เจ้านายอทินนา

20160120_StealingBoss

ช่วงนี้ผมได้ยินได้ฟังเรื่องคนทำงานประเภทหนึ่งบ่อยๆ

เป็นคนที่อายุเพียงสามสิบปลายๆ ที่เติบโตในองค์กรอย่างรวดเร็วจนมีตำแหน่งใหญ่โตระดับมีลูกน้องในเครือหลายสิบหลายร้อยคน

คนเหล่านี้คือดาวเด่นในองค์กร บุคลิกดี มีเสน่ห์ คิดไว ทำไว

แต่ลูกน้องมักไม่รัก และมีคนในทีมลาออกเป็นประจำ

ที่ไม่รัก ไม่ใช่เพราะว่าเขาเป็นคนใจไม้ไส้ระกำอะไร

แต่เพราะการทำงานแบบคิดไว ทำไว มักจะตามมาด้วยอาการเหล่านี้

  • สั่งวันนี้จะเอาพรุ่งนี้
  • ทำเสร็จแล้วสั่งให้กลับไปแก้ใหม่หลายรอบ
  • สั่งเปลี่ยนเนื้องานกลางคัน อันที่ทำอยู่เดิมใช้ไม่ได้หรือไม่ได้ใช้

อย่างที่ผมเคยเขียนไว้ว่า motivation ที่สำคัญที่สุดสำหรับคนทำงานคือการได้เห็นความคืบหน้าในงานที่มีประโยชน์ (make progress in meaningful work)

และสิ่งที่ demotivate ลูกน้องได้มากที่สุดก็คือ setbacks หรือความรู้สึกว่างานที่ทำมันไม่ไปไหนซะที

ยิ่งถ้ารู้สึกว่างานที่ทำมันไม่เมคเซ้นส์ ทำงานไปก็เกิดคำถามไปตลอดเวลาว่า “จะทำไปทำไม(วะ)” สภาพจิตใจคนทำงานยิ่งแย่เข้าไปใหญ่

พอลูกน้องมาขอลาออก ผมก็ไม่แน่ใจว่าผู้นำไฟแรงจะคิดสำรวจตัวเองบ้างรึเปล่า เพราะเขาก็ทำแบบนี้มาแต่ไหนแต่ไรและมันก็ช่วยให้เขาเติบโตมาได้รวดเร็วขนาดนี้ ดังนั้นเขาอาจจะมองว่าลูกน้องที่มาลาออกนั้นไม่ fit กับวัฒนธรรมองค์กรหรืออาจไม่ strong พอ

ซึ่งก็ถือเป็นเรื่องน่าเสียดาย

เพราะจริงๆ แล้วคนที่ลาออกอาจจะ strong มาก และ fit มาก เพียงแต่เขารับไม่ได้กับวิธีการทำงานของหัวหน้าเท่านั้นเอง (People don’t leave their companies – they leave their bosses)

—–

คนเรายิ่งอยู่สูง ยิ่งมีโอกาสสร้างกรรมได้เยอะ ทั้งกรรมดีและกรรมชั่ว

เพราะทุกการกระทำของคุณมันกระทบกับคนหมู่มาก

ถ้าคุณเป็นนายกฯ ที่ตั้งใจทำงาน สร้างความเจริญให้กับบ้านเมือง คุณก็สร้างสิ่งดีๆ ให้กับคนถึงหลายสิบล้านคน ถือเป็นกุศลกรรมก้อนใหญ่

และในทางกลับกัน ถ้าคุณคิดร้ายทำลายบ้านเมือง คุณก็จะโดนชาวบ้านสาปแช่งไปถึงลูกถึงหลาน

คนเป็นหัวหน้าก็คล้ายๆ กัน เพียงแต่สเกลเล็กกว่าเท่านั้นเอง

ความคิดและการตัดสินใจของคุณจะกระทบคนเป็นสิบเป็นร้อยคน

ถ้าคุณคิดเร็ว ทำเร็ว แต่ไม่รอบคอบ นั่นหมายถึงลูกน้องของคุณต้อง suffer มหาศาล

และผมมองว่าเป็นการผิดศีลข้อสองด้วย จึงเป็นที่มาของชื่อบทความ “เจ้านายอทินนา” (ตอนแรกจะใช้ชื่อว่า “เจ้านายขี้ขโมย” ด้วย แต่เกรงจะดูแรงไป)

ผิดศีลข้อสองยังไง?

ผมเองก็ไม่ได้เป๊ะเรื่องพุทธศาสนานะครับ แต่ถ้าเป้าหมายหลักของการรักษาศีลคือการไม่เบียดเบียนใคร และศีลข้อสองหมายถึงการไม่ไปเอาของๆ ใครที่เขาไม่ได้เต็มใจจะให้

หัวหน้าที่ใช้งานลูกน้องหนักหามรุ่งหามค่ำ ก็ผิดศีลข้อสองไปเต็มๆ เพราะเขาได้เบียดเบียนและขโมยสมบัติที่มีค่ามากที่สุดที่คนๆ หนึ่งจะมี

นั่นก็คือเวลา

เวลาที่จะได้กินข้าวเย็นอร่อยๆ
เวลาที่จะได้ไปออกกำลังกายและได้นอนพักอย่างเต็มที่
เวลาที่จะได้พูดคุยกับคนในครอบครัว ไม่ว่าจะเป็นลูกที่ยังเล็ก คู่ชีวิตที่รักยิ่ง และบุพการีที่เหลือเวลาไม่มากนักบนโลกใบนี้

แทนที่พนักงานเหล่านี้จะได้มีชีวิตหลังหกโมง กลับกลายเป็นต้องมานั่งปั่นงานที่ออฟฟิศตอนสามทุ่ม เพียงเพราะว่าเจ้านายเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาหรือลืมสั่งงานให้เร็วกว่านี้

ยิ่งถ้ามีคนต้องเจอสภาพอย่างนี้หลายสิบคน แต่ละคนก็ทำงานด้วยความเครียดและกดดัน ลองคิดดูว่าก้อนพลังงานลบที่ลอยอยู่ในออฟฟิศมันจะเยอะขนาดไหน

และสุดท้ายแล้วมันจะไปรวมอยู่ที่ใคร

แน่นอนครับ โลกธุรกิจบางทีมันก็โหดร้าย ของบางอย่างมันรอไม่ได้ และในบางสถานการณ์เราจำเป็นต้องอยู่ดึกเพื่อให้งานมันเสร็จ

ซึ่งผมเชื่อว่าถ้าสถานการณ์นั้นมาถึง ลูกน้อง(ที่ดีๆ) ย่อมเต็มใจที่จะช่วยให้มันเสร็จอยู่แล้ว (และถ้าเต็มใจที่จะอยู่ช่วย ก็แปลว่าไม่มีการขโมยเวลาเกิดขึ้น)

แต่สิ่งที่ลูกน้องดีๆ ทนไม่ได้ ก็คือการที่เขาต้องกลับดึกวันแล้ววันเล่านั่งแก้งานที่เขามองว่าไม่เมคเซ้นส์

เจ้านายที่ดี คือเจ้านายที่สามารถทำให้ทีมบรรลุเป้าหมายได้

แต่เจ้านายที่สุดยอด คือเจ้านายที่สามารถทำให้ทีมบรรลุเป้าหมายได้ แถมลูกน้องยังรักอีกต่างหาก

ผมอยากเห็นบ้านเรามีเจ้านายอย่างหลังเยอะๆ ครับ

—–

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก Show First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

—–

ขอบคุณภาพจาก Wikimedia 

รักพี่เสียดายน้อง

20160119_ChickenAndEgg

สิ่งที่แย่กว่าตัดสินใจพลาด คือการไม่ตัดสินใจ

สังเกตตัวเองหลายทีแล้วว่า ห้วงเวลาใดก็ตามที่อยู่ในสภาวะ “รักพี่เสียดายน้อง” มันจะอึนๆ มึนๆ

แต่พอตัดสินใจว่าจะเอาทางใดทางหนึ่งแล้วเท่านั้น ใจมันจะโล่ง แล้วสมองก็จะขับเคลื่อนเต็มสูบ ช่วยให้เราลงมือทำอะไรก็ตามที่ต้องทำเพื่อให้การตัดสินใจนั้นส่งผลดีที่สุด

ถ้ารักพี่เสียดายน้อง ก็แปลว่าดีทั้งพี่และน้องนั่นแหละ ไม่ต้องคิดเยอะมาก เอาที่ใจว่าใช่ ทางข้างหน้าจะขลุกขลักยังไงเดี๋ยวก็หาทางไปต่อได้เอง

ถ้ามัวแต่ลังเล ทั้งคนพี่คนน้องรำคาญเดินจากไป

เหลือแค่ป้าแก่ๆ คนหนึ่ง เราคงจะเจ็บใจน่าดู

—–

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก Show First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

—–

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

กำแพงล่องหน

20160119_InvisibleWall

เคยมั้ยครับ เวลาขับรถไปไหนแล้วเตรียมจะจอดริมฟุตบาทแล้วดันมีกรวยมาวางกันที่เอาไว้

กรวยจราจรทำจากวัสดุที่ค่อนข้างนิ่มและเบา ดังนั้นในทางกายภาพ กรวยจึงไม่สามารถ “กั้น” รถได้จริงๆ หรอก เพราะถ้าเราจะจอดจริงๆ ก็แค่ถอยรถไปชนกรวยให้ล้มหน่อยเดียวก็เข้าจอดได้แล้ว หรือถ้าเราจะจอดรถเดินไปขยับกรวยให้พ้นทางก็ย่อมทำได้

แต่ถึงอย่างนั้นผมก็ยังไม่เคยเห็นคนขับรถคนไหนกล้าท้าทายกรวย

อาจเป็นเพราะว่ากรวยเป็นสัญลักษณ์ของอำนาจและความเป็นเจ้าข้าวเจ้าเจ้าของ กรวยจึงมี “พลังพิเศษ” บางอย่างที่ทำให้มันสามารถ “ผลัก” รถที่ใหญ่และแข็งแรงกว่ามันเป็นร้อยเป็นพันเท่าได้สบายๆ

ผมสนใจ “พลังพิเศษ” ที่ทำหน้าที่คล้ายๆ กับ “กำแพงล่องหน” ที่มีประสิทธิภาพยิ่งนัก

กำแพงล่องหน ในความหมายของผมคือสิ่งของหรือคำพูดอะไรก็แล้วแต่ ที่ไม่มีความแข็งแรงเชิงกายภาพแต่กลับมีความแข็งแรงต่อจิตใจพอที่จะช่วยกันคนส่วนใหญ่ไม่ให้ทำบางสิ่งบางอย่างได้

เช่นเชือกที่มัดกับเสาเล็กๆ ล้อมรอบสนามหญ้าเพื่อกันไม่ให้คนเข้า

หรือบาริเคด (barricade) ที่ควบคุมคนให้ยืนเป็นแถวเวลาซื้อตั๋วหนัง

หรือเส้นทึบตีขนานสองเส้นบนถนนเพื่อบอกว่าเอ็งห้ามเปลี่ยนเลนนะ

หรือคำพูดว่า “งดฝากร้านนะคะ” ของดาราในอินสตาแกรม (ผมสังเกตหลายทีแล้วว่า เวลาดาราใส่คำว่า “งดฝากร้าน” ลงไป จะแทบไม่เห็นร้านไหนกล้ามาโพสต์ฝากร้านเลย แต่ถ้าดาราคนไหนไม่ใส่คำนี้ ก็จะมีคนมาฝากร้านกันอย่างอุ่นหนาฝาคั่ง)

—–

ในทางกลับกัน…

นอกจากกำแพงล่องหนที่คนจงใจสร้างขึ้นมาเพื่อวัตถุประสงค์บางอย่างแล้ว ยังมีกำแพงล่องหนที่เราไม่ได้ตั้งใจสร้างขึ้นมา แต่มันก็เกิดขึ้น และคอยกั้นเราไม่ให้ทำบางสิ่งบางอย่างที่เราอาจอยากทำด้วย

ตอนอยู่ที่บ้านเก่า ผมจะใช้ผ้าคลุมเตียงที่มีเนื้อผ้าค่อนข้างหนามาพับจนเป็นสี่เหลี่ยมจตุรัสเพื่อใช้เป็นเบาะรองนั่งสมาธิ

แต่พอย้ายบ้าน เตียงเปลี่ยนไซส์ ผ้าคลุมเตียงผืนเดิมไม่รู้ไปเก็บไว้ที่ไหนแล้ว (หรืออาจจะเผลอโละทิ้งไปแล้ว) ตอนนี้เลยกลายเป็นว่าผมไม่ได้นั่งสมาธิแบบเป็นกิจจะลักษณะมาหลายสัปดาห์แล้ว ทั้งๆ ที่จริงๆ ผมน่าจะหาผ้าผืนอื่นมาแทนกันได้ไม่ยากนัก

หรือย้อนกลับไปสมัยผมยังเขียนไดอารี่ก่อนเข้านอน (ใช้ดินสอเขียนลงสมุดไดอารี่) ถ้าช่วงไหนที่โต๊ะผมรกๆ ผมก็จะไม่ค่อยได้เขียนไดอารี่ เพราะขี้เกียจเคลียร์โต๊ะเพื่อเขียนไดอารี่

กูรูหลายคนบอกว่า ถ้าคุณอยากจะสร้างนิสัยตื่นมาวิ่งทุกเช้า ก่อนเข้านอนคุณควรจะเอาชุดวิ่งออกมาจากตู้เสื้อผ้า รวมถึงเอารองเท้าวิ่งออกมาวางเตรียมไว้ให้พร้อมตรงปลายเตียงนอนเลย

“ผ้าปูเตียงที่หายไป” “ของรกๆ บนโต๊ะ” และ “ตู้เสื้อผ้า” คือกำแพงล่องหนในสามตัวอย่างที่กล่าวมานี้

สิ่งที่ผมพยายามจะบอกก็คือ สภาพแวดล้อมรอบตัวเรามีอำนาจต่อพฤติกรรมของเรามากกว่าที่คิด

วันนี้ ลองสังเกตตัวเองดูนะครับว่า อะไรที่เราควรทำแต่ยังไม่ได้ทำนั้น มีกำแพงล่องหนที่คอยกั้นคุณอยู่รึเปล่า

ถ้าเจอแล้ว อย่าลืมนะครับว่าเราทำลายกำแพงล่องหนนั้นได้เสมอ

เพราะบางที กรวยจราจรบางกรวยก็อยู่ผิดที่ผิดทาง และสมควรโดนหยิบออกจากชีวิตครับ

—–

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก Show First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

—–

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

วิธีทำงานไร้สมอง

20160118_NoBrainers

เชื่อว่าคนทำงานทุกคนต้องมี “งานไร้สมอง” อยู่บ้าง ไม่มากก็น้อย

งานไร้สมองในความหมายของผมคืองานที่ใช้ความคิดน้อย ใช้ความพยายามน้อย และใช้เวลาน้อย (ไม่เกิน 10 นาที)

งานไร้สมองก็เช่น

  • โทร.กลับหาคนที่ missed call มา
  • ส่งเมล์ follow up งาน
  • เดินไปส่งจดหมาย
  • งาน admin เช่นลางาน เบิกเงิน ฯลฯ

งานพวกนี้อาจจะไม่สลักสำคัญอะไรนัก บางทีต้องเรียกว่าน่าเบื่อด้วยซ้ำ แต่ถ้าไม่ทำก็ไม่ได้ จึงควรจะทำให้เสร็จโดยใช้เวลาให้น้อยที่สุด

หลักการของผมคือจะเก็บงานไร้สมองหลายๆ ชิ้นไว้ทำรวดเดียว

โดยเวลาที่ผมมักทำงานประเภทนี้ก็คือตอนหลังทานข้าวเที่ยง เพราะเป็นช่วงที่หลังตาเริ่มหย่อนหน่อยๆ และพลังเฉื่อยสูง จะให้ทำงานชิ้นใหญ่คงไม่ไหว และการทำงานไร้สมองจะช่วยสร้างโมเมนตั้มให้พลังงานค่อยๆ กลับมา

อีกช่วงเวลาหนึ่งที่ผมมักใช้ทำงานไร้สมองคือตอนที่ทำงานชิ้นใหญ่เสร็จไปแล้ว และทำงานไร้สมองเป็นการพักเบรคไปในตัว โดยผมจะเน้นทำงานชิ้นที่ไม่ต้องอยู่กับโต๊ะ จะได้เดินไปเดินมาและได้ยืดเส้นยืดสาย

และช่วงเวลาสุดท้ายที่เหมาะกับงานไร้สมองคือตอนที่รู้ตัวว่าอีกแค่ 15 นาทีต้องไปประชุม จะนั่งทำงานชิ้นใหญ่ก็อาจจะเวลาน้อยเกินไป จะเล่นเฟซบุ๊คฆ่าเวลาก็ใช่ที่ ช่วงเวลานี้จึงเหมาะกับงานไร้สมองซักชิ้นหรือสองชิ้นเช่นกัน

คุณล่ะครับ จัดการงานไร้สมองเหล่านี้ด้วยวิธีไหน?

 

—–

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก Show First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

—–

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

 

 

ทำไมผู้ชายที่มีแฟนแล้วถึงยังชอบมองผู้หญิงสวย

20160117_MenLookAtBeautifulWomen

เมื่อหลายปีที่แล้ว เพื่อนร่วมงานชาวฝรั่งเศสชื่อฟรองค์มาเยี่ยมลูกน้องที่เมืองไทย ผมเลยพาเขาไปทานข้าว

ระหว่างเดินไปร้านอาหาร มีผู้หญิงหน้าตาสะสวยหุ่นดีเดินผ่านเราไป ฟรองค์หันมาหาผมและชมผู้หญิงคนนั้นว่าสวยจังเลย

ผมจึงพูดปรามฟรองก์ว่า เฮ้ยนายน่ะลูกสามแล้วนะ

ฟรองก์ก็ยิ้มๆ และบอกผมว่าที่ฝรั่งเศสมีคำพูดประมาณว่า Just because you are on the diet, it doesn’t mean you can’t look at the menu – เพียงเพราะว่าคุณกำลังไดเอ็ทอยู่ไม่ได้แปลว่าคุณจะดูเมนูไม่ได้ซะหน่อย

—–

มีคนเคยถามใน Quora ว่า Is it OK to look at other women when you are married? มันโอเคมั้ยที่จะมองผู้หญิงคนอื่นทั้งๆ ที่คุณแต่งงานแล้ว

คำตอบหนึ่งที่ได้รับโหวตเยอะๆ ก็คือ

It must be OK to look at other women. It is not OK to look for other women

มันโอเคอยู่แล้วที่จะมองผู้หญิงคนอื่น แต่มันไม่โอเคถ้าคุณจะมองหาผู้หญิงคนอื่น

—–

มีเพื่อนร่วมงานคนหนึ่งของผมที่แต่งงานแล้ว แต่พอเจอผู้หญิงสวยๆ เดินผ่านทีไรก็จะออกอาการชัดเจนมาก คือตาโต ปากเผยอ และมองผู้หญิงคนนั้นไปจนกว่าจะสุดสายตา

อาการเพื่อนผมคนนี้ชัดเจนเสียจนภรรยาเขาเองก็รู้และชินแล้ว

ถึงจะกระดี๊กระด๊าทุกคร้้งที่เห็นผู้หญิงสวย ผมก็ไม่เคยเห็นเขาออกนอกลู่นอกทางเลย แต่งงานมา 9 ปีแล้ว ตอนนี้ก็ยังรักกันดี

—–

ผมเคยเอ่ยประโยคหนึ่งกับแฟน (ภรรยา) ว่า

“วันที่เราเลิกมองผู้หญิงสวย ก็คือวันที่เราเลิกมองผู้หญิง”

เป็นเรื่องธรรมดาของมนุษย์ที่จะถูกดึงดูดด้วยความสวยงาม

พระอาทิตย์ตกมันสวย เราก็เลยต้องมอง

ภูเขาไฟฟูจิสวย เราก็เลยต้องมอง

ผู้หญิงสวย ผู้ชายอย่างเราก็เลยต้องมอง

อย่าว่าแต่ผู้ชายเลย ขนาดผู้หญิงแท้ๆ ด้วยกัน เห็นผู้หญิงสวยยังต้องเหลียวเลย

ดังนั้นการมองผู้หญิงสวย จึงเป็นธรรมชาติของมนุษย์ทุกคน

และการแต่งงาน ก็ไม่ได้มีผลอะไรต่อสายตาและระดับกิเลส

จริงๆ ควรจะดีใจด้วยซ้ำ

เพราะการที่เขามองเห็นความสวยในผู้หญิงคนอื่น

นั่นก็แสดงว่าเขายังมองเห็นความสวยในตัวคุณเช่นกัน

—–

ป.ล. อ้าว แล้วคนไม่สวยทำยังไงล่ะ?

ความสวยมีทั้งภายนอกและภายในนะครับ

ความสวยภายนอกจะทำให้คนมองและเข้าหา

แต่ความสวยภายในจะทำให้เขาอยากใช้ชีวิตร่วมกับคุณครับ

—–

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก Show First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

—–

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

 

นิทานกะโหลกขนมปัง

20160115_Bread

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

เป็นนิทานที่เกี่ยวกับจอห์นและซาร่า สามีภรรยาชาวอเมริกันที่อยู่กินกันมากว่า 40 ปี

อาหารมื้อเช้าที่ทั้งคู่กินกันประจำก็คือซีเรียลและขนมปังปิ้งทาเนยถั่วคนละสองแผ่น โดนจอห์นจะเป็นคนปิ้งขนมปังและทาเนยถั่วให้เสมอ

ที่อเมริกาก็เหมือนเมืองไทย ที่ขนมปังขายกันเป็นห่อ ห่อหนึ่งมีประมาณ 20 แผ่น และแผ่นที่อยู่ข้างบนสุดจะเป็นกะโหลกขนมปัง ซึ่งก็คือแผ่นที่ฝั่งหนึ่งเป็นสีขาวและอีกฝั่งเป็นสีน้ำตาลนั่นเอง

ซาร่าสังเกตมานานแล้วว่า เวลาเปิดห่อใหม่ จอห์นมักจะเอาแผ่นที่เป็นกะโหลกขนมปังให้เธเอเสมอ แม้ซาร่าจะไม่ค่อยชอบเพราะมันแห้งและไม่นุ่มเหมือนแผ่นอื่นๆ แต่เธอก็ถือว่าเธอยอมเสียสละ เพราะถ้าจะทิ้งจอห์นก็คงเสียดายของ

—–

เช้าวันนี้ซาร่าอารมณ์ไม่ดีเป็นพิเศษหลังจากเพิ่งปะทะคารมกับน้องสาวทางโทรศัพท์ ก่อนจะเดินฟึดฟัดมานั่งลงที่โต๊ะอาหาร จอห์นที่กำลังเตรียมอาหารเช้าอยู่เหลือบเห็นซาร่านิดนึง แต่ก็ไม่ได้พูดอะไร

ซาร่าสังเกตว่าวันนี้จอห์นเปิดขนมปังห่อใหม่ ดูจอห์นหยิบขนมปังสองแผ่นบนสุดมาปิ้ง จอห์นหยิบกะโหลกขนมปังออกมาทาเนยถั่วและยื่นให้ซาร่า

นั่นคือฟางเส้นสุดท้าย

ซาร่าโยนกะโหลกขนมปังแผ่นนั้นไปใส่ในจานของจอห์น และพูดดังจนเกือบเหมือนตะโกนว่า

“จอห์น ทำไมคุณไม่ยอมกินกะโหลกขนมปังเองบ้าง คุณไม่เคยสนใจเลยว่าฉันชอบกินอะไร ไม่ชอบกินอะไร พอเปิดถุงใหม่คุณก็เอาแผ่นนี้ให้ฉันทุกที กี่สิบปีมาแล้วที่ฉันต้องทนกินกะโหลกขนมปัง ถึงมันจะดูเป็นเรื่องเล็กๆ แต่บางทีมันก็สำคัญเหมือนกันนะ” พูดจบซาร่าก็รู้ตัวว่าน้ำตาเริ่มรื้นขึ้นมา ทั้งน้อยใจและโกรธตัวเองที่โวยวายกับเรื่องอย่างนี้

จอห์นหน้าเศร้า จับมือซาร่าและเอ่ยกับเธอว่า

“ซาร่า ผมขอโทษจริงๆ ที่ไม่เคยคิดถึงเรื่องนี้มาก่อน กะโหลกขนมปังเป็นของโปรดของผม ก็เลยนึกว่าคุณจะชอบกินเหมือนกัน”

——

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก Show First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

—–

ขอบคุณนิทานจากหนังสือ ด้วยรักและช็อกโกแล็ต โดย Medard Laz (เมดาร์ด ลาซ)   (ผมอ่านเรื่องนี้เมื่อ 16 ปีที่แล้ว หนังสือก็ไม่มีแล้ว เลยจำเฉพาะเนื้อหาแล้วมาแต่งใหม่เอาเองนะครับ)

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

เพื่อนที่หายไป

20160114_FriendsDisappear

“หลายคนบอกว่าตัวเลขอายุยิ่งมาก ประสบการณ์ชีวิตยิ่งเยอะ อันนั้นใช่
แต่ตัวเลขยิ่งมาก เพื่อนยิ่งหายไป อันนี้ใช่ยิ่งกว่า”

 

– ฌอห์ณ จินดาโชติ
Ham Interview : Life Less Ordinary
เรื่อง: รัตนาวดี โสมพันธ์,  ภาพ: ณัฐพล วุฒิเพชร์, สไตล์: ฐิติกาญจน์ กาญจนภักดี
Hamburger Vol.1 No.14: 13-19 Jan 2016

—–

เมื่อเช้าตอนเข้าออฟฟิศเดินผ่านสตาร์บั๊คส์เห็นนิตยสารแจกฟรีหน้าตาน่าสนใจเลยเดินเข้าไปดู

ปรากฎว่าเป็นนิตยสาร Hamburger ในเครือ a day นั่นเอง

ผมเชยมากที่ไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าเขาผันตัวจากนิตยสารวางแผงมาเป็นนิตยสารแจกฟรีมาร่วมสามเดือนแล้ว

ฉบับนี้สัมภาษณ์ฌอห์ณ จินดาโชติ ผู้เขียนหนังสือ Present Perfect เพราะวันนี้…ดีที่สุดแล้ว ที่ขายดีมาก ตีพิมพ์ไปสิบกว่าครั้งแล้ว ผมเองก็ซื้อมาแล้วเหมือนกันแต่ยังอ่านไม่ครบทุกตอน แต่ก็รู้ได้เลยว่าเป็นคนที่ความคิดดี เขียนหนังสือดี แถม(ดัน)หน้าตาดีด้วย

——

อย่างนี้เคยเขียนไปตอนต้นปีว่า แทนที่จะตั้งเป้าหมายของปีนี้เราลองมากำหนดธีมสำหรับการใช้ชีวิตแทนกันดีไหม

นี่คือธีมปี 2559 ของผมครับ (จดลง Evernote และคงจะอัพเดตไปเรื่อยๆ)

  • เล่นมือถือเฉพาะตอนที่อยู่คนเดียว
  • ยิ้มบ่อยๆ เวลาเดินทางด้วยรถไฟ
  • ใช้เวลาพูดคุยกับคนในครอบครัว
  • นัดเจอเพื่อนบ่อยๆ
  • สร้างรายได้เสริม

ในคืนวันสิ้นปี ผมบอกกับแฟนว่า ปีนี้อยากจะจัดเวลาให้ได้พูดคุยกับเพื่อนมากขึ้น เพราะสองสามปีที่ผ่านมาผมไม่ค่อยได้เจอเพื่อนเก่าเท่าไหร่

เพื่อนเก่าที่ยังติดต่อกันอยู่ได้แก่:-

  • เพื่อนม.ต้นที่เตรียมพัฒน์
  • เพื่อนม.ปลายที่ไปเรียนนิวซีแลนด์ด้วยกัน
  • เพื่อนและน้องมหาลัย Asian U
  • เพื่อนที่เคยทำงานด้วยกันที่ (ทอมสัน)รอยเตอร์
  • และเพื่อนที่เคยเล่นดนตรีด้วยกันใน TRMG (Thomson Reuters Music Group)

ส่วนเพื่อนสมัยประถม เราเคยนัดเจอกันเมื่อประมาณ 15 ปีที่แล้ว ตอนนี้ผมไม่เหลือเบอร์ติดต่อใครเลย (ถ้าเพื่อนสมโภชกรุงฯ คนไหนเข้ามาอ่านบล็อกนี้ รบกวนติดต่อผมมาด้วยนะครับ)

ที่ปีนี้อยากเจอเพื่อนบ่อยขึ้น มีเหตุผลสองอย่าง

หนึ่ง คือผมอยากจะพูดคุย ถามไถ่ อยากได้เสียงหัวเราะ และอยากได้มุมมองใหม่ๆ ที่ไม่อาจหาได้จากการอ่านหนังสือ เล่นเฟซ หรือดูหนัง

สอง คือผมว่ามันดูแปลกๆ ที่เราจะได้รวมรุ่นกันก็ต่อเมื่อมีใครแต่งงานหรือมีใครตาย

ทำไมเราไม่นัดเจอกันในช่วงจังหวะชีวิตที่ทุกคนจะได้พูดคุยกันเต็มที่?

แน่นอน เมื่อเราแต่งงานมีครอบครัว ก็ย่อมต้องทุ่มเวลาให้กับภรรยา/สามี และลูกเป็นธรรมดา

แต่นั่นก็ไม่ใช่เหตุผลที่ดีที่เราจะทิ้งบุคคลที่สำคัญมากที่สุดรองจากคนในครอบครัวซักหน่อย

เพื่อนมีค่า ไม่ใช่เพราะว่าเขานิสัยยอดเยี่ยมหรือจะให้คุณให้โทษกับเรา

แต่เพื่อนมีค่าเพราะว่าเพื่อนแบบที่เรามีนั้นหายาก

หายากในที่นี้ก็คือ ต่อให้เรามีเงินมากมายแค่ไหนหรือต่อให้เรากลับไปเรียนหนังสือใหม่ตอนนี้ ความสัมพันธ์ที่เราสร้างขึ้นใหม่ก็จะไม่มีทางเหมือนกับความสัมพันธ์ที่เรามีกับเพื่อนเก่าอีกแล้ว

ความสัมพันธ์กับเพื่อนเก่ามันเกิดขึ้นตอนที่พวกเรายังไร้เดียงสา ยังบ้าบอ และยังไม่สนใจคำว่าผลประโยชน์

ซึ่งสิ่งเหล่านี้เราสูญเสียไประหว่างที่เราโตเป็นผู้ใหญ่

ในเมื่อหาใหม่ไม่ได้ ก็ต้องรักษาของเก่าไว้ให้ดี

—–

จะว่าไปนี่เพื่อนจัดเป็น low maintenance asset นะครับ คือไม่ต้องลงทุนลงแรงอะไรมาก ถึงไม่ได้คุยกันเป็นสิบปี แต่พอกลับมาเจอกันความรู้สึกหลายๆ อย่างก็ยังเหมือนเดิม

“หลายคนบอกว่าตัวเลขอายุยิ่งมาก ประสบการณ์ชีวิตยิ่งเยอะ อันนั้นใช่ แต่ตัวเลขยิ่งมาก เพื่อนยิ่งหายไป อันนี้ใช่ยิ่งกว่า”

เพื่อนไม่เคยหายไปไหน

เราต่างหากที่หายไป

ปีนี้คือปีที่ผมจะกลับมา

เสาร์นี้ผมนัดเจอเพื่อนนักดนตรี TRMG

กุมภาฯ ผมเสนอเพื่อน Asian U รุ่น 1 ไปในไลน์ว่า สนใจมากินข้าวกันบ้านผมรึเปล่า ปรากฏว่าตอบมาแค่สี่คน หนึ่งคนมาได้ อีกสามมาไม่ได้

ส่วนที่เหลือเงียบ

ไม่เป็นไร เดี๋ยวจะลองถามใหม่

เพราะผมรู้ดีว่ามันคุ้มค่าที่เราจะได้เจอกันครับ

—–

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก Show First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

——

ขอบคุณข้อมูลและภาพจาก Hamburger Vol.1 No.14: 13-19 Jan 2016

 

เราไม่ควรเล่นกีฬาเพื่อสุขภาพ

20160113_PlaySportForSport

ผมเป็นนักศึกษารุ่นแรกของ Asian University (สมัยนั้นยังมีคำว่า of Science and Technology ห้อยท้ายด้วย)

ปริญญาตรีรุ่นหนึ่งเรามีกันอยู่ 20 คน เป็นวิศวะ 10 บริหารธุรกิจอีก 10 คน และมีพี่ๆ MBA อีกประมาณ 25 คน

ด้วยความที่เป็นรุ่นแรกและคนยังน้อยนี่เอง จึงไม่มีอะไรให้ทำมากนัก

กิจกรรมหลักๆ ที่เรามีกันหลังเลิกเรียนคือเล่นกีฬา เล่นกีฬา แล้วก็เล่นกีฬา (อ้อ มีทำการบ้านด้วยครับ)

จำได้ว่าเรียนเสร็จตอนสี่โมง กลับมาพักที่หอพักตามชื่อ พอห้าโมงเย็นก็หิ้วรองเท้าสตั๊ดเดินไปสนามบอล

หกโมงครึ่งพระอาทิตย์ตกดิน ยุงเริ่มเยอะ เราก็จะเข้ามาในโรงยิมเพื่อเล่นบาสกันต่อ (ถ้าไม่จริงจังมากจะถอดรองเท้าเล่น) พอเล่นบาสเหนื่อยๆ ก็ยังตีแบดมินตันกันได้อีก ช่วงนั้นผมน่าจะออกกำลังกายสัปดาห์ละสิบชั่วโมงเป็นอย่างน้อย

ที่โรงยิมจะมีอาจารย์พละชื่ออาจารย์วิศรมที่คอยดูแลสถานที่และนักศึกษาที่ไปใช้บริการ เป็นคนขยันและยิ้มเก่งมาก ตัวแกเล็กนิดเดียวแต่ดูหุ่นก็รู้ว่าฟิตสุดๆ

ค่ำวันหนึ่งหลังจากเล่นกีฬาเสร็จ ผมกับเพื่อนและอาจารย์วิศรมก็มายืนเมาธ์มอยเรื่องสัพเพเหระ

แล้วอาจารย์ก็เอ่ยประโยคที่ผมยังจำมาจนถึงทุกวันนี้

“รุตม์ไม่ได้เล่นกีฬาเพื่อสุขภาพหรอก”

ผมก็งงไปแป๊บนึง ถามว่า อ้าว แล้วถ้าไม่เล่นเพื่อสุขภาพ จะเล่นเพื่ออะไรล่ะครับอาจารย์

“ผมว่ารุตม์เล่นกีฬาเพื่อกีฬา”

ผมงี้อึ้งเลย….

ไม่ค่อยเข้าใจหรอกว่ามันแปลว่าอะไร เพียงแต่ผมรู้สึกว่าเป็นคำชมที่น่าปลื้มชะมัด

—–

เมื่อเช้านี้ตอนขับรถมาจอดที่แอร์พอร์ตลิงค์ ผมเปิดซีดีแผ่นหนึ่งที่ได้มานานแล้ว

ซีดีแผ่นนั้นชื่อว่า กิเลส แมนเนจเม้นท์ บรรยายโดยท่านว.วชิรเมธี

ก่อนจะจอดรถ ท่านว.ก็พูดประโยคหนึ่งที่ทำให้ผมนึกถึงอาจารย์วิศรม

ว่าเราไม่ได้ทำดีเพื่ออะไร

แต่เราทำดีเพื่อดี

พระอาจารย์ปราโมทย์ ปาโมชโช ก็เคยสอนไว้ในธรรมบรรยายบ่อยๆ ว่า จงอย่าปฏิบัติธรรมเพื่อจะเอามรรคผลนิพพาน แต่จงปฏิบัติธรรมเพื่อเป็นการบูชาคุณพระพุทธเจ้า

หรือปฏิบัติธรรมเพื่อธรรมนั่นเอง

—–

มนุษย์เราเป็นสิ่งมีชีวิตที่ถูกขับเคลื่อนด้วยแรงจูงใจ – humans are driven by incentives

เราทำงาน เพื่อที่จะได้มีเงินไปดูแลครอบครัวและซื้อความสุข

เราเล่นดนตรี เพื่อจะได้โชว์สาวและหวังว่าจะได้ออกเทป (รู้เลยว่าเกิดยุคไหน)

เราปั่นจักรยาน เพื่อจะได้อินเทรนด์และมีเรื่องไว้คุยกับเพื่อนเรา

แต่ถ้าเราเปลี่ยนแรงจูงใจเสียใหม่ล่ะ?

ถ้าเราทำงานเพื่องาน เล่นดนตรีเพื่อดนตรี และปั่นเพื่อปั่น

เราก็จะมีความสุขทันทีโดยไม่ต้องพึ่งพาปัจจัยภายนอก

และอาจผลิตผลงานออกมาได้ดีไม่แพ้กันครับ

—–

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก Show First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

—–

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

 

อย่ายุ่ง

20160112_DontBeBusy

เคยมีช่วงไหนในชีวิตมั้ยครับที่คุณรู้สึกว่า “ยุ่งมาก” ตลอดทั้งวัน ตลอดทั้งสัปดาห์ หรือแม้กระทั่งตลอดทั้งเดือน

ไม่แน่ ตอนนี้คุณอาจจะรู้สึกอย่างนี้อยู่ก็ได้ (แต่ก็ยังมีเวลามาอ่านบทความของผมเนอะ ขอบคุณมากครับ!)

จะว่าไป คำว่า “ยุ่ง” นี่เป็นคำที่ไม่ค่อยดีเท่าไหร่

เพราะในภาษาไทย นอกจากยุ่งจะแปลว่า busy แล้ว มันยังแปลว่า messy ด้วย (ยุ่งเหยิง)

เท่าที่สังเกตจากตัวเอง วันใดที่รู้สึกว่ายุ่งมากๆ มักจะเป็นวันที่รู้สึกว่าหายใจไม่ค่อยทัน มีอะไรต้องทำตลอดเวลา

ที่สำคัญ พอหมดวันกลับรู้สึกว่าตัวเองไม่ค่อยได้ทำอะไรที่มีคุณค่าเท่าไหร่

เมื่อใดก็ตามที่รู้สึกว่า “วันนี้ยุ่งทั้งวันเลย” มักจะตามมาด้วยความรู้สึกที่ว่า “ยังทำอะไรไม่เสร็จเลย” เสมอๆ

ดังนั้น ผมเลยคิดว่า ถ้าเราอยากให้งานของเรามีประสิทธิภาพจริงๆ เราควรจะทำยังไงก็ได้เพื่อให้ตัวเองอยู่ในสภาวะที่ไม่ยุ่ง

ไม่ยุ่ง ไม่ได้แปลว่าไม่ทำอะไร

เพราะสิ่งที่ตรงข้ามก้บ “ยุ่ง” ไม่ใช่ “ขี้เกียจ”

สิ่งที่ตรงข้ามกับยุ่ง น่าจะเป็น “จดจ่อ” (focused) มากกว่า

ยิ่งเราจดจ่อกับงานตรงหน้าได้มากเท่าไหร่ เราก็จะรู้สึกยุ่งน้อยลงเท่านั้น

พอจดจ่อจนงานหนึ่งเสร็จ เราสามารถที่จะพักเบรค คุยกับคนโน้นคนนี้ได้เพื่อเป็นการชาร์จแบตให้ตัวเอง ก่อนจะกลับมาจดจ่อกับงานชิ้นถัดไป

แน่นอน เรื่องอย่างนี้พูดง่ายแต่ทำยาก

แต่ก็ไม่ยากเกินไป ถ้าเราปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและสภาพแวดล้อมให้เหมาะสม

ต่อไปนี้คือรายการของสิ่งที่ผมลองแล้วช่วยให้รู้สึกว่าตัวเองยุ่งน้อยลง

  • To Do List ในแต่ละวัน ควรจะมีงานแค่เพียงสามชิ้น
  • ไม่เช็คอีเมล์หรือเล่นเฟซ จนกว่าเราจะทำงานหนึ่งในสามชิ้นนั้นเสร็จ
  • ปิด Instant Messaging ในคอม อย่างน้อยก็ในช่วงเช้า
  • ปิด Notifications ของแอพต่างๆ ในมือถือ
  • Log out จาก Facebook
  • ใช้ time blocking เพื่อจะได้ไม่โดนนัดประชุมพร่ำเพรื่อ
  • จัดโต๊ะให้สะอาด

เมื่อใดก็ตาม ที่คุณรู้สึกตัวได้ว่า กำลังยุ่งจนไม่มีเวลาหายใจ

จงกลับมาหายใจดูครับ

สูดลมหายใจลึกๆ เข้าออกซักสามครั้ง

แล้วบอกตัวเองว่า “Slow down”.

โลกหมุนเร็วก็จริง แต่อย่าปล่อยให้ใจของเราหมุนเร็วกว่าโลก

มันไม่ดีต่อสุขภาพครับ

—–

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก Show First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

—–

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

 

สอนปลาให้ปีนต้นไม้

20160112_FishClimbATree

“Everybody is a genius. But if you judge a fish by its ability to climb a tree, it will live its whole life believing that it is stupid.”

ทุกคนล้วนเป็นอัจฉริยะ แต่ถ้าเราตัดสินปลาโดยดูว่ามันปีนต้นไม้เก่งแค่ไหน มันก็คงจะเข้าใจว่าตัวเองโง่ไปตลอดชีวิต

– Anonymous***

—–

ผมเป็นเด็กเรียนดีมาแต่ไหนแต่ไร

ขึ้นต้นอย่างนี้ ไม่ใช่เพื่อจะยกหางตัวเอง แต่เพื่อจะเปิดประเด็นคุยเรื่องการศึกษา

ความหมายของเด็กเรียนดี คือเด็กที่สอบได้เกรด 4 หลายๆ วิชา

และเกรด 4 ของแต่ละวิชาก็มีชื่อชั้นไม่เท่ากันซะด้วย

ถ้าคุณได้เกรดสี่วิชาคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ภาษาอังกฤษ คนจะมองว่าคุณเป็นเด็กเรียนดี

แต่ถ้าคุณได้เกรดสี่วิชาพละศึกษา วิชาสุขศึกษา วิชาศิลปะ ผมไม่แน่ใจว่าคนจะมองว่าคุณเป็นเด็กเรียนดีรึเปล่า

ผมเองโชคดีที่เก่งวิชาในกลุ่มแรก ก็เลยถูกจับให้อยู่ห้องคิง

ทั้งๆ ที่จริงๆ แล้วมีหลายวิชาที่ผมไม่ถนัด โดยเฉพาะวิชาการงานและพื้นฐานอาชีพ (กพอ.) ซึ่งเดี๋ยวนี้ไม่น่าจะมีแล้ว

ผมมีความทรงจำไม่ค่อยดีเกี่ยวกับวิชานี้ เพราะอาจารย์มักจะให้งานมาเป็นโปรเจ็ค ไม่ว่าจะเป็นงานเย็บปักถักร้อยหรืองานประดิดประดอยของใช้จากของเหลือในบ้าน ซึ่งแน่นอน ผมผัดวันประกันพรุ่งไปเรื่อย พอถึงวันต้องส่งงาน ผมก็จะไปมือเปล่าและใส่กางเกงสามชั้นเพื่อลดอาการเจ็บตูดตอนโดนครูตี

นี่ถ้าไม่ได้น้าสาวหรือเพื่อนยื่นมาเข้ามาช่วยทำงานส่ง ผมอาจจะได้เกรด 0 วิชานี้และอาจจะต้องเรียนซ้ำชั้นก็ได้

ถ้าผมอยู่ในโลกที่วิชากพอ.เป็นวิชากระแสหลัก ส่วนเลขเป็นวิชากระแสรอง ผมคงโดนตีตราว่าเป็นเด็กหัวทึบหรือเด็กมีปัญหาไปแล้ว

—–

เคยอ่านเจอที่ไหนซักที่ ว่าสิ่งเดียวที่คะแนนสอบบอกเรา คือความเก่งเรื่องการทำข้อสอบ (The only thing that the exam score measures is how good you are at answering exam questions)

ถ้าให้ขยายความก็คือ ต่อให้คุณทำข้อสอบวิชาหนึ่งเก่ง ก็ใช่ว่าคุณจะเก่งวิชานั้นจริงๆ ซะหน่อย

ผมเองก็ตกอยู่ในจำพวกทำข้อสอบเก่งอีก ไม่ว่าจะ TOEFL หรือวิชาฟิสิกส์ ผมมักจะได้คะแนนดีกว่าเพื่อนร่วมชั้นเสมอ

แต่พอถึงเวลาต้องพูดคุยกับฝรั่ง ผมกลับรู้สึกว่าเพื่อนที่สอบ TOEFL ได้คะแนนเพียงกลางๆ กลับสามารถพูดคุยสื่อสารกับฝรั่งได้เป็นธรรมชาติกว่าผม

ส่วนเพื่อนที่เรียนจบวิศวะมาด้วยกัน แม้จะได้เกรดเฉลี่ยสองกว่าๆ แต่ก็มีความรู้ ความสามารถด้านวิศวกรรมมากกว่าผมอย่างเทียบไม่ติด

และเพราะว่าการทำข้อสอบเก่งไม่ได้เป็นเครื่องพิสูจน์ว่าเราเก่งจริงนี่เอง นักเรียน “หัวดี” มากมายที่เรียนจบไปแล้ว จึงมักจะลงเอยด้วยการเป็นลูกน้องของคนที่เคยเป็นนักเรียน “หัวทึบ” มาก่อน

สถานการณ์อย่างนี้เกิดขึ้นบ่อยมากจนต้นตำรับพ่อรวยสอนลูกอย่างคุณโรเบิร์ต คิโยซากิหยิบเอามาเขียนเป็นหนังสือชื่อว่า Why “A” Students Work for “C” Students

ซึ่งนั่นก็ยิ่งตอกย้ำคำถามที่ผมเคยเขียนลงบล็อกตอนสิ้นปีว่า หรือโรงเรียนจะเป็นเพียงโรงงานฝึกทาส?

ยิ่งเรียนเก่งเท่าไหร่ยิ่งเป็นทาสที่มีคุณภาพมากขึ้นเท่านั้น

—–

อ่านมาถึงตรงนี้หลายคนคงคิดว่าผมกำลังโจมตีการศึกษาไทยอีกแล้ว

จริงๆ นั่นไม่ใช่เจตนาของการเขียนบทความนี้ครับ

เจตนาของผมคือเขียนเอาไว้เตือนตัวเอง

ว่าการวัดผลทางการศึกษายังขาดประสิทธิผล แถมแต่ละวิชายังถูกให้คุณค่าไม่เท่ากันอีก

ดังนั้นการเป็น “เด็กเก่ง” ที่โรงเรียนไม่ได้เป็นตัวชี้วัดที่แม่นยำว่าเขาจะโตมาเป็น “ผู้ใหญ่เก่ง”

การที่ลูกสอบไม่ได้เกรดสี่เลย จึงไม่ใช่เรื่องที่ต้องกังวลให้มากจนเกินเหตุ

และยังมีทักษะและนิสัยอีกมากมายที่สำคัญ แต่ไม่เคยถูกสอนและวัดผลกันแบบจริงจัง

ความมีน้ำใจ
การทำงานกันเป็นทีม
ความเสียสละ
ความมีระเบียบวินัย
ความคิดสร้างสรรค์
ความกล้าลงมือทำ
ความใฝ่รู้
ความมีสติ
จริยธรรม

เราผ่านยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมมานานแล้ว คนที่จะประสบความสำเร็จจึงไม่ใช่คนที่ทำตามใบสั่งหนึ่งสองสามสี่

คนที่จะประสบความสำเร็จ คือคนที่กล้าคิดต่าง กล้าตั้งคำถาม และที่สำคัญที่สุดคือกล้าริเริ่มลงมือทำสิ่งที่เขาถนัดและมีคุณค่ากับคนอื่น

ในฐานะพ่อแม่/ผู้ปกครอง จึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งที่เราจะไม่เผลอคาดหวังให้ปลาปีนต้นไม้

เราต้องรู้ว่าลูกเราถนัดด้านไหน และอะไรที่ถูกจริตเขา

ถ้าเขาเป็นปลาที่เก่งว่ายน้ำ ก็ควรจะสนับสนุนให้เขาว่ายน้ำให้ได้ดีที่สุด ไม่ใช่บังคับให้เขาไปปีนต้นไม้เพียงเพราะว่าสังคมกระแสหลักบอกว่าต้องปีนต้นไม้ถึงจะดี

ถ้าลูกของเราได้พัฒนาจุดแข็งของตัวเองอย่างเต็มที่ เขาก็จะเติบโตมาเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพและมีความสุข และจะสร้างคุณประโยชน์ให้กับสังคมได้อย่างมหาศาล

ก็ได้แต่หวังเหลือเกินว่า เมื่อลูกถึงวัยเข้าโรงเรียน ผมจะไม่ลืมสิ่งที่เขียนในวันนี้

—–

*** แต่ก่อนผมนึกว่านี่เป็นคำพูดของ Einstein แต่เมื่อลองดูที่ Quote Investigator แล้วคิดว่าไม่น่าจะใช่ครับ

—–

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก Show First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

—–

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com