เคล็ดลับความสำเร็จของ Tony Robbins

20151006_Tony

ผู้ชายคนนี้หน้าคุ้นๆ มั้ยครับ?

ชื่อของเขาคือโทนี่ รอบบิ้นส์ นักพูดสร้างแรงบันดาลใจ (motivational speaker) และ “โค้ช” ที่ดังที่สุดคนหนึ่งในอเมริกา

และดูเหมือนนักสร้างแรงบันดาลใจในเมืองไทยหลายคนก็มีชายคนนี้เป็นไอดอลซะด้วย

โทนี่เขียนหนังสือดังๆ หลายเล่มเช่น Awaken the Giant Within และ Unlimited Power

โทนี่ดังแค่ไหนดูได้ที่ราคาสัมมนาที่เขาจัดอย่าง Unleash The Power Within ตั๋วราคาถูกที่สุดคือ $895 หรือสามหมื่นกว่าบาทเท่านั้นเอง! (และแพ็คเกจแพงสุดราคาแสนนึงเหนาะๆ)

ส่วนตัวผมไม่ได้ชื่นชอบโทนี่เป็นพิเศษ แต่ถ้าเห็นเขาพูดหรือแชร์อะไรก็จะตามอ่านตามดูครับ

เผอิญบล็อกเกอร์คนหนึ่งที่ผมชื่นชมนาม James Altucher (ที่เป็นคนทำให้ผมรู้จัก KonMari) ได้ไปสัมภาษณ์โทนี่ และมาสรุปบทเรียนให้ฟังในบล็อกตอน 10 Things I Learned While Interviewing Tony Robbins About His New Book “Money”

มีบทเรียนหนึ่งที่ผมชอบมากเลยอยากมาแชร์ให้ฟังครับ

ตอนอายุ 24 โทนี่รับอาสาไปเป็น “โค้ช” เพื่อพัฒนาทักษะการยิงปืนของทหารในกองทัพของอเมริกา

เมื่อโทนี่สอนเสร็จแล้ว ทหารกลุ่มที่เขาฝึกสอนมีอัตราการยิงปืนที่แม่นขึ้นถึง 50%

ที่น่าทึ่งไปกว่านั้นก็คือ ตอนที่เขาตกปากรับงานนี้ โทนี่ไม่เคยยิงปืนซักครั้งในชีวิต!

เขาทำได้ยังไง?

ก่อนจะเข้าไปสอน โทนี่เตรียมตัวด้วยการค้นคว้าหาชื่อนักแม่นปืนขั้นเทพ 5 คน และนัดสัมภาษณ์พวกเขาอย่างถึงพริกถึงขิง จากนั้นจึงมานั่งดูว่าคนกลุ่มนี้ทำอะไรเหมือนกันบ้าง

เมื่อหา “แพทเทิร์น” เจอแล้ว โทนี่จึงนำเทคนิคนั้นไปประยุกต์กับการสอนของเขา

วิธีที่โทนี่ใช้กับทหารที่เขาฝึกสอนก็คือ “ดึงเป้าเข้ามาใกล้ตัว” (Bring the target closer) เป้าอาจจะตั้งห่างจากทหารแค่สองสามฟุตเท่านั้น

แน่นอน ทหารทุกคนที่ได้ยิงเป้าใกล้แค่นี้ ก็ต้องยิงเข้าตรงกลางเป้าอยู่แล้ว (Bullseye)

จากนั้นโทนี่ก็ถอยเป้าออกไปหนึ่งฟุต…เข้าเป้าอีกเช่นเคย…แล้วเขาก็ถอยเป้าไปอีกหนึ่งฟุต

ทำเช่นนี้ไปเรื่อยๆ จนทหารคุ้นชินและมั่นใจกับการยิงให้เข้าเป้า แม้ว่ามันจะห่างออกไปไกลกว่าเดิมหลายเมตรก็ตาม

—–

ผมว่าการดึงเป้าเข้ามาให้ใกล้มากๆ แล้วค่อยๆ ถอยห่างออกไปก็อารมณ์ไม่ต่างจากที่นินจาฝึกกระโดดข้ามต้นไผ่ตั้งแต่มันยังเป็นต้นอ่อนทุกๆ วัน จนวันหนึ่งก็กระโดดได้สูงกว่าคนปกติทั่วไป

ตอนที่ผมเริ่มเขียนบล็อกนี้จริงๆ จังๆ เมื่อต้นปี ผมก็แค่ตั้งเป้าว่าจะเขียนให้ได้ซักสามวัน

พอเขียนครบสามวัน ก็เปลี่ยนเป้าเป็นเขียนให้ได้หนึ่งสัปดาห์ จากนั้นก็เพิ่มเป็นหนึ่งเดือน และสามเดือนตามลำดับ

ตอนที่ผมฝึกนั่งสมาธิใหม่ๆ ตอนแรกก็นั่งแค่สามนาที แล้วมันก็เพิ่มระยะเวลาได้มากขึ้นเรื่อยๆ ไปเอง

ถ้าคุณมีเป้าหมายอะไรที่ดูยิ่งใหญ่และทำได้ยาก ลอง “ขยับเป้าให้เข้ามาใกล้ตัวมากขึ้น” ในระดับที่ว่าคุณลงมือทำทีไรก็ “เข้าเป้า” ทุกครั้งดูนะครับ พอความมั่นใจเริ่มมาแล้วจึงค่อยๆ ขยับเป้าออกไป

ตราบใดที่เราใจเย็นพอ ไม่รีบร้อนตั้งเป้าให้ห่างเกินไปนัก

ผมเชื่อว่าวันหนึ่งเราจะยิงเข้าเป้าระยะไกลได้ครับ

—–

ขอบคุณภาพจาก Flickr : Brian Solls

ขอบคุณข้อมูลจาก James Altucher: 10 Things I Learned While Interviewing Tony Robbins About His New Book “Money”

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก See First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

เหตุผลสำคัญที่คุณควรคาดเข็มขัดนิรภัย

20151005_Seatbelt

มีคนใกล้ชิดไม่ชอบสวมเข็มขัดนิรภัยมั้ยครับ?

แฟนผมเคยเป็นหนึ่งในนั้น

แต่ก่อนผมต้องคอยเตือนให้เธอคาดเข็มขัดตลอด และแม้จะยอมคาดแต่ก็มักจะอิดๆ ออดๆ (และเดาว่าเวลาเธอขับรถเองคนเดียวก็คงไม่คาดเข็มขัดอยู่ดี)

แต่วันหนึ่งผมส่งคลิปความยาวหนึ่งนาทีนี้ให้เธอดู แล้วเธอก็กลายมาเป็นคนคาดเข็มขัดโดยที่ผมไม่ต้องร้องขออีกเลย

เหตุผลสำคัญที่สุดของการคาดเข็มขัดอยู่ตรงนี้ครับ

เพราะถ้าเราไม่คาดเข็มขัด เราเองนี่แหละจะ “ฆ่า” คนที่นั่งอยู่ข้างๆ เรา (ต่อให้คนนั้นคาดเข็มขัดก็เถอะ)

เวลาที่รถชน คนที่ไม่ได้คาดเข็มขัดจะกระเด็นกระดอนไปมาเหมือนลูกพินบอล และมีโอกาสไม่น้อยที่หัวของเขาจะไปกระแทกคนที่นั่งอยู่ข้างๆ

คนที่โดนหัวเรากระแทกนี่ เจ็บหนักถึงตายได้เลยนะครับ เพราะแรงกระแทกคงไม่ต่างอะไรกับการโดนลูกเบสบอลปาอัดหน้า

ดูวีดีโอนี้อีกตัวก็ได้ ยาวหนึ่งนาทีเหมือนกัน แต่อันนี้หนักกว่าเพราะคนไม่คาดเข็มขัดเพียงคนเดียวพาเพื่อนๆ ในรถซวยไปหมด

ดูวีดีโอสองตัวนี้จบ หากขับรถคนเดียวแล้วยังไม่คิดจะคาดเข็มขัด ก็คงไม่ว่ากัน

แต่ถ้าไปกันหลายๆ คน แถมบ่อยครั้งคนที่นั่งในรถคือคนที่สำคัญที่สุดในชีวิตเราซะด้วย

ถ้ายังไม่คาดเข็มขัดอีก ผมว่าคุณคงใจดำไปหน่อยแล้วล่ะ

—–

ขอบคุณภาพจาก Flickr

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก See First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

เงินเป็นเพียงผลข้างเคียง

20151004_MoneyIsASideEffect

“Don’t do something just for the money. Money is a side effect of persistence. You persist in things you are interested in. Explore your interests. Then persist. Then enjoy all the side effects.”

“อย่าทำอะไรเพียงเพื่อให้ได้เงิน เงินเป็นเพียงผลข้างเคียงของความยืนหยัด และคุณจะยืนหยัดได้ก็เฉพาะในเรื่องที่คุณสนใจเท่านั้น จงค้นหาตัวเองว่าสนใจเรื่องอะไร ยืนหยัดกับมัน แล้วจึงค่อยเพลิดเพลินกับผลข้างเคียง”

– James Altucher

—–

นับตั้งแต่วันที่ 2 มกราคม ตอนนี้ผมเขียนบล็อกติดต่อกันมาร่วมเก้าเดือน รวมจำนวนบทความทั้งหมดก็ใกล้ๆ จะ 300 ตอนแล้ว ถือเป็นเรื่องภูมิใจพอดู

แต่ “ความสำเร็จ” ของผมถือว่าจิ๊บจ๊อยมาก เมื่อเทียบกับ Seth Godin ซึ่งเขียนบล็อกทุกวันจนครบ 6,000 ตอนเมื่อวันพุธฯ ที่ผ่านมา

ผมเองเป็นคนเห็นอะไรใหม่ๆ ก็ตาลุกวาวไปหมด สิ่งที่เคยสนใจและหมกมุ่นในช่วงสองสามปีที่ผ่านมาก็เช่นเรื่องการลงทุนและการทำแอพมือถือ ถึงขนาดซื้อหนังสือเป็นตั้งๆ และสมัครสมาชิกเว็บไซต์ที่เกี่ยวข้อง เสียเงินไปไม่ใช่น้อย

แต่มาในวันนี้ผมแทบไม่ได้แตะสองเรื่องนี้เลย ใจนึงก็คิดว่าอาจจะเพราะว่าเราไม่มีความพยายามมากพอ หรือไม่มีวินัยมากพอ

แต่เหตุผลอาจเป็นเพียงเพราะว่า ผมไม่ได้สนใจมันจริงๆ ก็ได้

การเขียนบล็อกน่าจะเป็นกิจกรรมอย่างแรกที่ผมมีความสนใจเพียงพอที่จะลงแรงกับมันมายาวนานขนาดนี้ แถมเขียนไปก็ไม่ได้ตังค์ซักกะบาท แต่สิ่งที่ได้กลับมาคือความสุขเวลาที่เจอใครแล้วเขาเอ่ยปากว่า ตามอ่านบล็อกอยู่นะ (และส่วนใหญ่เป็นคนที่ผมมักนึกไม่ถึงด้วย!)

เขียนมาถึงตรงนี้ ผมว่าการค้นหาว่าเราสนใจเรื่องอะไรจริงๆ ก็ดูไม่ยากนะ

นั่นคือ อะไรก็ได้ที่เราพร้อมจะทำมันทุกวันแม้ไม่ได้ตังค์

อารมณ์เดียวกับบทความเรื่อง “คำถามหนึ่งล้านเหรียญ” ที่ผมเขียนเมื่อสองสัปดาห์ที่แล้ว ว่าถ้าคุณมีเงินสดหนึ่งล้านเหรียญ (คือเงินไม่ใช่ข้อจำกัดอีกต่อไป) คุณจะทำอะไร? เมื่อได้คำตอบแล้ว ก็จงลงมือทำไปเลย

ตอนที่แชร์บล็อกนี้ลงเฟซบุ๊ค มีน้องคนนึงมาคุยด้วยบอกว่า “ผมอยากเตะบอลครับ แต่ไม่มีใครจ้าง เลยต้องจ้างตัวเอง”

ซึ่งก็จริงนะครับ เราหลายคนรู้อยู่แล้วว่ามี passion อะไร

คนบางคนสามารถนั่งเล่นเกมได้ทั้งวัน คนบางคนสามารถอดหลับอดนอนดูบอลคู่ดึกๆ แต่ก็จนปัญญาที่จะเปลี่ยน “ความสนใจ” เหล่านี้มาเป็นสิ่งที่จะช่วยหาเลี้ยงชีพ

เค้าว่ากันว่า คนที่ประสบความสำเร็จมักจะเกิดจากการทำสิ่งที่วงกลมสามวงตัดกัน

วงกลมแรก คือสิ่งนั้นเป็นสิ่งที่ตัวเองรัก
วงกลมที่สอง คือเป็นสิ่งที่ตัวเองมีความถนัดหรือมีพรสวรรค์
วงกลมที่สาม สิ่งนั้นเป็นประโยชน์ต่อผู้คนจำนวนมาก

น้องคนที่มาคุยด้วย ถึงจะชอบเตะบอลและเตะบอลเก่ง ก็ยังเป็นเพียงการ “ตัดกัน” ของวงกลมสองวงแรก แต่พอมันไม่ได้สร้างประโยชน์กับคนอื่น มันก็เลยยังใช้หาเงินไม่ได้

ยิ่งกลับมาดูตัวเองยิ่งเห็นชัด เพราะสำหรับผม การลงทุนหรือการทำแอพมันไม่ได้ตกอยู่ในวงกลมไหนซักวงเลย (อาจจะอยู่ในวงแรกแค่ชั่วคราว) จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจที่ผมบ้าได้แค่เพียงซักพักแล้วก็เลิกเห่อ

ตอนนี้มีแต่การเขียนบล็อกนี่แหละ ที่คิดว่าเป็นสิ่งที่ตัวเองชอบ ยิ่งเขียนยิ่งถนัดมือขึ้นเรื่อยๆ และหวังว่าจะมีประโยชน์ต่อผู้คนจำนวนมาก

ก็ได้แต่รอดูต่อไปว่าเจ้าตัว side effects ที่คุณเจมส์พูดถึงนี่มันจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่!

—–

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก See First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ประโยชน์ของการไปโรงเรียน

20151003_Education

“Education is what remains after one has forgotten what one has learned in school.”

การศึกษาคืออะไรก็ตามที่เหลืออยู่หลังจากที่คุณลืมเรื่องที่คุณเรียนไปหมดแล้ว

– Albert Einstein

—–

สมัยป.ตรีผมเรียนวิศวะไฟฟ้า และวิชาที่ชอบน้อยที่สุดคือวิชา Electromagnetics ที่ว่าด้วยเรื่องสนามแม่เหล็กไฟฟ้า

จำได้ว่าเรียนไปอมทุกข์ไป ยิ่งเรียนยิ่งรู้สึกห่างไกลขึ้นทุกที

วันก่อนผมเคลียร์เอกสารเก่าๆ ด้วยวิธีคอนมาริ ก็เผอิญเจอเล็คเชอร์โน๊ตและการบ้านของวิชานี้

ผมนั่งมองสิ่งที่เขียนด้วยลายมือตัวเองอย่างฉงนสนเท่ห์ เพราะอ่านแทบไม่รู้เรื่องเลย ราวกับว่าสิ่งที่ผมเห็นอยู่ตรงหน้าเป็นภาษาจากมนุษย์ต่างดาว

นี่เราเรียนอะไรไปวะเนี่ย?

—–

จริงหรือไม่ที่ว่าสิ่งที่เราเรียนที่โรงเรียน แทบจะไม่ได้เอามาใช้ในชีวิตจริง?

วิชาสังคมบอกว่าบรรพบุรุษไทยมาจากเทือกเขาอัลไต แล้วไงต่อ?

วิชาฟิสิกส์สอนให้เราคำนวณแรงของรอกเดี่ยวตายตัว เพื่อ!?

วิชาลูกเสือสอนเราผูกเงื่อนไม่รู้กี่ชนิด ตอนนี้ผูกเป็นแต่เงื่อนพิรอด (แต่ส่วนใหญ่เราก็ผูกเหมือนผูกเชือกรองเท้าอยู่ดี)

แน่นอน พื้นฐานของบางวิชาก็สามารถนำไปต่อยอดได้ (เช่นการคำนวณแรง ซึ่งจำเป็นต่อวิชาชีพวิศวกร)

แต่ใช่หรือไม่ว่า วิชาต่างๆ ที่เราเคี่ยวเข็ญกันอยู่นั้น สุดท้ายแล้วก็เพียงเพื่อที่จะให้ได้ใบปริญญา ที่จะช่วยการันตีว่าเราคือ “ทรัพยากรมนุษย์” ที่เหมาะสมต่อการนำไปหล่อเลี้ยงเครื่องจักรแห่งทุนนิยม

—–

สิ่งที่อยู่ในหลักสูตรมีประโยชน์น้อยมากก็จริง

แต่ทักษะที่ “แถม” มากับชีวิตในโรงเรียนกลับมีประโยชน์อย่างมหาศาล

  • การทำความรู้จักกับคนแปลกหน้า (ที่จะกลายเป็นเพื่อนเราไปอีกหลายสิบปี)
  • การทำตามหน้าที่ของตน (เรียนหนังสือ ทำเวร สอบ)
  • ประชาธิปไตย (เลือกหัวหน้าชั้น)
  • ความเคารพนอบน้อมต่อผู้ใหญ่ (สวัสดีครับคุณครู!)
  • วิธีการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ (Learning how to learn)
  • วิธีการวางตัวเมื่ออยู่ต่อหน้าเพศตรงข้าม (ปั๊ปปี้เลิฟ)
  • การบริหารเงิน (โดยเฉพาะเด็กที่ค่าขนมเป็นรายสัปดาห์)
  • ความอดทน (ตื่นเช้า ทำการบ้าน)
  • ความขยันหมั่นเพียร (โดยเฉพาะพวกที่อยู่ห้องคิง)
  • ความมีน้ำใจ (ให้เพื่อนยืมยางลบ)

ซึ่งเรื่องเหล่านี้ ไม่มี “ออกสอบ” เลยสักนิด

ดังนั้น ผมคงไม่ห่วงเท่าไหร่ถ้าลูกไม่ได้เกรด 4 ทุกวิชา

แต่คงจะให้ความสำคัญกับ “ของแถม” ข้างบนนี้มากกว่า ว่าลูกเราซึบซัมทักษะที่จำเป็นต่อชีวิตเหล่านี้ได้ดีแค่ไหน

เพราะนั่นต่างหากคือจุดประสงค์ที่แท้จริงของการไปโรงเรียน

—–

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก See First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

นิทานหอมแก้ม

20151002_GoodbyeKissTale

วันนี้วันศุกร์ มีนิทานมาเล่าให้ฟังเช่นเคยครับ

เป็นนิทานจาก Quora อีกครั้ง นำเสนอโดยคุณ Dipti Singh

แต่คราวนี้ผมเจอข้อจำกัดในการแปลบางประการทำให้การขมวดเรื่องไม่สามารถทำเหมือนต้นฉบับได้ ดังนั้นจึงเขาเอาเรื่องเล่าภาคภาษาอังกฤษมาแปะไว้ด้วย เผื่อใครที่ภาษาอังกฤษแข็งแรงพอตัวจะได้อ่านได้อรรถรสกว่า ข้ามส่วนที่แปลเป็นไทยไปได้เลยครับ

—-

”Getting late for a meeting, need to run’, he said, as he slung his coat over the shoulder, and bounded out of the house.

As he drove away, she came running down the stairs two at a time. ‘Wait, wait’, she said, but he had already left.

Her mouth crumpled like used wrapping paper. ‘He forgot to give me a goodbye kiss’, she whispered in a voice that trembled under the weight of her hurt.

She called him, ‘you left without giving me a kiss’, she said accusingly. ‘I am sorry sweetheart’, he said, his voice contrite. ‘It is okay’, she said, trying to be all grown up as she cut the call.

She gulped down her breakfast morosely, wore her shoes, picked up her school bag and started to walk out of the door, her shoulders slumped.

As she climbed down the steps, the car glided to a stop outside the house. He got out of the car. She ran to him, her whole face lit up like a Christmas tree.

‘I am sorry I forgot’, he said, as he picked her up and hugged her. She said nothing. Her jaw ached from smiling.

Fifteen years later, no one would remember he was late for a meeting, but a little girl would never ever forget that her father drove all the way back home just to kiss her goodbye!

—–
เวอร์ชั่นภาษาไทย

“สายแล้ว เก้าโมงมีประชุม ไปล่ะนะ” เขากล่าว ก่อนจะคว้าเสื้อสูทและกึ่งเดินกึ่งวิ่งออกจากบ้านไป

ขณะที่รถกำลังเคลื่อนตัวออกไป เธอรีบวิ่งลงบันไดแล้วตะโกนว่า “รอก่อนค่ะ!” แต่ก็ไม่ทันซะแล้ว

สีหน้าเธอผิดหวังเหลือเกิน “วันนี้ เค้าลืมหอมแก้ม” เธอพูดกับตัวเองเบาๆ

เธอกดโทรศัพท์หาเขา

“วันนี้พ่อลืมหอมแก้มหนูก่อนออกจากบ้าน” เธอตัดพ้อ

“พ่อขอโทษจริงๆ ลูกรัก” เขาพูดด้วยน้ำเสียงรู้สึกผิด

“ไม่เป็นไรหรอกค่ะ” เธอพยายามจะไม่งอแง ก่อนจะวางหูไป

เธอทานข้าวด้วยอารมณ์ขุ่นมัว ใส่รองเท้า หยิบกระเป๋านักเรียน และเตรียมตัวออกจากบ้าน

ขณะที่เธอเดินลงบันไดมานั้น ก็ได้ยินเสียงรถจอดหน้าบ้าน เธอเห็นคุณพ่อลงมาจากรถ หนูน้อยรีบปรี่เข้าไปหาคุณพ่อ หน้าเธอบานอย่างกับกระด้ง

“พ่อขอโทษจริงๆ ที่ลืมนะคะ” ว่าแล้วก็อุ้มเธอขึ้นมากอด เด็กน้อยไม่พูดอะไร เพราะมัวแต่ยิ้มไม่หุบ

อีกสิบห้าปี ไม่มีใครจำได้หรอกว่าวันนั้นเขาเข้าประชุมสาย

แต่เด็กน้อยคนหนึ่งจะไม่มีวันลืม ว่าครั้งหนึ่งพ่อของเธอเคยวนรถกลับมาที่บ้านเพียงเพื่อจะหอมแก้มเธอก่อนไปทำงาน!

—–

ขอบคุณเรื่องเล่าจาก Quora: Stories: What is the most beautiful short story? 

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก See First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่