เราตั้งข้อแม้ให้ตัวเองมากไปรึเปล่า

ยิ่งวันเวลาผ่านไป ก็มีเรื่องหนึ่งที่ผมยิ่งรู้สึกได้ชัดเจน

ว่าเรานี่แหละที่ขัดขาตัวเองบ่อยที่สุด เพราะเราชอบตั้งข้อแม้ให้ตัวเองมากไป

ข้อแม้เหล่านี้ติดมากับการเติบโตเป็นผู้ใหญ่ เพราะเราได้เรียนรู้ว่า อะไรทำได้–อะไรทำไม่ได้ อะไรควรทำ–อะไรไม่ควรทำ

ช่วงปี 2001–2010 เราเคยใช้ Windows XP กันอยู่นาน เพราะมันเป็น Operating System ที่โอเคมาก ๆ แต่เดี๋ยวนี้เราก็ไม่ได้ใช้ Windows XP กันแล้ว

แต่ความรู้–ความเชื่อบางอย่างที่เรามี เกิดมาก่อน Windows XP เสียอีก แต่เราก็ยังใช้มันอยู่

แน่นอนว่าความรู้บางเรื่องก็เป็นอกาลิโก ใช้ได้ในที่ทุกสถาน ในกาลทุกเมื่อ

แต่บางความรู้ หรือบางความเชื่อ แม้เคยใช้ประโยชน์ได้จริง แต่มันอาจหมดอายุไปนานแล้ว เพียงแต่เรายังไม่อยากยอมรับ

เหตุที่เราไม่ยอมรับ เพราะความเชื่อหรือความรู้ไม่ได้มีไว้สร้างประโยชน์เท่านั้น แต่มันเป็นส่วนหนึ่งของ “ความเป็นตัวเรา” ด้วย

การละทิ้งความเชื่อที่ฝังรากลึก จึงเป็นการทำร้ายอัตตาที่เราหวงแหนและรักตัวเองมาก

แต่ถ้าเรายังตกเป็นตัวประกันของความเชื่อเดิมๆ เราอาจพลาดสิ่งดีๆ อย่างน่าเสียดาย

เพราะเราจะตั้งข้อแม้มากมาย ว่านั่นยังทำไม่ได้ นี่ยังทำไม่ได้ ต้องรอให้พร้อมก่อน ต้องรอให้มีเวลาก่อน ต้องรอให้ลูกโตก่อน ต้องรอให้การเมืองดีก่อน ฯลฯ

เรายังไม่ทันได้ลองเลย แต่เราก็ชิงบอก (ชิงหลอก) ตัวเองก่อนแล้วว่าทำไม่ได้ หรือเป็นไปไม่ได้

แล้ววันเวลาก็จะผ่านไป แล้วเราจะทำได้เพียงคิดย้อนกลับมาด้วยความเสียดาย

มันทำให้ผมนึกถึงเพลงหนึ่งที่เก่ากว่า Windows XP หรือแม้กระทั่ง Windows 3.0

เพลงนั้นคือเพลง “เจ้าสาวที่กลัวฝน” ของพี่เต๋อ เรวัต พุทธินันท์ ที่ร้องไว้เมื่อปี 1983:

เหตุอันใดพอความรักเธอเริ่มต้น
ชายทุกคนหลีกไกล
เหตุอันใดเธอเคยคิดดูหรือไม่
ใครล้อมกรอบตัวเอง

ตั้งข้อแม้รักเสียมากมาย
จะมีชายใดเป็นได้ดัง
เช่นกฎเกณฑ์เธอวางไว้ใครบ้าง
จะมีทางเป็นชายของเธอ
เธอเห็นใคร ไยถึงต้องหลอกตัวเอง

ใจเธอเอง คิดกลัวทุกอย่าง
บางครั้งเธอเต็มใจแต่กลัว
เปรียบเธอเป็นคนกลัวฝนที่เย็นฉ่ำ
กลัวฝนทำเธอเปียกปอนไป

หากเธอคิด พบรักที่ชื่นฉ่ำ
อย่ามัวทำตัวเองมืดมน
อย่ากลัวฝน เพราะฝนนั้นเย็นฉ่ำ
อย่ามัวทำตามความคิดเดิม
ลองคิดดู ลองหาทางสู้กับฝน

ท้องฟ้าใส ยามฝนซา
เปียกปอนกันมา กลับแห้งไป
ความรักนั้น ต้องมั่นใจ
ฝากใจให้รักชักนำ

หากเธอคิด พบรักที่ชื่นฉ่ำ
อย่ามัวทำตัวเองมืดมน
อย่ากลัวฝน เพราะฝนนั้นเย็นฉ่ำ
อย่ามัวทำตามความคิดเดิม
ลองคิดดู ลองหาทางสู้กับฝน


เรากำลังเป็นเจ้าสาว/เจ้าบ่าวที่กลัวฝนอยู่หรือไม่

ฝนมันเย็นฉ่ำ แล้วทำไมเราต้องกลัวเปียกปอน

เราล้อมกรอบตัวเอง เราหลอกตัวเองอยู่หรือไม่

อย่าตั้งข้อแม้เสียมากมาย จนต้องมานั่งนึกเสียดายในภายหลังเลยนะครับ

————

ผมจะไปเซ็นหนังสือ “คำถามร้อยบาท กับคำถามล้านบาท” ที่งานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ศูนย์สิริกิติ์ บู๊ธ K33 สำนักพิมพ์ KOOB ในวันและเวลาต่อไปนี้นะครับ:

เสาร์ที่ 29 มีนาคม เวลา 18:00–19:00
เสาร์ที่ 5 เมษายน เวลา 14:00–15:00

หรือถ้าอยากได้หนังสือเร็วกว่านั้น ดูโพสต์ที่ปักหมุดของเพจ Roundfinger ได้เลยครับ

กฎหนึ่งก้าว

ระหว่างวิ่งออกกำลังกายรอบหมู่บ้าน ผมได้ย้อนระลึกถึงหลายเรื่องราวที่เกี่ยวกับ “หนึ่งก้าว”

เลยขอใส่คำว่า “กฎ” ไว้ข้างหน้า เพราะน่าจะทำให้ติดหูติดตาและจดจำได้ง่าย

โดยกฎหนึ่งก้าวนั้นแตกออกมาเป็นสามข้อดังนี้:-

One step ahead. One step faster. One step further.


1. คิดล่วงหน้าหนึ่งก้าว – One step ahead

    ผมทำงานอยู่ในทีม People ของบริษัทเทคที่ทุกอย่างต้องคิดไวทำไว

    เมื่อปี 2023 ผมเคยบอก “ธีม” ของทีม People ไว้ว่าให้คิด One step ahead คือจะทำอะไร ให้คิดล่วงหน้าหนึ่งก้าว

    ถ้าเราคิดล่วงหน้าหนึ่งก้าว เราจะพอเดาใจหัวหน้าเราได้ และทำในสิ่งที่ควรทำก่อนที่หัวหน้าจะเอ่ยปากถาม

    ถ้าเราคิดล่วงหน้าหนึ่งก้าว เวลาเราจะประกาศอะไร เราจะคิดเผื่อไปก่อนเลยว่าพนักงานจะมีคำถามอะไรบ้าง แล้วตอบคำถามเหล่านั้นรอไว้เลยใน FAQ

    ถ้าเราคิดล่วงหน้าหนึ่งก้าว เราจะรู้ทิศทางลมว่าอะไรกำลังจะเกิดขึ้นต่อไป และเตรียมใจสำหรับสถานการณ์นั้น

    การคิดล่วงหน้าหนึ่งก้าวจะช่วยให้เราเตรียมตัวได้ดี ซึ่งผมเชื่อว่าทุก 1 นาทีที่เราใช้ไปกับการเตรียมตัวจะประหยัดเวลาอย่างน้อย 2 นาทีหลังจากเราเริ่มลงมือทำ


    2. เร็วกว่าหนึ่งก้าว – One step faster

      “พี่เล้ง MFEC” หรือคุณศิริวัฒน์ วงศ์จารุกร เคยกล่าวไว้ว่า

      นักฟุตบอลระดับโลก แท้จริงเขาวิ่งถึงบอลก่อนคนอื่นแค่ครึ่งก้าว

      ซึ่งครึ่งก้าวนั้นก็เพียงพอแล้ว หากมันช่วยให้เราแตะบอลก่อนและยิงประตูได้ ไม่จำเป็นต้องทำอะไรเพื่อให้ถึงบอลก่อนคนอื่น 5 ก้าว

      การทำธุรกิจก็เช่นกัน เราไม่จำเป็นต้องชนะคู่แข่งแบบขาดลอย เราชนะเขาแค่นิดเดียวก็สามารถได้โปรเจ็กต์มาอยู่ในมือแล้วเช่นกัน

      หากทุ่มกำลังมากเกินไป ต้องการจะเอาชนะคู่แข่ง 5 ก้าวตลอด นั่นหมายถึงแรงและเวลาที่ต้องใช้อย่างมหาศาล ซึ่งอาจจะทำให้ทีมงานเหน็ดเหนื่อยเกินไป และเสียโอกาสที่จะแบ่งกำลังไปแข่งในเกมอื่นๆ


      3. ไปไกลกว่าหนึ่งก้าว – One step further

        พี่โจ้ ธนา เธียรอัจฉริยะ เคยเขียนไว้ในหนังสือ “วิถีคนปานกลาง” โดยบทแรกมีชื่อว่า “คนระดับปานกลางจะโดดเด่นได้อย่างไร”

        หนึ่งในคำแนะนำของพี่โจ้ก็คือให้ฝึก “วิชาทำเกิน”

        มันคือการทำให้เกินกว่าที่คนอื่นคาดหวัง

        เช่นลูกค้าขอให้ส่งงานวันศุกร์ แต่เราส่งตั้งแต่วันพฤหัสฯ

        หรือเวลาทำงานส่งหัวหน้า งานของเรามีข้อมูลละเอียดครบถ้วนและไม่มีข้อผิดพลาด จนหัวหน้าไม่มีอะไรให้ต้องปรับแก้

        เจ้านายหรือลูกค้าจะมี “ภาพจำ” ก็ต่อเมื่อเขาได้รับในสิ่งที่เกินความคาดหวัง หรือต่ำกว่าความคาดหวัง ถ้าได้เท่าที่คาด เขาจะไม่จำ

        ที่สำคัญ เราไม่ต้องทำเกินเยอะ แค่ทำเกินกว่าค่ามาตรฐานที่คนอื่นคุ้นชิน ก็เพียงพอที่จะสร้างความประทับใจ

        เมื่อเราไปไกลกว่าหนึ่งก้าว และทำงานได้เกินความคาดหวังอยู่บ่อยๆ เราก็จะมีภาพจำที่ดีเยี่ยม ซึ่งจะเป็นใบเบิกทางให้กับโอกาสอื่นๆ ที่จะมาถึงในอนาคต


        ถ้าเราคิดล่วงหน้าหนึ่งก้าว เราจะเตรียมตัวได้ดี และออกตัวได้เร็วกว่า

        ถ้าเราถึงบอลก่อนหนึ่งก้าว (และไม่จำเป็นต้องถึงก่อน 5 ก้าว) เราจะได้บอลนั้นไปครองเพื่อทำเกมหรือยิงประตู

        แต่ถ้าเราเป็นคนคิดไม่เก่ง และวิ่งไม่เร็ว เราก็ต้องขยันกว่าคนอื่น วิ่งให้ไกลกว่าคนอื่นหนึ่งก้าว เพื่อสร้างผลงานที่เกินความคาดหวัง

        One step ahead.

        One step faster.

        One step further.

        ทำได้เพียงหนึ่งในสามข้อ ก็เพียงพอที่จะช่วยให้การทำงานดีขึ้นอย่างชัดเจน

        แต่ถ้าทำได้ครบทั้งสามข้อ สิ่งดีๆ ก็น่าจะรอเราอยู่อย่างแน่นอนครับ


        พบกับหนังสือเล่มใหม่ของผม “คำถามร้อยบาท กับคำถามล้านบาท” ได้ที่บู๊ธ KOOB งานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ 27 มีนาคม – 7 เมษายน ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เพจ Roundfinger ครับ

        เราจะลดคอร์รัปชั่นในประเทศไทยได้อย่างไร (ตอนที่ 1)

        เดือนที่ผ่านมา เมืองไทยมีข่าวร้อนแรงหลายข่าวที่ดูแล้วน่าจะเกี่ยวพันกับการคอร์รัปชั่น ซึ่งผมจะไม่ขอเอ่ยชื่อเพราะไม่ใช่ประเด็นสำคัญของบทความนี้

        สิ่งที่ผมอยากจะชวนคุย คือเราจะลดปัญหาคอร์รัปชั่นในประเทศไทยได้อย่างไร

        เป็นที่ยอมรับโดยทั่วกันว่าคอร์รัปชั่นเป็นปัญหาที่อยู่คู่กับสังคมไทยมานาน แต่เพราะปัญหามันใหญ่และฝังรากลึกมาก เราจึงไม่รู้ว่าจะเริ่มแก้ตรงไหน ไม่รู้ว่าจะเริ่มแก้ยังไง เห็นมีคนพยายามจะแก้กี่ครั้งก็เหมือนจะไม่เคยสำเร็จเสียทีประเทศไทยจึงเหมือนติดอยู่ในคุกที่แน่นหนาและไร้ทางออก

        ออกตัวก่อนเลยว่าผมไม่มีความรู้ในหัวข้อนี้ ไม่เคยศึกษาเรื่องคอร์รัปชั่นแบบลงลึกมาก่อน ผมก็เหมือนคนไทยทั่วไปที่เบื่อการทุจริตและทำได้แค่บ่นและทำใจ

        แต่ก็คิดได้ว่า เราคงไม่ต้องมุ่งหวังที่แก้ปัญหาคอร์รัปชั่นให้หมดไปจากเมืองไทย แค่เพียงเราทำให้มันดีขึ้นสัก 5%-10% ก็น่าจะช่วยให้ชีวิตของคนไทยดีขึ้นได้บ้าง ผมจึงเลือกตั้งชื่อบทความว่า เราจะ”ลด”คอร์รัปชั่นได้อย่างไร มากกว่าใช้คำว่า “แก้” หรือ “ขจัด” ปัญหาคอร์รัปชั่น

        และเอาเข้าจริง ถ้าเรามองไปยังประเทศอื่นที่ไม่ได้ดีหรือด้อยไปกว่าเมืองไทย เขาก็สามารถลดปัญหาคอร์รัปชั่นได้เหมือนกัน ถ้าของเขายังดีขึ้นได้ แล้วทำไมเราจะดีขึ้นไม่ได้

        พอมองแบบนี้ การที่ผมไม่รู้อะไรเลยอาจจะเป็นข้อดี เพราะผมจะได้เขียนในฐานะประชาชนคนหนึ่ง ไม่ใช่ในฐานะผู้เชี่ยวชาญที่รู้ว่าอะไรทำได้-อะไรทำไม่ได้

        “Because I didn’t know it couldn’t be done, I was enabled to do it.”

        — Walter Isaacson

        “สารตั้งต้น” ของบทความนี้มาจากหนังสือชื่อ Corruptible: Who Gets Power and How It Changes Us (2021) ที่เขียนโดย Brian Klaas ผู้เขียนคนเดียวกับ Fluke ที่ผมยกให้เป็นหนังสือเปลี่ยนชีวิตแห่งปี 2024

        หลังจากอ่าน Corruptible และหาข้อมูลเพิ่มเติมกับเอไอแล้ว ก็เหมือนผมได้ลงไปใน “รูกระต่าย” (rabbit hole) ที่ลึกลับซับซ้อน

        ก็เลยตัดสินใจเขียนบทความนี้เป็นแบบซีรี่ส์ โดยยังไม่รู้ว่าจะมีกี่ตอนนะครับ


        คอร์รัปชั่นในรูปแบบสูตรคณิตศาสตร์

        ในปี 1988 Robert Klitgaard นักวิชาการชาวอเมริกัน ได้เขียนหนังสือชื่อ Controlling Corruption ซึ่งศึกษาว่าเราจะลดคอร์รัปชั่นในประเทศที่กำลังพัฒนาได้อย่างไร

        คลิตการ์ดเขียนการทุจริตออกมาเป็นสูตรแบบนี้ครับ

        C = M + D – A

        C = Corruption: ระดับการทุจริตที่มีอยู่ในระบบ
        M = Monopoly: ระดับของอำนาจผูกขาดที่เจ้าหน้าที่มี
        D = Discretion: ปริมาณอำนาจตามดุลยพินิจที่เจ้าหน้าที่มี
        A = Accountability: ระดับของกลไกความรับผิดชอบ

        มาดูรายละเอียดเหตุปัจจัยแต่ละข้อกันนะครับ

        Monopoly – อำนาจผูกขาด (M)

        เมื่อเจ้าหน้าที่มีอำนาจผูกขาดในการควบคุมหรือตัดสินใจ และประชาชนไม่มีทางเลือกอื่นที่ดีกว่านี้ เจ้าหน้าที่ย่อมเรียกรับสินบนได้เพราะประชาชนไม่มีที่อื่นให้ไป

        ยกตัวอย่างเช่น หากการออกใบอนุญาตธุรกิจทำได้แค่เพียงที่เดียว หรือมีเพียงหน่วยงานเดียวที่ควบคุมใบอนุญาตนำเข้า นั่นย่อมเป็น monopoly ทางอำนาจ

        ยิ่งมี monopoly มาก ก็มีโอกาสมากขึ้นที่จะเกิดการทุจริต

        Discretion – อำนาจตามดุลยพินิจ (D)

        หมายถึงเสรีภาพที่เจ้าหน้าที่มีในการตัดสินใจตามดุลยพินิจของตนเอง โดยไม่มีกฎเกณฑ์หรือการกำกับดูแลที่ชัดเจน เช่นระเบียบที่คลุมเครือซึ่งต้องการการตีความ หรืออำนาจในการกำหนดบทลงโทษ ข้อยกเว้น หรือข้อยกเว้นพิเศษ

        ยกตัวอย่างเช่นเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองที่ตัดสินใจว่าใครได้รับวีซ่า เจ้าหน้าที่จัดซื้อจัดจ้างที่พิจารณาว่าข้อเสนอใด “ดีที่สุด” หรือผู้ตรวจสอบที่ตัดสินใจว่าอะไรถือเป็นการปฏิบัติตาม

        ถ้าเจ้าหน้าที่สามารถใช้ “ดุลยพินิจ” ได้ตามอำเภอใจ ก็มีโอกาสที่จะเกิดการทุจริตได้โดยง่าย

        Accountability – ความรับผิดชอบ (A)

        กลไกที่ตรวจสอบและจำกัดพฤติกรรมของเจ้าหน้าที่ เช่นข้อกำหนดด้านความโปร่งใส การมีหน่วยงานกำกับดูแลที่ทบทวนการตัดสินใจ การมี hotline ให้แจ้งเบาะแสการกระทำผิด และการคุ้มครองผู้แจ้งเบาะแส

        ถ้าความรับผิดชอบสูงขึ้น โอกาสจะเกิดคอร์รัปชั่นย่อมน้อยลง

        C = M + D – A

        พอเราเขียนคอร์รัปชั่นออกมาเป็นสูตร เราก็จะมองเห็นปัญหาได้เคลียร์ขึ้นได้ว่าเกิดจากปัจจัยอะไรบ้าง

        พอเรารู้เหตุปัจจัย ถ้าอยากให้ผลมันดับ เราก็แค่ดับเหตุปัจจัยเหล่านี้ได้โดย

        ทำลายการผูกขาด: สร้างการแข่งขันหรือเพิ่มทางเลือกให้ประชาชน

        ลดดุลยพินิจ: กำหนดเกณฑ์ที่ชัดเจนสำหรับการตัดสินใจ

        เพิ่มความรับผิดชอบ: สร้างการกำกับดูแลและความโปร่งใส

        แน่นอนว่าคำถามที่เกิดตามมาก็คือ สูตรที่ดูดีในหนังสือ มันสามารถเอามาใช้ให้เกิดผลลัพธ์ในทางปฏิบัติได้จริงๆ หรือไม่ โดยเฉพาะประเทศที่ยังไม่ได้เป็นโลกที่ 1

        มาดูตัวอย่างกันครับ


        1. ฟิลิปปินส์

        ปัญหา: ในช่วงทศวรรษ 1970–1980 มีการคอร์รัปชันอย่างแพร่หลายในหมู่เจ้าหน้าที่จัดเก็บภาษี โดยเจ้าหน้าที่มักรับสินบนเพื่อประเมินภาษีให้น้อยลง ทำให้รัฐสูญเสียรายได้จำนวนมาก

        แนวทางแก้ไข:

        Discretion (D): กำหนดเกณฑ์ชัดเจนสำหรับการจัดเก็บภาษีตามกิจกรรมทางเศรษฐกิจในแต่ละภูมิภาค

        Accountability (A): เปิดเผยยอดการจัดเก็บภาษีของเจ้าหน้าที่ทุกคนให้ประชาชนรับทราบ

        Accountability (A): จัดให้มีการหมุนเวียนเจ้าหน้าที่ไปประจำในพื้นที่อื่นๆ

        ผลลัพธ์: สามารถเพิ่มรายได้จากภาษีได้อย่างมาก และลดการคอร์รัปชันลงได้อย่างเห็นผล โดยไม่ต้องปรับโครงสร้างระบบหรือเปลี่ยนบุคลากรทั้งหมด

        แหล่งที่มา: Klitgaard, R. (1988). Controlling Corruption. University of California Press.


        2. อินโดนีเซีย

        ปัญหา: การคอร์รัปชันแพร่หลายในหน่วยงานของรัฐ และแทบไม่มีการดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่ระดับสูง

        แนวทางแก้ไข:

        Monopoly (M): จัดตั้ง KPK (Corruption Eradication Commission) ให้เป็นหน่วยงานอิสระที่มีอำนาจร่วมกับตำรวจและอัยการ

        Discretion (D): กำหนดแนวทางการดำเนินคดีคอร์รัปชันให้ชัดเจน

        Accountability (A): รายงานผลการทำงานสู่สาธารณะอย่างสม่ำเสมอ และรับการตรวจสอบจากภายนอก

        ผลลัพธ์: สามารถดำเนินคดีกับบุคคลที่เคย “แตะต้องไม่ได้” เช่น รัฐมนตรี ผู้ว่าราชการ และสมาชิกรัฐสภา

        แหล่งที่มา: Bolongaita, E. (2010). An Exception to the Rule? Why Indonesia’s Anti-Corruption Commission Succeeds Where Others Don’t.


        3. ยูกันดา

        ปัญหา: ในช่วงทศวรรษ 1990 มีเพียง 20% ของงบประมาณเพื่อการศึกษาเท่านั้นที่ถึงมือโรงเรียน ส่วนที่เหลือถูกยักยอกผ่านการคอร์รัปชัน

        แนวทางแก้ไข:

        Accountability (A): รัฐบาลเริ่มเผยแพร่ข้อมูลการโอนเงินสนับสนุนโรงเรียนในหนังสือพิมพ์ท้องถิ่น และกำหนดให้โรงเรียนต้องติดประกาศยอดเงินที่ได้รับไว้บนบอร์ดประชาสัมพันธ์

        ผลลัพธ์: ภายในไม่กี่ปี โรงเรียนได้รับงบประมาณมากกว่า 90% ของที่จัดสรร

        แหล่งที่มา: Reinikka, R., & Svensson, J. (2005). Fighting Corruption to Improve Schooling: Evidence from a Newspaper Campaign in Uganda.


        4. แทนซาเนีย

        ปัญหา: การคอร์รัปชันอย่างรุนแรงในระบบศุลกากรและการจัดเก็บภาษี ทำให้รายได้รัฐลดลงอย่างมาก

        แนวทางแก้ไข:

        Monopoly (M): จ้างบริษัทเอกชน (SGS) ตรวจสอบสินค้าและประเมินราคาก่อนการส่งออก

        Discretion (D): ใช้ระบบอัตโนมัติในการตรวจปล่อยสินค้า ลดการใช้ดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่

        Accountability (A): กำหนดเป้าหมายผลการปฏิบัติงานและติดตามผลของเจ้าหน้าที่จัดเก็บภาษี

        ผลลัพธ์: รายได้จากภาษีเพิ่มจาก 10% ของ GDP ในช่วงกลางทศวรรษ 1990 เป็น 17% ภายในปี 2007

        แหล่งที่มา: Fjeldstad, O. H. (2003). Fighting Fiscal Corruption: Lessons from the Tanzania Revenue Authority.


        5. ประเทศไทย

        ปัญหา: ในอดีต การจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐของไทยประสบปัญหาการทุจริตอย่างแพร่หลาย โดยเฉพาะในรูปแบบการต่อรองราคาโดยตรง หรือการตกลงกันใต้โต๊ะระหว่างเจ้าหน้าที่กับผู้รับเหมา

        แนวทางการแก้ไข: พัฒนาระบบ e-Government Procurement (e-GP) และ e-Bidding ภายใต้การดูแลของกรมบัญชีกลางและกระทรวงการคลัง เพื่อให้กระบวนการจัดซื้อจัดจ้างมีความโปร่งใสและสามารถตรวจสอบได้

        ผลลัพธ์:

        • ลดโอกาสในการใช้ อำนาจผูกขาด (M) และ การใช้ดุลยพินิจส่วนบุคคล (D) ของเจ้าหน้าที่
        • เพิ่มความโปร่งใสและความรับผิดชอบ (A) ด้วยการเปิดเผยข้อมูลการประมูลแบบเรียลไทม์ให้สาธารณชนเข้าถึง
        • ธนาคารโลก (World Bank) และ OECD (องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา) ได้ชื่นชมระบบนี้ว่าเป็นก้าวสำคัญในการปรับปรุงความโปร่งใสและประสิทธิภาพในการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐของไทย

        แหล่งที่มา: World Bank: Thailand Economic Monitor, April 2007


        แน่นอนว่า การแก้ไขปัญหาที่กล่าวมาคงไม่ได้สมบูรณ์แบบและขจัดการทุจริตได้อย่างหมดจด แต่อย่างน้อยมันเป็นการพัฒนาไปในทางที่ดีขึ้น

        เมื่อได้อ่านตัวอย่างเหล่านี้แล้ว หวังว่าคุณผู้อ่านจะรู้สึกเหมือนผมว่าเริ่มมีกำลังใจมากขึ้นนิดหน่อย

        คำถามยังมีอีกมากมาย เช่นตกลงคอร์รัปชั่นมันเกิดจากระบบหรือเกิดจากคนไม่ดี ทำไมระบบถึงชอบดึงดูดคนไม่ดีให้ขึ้นมามีอำนาจ เราจะทำยังไงให้คนดีเข้าไปอยู่ในระบบมากขึ้น หรือประชาชนคนธรรมดาอย่างเราจะมีส่วนช่วยเหลืออย่างไรได้บ้าง

        เรามาร่วมหาคำตอบในตอนต่อไปนะครับ



        ปลายเดือนนี้ Anontawong’s Musings กำลังจะออกหนังสือเล่มใหม่ “คำถามร้อยบาท กับคำถามล้านบาท” พรีออเดอร์ในราคาพิเศษได้ที่เพจนิ้วกลมครับ

        เป็นผู้นำต้องบริหารใจคน

        เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ผมกับเพื่อนอีก 4 คนได้มีโอกาสร่วมโต๊ะรับประทานอาหารกับ “พี่ก็” ดร.วิรไท สันติประภพ อดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ช่วงปี 2558-2563

        ผมเคยได้พบพี่ก็ครั้งหนึ่งเมื่อ 2 ปีที่แล้ว และนำมาเขียนถึงในบทความ “เวลาคืออัตตา” ด้วยความประทับใจว่าคนที่จบด็อกเตอร์จากฮาร์วาร์ดและประสบความสำเร็จทางโลกมามากมายทำไมถึงมีความลึกซึ้งเรื่องธรรมะได้ขนาดนี้

        เมื่อปลายเดือนที่แล้ว ผมได้กินกาแฟกับ “ปัง” ดร.เพิ่มสิทธิ์ นําประสิทธิผล ที่เป็น mentee ของพี่ก็ในโครงการ IMET MAX แล้วปังก็เล่าให้ฟังเรื่องที่พี่ก็พาปังกับเพื่อนๆ ไปเยือนพุทธคยาที่อินเดีย ผมเลยไหว้วานปังว่าถ้าเป็นไปได้ผมก็อยากได้นั่งคุยกับพี่ก็เช่นกัน ซึ่งปังก็น่ารักมาก ช่วยจัดแจงประสานงานทุกอย่างจนพวกเราได้มาร่วมโต๊ะอาหารกับพี่ก็

        นี่คือบางช่วงตอนที่ขอนำมาเล่าสู่กันฟัง เชื่อว่าจะเป็นประโยชน์ไม่มากก็น้อยครับ

        1. เหตุผลที่เลิกกินสัตว์บก

        ปังบอกผมมาว่าพี่ก็ไม่กินสัตว์บก ตอนที่เริ่มสั่งอาหารจึงถามพี่ก็เพื่อความแน่ใจว่าเน้นกินอาหารทะเลและเน้นอาหารมังสวิรัติใช่มั้ย

        พี่ก็คอนเฟิร์มว่าใช่ แต่ถ้าเราจะสั่งเมนูอื่นๆ ก็สั่งได้ตามสบาย

        ผมถามต่อว่า พี่ก็ไม่ดื่มแอลกอฮอล์ด้วยใช่มั้ยครับ ซึ่งพี่ก็ก็ตอบว่าใช่อีก

        “คนชอบนึกว่าผมไม่ดื่มแอลกอฮอล์เพราะผมปฏิบัติธรรม แต่จริงๆ แล้วผมเลิกดื่มแอลกอฮอล์เพราะว่าผมแพ้แอลกอฮอล์”

        โดยพี่ก็เริ่มจากแพ้ไวน์ขาวก่อน ดื่มแล้วจะมีผื่นขึ้นตามตัว จากนั้นก็เริ่มแพ้เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ชนิดอื่นๆ ด้วย จึงตัดสินใจเลิกดื่มแอลกอฮอล์ไปเลย ซึ่งก็ได้พบว่า เวลานั่งสมาธิแล้วจิตนิ่งขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

        ส่วนเหตุผลที่เลิกกินสัตว์บก เพราะพี่ก็เคยไปเที่ยวอินเดีย 1 สัปดาห์ และที่อินเดียคนกินมังสวิรัติกันเยอะ พี่ก็จึงคิดว่ากินมังสวิรัติสักหนึ่งสัปดาห์ก็น่าจะดี พอกลับมาเมืองไทยก็เลยลองกินมังสวิรัติต่ออีกสักพัก แล้วพอได้กลับมากินเนื้อหมู เนื้อวัว กลับรู้สึกว่ากลิ่นแรงและท้องไม่ค่อยจะรับแล้ว จึงตัดสินใจเลิกกินเนื้อสัตว์บกตั้งแต่นั้น และพบว่านอนหลับดีขึ้น และผลค่าเลือดต่างๆ ก็ดีขึ้นอย่างชัดเจน

        2. เหตุผลที่เริ่มสนใจธรรมะ

        พวกเราถามพี่ก็ว่าเริ่มศึกษาธรรมะตอนไหน พี่ก็ตอบว่าตอนที่เรียนปริญญาเอกที่ฮาร์วาร์ด เพราะตอนนั้นหนักและเครียดมาก เลยได้อ่านหนังสือธรรมะที่ขนไปจากเมืองไทยและที่ญาติชอบส่งมาให้อ่าน โดยพี่ก็ชอบอ่านหนังสือของพระอาจารย์ชยสาโรเป็นพิเศษ

        พอกลับมาอยู่เมืองไทย พี่ก็จึงไปศึกษาเรื่องการทำสมาธิกับพระป่า

        “การนั่งสมาธิก็เหมือนการลับมีด ช่วยให้ความคิดและการตัดสินใจของเราคมมาก ทำงานได้ productive มากๆ”

        แต่เมื่อปฏิบัติมาถึงจุดหนึ่งก็เหมือนเจอเพดาน ไปต่อไม่ได้ ไม่ได้รู้สึกว่านิ่งขึ้น คมขึ้น หรือ productive ขึ้น จึงไปปรึกษาพระอาจารย์ท่านหนึ่ง แล้วพระอาจารย์ก็ถามกลับว่า

        “ที่โยมมาปฏิบัติไม่ใช่เพราะว่าอยากทุกข์น้อยลงหรอกหรือ?”

        เป็นคำถามที่พี่ก็จำได้ไม่ลืม จากนั้นจึงปรับเจตนาใหม่ และเริ่มศึกษาการวิปัสสนาเพื่อจะได้เข้าใจชีวิตมากกว่าจะเน้นเรื่องความ productive

        “แล้วใครเป็น mentor ของพี่ก็ครับ?” ผมถาม

        “ยูทูปาจารย์” พี่ก็ตอบยิ้มๆ โดยพระอาจารย์ที่พี่ก็ชอบฟังก็เช่นหลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชโช หลวงพ่อสุรศักดิ์ เขมรังสี หลวงปู่สรวง ปริสุทฺโธ และหลวงปู่เทสก์ เทสรังสี

        พี่ก็ทำทั้งสมาธิและวิปัสสนา โดยขึ้นอยู่กับว่าจิตใจแต่ละวันเป็นอย่างไร ถ้ารู้สึกว่าช่วงนี้ใจไม่ค่อยนิ่ง ไม่ค่อยมีพลัง ก็ทำสมาธิเยอะหน่อย ถ้าใจนิ่งดีแล้วก็ค่อยทำวิปัสสนา

        3. วิธีวัดความก้าวหน้าทางธรรมของคนทำงาน

        ผมบอกกับพี่ก็ว่า ตัวผมเองเคยไปฝึกวิปัสสนากับอาจารย์โกเอ็นก้ามาสองครั้ง แต่หลังจากแต่งงานและมีลูก ต้องทำงานอยู่ในธุรกิจที่หมุนเร็วตลอดเวลา ก็ไม่เคยได้ลางานไปฝึกสติแบบยาวๆ อีกเลย ทุกวันนี้ที่พอทำได้คือทำสมาธิโดยการดูลมหายใจ และฝึกสติตามแนวทางของหลวงพ่อเทียน แต่ก็มีความท้อแท้อยู่ลึกๆ เพราะไม่รู้สึกว่ามีความก้าวหน้า ไม่ได้มีหมุดหมายอะไรที่คอยบอกให้ใจชื้นว่าเรามาถูกทางแล้ว

        พี่ก็บอกว่าพี่ก็เข้าใจความรู้สึกนี้ดี เพราะพ่อแม่ของพี่ก็เองก็มีอายุเยอะแล้ว (คุณพ่อของพี่ก็อายุ 90 ปี) พี่ก็เลยต้องให้เวลากับคุณพ่อคุณแม่ ไม่สามารถปลีกวิเวกได้นานๆ เช่นกัน

        คำหนึ่งที่พระอาจารย์เคยสอนพี่ก็ก็คือ ให้ “ธุดงค์รอบเตียง”

        ในความหมายที่ว่า ถ้าแม่ของพี่ก็นอนอยู่บนเตียง พี่ก็ก็ควรธุดงค์อยู่รอบเตียงนั้น ใช้เวลากับคนที่อยู่ตรงหน้าให้ดีที่สุด และนั่นก็ถือเป็นการปฏิบัติแล้ว

        คำของพี่ก็ทำให้ผมคิดได้ว่า ผมเองก็สามารถทำสิ่งที่คล้ายคลึงกัน นั่นคือเวลาอยู่กับลูก อยู่กับภรรยา ก็ควรใส่ใจเขาและอยู่กับปัจจุบันให้มากที่สุด (อย่ามัวแต่ทำงาน!) ซึ่งไม่ง่ายเลย แต่ก็ต้องคอยเตือนตัวเอง

        ส่วนวิธีวัดว่าเรามีความก้าวหน้าในทางธรรมบ้างหรือยัง พี่ก็ให้ดูว่าเวลาเจออะไรที่เราไม่ชอบใจ ไม่พอใจ เรารู้ตัวเร็วขึ้นมั้ย แล้วเราวางมันลงได้เร็วแค่ไหน ถ้ารู้ตัวเร็วกว่าเดิม และวางลงได้เร็วกว่าเดิม ก็แสดงว่าการปฏิบัติของเรามีความก้าวหน้าแล้ว

        แต่พี่ก็ก็เตือนเช่นกันว่า

        “เรื่องคนใกล้ตัว วางได้ยากที่สุด”

        4. ทำไมคนแก่บางคนยิ่งปฏิบัติธรรมยิ่งขี้หงุดหงิด

        เพื่อนผมถามว่า เห็นญาติผู้ใหญ่บางคนจริงจังกับการปฏิบัติธรรมมาหลายสิบปี แต่ทำไมช่วงหลังๆ ถึงดูหงุดหงิดขึ้น

        คำตอบของพี่ก็ใจกว้างและน่าสนใจมาก พี่ก็บอกว่าเหตุผลที่เขาหงุดหงิดอาจจะเกิดได้จากหลายปัจจัย

        หนึ่ง ฮอร์โมนในร่างกายเปลี่ยน

        สอง เขาเคยมีตำแหน่งหน้าที่การงาน มีลูกน้องมีบริวาร แต่พอเกษียณหรือหยุดทำงาน สิ่งที่เขาเคยทำได้ เขากลับทำไม่ได้ดั่งใจอีกต่อไป

        สาม โลกมันเปลี่ยนแปลงไปมาก สิ่งที่เขาเคยคิดว่ามันถูกต้อง ว่ามันน่าจะเวิร์ค มันกลับไม่ใช่อย่างนั้นอีกแล้ว

        สี่ เขารู้ตัวว่าเวลาในชีวิตเหลือไม่มาก ดังนั้นถ้ามีอะไรเข้ามาทำให้เขาเสียเวลา เขาย่อมรู้สึกหงุดหงิด เพราะเขาอยากเอาเวลาไปทำในสิ่งที่สำคัญกับเขาอย่างแท้จริงมากกว่า

        5. อย่าด่วนตัดสิน ฟังให้เยอะ และพูดเป็นคนสุดท้าย

        พี่ก็บอกว่า การศึกษาไทยชอบสอนให้เราฝึกพูดหน้าห้องเรียน แต่ไม่เคยให้เราฝึกการฟัง ทั้งที่การฟังนั้นเป็นทักษะที่สำคัญมาก

        “เวลาลูกน้องมีปัญหาอะไรมา เราแค่ฟังเขาอย่างเดียว ไม่ต้องแนะนำอะไร พอเขาพูดจบ บางทีเขาพบทางออกเองด้วยซ้ำ”

        พี่ก็บอกว่า เวลาเราเป็นประธานในที่ประชุม เราต้องพูดให้น้อย ฟังให้เยอะ ตอนที่พี่ก็เป็นผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย เวลาประชุมกันเรื่องปัญหาหนักๆ ทีมงานมักจะเห็นว่าพี่ก็นั่งเงียบ ไม่พูดอะไร จนร่ำลือกันเองว่าที่พี่ก็ไม่พูดอะไรเพราะรู้คำตอบอยู่แล้ว

        จนกระทั่งมีน้องมาถาม พี่ก็จึงเฉลยว่าพี่ก็ก็ยังไม่รู้เหมือนกันว่าทางออกคืออะไร น้องก็เลยถามต่อว่า แล้วทำไมพี่ก็ดูไม่ panic เลย ทั้งที่ปัญหาวิกฤติขนาดนี้

        พี่ก็มองว่า การ panic ไม่ได้ช่วยอะไร ถ้าหัวหน้า panic ลูกน้องก็จะยิ่ง panic ไปด้วย เพราะพลังงานของหัวหน้าจะเป็น “ตัวคูณ” พลังงานของทีม

        สิ่งที่ดีที่สุดที่ทำได้ คือตั้งใจฟัง อย่าตัดบท และอย่าด่วนตัดสิน

        พี่ก็บอกว่าคนเราจะมีอคติในใจอยู่แล้ว ซึ่งเกิดจาก “สัญญา” (ความจำได้หมายรู้หรือ perception/memory) และ “สังขาร” (ความคิดปรุงแต่ง หรือ mental formations)

        พี่ก็บอกว่า เราต้องระวังอย่าให้สัญญากับสังขารมันมาหลอกเรา เมื่อเรารู้ทันอคติ เราก็จะมีใจที่เป็นกลางมากขึ้น มองเห็นปัญหาอย่างที่มันเป็น และสามารถแก้ปัญหาได้ตรงจุด

        6. เป็นผู้นำต้องบริหารใจคน

        พี่ก็ชวนคิดว่า ตอนเราเป็นพนักงานระดับล่าง เวลาเราทำงานได้ดี มีความรู้ความเชี่ยวชาญในสายงานของเรา และมีผลงานเป็นที่ประจักษ์ เราก็มักจะได้รับการโปรโมตให้เป็นหัวหน้า

        แต่เวลาเรามีลูกน้อง ถ้าเราไม่ได้รับการสอนหรือพัฒนาเรื่องการเข้าใจคนอื่น เราจะเป็นหัวหน้าที่ดีได้ยาก เพราะเราคุ้นชินกับการใช้ความรู้ด้าน technical และการทำให้เกิดผลลัพธ์เป็นหลัก แต่สุดท้ายแล้วเราไม่สามารถลงไปทำอะไรเองได้ทุกอย่าง เราต้องพึ่งพาคนอื่นเพื่อให้งานของเราสำเร็จ

        “ยิ่งถ้าได้ขึ้นมาเป็นผู้บริหาร งานของเราแทบจะเป็นการบริหารใจคนล้วนๆ เลย”

        พี่ก็บอกว่าการศึกษาพุทธศาสนาช่วยให้พี่ก็เป็นผู้บริหารที่ดีขึ้น เพราะธรรมะสอนให้เราเข้าใจธรรมชาติของมนุษย์

        7. หาที่ยืนให้อีโก้

        เราถามพี่ก็ว่า แล้วเราจะบริหารใจคนที่มีอีโก้สูงๆ ได้อย่างไร

        พี่ก็บอกว่าขึ้นอยู่กับสถานการณ์ ถ้าคนคนนั้นเด็กกว่าเรามากๆ เราก็น่าจะยังพอสอนเขาได้

        แต่ถ้าคนที่มีอีโก้สูงคนนั้นทำงานมานาน เผลอๆ จะอยู่มานานกว่าเราด้วยซ้ำ สิ่งที่พี่ก็แนะนำก็คือ

        “ระวังอย่าไปเหยียบอีโก้ของเขา และหาที่ยืนให้อีโก้ของเขาด้วย”

        เวลาเจอคนที่อีโก้สูง หรือปฏิเสธที่จะให้ความร่วมมือกับเรา เราต้องหาให้เจอว่าเขากลัวอะไร

        คนเรามักจะกลัวอยู่ 3 อย่าง หนึ่งคือกลัวไม่เป็นที่รัก (not being loved) สองคือกลัวไม่เข้าพวก (not belonging) และสามคือกลัวว่าจะดีไม่พอ (not good enough)

        ถ้าเราเข้าใจว่าเขากลัวอะไร เราก็จะสามารถเลือกทำในสิ่งที่จะลดความกลัวของเขาลงได้ นี่คือการบริหารใจคนที่จะเพิ่มโอกาสให้เราทำงานได้สำเร็จ

        8. เพราะโลกนี้อนิจจัง ทุกปัญหาจึงมีทางออก

        หนึ่งในบทเรียนสำคัญที่สุดที่ธรรมะสอนพี่ก็ ก็คือทุกปัญหาล้วนมีทางออก

        เพราะโลกนี้มันอนิจจัง (impermanent) ไม่มีอะไรแน่นอน วันนี้ปัญหาเป็นแบบนี้ แต่พรุ่งนี้มันจะมีปัจจัยใหม่ๆ มีผู้เล่นใหม่ๆ มีเงื่อนไขใหม่ๆ เข้ามา เมื่อโลกเต็มไปด้วยความเปลี่ยนแปลง โจทย์และทางออกย่อมมีความลื่นไหล เหตุผลที่เราทุกข์ใจเพราะเราไปยึดมั่นว่าปัญหาที่เรามีมัน “นิจจัง” (permanent) เราจึงเสียพลังงานไปกับความกังวลหรือกับความเครียดโดยไม่จำเป็น

        อีกสิ่งหนึ่งที่พี่ก็บอกว่าจะช่วยให้เราแก้ปัญหาได้ดีขึ้น คือการถอดถอนตัวตนออกจากสมการ

        ถ้าเราปล่อยให้อัตตาตัวตนอยู่ในสมการของปัญหา ความคิดของเราจะเต็มไปด้วยความกลัวและความกังวลว่ามันจะส่งผลกระทบอะไรกับเราหรือไม่

        แต่ถ้าเราถอดตัวเองออกจากสมการได้ เราจะมองปัญหาด้วยใจที่เป็นกลาง เราจะเลือกแนวทางที่เหมาะสมที่สุดตามธรรมชาติของปัญหานั้นโดยที่ไม่มีตัวเรา-ของเราเข้าไปข้องเกี่ยว

        ขอบคุณ “พี่ก็” ดร.วิรไท สันติประภพที่มอบทั้ง สติ และ ปัญญา ให้กับพวกเราในค่ำคืนที่มีความหมาย

        ขอบคุณ “ปัง” อีกครั้งที่เป็นธุระช่วยนัดหมาย ขอบคุณเอ็ม อ้อ และสายใยที่มาใช้เวลาร่วมกันครับ


        ปลายเดือนนี้ Anontawong’s Musings กำลังจะออกหนังสือเล่มใหม่ “คำถามร้อยบาท กับคำถามล้านบาท” พรีออเดอร์ในราคาพิเศษได้ที่เพจนิ้วกลมครับ

        ไม่คิดว่าหนังสือธรรมะจะช่วยให้ผมทำงานดีขึ้นได้ขนาดนี้

        ปีที่แล้ว นอกจากหนังสือ Fluke ของ Brian Klaas แล้ว หนังสืออีกเล่มที่มีอิทธิพลต่อชีวิตผมมากที่สุดคือหนังสือ “พุทธธรรม” ของสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ.ปยุตฺโต)

        ยอมรับตามตรงว่าผมยังอ่านหนังสือเล่มนี้ไม่จบ เพราะใช้วิธีเปิดอ่านแบบสุ่ม ไม่ได้อ่านจากหน้าแรกไปถึงหน้าสุดท้าย

        แต่ช่วงตอนหนึ่งซึ่งมีผลต่อมุมมองและวิธีการทำงานของผมมาก คือ “บทเพิ่มเติม:: เรื่องเหตุปัจจัย ในปฏิจจสมุปบาท และกรรม

        ฟังชื่ออาจดูเหมือนเป็นธรรมะจ๋า แต่อยากให้ลองเปิดใจอ่านต่อ เพราะผมเชื่อว่าจะมีประโยชน์ไม่มากก็น้อย

        โดยผมขอยกถ้อยคำบางส่วนจากในหนังสือมาไว้ตรงนี้ โดยขอออกตัวว่าแม้จะตัดทอนแล้วแต่ก็ยังยาวอยู่ดีสำหรับการอ่านบนมือถือ ถ้าใครอยากปริ๊นท์ออกมาอ่าน ก็เข้าเว็บเสิร์ชคำว่า anontawong ก็จะเจอบทความนี้ครับ


        ความหมายของ เหตุ และ ปัจจัย

        ในที่ทั่วไป หรือเมื่อใช้ตามปกติ คำว่า “เหตุ” กับ “ปัจจัย” ถือว่าใช้แทนกันได้

        แต่ในความหมายที่เคร่งครัด ท่านใช้ “ปัจจัย” ในความหมายที่กว้าง แยกเป็นปัจจัยต่างๆ ได้หลายประเภท ส่วนคำว่า “เหตุ” เป็นปัจจัยอย่างหนึ่ง ซึ่งมีความหมายจำกัดเฉพาะ กล่าวคือ

        “ปัจจัย” หมายถึง สภาวะที่เอื้อ เกื้อหนุน ค้ำจุน เปิดโอกาส เป็นที่อาศัย เป็นองค์ประกอบร่วม หรือเป็นเงื่อนไขอย่างใดอย่างหนึ่ง ที่จะให้สิ่งนั้นๆ เกิดมีขึ้น ดำเนินต่อไป หรือเจริญงอกงาม

        ส่วนคำว่า “เหตุ” หมายถึง ปัจจัยจำเพาะ ที่เป็นตัวก่อให้เกิดผลนั้นๆ

        “เหตุ” มีลักษณะที่พึงสังเกต นอกจากเป็นปัจจัยเฉพาะ และเป็นตัวก่อให้เกิดผลแล้ว ก็มีภาวะตรงกับผล (สภาวะ) และเกิดสืบทอดลำดับ คือตามลำดับก่อนหลังด้วย

        ส่วน “ปัจจัย” มีลักษณะเป็นสาธารณะ เป็นตัวเกื้อหนุนหรือเป็นเงื่อนไข เป็นต้น อย่างที่กล่าวแล้ว อีกทั้งมีภาวะต่าง (ปรภาวะ) และไม่เกี่ยวกับลำดับ (อาจเกิดก่อน หลัง พร้อมกัน ร่วมกัน หรือต้องแยกกัน-ไม่ร่วมกัน ก็ได้)

        ตัวอย่างเช่น เม็ดมะม่วงเป็น “เหตุ” ให้เกิดต้นมะม่วง และพร้อมกันนั้น ดิน น้ำ อุณหภูมิ โอชา (ปุ๋ย) เป็นต้น ก็เป็น “ปัจจัย” ให้ต้นมะม่วงนั้นเกิดขึ้นมา

        มีเฉพาะเหตุคือเม็ดมะม่วง แต่ปัจจัยที่เกี่ยวข้องไม่พร้อม หรือไม่อำนวย ผลคือต้นมะม่วงก็ไม่เกิดขึ้น

        ตามหลักธรรม ซึ่งเป็นกฎธรรมชาติ การที่สิ่งใดสิ่งหนึ่ง หรือปรากฏการณ์อย่างใดอย่างหนึ่ง จะเกิดมีขึ้นได้ ต้องอาศัยเหตุปัจจัยต่างๆ หลากหลายประชุมกันพรั่งพร้อม (ปัจจัยสามัคคี)


        ผลหลากหลาย จากปัจจัยอเนก

        ตามหลักแห่งความเป็นไปในระบบสัมพันธ์นี้ ยังมีข้อควรทราบแฝงอยู่อีก โดยเฉพาะ

        ขณะที่เราเพ่งดูเฉพาะผลอย่างหนึ่ง ว่าเกิดจากปัจจัยหลากหลายพรั่งพร้อมนั้น ต้องทราบด้วยว่า ที่แท้นั้น ต้องมองให้ครบทั้งสองด้าน คือ

        ๑. ผลแต่ละอย่าง เกิดโดยอาศัยปัจจัยหลายอย่าง

        ๒. ปัจจัย (ที่ร่วมกันให้เกิดผลอย่างหนึ่งนั้น) แต่ละอย่าง หนุนให้เกิดผลหลายอย่าง

        ในธรรมชาติที่เป็นจริงนั้น ความสัมพันธ์และประสานส่งผลต่อกันระหว่างปัจจัยทั้งหลาย มีความละเอียดซับซ้อนมาก จนต้องพูดรวมๆ ว่า “ผลหลากหลาย เกิดจากเหตุ (ปัจจัย) หลากหลาย” หรือ “ผลอเนก เกิดจากเหตุอเนก” เช่น จากปัจจัยหลากหลาย มีเมล็ดพืช ดิน น้ำ อุณหภูมิ เป็นต้น ปรากฏผลอเนก มีต้นไม้ พร้อมทั้งรูป สี กลิ่น เป็นต้น

        ย้ำว่า ความเป็นเหตุปัจจัยนั้น มิใช่มีเพียงการเกิดก่อน-หลังตามลำดับกาละหรือเทศะเท่านั้น แต่มีหลายแบบ รวมทั้งเกิดพร้อมกัน หรือต้องไม่เกิดด้วยกัน ดังกล่าวแล้ว

        เมื่อเห็นสิ่งหรือปรากฏการณ์อย่างหนึ่ง เช่นตัวหนังสือบนกระดานป้ายแล้ว มองดูโดยพินิจ ก็จะเห็นว่าที่ตัวหนังสือตัวเดียวนั้น มีเหตุปัจจัยแบบต่างๆ ประชุมกันอยู่มากมาย เช่น คนเขียน (เจตนา+การเขียน) ชอล์ก แผ่นป้าย สีที่ตัดกัน ความชื้น เป็นต้น แล้วหัดจำแนกว่าเป็นปัจจัยแบบไหนๆ

        ขอให้ดูตัวอย่างคำอธิบายของท่านสักตอนหนึ่งว่า

        “แท้จริงนั้น จากเหตุเดียว ในกรณีนี้ จะมีผลหนึ่งเดียว ก็หาไม่ (หรือ) จะมีผลอเนก ก็หาไม่ (หรือ) จะมีผลเดียวจากเหตุอเนก ก็หาไม่; แต่ย่อมมีผลอเนก จากเหตุอันอเนก”

        หลักความจริงนี้ปฏิเสธลัทธิเหตุเดียว ที่เรียกว่า “เอกการณวาท” ซึ่งถือว่าสิ่งทั้งหลายเกิดจากต้นเหตุอย่างเดียว

        แม้แต่ในสมัยปัจจุบัน คนก็ยังติดอยู่กับลัทธิเหตุเดียวผลเดียว ดังปรากฏชัดในวงการวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ที่มุ่งผลเป้าหมายอย่างใดอย่างหนึ่ง แล้วศึกษาและนำความรู้ความเข้าใจในเหตุปัจจัยมาประยุกต์ให้เกิดผลที่ต้องการ แต่เพราะมองอยู่แค่ผลเป้าหมาย ไม่ได้มองผลหลากหลายที่เกิดจากปัจจัยอเนกให้ทั่วถึง (และยังไม่มีความสามารถเพียงพอที่จะมองเห็นอย่างนั้นด้วย) จึงปรากฏบ่อยๆ ว่า หลังจากทำผลเป้าหมายสำเร็จผ่านไป บางที ๒๐–๓๐ ปี จึงรู้ตัวว่า ผลร้ายที่พ่วงมากระทบหมู่มนุษย์อย่างรุนแรง จนกลายเป็นได้ไม่เท่าเสีย

        ในการดำเนินชีวิตของตน ความเข้าใจหลัก “ผลหลากหลาย จากปัจจัยอเนก” จะช่วยให้จัดการกับชีวิตของตน ให้พัฒนาทั้งภายใน และดำเนินไปในโลกอย่างสำเร็จผลดี


        ทำเหตุปัจจัยให้ครบที่จะให้เกิดผลที่ต้องการ

        ตามหลักความพรั่งพร้อมของปัจจัย อะไรจะปรากฏเป็นผลขึ้น ต้องมีปัจจัยพรั่งพร้อม ตรงนี้จะช่วยให้ไม่ไปติดในลัทธิเหตุเดียวผลเดียว

        หลักหรือกฎไม่ได้บอกว่า เมื่อเอาเม็ดมะม่วงไปปลูกแล้ว ต้นมะม่วงจะต้องงอกขึ้นมา ท่านพูดแต่เพียงว่า จากเม็ดมะม่วง ต้นไม้ที่จะงอกขึ้นมา ก็เป็นมะม่วง นี้คือ เหตุ → ผล หรือ ปัจจัยตัวตรงสภาวะ → ผล

        การที่เม็ดมะม่วงจะงอกขึ้นมาเป็นต้นมะม่วงนั้น ไม่ใช่มีแต่เม็ดมะม่วงอย่างเดียวแล้วจะได้ต้นมะม่วง ต้องมีดิน มีปุ๋ยในดิน มีน้ำ มีแก๊ส (เช่น ออกซิเจน คาร์บอนไดออกไซด์) มีอุณหภูมิพอเหมาะ เป็นต้น พูดสั้นๆ ว่า เมื่อปัจจัยพรั่งพร้อมแล้ว ต้นมะม่วงจึงจะงอกขึ้นมาได้

        นอกจากผลที่เรามองจะเกิดจากปัจจัยหลายอย่างพรั่งพร้อมแล้ว ปัจจัยแต่ละอย่างที่มาพรั่งพร้อมนั้น ก็สัมพันธ์ไปสู่ผลอย่างอื่นที่เราไม่ได้มองขณะนั้นด้วย

        ตอนนี้ก็มองดูว่ามีปัจจัยตัวไหนบ้างที่จะต้องทำให้ครบที่จะเกิดผลนี้ ต่อจากนั้น เมื่อยังต้องการผลดีด้านไหนอีก เช่นในทางสังคม เป็นต้น ก็พิจารณาให้ครบ แล้วทำกรรมดีให้ได้เหตุปัจจัยพรั่งพร้อมที่จะเกิดผลดีตามที่ต้องการนั้น


        ฝึกฝนปรับปรุงตนให้ทำกรรม (ได้ผล) ดียิ่งขึ้นไป

        ถ้าผลดีในความหมายหรือในแง่ที่เราต้องการไม่ออกมา ก็วิเคราะห์สืบสาวว่า ทำกรรมนั้นแล้ว แต่สำหรับผลดีแง่นี้ๆ ปัจจัยอะไรบ้างขาดไป หรือยังบกพร่องส่วนไหน จะได้แก้ไขปรับปรุง เพื่อว่าคราวต่อไปจะได้ทำให้ตรง ให้ถูกแง่ ให้ครบ

        ยกตัวอย่าง เช่น นายชูกิจได้ยินข่าวสารจากวิทยุ พูดถึงปัญหาของบ้านเมือง ที่ว่าป่าลดน้อยลงจนน่ากลัว จะต้องช่วยกันปลูกต้นไม้ให้มากๆ และมีข่าวด้วยว่า บางแห่งคนมากมายช่วยกันปลูกต้นไม้ มีการนำมายกย่อง บางทีมีการให้รางวัลด้วย

        นายชูกิจได้ยินได้ฟังข่าวแล้ว ก็เกิดศรัทธา เที่ยวดูสถานที่เหมาะๆ ใกล้หมู่บ้านของเขา แล้วหาต้นไม้เหมาะๆ มาปลูก ต้นไม้ก็ขึ้นงอกงามดี เขาปลูกไปได้หลายต้น

        เวลาผ่านไประยะหนึ่ง เขามานึกดูว่า เขาทำความดีนี้มาก็นานแล้ว ไม่เห็นมีใครสนใจ ก็เลยชักจะท้อ และน้อยใจว่า “เราอุตส่าห์ทำดี เหนื่อยไปมากมาย ไม่เห็นได้ดีอะไร”

        พอมองลึกลงไปในใจของคุณชูกิจ ปรากฏว่าเขาอยากได้ความนิยมยกย่อง และหวังจะได้รางวัลด้วย

        เมื่อวิเคราะห์ตามหลักความสัมพันธ์สืบทอดเหตุปัจจัยสู่ผลต่างๆ ที่ตรงกัน ก็เห็นได้ว่า

        • ผลตามกฎธรรมชาติ หรือผลตามธรรม ก็เกิดขึ้นแล้ว คือ เขาปลูกต้นไม้ เมื่อทำเหตุปัจจัยของมันครบ ต้นไม้ก็ขึ้นมา
        • ผลตามธรรมแก่ตัวเขาเอง ที่เป็นผู้ทำการนั้น เขาก็ได้แล้ว เช่น เกิดและเพิ่มความรู้ความเข้าใจความชำนาญในเรื่องต้นไม้และการปลูกต้นไม้ ตลอดจนผลพ่วง เช่น ร่างกายแข็งแรง
        • ผลตามธรรมแก่สังคม คือ ท้องถิ่นของเขา ตลอดถึงโลกมนุษย์ทั้งหมด ได้สิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติที่ดีงามเพิ่มขึ้น

        แต่ผลที่ตัวเขาว่า “ดี” ที่เขาไม่ได้ คือผลทางสังคม ได้แก่ เสียงยกย่อง และรางวัล หรือเงินทองของตอบแทน ซึ่งมิใช่เป็นผลที่ตรงตามเหตุปัจจัยของการปลูกต้นไม้

        ถ้าคุณชูกิจต้องการผลทางสังคมที่ว่านี้ ก็ต้องดูและทำปัจจัยเหล่านั้นด้วย เริ่มตั้งแต่ดูว่า การทำความดีด้วยการปลูกต้นไม้นี้ เข้ากับกระแสนิยมของท้องถิ่นของตนเองหรือไม่ ถ้าจะให้ได้รับคำยกย่องและรางวัล จะต้องทำปัจจัยอะไรประกอบเพิ่มเข้ามากับการทำความดีคือการปลูกต้นไม้นั้น แล้วทำให้ครบ


        และนั่นคือเนื้อหาบางส่วนที่ผมยกมาจากหนังสือพุทธธรมครับ

        คำถามถัดมาก็คือ แล้วมันช่วยให้เราทำงานดีขึ้นได้อย่างไร

        อย่างแรก ผมคิดว่าเราอาจจะเคยชินกับวิธีคิดแบบ “ลัทธิเหตุเดียว” คือเหตุ 1 อย่าง นำไปสู่ผล 1 อย่าง เป็นความสัมพันธ์แบบ one to one เหมือนที่เราเรียนในคณิตศาสตร์ตอนมัธยมปลายว่า y เป็น function ของ x ยกตัวอย่างเช่น

        y = x2 + 2x + 1

        มี x เป็น input มี y เป็น output

        ดังนั้น ถ้าอยากได้ y ก็แค่ทำ x ให้ดีแล้ว y จะตามมาเอง

        แต่ความเป็นจริงแล้ว การทำงานของโลกนี้คือ “ผลหลากหลาย จากปัจจัยอเนก” นั่นคือปัจจัยที่หลากหลาย นำไปสู่ผลที่หลากหลาย

        y ไม่ได้เป็น function ของ x อย่างเดียว แต่เป็น function ของปัจจัยอีกมากมาย ทั้งในส่วนที่เราคุมได้และไม่ได้

        และปัจจัยอันมากมาย ก็ไม่ได้นำไปสู่ y ตัวเดียวด้วย แต่นำไปสู่ output อีกมากมายที่เรามุ่งหวัง ที่เราไม่มุ่งหวัง และที่เราคาดไม่ถึง

        มันไม่ใช่ความสัมพันธ์แบบ one to one หรือ one to many แต่เป็นความสัมพันธ์แบบ many to many

        เมื่อคำนึงได้เช่นนี้แล้ว ว่าผลหลากหลาย เกิดจากปัจจัยอเนก เราก็จะไม่ประมาทในการทำงาน

        ผมใช้หลักคิดนี้ตอนที่ทำโปรเจ็กต์ย้ายออฟฟิศใหม่เมื่อปีที่แล้ว

        บริษัทผมมีพนักงานอยู่พันกว่าคนในสามออฟฟิศ เราต้องย้ายทุกคนไปอยู่ที่เดียวกันที่โครงการ One Bangkok ตรงถนนวิทยุ มีเรื่องต้องคิดมากมาย ทั้งการก่อสร้างที่ต้องให้เสร็จทันเวลา การตรวจรับมอบ การเทสต์ดวงไฟและแอร์ การเช็คสัญญาณอินเทอร์เน็ต การเช็คการทำงานของอุปกรณ์ในห้องประชุม ฯลฯ

        พอสถานที่พร้อมแล้ว สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือการสื่อสารกับพนักงาน ว่าอะไรจะเกิดขึ้นบ้าง จะต้องเก็บของเมื่อไหร่ เดินทางอย่างไร จอดรถตรงไหน วันที่มาถึงวันแรกเขาจะต้องเจอกับอะไรบ้าง

        ช่วง 1 เดือนก่อนย้ายออฟฟิศผมมีประชุมกับทีมงานแทบทุกวัน และสิ่งที่ผมบอกทุกคน คือ

        1. ให้ลิสต์รายการที่ต้องทำออกมาให้มากที่สุด ซึ่งควรจะมีไม่น้อยกว่าหนึ่งร้อยรายการ
        2. ให้คิดว่าพนักงานจะมีคำถามอะไรบ้าง และเตรียมการสื่อสารและ FAQ ที่จะตอบคำถามพนักงานให้ได้มากที่สุด
        3. ให้คิดว่าถ้าการย้ายออฟฟิศครั้งนี้มัน “พัง” จากเรื่องอะไรได้บ้าง เช่นอินเทอร์เน็ตช้า พนักงานเข้าตึกไม่ได้ โต๊ะทำงานไม่พอ แอร์ไม่เย็น ฯลฯ แล้วพยายามหาทางปิดความเสี่ยงเหล่านี้ และพร้อมตั้งรับปัญหาที่เราคาดไม่ถึง

        ผลลัพธ์รวบยอดที่เราต้องการมีเพียงหนึ่งเดียว คือให้พนักงานพอใจกับการย้ายออฟฟิศครั้งนี้ แต่การจะไปถึงตรงนั้นได้ ต้องอาศัยปัจจัยอเนกอนันต์ ดังนั้น หน้าที่ของเราคือสร้างปัจจัยที่จะเอื้อให้เราไปสู่เป้าหมายนั้นได้มากที่สุด

        ซึ่งการย้ายออฟฟิศก็ผ่านพ้นไปได้ด้วยดี และราบรื่นกว่าที่คาดไว้เสียอีก

        ดังนั้น ในการทำการงานใดๆ อย่าคิดแค่ว่าแค่ปลูกเม็ดมะม่วงก็จะได้ต้นมะม่วง เพราะเรามีแนวโน้มที่จะคิดแค่นี้ว่าทำแค่ x แล้วจะได้ y แล้วพอผลออกมาไม่เป็นดังหวังเราก็เฟลและมีแนวโน้มที่จะโทษฟ้าโทษฝน

        แต่ถ้าเรารู้ตัวว่า นอกจากปลูกด้วยเม็ดมะม่วงแล้ว เรายังต้องใช้ดินที่ดี ดูสภาพอากาศ รดน้ำใส่ปุ๋ย เราก็จะสามารถ “เพิ่มความน่าจะเป็น” ที่จะได้ต้นมะม่วงที่เติบโตและมีผลที่อร่อย

        ในความเป็นจริง ยังมีเหตุปัจจัยอีกมากมายที่เราควบคุมไม่ได้ ดังนั้นเราต้องรู้จักเผื่อใจ แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่ประมาทและมีความเพียรที่จะทำทุกอย่างในขอบเขตที่เรายังพอทำได้

        ทำเหตุปัจจัยให้ครบ แล้วจึงจะเกิดผลที่เราต้องการครับ