มั่นใจแต่ไม่เย่อหยิ่ง

พระรูปหนึ่งเคยสอนผมว่า ดีเกินดีคือไม่ดี

วันนี้ได้อ่านบทความของ Morgan Housel (ผู้เขียน The Psychology of Money) ที่เตือนว่านิสัยดีๆ บางอย่าง ถ้าสุดโต่งเกินไปก็จะกลายเป็นข้อเสีย

เลยขอนำบางส่วนมาแปลไว้ตรงนี้เพื่อเตือนสติตัวเองและผู้อ่านครับ

มั่นใจแต่ไม่เย่อหยิ่ง

มองโลกแง่ดีแต่ไม่ชะล่าใจ

เป็นอิสระแต่ไม่โดดเดี่ยว

สงสัยแต่ไม่ตั้งแง่

เคารพแต่ไม่เทิดทูน

รับฟังแต่ไม่หูเบา

คว้าโอกาสแต่ไม่ FOMO

อดทนแต่ไม่หัวรั้น

ระมัดระวังแต่ไม่มองโลกแง่ร้าย

กล้าเสี่ยงแต่ไม่ประมาท

หลงใหลแต่ไม่เสพติด

มุ่งมาดแต่ไม่ละโมบ

จริงใจแต่ไม่ล่วงเกิน

ฉลาดแต่ไม่อวดดี

สำเร็จแต่ไม่มีอีโก้

ปรับตัวแต่ไม่มั่วซั่ว

กระชับแต่ไม่ oversimplify

เรียบง่ายแต่ไม่จืดชืด

มีความเป็นผู้นำแต่ไม่ครอบงำ

ขายของแต่ไม่โฆษณาชวนเชื่อ

มีคอนเน็คชั่นแต่ไม่ฝากชีวิตไว้กับมัน

หรูหราแต่ไม่สิ้นเปลือง

เก็บออมแต่ไม่กักตุน

เอ่ยชมแต่ไม่สอพลอ


ขอบคุณเนื้อหาจาก Collaborative Fund: Too Far by Morgan Housel

บรรยากาศแบบนี้จะลงทุนอะไรดี

วันนี้ Bitcoin มูลค่าต่ำกว่า $20,000 ลดลงมา 60% เมื่อเทียบกับตอนต้นปี

ไม่ใช่แค่คริปโตอย่างเดียว แต่ราคาหุ้นส่วนใหญ่ก็ตกลงมาอย่างมากเช่นกัน

สวนทางกับราคาน้ำมันและค่าครองชีพที่สูงขึ้น แถมเงินเฟ้อในประเทศไทยปี 65 อาจจะเกือบ 6% สูงที่สุดในรอบ 24 ปี

เมื่อถือเงินสดก็เจอเงินเฟ้อ เมื่อจะช้อนหุ้นหรือบิตคอยน์ก็กลัวช้อนหัก แล้วเราควรจะลงทุนอะไรดี?

นี่คือคำถามที่มีคนถาม Ken Honda ผู้เขียนหนังสือเกี่ยวกับความมั่งคั่ง โดยหนังสือของเขาขายไปแล้ว 8 ล้านเล่ม

ตอนแรกผมนึกว่าฮอนดะจะตอบว่า ให้ลงทุนในความรู้ เหมือนที่ปู่บัฟเฟตต์หรือลงทุนแมนแนะนำ

แต่คำตอบของฮอนดะทำให้ผมแปลกใจพอสมควร

ฮอนดะแนะนำให้เราลงทุนในความสัมพันธ์ครับ

นัดเจอเพื่อน เลี้ยงกาแฟ เลี้ยงข้าวเพื่อนบ้าง หากเพื่อนมีปัญหาอะไรที่เราพอจะช่วยได้ ก็จงช่วยเขา

เช่นกัน หากเรามีลูกค้าหรือพาร์ทเนอร์ ช่วงเวลานี้เป็นช่วงเวลาที่ดีในการแสดงน้ำใจ เพราะน้ำใจที่ได้รับในช่วงที่ยากลำบากนั้นย่อมถูกจดจำไปได้ยาวนาน

เมื่อเรามีความสัมพันธ์ที่ดี มีเพื่อนแท้ มีลูกค้าที่เห็นน้ำใจกัน พอถึงวันที่เราลำบาก เราก็จะได้รับน้ำใจจากคนเหล่านี้เช่นกัน

ตอนนี้พวกเราเริ่มกลับมาเจอกันได้แล้ว ผมเองก็กำลังทยอยนัดเจอเพื่อน เพื่อนรุ่นพี่ ผู้ใหญ่ และใครอีกหลายคนที่อยากเจอมานาน ปากบอกว่าจะเอาหนังสือเล่มใหม่ไปฝาก* แต่จริงๆ แล้วเพียงแค่อยากจะพบเจอพูดคุยหลังจากที่ต้องเก็บตัวอยู่ที่บ้านกันมาเป็นแรมปี

ในสถานการณ์แบบนี้ การลงทุนในความสัมพันธ์อาจเป็นเรื่องที่เข้าท่าที่สุดจริงๆ ก็ได้นะครับ


* Love Me Love My Job งานที่ใช่หาง่ายกว่าที่คิด วางขายวันที่ 21 มิถุนายนครับ

ขอบคุณประกายความคิดจาก Ken Honda – The School of Greatness Podcast by Lewis Howes (นาทีที่ 1:11:15)

นิทานบรรณารักษ์

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

เมื่อสามเดือนที่แล้ว ฉันกับสามีย้ายมาอยู่เมืองเล็กๆ ในรัฐแมสซาชูเซตส์

ฉันบ่นให้เพื่อนบ้านคนใหม่ของฉันฟังว่า ห้องสมุดของที่นี่บริการค่อนข้างแย่

สัปดาห์ต่อมา ฉันกลับไปห้องสมุดอีกครั้ง บรรณารักษ์เก็บหนังสือ 2 เล่มเอาไว้ให้ฉัน และยังเก็บหนังสือชีวประวัติที่เพิ่งตีพิมพ์ไว้ให้สามีฉันด้วย แถมเธอดูจะดีใจที่ฉันกลับมาใช้บริการ

เมื่อกลับถึงบ้าน ฉันเลยเล่าความเปลี่ยนแปลงแบบหน้ามือเป็นหลังมือให้เพื่อนบ้านคนเดิมฟัง

“คุณไปบอกบรรณารักษ์เหรอว่าฉันบ่นเรื่องบริการที่ห้องสมุด?”

“เปล่าเลย” เธอสารภาพ “หวังว่าคุณจะไม่โกรธนะ จริงๆ แล้วฉันบอกกับบรรณารักษ์ว่าคุณกับสามีชื่นชมเธอเป็นอย่างมากที่สร้างห้องสมุดที่ยอดเยี่ยมในเมืองเล็กๆ แบบนี้ และคุณก็ชมด้วยว่าเธอมีรสนิยมในการเลือกหนังสือเข้าห้องสมุด”


ขอบคุณนิทานจาก James Clear’s Newsletter: 3-2-1: Key questions in life, small improvements, and generalists and specialists

ความอ่อนน้อมถ่อมตนคือเครื่องรางสำหรับความโชคดี

โดยเฉพาะในบริบทของคนเอเชีย ผมคิดว่าความอ่อนน้อมถ่อมตนทำให้เรามีเสน่ห์มากขึ้นอย่างน้อย 20%

แต่ต้องเป็นความอ่อนน้อมที่อยู่ในตัวตนจริงๆ ไม่ใช่การเสแสร้งแกล้งทำนะครับ เพราะของแบบนี้มันดูออกง่ายมาก

ความอ่อนน้อมทำให้คนหนึ่งคนดูน่ารัก เมื่อน่ารัก อีกคนก็เปิดใจ เมื่อเปิดใจ ก็พร้อมจะหยิบยื่นสิ่งดีๆ ให้คนที่อ่อนน้อม

คนอ่อนน้อมจึงมักจะได้อะไรดีๆ เข้ามาในชีวิตโดยไม่คาดคิดเสมอ

ที่สำคัญความอ่อนน้อมนั้นเป็นสิ่งที่ใครก็ทำได้ โดยไม่ต้องมีต้นทุนใดๆ ทั้งสิ้น

แต่แม้จะทำได้โดยง่าย แต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ (simple but not easy) ยิ่งเราเก่งเท่าไหร่ยิ่งทำได้ยากขึ้นเท่านั้น ยิ่งเราแก่เท่าไหร่ยิ่งทำได้ยากขึ้นเช่นกัน

ดังนั้นคนเก่งที่อ่อนน้อมหรือคนแก่ที่อ่อนน้อมจึงเป็นสิ่งที่หาได้ยาก แต่ถ้าเป็นได้คนจะเห็นคุณค่ามาก

มาพก “ความอ่อนน้อมถ่อมตน” เป็นเครื่องรางสำหรับความโชคดีกันนะครับ


ขอบคุณประกายความคิดจากหนังสือ 心。หัวใจ KOKORO พลังที่เป็นความหมายของชีวิต อินาโมริ คาซุโอะ เขียน

คิดมากไปให้เขียน คิดน้อยไปให้อ่าน

“If you’re overthinking, write. If you’re underthinking, read.”
-@AlexAndBooks_

คนเรานอกจากจะต้องการ work-life balance แล้ว ผมคิดว่าเรายังต้องการ input-output balance ด้วย

Input คือสิ่งที่เราเสพ output คือสิ่งที่เราสร้าง

ถ้าเราเสพอย่างเดียว ทุกอย่างก็จะอยู่ในหัว แต่เราไม่อาจสร้างคุณค่าได้

ถ้าเราสร้างอย่างเดียว ไม่เสพอะไรเลย สักวันเชื้อเพลิงก็หมด เมื่อเชื้อเพลิงหมด จะจุดอะไรก็ไม่ติด

ดังนั้นเราต้องหาจุดสมดุลให้เจอ ถ้ามีสิ่งที่อยู่ในหัวมากเกินไป เราควรจะปล่อยมันออกมา และถ้าเจอทางตันหรือคิดอะไรวนหลูป แสดงว่าเราต้องสรรรหาเชื้อเพลิงใหม่ๆ

คิดมากไปให้เขียน คิดน้อยไปให้อ่านครับ