่าคุณพูดได้แค่ภาษาเดียวก็ตาม โดยสมาคมภาษา (Linguistic Society) ให้คำแนะนำไว้สามข้อได้แก่

1. ถ้าที่บ้านสามารถพูดสองภาษาได้อยู่แล้ว จงให้พ่อพูดหนึ่งภาษา และให้แม่พูดอีกหนึ่งภาษา โดยต้องเคลียร์กับลูกให้ชัดเจนก่อนว่าคนไหนจะพูดภาษาอะไร เด็กจะได้รับมือและพูดจาโต้ตอบได้โดยไม่สับสน

2. แต่ถ้าภาษาอังกฤษคุณไม่กระดิกก็ไม่ต้องถอดใจนะครับ เพราะบ้านเรามีภาษาอังกฤษหรือภาษาอื่นๆ สอดแทรกเข้ามาในชีวิตประจำวันตลอดอยู่แล้ว สิ่งที่เราควรทำคือชี้ให้ลูกเห็นว่า คำๆ นี้มาจากภาษาอื่นนะ หรือไม่ก็นั่งดูรายการสองภาษาต่างประเทศด้วยกันทั้งครอบครัว ถ้าเราเปิดโอกาสให้เด็กได้ซึมซับภาษาที่สองอย่างสม่ำเสมอ เด็กก็จะได้ประโยชน์อย่างแน่นอน

3. ใช้บริการเว็บแลกเปลี่ยนทางภาษา (Language Exchange Community) ซึ่งจะเป็นที่ที่เราและลูกจะมีโอกาสได้คุยกับเจ้าของภาษาจริง ซึ่งเป็นหนึ่งในวิธีการที่ลัดสั้นและทรงประสิทธิภาพที่สุด

จริงๆ ผมเองก็พูดกับลูกสาวเป็นภาษาอังกฤษมาซักพักแล้ว (แถมตอนนี้ปรายฝนอายุ 11 เดือนเหมือนในการทดลองเป๊ะเลย) แต่ช่วงเดือนสองเดือนหลังหย่อนยานไปหน่อยเพราะเห็นว่าพูดไปก็ไม่เห็นเขาจะมีปฏิกิริยาตอบรับ และถึงยังไงพูดภาษาไทยก็ได้อรรถรสกว่า

แต่พอได้มารู้ข้อดีของการให้ลูกได้ฟังภาษาที่สองเพิ่มเติมอย่างนี้ ผมคงต้องเข้มงวดกับตัวเองและพูดอังกฤษกับลูกให้บ่อยขึ้นแล้วครับ


ขอบคุณข้อมูลจาก Big Think: The sooner you expose a baby to a second language, the smarter they’ll be

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (กดไลค์แล้วเลือก See First หรือ Get Notifications ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่