พนักงานต้องมาก่อน

20151113_ClientsDontComeFirst

Clients do not come first. Employees come first. If you take care of your employees, they will take care of the clients

ลูกค้าไม่ได้สำคัญที่สุด พนักงานต่างหากที่สำคัญที่สุด ถ้าคุณดูแลพนักงานให้ดี เขาก็จะดูแลลูกค้าดีเอง

– Richard Branson, founder of Virgin Group

“ลูกค้าคือพระเจ้า” คือประโยคที่เราได้ยินกันมานาน

ส่วนฝรั่งก็จะมีสำนวนคล้ายๆ กันคือ “The customer is always right”

ซึ่งโดยส่วนตัวผมไม่ค่อยเชื่อแนวคิดนี้เท่าไหร่

เพราะยุคสมัยได้เปลี่ยนไปแล้ว การมาของอินเตอร์เน็ต กูเกิ้ล และโซเชี่ยลมีเดีย ทำให้ทางเลือกมีเยอะขึ้นกว่าแต่ก่อนมากมาย

ดังนั้น ไม่ว่าคุณจะเป็นร้านค้าหรือลูกค้า ถ้าคุณทำตัวไม่น่ารัก คู่ค้าของคุณเขาก็ไม่จำเป็นต้องทนคุณอีกต่อไป

ในฐานะเจ้านายก็เช่นกัน ถ้าคุณไม่ดูแลคนของคุณให้ดีๆ เขาก็อาจเลือกไปทำงานให้กับคนอื่นได้เสมอ

แม้ว่าในยุคนี้ลัทธิบริโภคนิยมจะเฟื่องฟูกว่ายุคไหนๆ แต่ผมก็เชื่อว่าคนรุ่นใหม่ไม่ใช่คนประเภทที่เอาเงินฟาดหัวแล้วเขาจะยอมคุณทุกอย่าง

สิ่งที่สำคัญกว่าตัวเงิน คือความเคารพและให้เกียรติซึ่งกันและกัน รวมถึงการเคารพและให้เกียรติในหน้าที่และวิชาชีพของตัวเองด้วย

ดังนั้น ถ้าคุณดูแลลูกน้องคุณดี ลูกน้องก็จะดูแลลูกค้าเป็นอย่างดีโดยไม่จำเป็นต้องไปกรอกหูว่าลูกค้าคือพระเจ้า

เพราะถ้าเราได้ทำหน้าที่หัวหน้าอย่างเต็มที่แล้ว ลูกน้อง(ส่วนใหญ่) ก็จะรับรู้ ซึมซับ และคิดได้เองว่าเขาควรจะทำหน้าที่ของเขาให้สมศักดิ์ศรีเช่นกัน

—–

ขอบคุณภาพจาก Wikimedia

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ชนชั้นของภาษา

20151112_LanguageHierarchy

เมื่อวันก่อนมีนักเรียนจากอเมริกาเข้ามาขอสัมภาษณ์ผมเพื่อเป็นข้อมูลสำหรับงานวิจัยปริญญาโทของเขา

พอคุยกันเรื่องงานสื่อสารของผมเสร็จแล้ว เขาก็ถามด้วยความสงสัยเฉยๆ ว่า ป้ายโฆษณาใหญ่ๆ ในกรุงเทพนี่ตั้งใจเอาไว้ให้ใครอ่าน? (Who’s the target group?)

ที่เขาถามอย่างนี้ เพราะเขาสังเกตเห็นว่า ป้ายโฆษณาเหล่านี้ ส่วนใหญ่เป็นภาษาอังกฤษ เขาเห็นตั้งแต่ออกจากสุวรรณภูมิแล้ว จึงนึกว่ากลุ่มเป้าหมายเป็นนักท่องเที่ยว แต่พอเข้ามาในเมือง เขาก็เห็นอีกว่าป้ายก็ยังเป็นภาษาอังกฤษเยอะอยู่ดี สมมติฐานถัดมาก็คือ ป้ายโฆษณาเหล่านี้เอาไว้ให้ฝรั่งที่อาศัยอยู่ในเมืองไทยอ่านรึเปล่า

ผมก็ออกความเห็นไปว่า เป้าหมายของป้ายโฆษณาเหล่านี้ก็คือคนไทยนี่แหละ แต่ที่ต้องทำเป็นภาษาอังกฤษก็เพราะว่ามันเกี่ยวกับเรื่องภาพลักษณ์

ผมบอกเขาไปว่าสินค้าในเมืองไทย น้อยมากที่จะใช้ชื่อภาษาไทยเพราะมันจะทำให้ดูเป็นของราคาถูกหรือเชยไปเลย

สินค้า บริการ และชื่อร้านที่อยู๋ในเมืองส่วนใหญ่ถึงมีแต่ชื่อภาษาอังกฤษ (หรือถึงจะเป็นชื่อไทยก็ใช้อักษรภาษาอังกฤษ)

ทั้งนี้เพราะภาษาอังกฤษถูกยึดโยง (associate) กับของที่มีราคาสูงกว่าและคุณภาพสูงกว่า ซึ่งย่อมหมายถึงสามารถตั้งราคาได้แพงกว่าและทำกำไรได้มากกว่านั่นเอง

ผมเดินไปหยิบหลอดยาสีฟันเดนทิสเต้มาให้เขาดู เพื่อที่จะชี้ให้เห็นว่าบนหลอดไม่มีภาษาไทยเลย ทั้งๆ ที่เป็นของคนไทย

เล่าไปก็แอบรู้สึกอายไปด้วยเล็กน้อย ที่เรามีภาษาของเราเองแท้ๆ แต่กลับให้ “คุณค่า” และ “มูลค่า” กับภาษาต่างชาติมากกว่า

—–

ผมบอกเขาอีกว่า สำหรับเมืองไทย ถ้าไม่ตั้งชื่อยี่ห้อเป็นภาษาอังกฤษ ก็ยังมีอีกทางหนึ่งคือตั้งชื่อเป็นภาษาญี่ปุ่น เพราะนี่ก็เป็นการเสริมสร้างภาพลักษณ์โดยที่แทบไม่ต้องลงทุนใดๆ เช่นกัน

ในเซเว่นเรามีไข่ต้ม ซึ่งราคาน่าจะเท่ากับไข่ลวก แต่ไข่ออนเซ็นจะกระโดดไปอีกราคาหนึ่งเลย

ที่ออฟฟิศผม ชั้น 9 จะมีโรงอาหาร ซึ่งก็มีร้านหนึ่งที่ตั้งชื่อเมนูเป็นภาษาญี่ปุ่นหมด ทั้งๆ ที่รสชาติอาหารก็ไม่ได้รู้สึกว่าญี่ปุ่นอะไร แต่ตั้งราคาจานละ 60-80 บาทกันเลยทีเดียว

——

ตอนผมเรียนปริญญาโทที่นิด้า มีวิชาหนึ่งที่เรียกว่า Sociolinguistics

Socio -> society -> สังคม
Linguistics -> language -> ภาษา

วิชานี้จึงว่าด้วยความเชื่อมโยงของภาษาและสภาพสังคม

ภาษาของเราจะปรับเปลี่ยนไปตามคนที่เราสังคมด้วย เช่นเวลาคุยกับพ่อแม่เราพูดแบบหนึ่ง เวลาคุยกับเพื่อนเราพูดอีกแบบหนึ่ง และเวลาคุยกับหัวหน้าเราก็พูดอีกแบบหนึ่ง

นอกจากนั้น ภาษายังบ่งชี้ถึงชนชั้นในสังคมอีกต่างหาก โดย “ภาพลักษณ์” ของภาษาหรือสำเนียงท้องถิ่นน่าจะไล่เรียงได้ตามนี้ (ความเห็นส่วนตัวล้วนๆ คนอื่นอาจจะไม่ได้เรียงแบบนี้)

ภาษากลาง > ภาษาเหนือ > ภาษาใต้ > ภาษาอีสาน

ลองคิดภาพว่าคุณเป็นผู้จัดการบริษัทซอฟท์แวร์ชั้นนำของโลก ต้องสัมภาษณ์เด็กสองคนที่เก่งพอๆ กัน คนหนึ่งตอบเป็นสำเนียงคนกรุงเทพ อีกคนหนึ่งตอบเป็นสำเนียงคนอีสาน คุณมีแนวโน้มที่จะเลือกคนไหน?

ในความเป็นจริง คงไม่มีคนอีสานคนไหนมาสัมภาษณ์งานประเภทนี้แล้วพูดภาษาอีสานหรอกครับ ด้วยรู้ตัวดีว่าจะทำให้เขา “ดูไม่ดี” เลยต้องตอบเป็นสำเนียงภาคกลางอยู่แล้ว

และด้วยความที่สำเนียงของคนกรุงเทพมีมูลค่าสูงที่สุดนั่นเอง (เมื่อเทียบกับภาษาไทยด้วยกัน) คนต่างจังหวัดจึงต้องหัดพูดภาษากลาง แต่คนกรุงเทพไม่เคยต้องหัดพูดภาษาของภาคอื่นเลย

—–

ที่เขียนมายืดยาวนี่ไม่ใช่ต้องการหยามเหยียดภาษาของภาคไหนเลยนะครับ เพียงแต่อยากจะชี้ให้เห็นบางมุมที่พวกเราอาจมองข้ามไป เพราะเรา “ลำเอียง” กับภาษาบางภาษาหรือสำเนียงบางสำเนียงซะจนชิน

เผื่อว่าในอนาคต เจอใครที่พูดสำเนียงไม่เหมือนเรา เราจะได้รู้ทันความลำเอียงของตัวเอง

และเผื่อว่าเจอใครที่พูดภาษาอังกฤษเก่งมากๆ ก็จะได้ไม่เผลอคิดไปว่าเขาเก่งกว่าเราเสียทุกเรื่องครับ

—–

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

เทคนิค FV จะทำให้คุณทำงานอย่างไว

20151110_FV

สวัสดีครับ วันนี้ขอมาแชร์เทคนิคหนึ่งที่จะช่วยให้คุณทำงานได้ดีขึ้นครับ

เทคนิคนี้คือว่า FV ซึ่งย่อมาจาก Final Version

คนคิดค้นเทคนิคนี้ขึ้นมาชื่อคุณ Mark Forster

เชื่อว่าหลายคนคงไม่เคยได้ยินชื่อคุณลุงคนนี้ และยิ่งถ้าได้เห็นหน้าก็อาจจะยิ่งไม่อยากเชื่อว่าคุณลุงแกเป็นกูรูด้าน productivity คนหนึ่ง เคยออกหนังสือมาแล้วหลายเล่ม และเล่มที่ผมเคยซื้อมาอ่านคือเรื่อง Do It Tomorrow ซึ่งเป็นหนังสือที่ดีมากๆ เล่มหนึ่งเลยทีเดียว

แต่เทคนิค FV นี้ไม่ได้อยู่ในหนังสือหรอกนะครับ เพราะคุณลุงเขาเพิ่งคิดค้นเมื่อสามปีที่แล้วนี่เอง

และที่ตั้งชื่อว่า Final Version เพราะคุณลุงเชื่อมั่นว่านี่คือเทคนิคที่ดีที่สุดที่เขาคิดได้แล้ว จะไม่มีอะไรเพิ่มเติมต่อจากนี้อีกแล้ว

ใครที่ภาษาอังกฤษแข็งแรง แนะนำให้ไปอ่านบทความต้นฉบับได้เลยครับ

—–

เวลาเรามีรายการงานที่จะทำ (To Do List) สิ่งที่ต้องบาลานซ์กันดีๆ มีอยู่สามปัจจัย ได้แก่
ความเร่งด่วน ความสำคัญ และความพร้อมทางจิตใจ (urgency, importance, psychological readiness)

ระบบ Time Management ส่วนใหญ่มักจะให้ความสำคัญของสองอย่างแรก แต่ FV นั้นจะให้ความสำคัญกับปัจจัยสุดท้ายหรือความพร้อมของคนทำงานด้วย

เทคนิค FV ใช้หลักการง่ายๆ คือ เลือกงานชิ้นแรกในลิสต์ขึ้นมา แล้วถามตัวเองว่า “What do I want to do before I do x?” เราอยากทำอะไรก่อนทำงานชิ้นนี้?  แล้วก็ถามซ้ำไปเรื่อยๆ จนกว่าจะไม่มีงานไหนที่อยากจะทำก่อนอีกแล้ว จากนั้นจึงเริ่มลงมือทำโดย “ทำย้อนหลัง”

ดูตัวอย่างจะเห็นภาพชัดกว่า

สมมติว่าผมมีรายการสิ่งที่ต้องทำอยู่ 10 อย่าง

เขียนบทความ
โทร.หาลูกค้าที่ไม่พอใจ
เช็คอีเมล์
ทำความสะอาดโต๊ะ
เดินไปคุยกับหัวหน้าเรื่องงบจัดงาน
เตรียมสไลด์สำหรับประชุมสัปดาห์หน้า
สแกนเอกสาร
สอนงานให้น้องทีมข้างๆ
ประเมินผลงานประจำปี
แบ๊คอัพข้อมูลในแล็ปท๊อป

ให้ใส่ “จุด” ข้างหน้างานชิ้นแรกสุด คล้ายๆ กับเป็นสัญลักษณ์ว่าจะเลือกงานชิ้นนี้ขึ้นมาทำ ซึ่งก็คือการเขียนบทความ แล้วถามว่า “เราอยากทำอะไรก่อนเขียนบทความ?”

สมมติว่าก่อนเขียนบทความ ผมอยากสแกนเอกสารก่อน ก็ใส่จุดหน้างานสแกนเอกสาร แล้วถามว่า “เราอยากทำอะไรก่อนสแกนเอกสาร?”

ผมอยากเช็คอีเมล์ก่อนสแกนเอกสาร ก็เลยใส่จุดหน้างานเช็คอีเมล์ แล้วคราวนี้พอถามตัวเองว่าอยากทำอะไรก่อนเช็คอีเมล์มั้ย ก็ไม่มีแล้ว ดังนั้นผมจึงมีลิสต์รายการดังนี้

เขียนบทความ
สแกนเอกสาร
เช็คอีเมล์

พอได้เลือกงานขึ้นมาสามชิ้นอย่างนี้แล้ว ก็ให้ลงมือทำงาน “ย้อนขึ้นไป” นั่นคือ เช็คอีเมล์ สแกนเอกสาร แล้วค่อยเขียนบทความ เมื่อทำแล้วก็ขีดฆ่างานพวกนี้ออกจากลิสต์

อ้อ แล้วบทความผมก็ไม่จำเป็นต้องเขียนจนเสร็จด้วยครับ เพราะหลักของ FV คือขอให้ได้ “ลงมือทำ” งานชิ้นนั้นบ้างก็พอแล้ว สมมติว่าเขียนบทความไปได้ซักสามย่อหน้าแล้วสมองตื้อเขียนต่อไม่ได้ก็ไม่เป็นไร เราก็แค่เอางานเชียนบทความไปใส่ไว้ด้านท้ายของลิสต์แทน

ตอนนี้ลิสต์งานของผมก็จะหน้าตาเป็นอย่างนี้

โทร.หาลูกค้าที่ไม่พอใจ
ทำความสะอาดโต๊ะ
เดินไปคุยกับหัวหน้าเรื่องงบจัดงาน
เตรียมสไลด์สำหรับประชุมสัปดาห์หน้า
สอนงานให้น้องทีมข้างๆ
ประเมินผลงานประจำปี
แบ๊คอัพข้อมูลในแล็ปท๊อป
เชียนบทความ

จากนั้นก็เริ่มเลือกงานโดยวิธีเดิม คือเลือกงานชิ้นแรกสุดขึ้นมาก่อน แล้วถามว่า ก่อนจะโทร.หาลูกค้าที่ไม่พอใจ อยากทำอะไรก่อนรึเปล่า?

ผมอยากทำความสะอาดโต๊ะก่อน (เผื่อจะช่วยให้ทำใจได้) จึงใส่จุดหน้างานทำความสะอาดโต๊ะ และผมก็ไม่มีอะไรในลิสต์นี้ที่อยากทำก่อนทำความสะอาดโต๊ะแล้ว

ดังนั้นลิสต์งานที่ได้คือ

โทร.หาลูกค้าที่ไม่พอใจ
ทำความสะอาดโต๊ะ

แล้วผมก็ทำย้อนศรเหมือนเดิม คือเริ่มจากทำความสะอาดโต๊ะก่อน แล้วค่อยโทร.หาลูกค้า

คราวนี้รายการงานที่ต้องทำก็จะเหลือเท่านี้แล้วครับ

เดินไปคุยกับหัวหน้าเรื่องงบจัดงาน
เตรียมสไลด์สำหรับประชุมสัปดาห์หน้า
สอนงานให้น้องทีมข้างๆ
ประเมินผลงานประจำปี
แบ๊คอัพข้อมูลในแล็ปท๊อป
เชียนบทความ

เราก็ใช้กระบวนการเดิมไปเรื่อยๆ จนกว่าจะได้ทำงานครบทุกชิ้น (แม้บางชิ้นจะทำได้หน่อยเดียวก็ไม่เป็นไร เพราะถือว่าเราได้ทำแล้ว)

ผมเคยลองใช้เทคนิคนี้แล้ว ก็พบว่ามันทำให้ผมทำงานได้เสร็จเยอะขึ้นจนบางทีก็น่าตกใจเลยทีเดียว

ความเจ๋งของ FV ก็คือมันตอบโจทย์ปัจจัยทั้งสามข้อ

ความเร่งรีบ – ถ้างานไหนมันเร่ง เราก็มักจะเลือกขึ้นมาทำอยู่แล้ว

ความสำคัญ – โดยทั่วไปเรามักจะผัดวันประกันพรุ่ง แต่เทคนิค FV จะบังคับให้เราทำงาน “ชิ้นบนสุด” ด้วยเสมอ ทำให้เราไม่สามารถเลี่ยงงานสำคัญไปโดยปริยาย

ความพร้อม – วิธีการของ FV จะเปิดโอกาสให้เราทำงานที่อยากทำก่อน แล้วจึงค่อยก้าวไปสู่งานที่อยากทำน้อยกว่า วิธีนี้จะช่วยสร้าง momentum ให้กับการทำงานของเราครับ

ลองเอาไปใช้ดูนะครับ

—–

ขอบคุณข้อมูลจาก Mark Forster: The Final Version Newsletter

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

วันพรุ่งแสนยุ่ง

20151109_TomorrowBusiest

“Tomorrow is often the busiest day of the week.”

“วันพรุ่งนี้มักจะเป็นวันที่ยุ่งที่สุดในสัปดาห์”

– Spanish proverb

—–

หลังจากหยุดงานมาสองสัปดาห์เต็มๆ เพื่อทำหน้าที่คุณพ่อ พรุ่งนี้ก็จะเป็นวันที่ผมกลับไปทำงานเป็นวันแรกแล้ว

ผมใช้แอพมือถือชื่อว่า Any.Do เอาไว้จดสิ่งที่ต้องทำ และทุกๆ 9 โมงเช้ามันจะเตือนว่าเรามีงานค้างอยู่ในคิวกี่ชิ้น (งานในที่นี้หมายรวมถึงเรื่องส่วนตัวเช่นเรื่องซื้อของหรือโทร.หาคนโน้นคนนี้ด้วยนะครับ)

แต่ช่วงที่หยุดงานไป ผมแทบไม่ยอมดู Any.Do เลย พอมีงานไหนเตือนขึ้นมาว่าควรจะทำได้แล้วนะ ผมก็จะ snooze ไปอีกสามชั่วโมงหรือ snooze เอาไว้ทำวันถัดไปเสมอ จนตอนนี้มี task ที่คั่งค้างอยู่ในลิสต์ประมาณ 20 ชิ้นแล้ว

ครับ งานอะไรที่เรายังไม่อยากทำและยังไม่ถูกบังคับให้ทำ เราก็มักจะ “ผลัก” มันออกไปสู่วัน “พรุ่งนี้” เสมอ

งานส่วนใหญ่จึงไปกองที่วันพรุ่งนี้

และพอวันพรุ่งนี้มาถึง เราก็จะผลักมันไปสู่วันถัดไปอีก

ผลักไปเรื่อยๆ จนกว่าจะถึงเดดไลน์แล้วนั่นแหละ เราถึงจะยอมลงมือทำ

กลับไปทำงานคราวนี้ คงต้องฝึกจิตใจให้เข้มแข็งขึ้น

อะไรที่ควรทำวันนี้ก็ทำมันซะ แม้จะยังไม่ถึงเส้นตายก็เถอะ

ไม่อย่างนั้น “พรุ่งนี้” ที่ไม่มีวันมาถึง ก็จะเป็นผู้รับกรรมเรื่อยไป

—–

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ใครขยันคนนั้นชนะ

20151108_NobodyBetter

มันไม่มีใครเก่งกว่าใคร มีแต่ใครทำงานเยอะกว่าใครเท่านั้นเอง

– สิงโต นำโชค

—–

ต้องขอบคุณที่เมืองไทยมีรายการ The Voice ไม่อย่างนั้นป่านนี้ผมอาจจะยังกำลังควานหาเรื่องที่จะมาเขียนบล็อก

ประโยคข้างต้นเป็นของโค้ชสิงโต นำโชคที่พูดถึงคู่แบทเทิ่ลคู่หนึ่งในทีมของเขา

ซึ่งจะว่าไปคำพูดนี้ก็เหมาะมากที่จะออกมาจากปากศิลปินคนนี้ เพราะคุณสิงโตต้องฝ่าฟันและเก็บเกี่ยวประสบการณ์มาอย่างยาวนานกว่าจะได้มาเป็นสิงโต นำโชคอย่างทุกวันนี้

ประโยคของโค้ชสิงโตทำให้ผมนึกถึงอดีตนักเตะคนหนึ่งแมนยูฯ

เดวิด เบ็คแฮมครับ

เรามักจะรู้จักเบ็คแฮมในฐานะนักเตะรูปหล่อเจ้าพ่อฟรีคิก

แต่ถ้าใครเป็นสาวกปีศาจแดง ก็จะรู้ด้วยว่าเบ็คแฮมยังเป็นนักเตะที่ขยันที่สุดคนหนึ่งในทีมอีกด้วย

ธรรมดาเวลาซ้อมบอลกันเสร็จแล้ว เพื่อนร่วทีมก็จะอาบน้ำอาบท่าแล้วกลับบ้าน แต่เบ็คแฮมจะอยู่ต่อเพื่อซ้อมปั่นฟรีคิกจนกว่าโค้ชจะมาไล่ (เพราะห่วงว่าเบคแฮมจะล้าเกินไป)

ในเกมที่อังกฤษตีเสมอกรีกจนได้ไปเล่นฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายนั้น นอกจากเบ็คแฮมจะเป็นคนปั่นฟรีคิกสุดสวยในช่วงท้ายเกมเพื่อตัดสินชะตาให้ทีมชาติอังกฤษแล้ว เบ็คแฮมยังเป็นคนที่วิ่งเยอะที่สุดในสนามอีกด้วย (ทั้งเกมวิ่งไป 16 กิโลเมตร ขณะที่ค่าเฉลี่ยของนักบอลกองกลางของพรีเมียร์ลีกคือ 11.5 กิโลเมตร)

อเล็กซ์ เฟอร์กูสันก็เคยชมว่าเบคแฮมเป็นคนที่ฟิตที่สุดในทีมแมนยู และตอนที่ไปอยู่ รีล มาดริด โค้ชก็ชมว่าเบคแฮมเป็นนักเตะที่ขยันที่สุดในทีม

——

ความสำเร็จอาจเกิดขึ้นได้จากหลายปัจจัย บางคนสำเร็จเพราะมีพรสวรรค์ บางคนเพราะมีต้นทุนทางสังคมที่ดี หรือบางคนก็เพราะว่าอยู่ถูกที่ถูกเวลา

แต่ที่แน่ๆ ผมยังไม่เคยเห็นคนประสบความสำเร็จคนไหนที่ขี้เกียจเลยซักคน

ดังนั้นความขยันน่าจะเป็นหนึ่งในปัจจัยที่สำคัญที่สุดต่อการประสบความสำเร็จในชีวิต

ถ้าใครเคยเรียนฟิสิกส์น่าจะรู้จักกฎคลาสสิค – Law of conservation of energy ที่กล่าวว่า “พลังงานไม่มีวันสูญหายไปไหน เพียงแต่แปรรูปไปเท่านั้น”

ยิ่งเราลงแรงกับมันมากเท่าไหร่ แรงที่ลงไปก็จะแปรรูปไปเป็นทักษะ ความฟิต และ “ผลงานในสนาม”

ส่วนผลลัพธ์ตอนท้ายเกมจะแพ้หรือชนะนั้นอาจอยู่เหนือความควบคุมของเรา

ทำงานหนักแล้วอาจจะชนะหรือแพ้ก็ได้

แต่ถ้าขี้เกียจ การันตีได้เลยว่า “แพ้” แน่ๆ

แพ้ทั้งในเกมนี้

และแพ้ตลอดทั้งฤดูกาลครับ

—–

ขอบคุณภาพจากทีมงาน Small Room

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่