ใช้เงินอย่างฉลาดด้วยกฎ BURL

ผมเพิ่งไปอ่านเจอคอนเซ็ปต์หนึ่งที่น่าจะมีประโยชน์

นั่นคือกฎ BURL: Buy Utility, Rent Luxury

ซื้อสิ่งที่มีประโยชน์ใช้สอย เช่าสิ่งที่เป็นความฟุ่มเฟือย

เช่นถ้าเราชอบรถเทสล่ามาก แต่รายได้เรายังไม่เยอะ เราก็ซื้อโตโยต้าไว้ใช้ แล้ววันเสาร์อาทิตย์หรือช่วงหยุดยาวก็ไปเช่ารถเทสล่ามาขับ

หรือเราอาจจะซื้อบ้านชานเมืองในราคาที่จับต้องได้ แล้วค่อยไปพักบ้านหรูหรามีสระว่ายน้ำด้วยการเช่าผ่าน Airbnb

ของหรูหราบางทีก็ช่วยเติมสีสันให้ชีวิต ดังนั้นจะมีมันบ้างก็ไม่เสียหาย เพียงแต่เราควรจะระวังไม่ปล่อยให้มันกลายเป็นความทุกข์ที่ฉุดรั้งการเงินของเราในระยะยาว

สุดท้ายแล้วเราอาจไม่ได้อยากมีรถเทสล่าไว้ในครอบครอง เราแค่อยากขับมันบ้างเป็นครั้งคราว และเราไม่ได้อยากมีบ้านพูลวิลล่าที่ดูแลลำบาก เราก็แค่อยากได้พักบ้านแบบนี้ซักคืนสองคืนก็หายอยากแล้ว

ใครสักคนเคยกล่าวไว้ – อย่ารู้สึกผิดที่จะใช้ชีวิตให้สนุก มีเงินก็ใช้มันบ้างก็ได้ แค่ใช้อย่างมีสติและไม่สร้างภาระที่จะติดตัวเราไป

Buy Utility, Rent Luxury

เมื่อใช้กฎนี้ เราจะมีชีวิตที่สนุกได้โดยที่การเงินของเราไม่ร่อแร่ไปด้วยครับ

สิ่งที่เราทำจะเหือดหายหรือจะสั่งสม

เวลาที่โค้ชน้องในทีม ผมจะพยายามพูดให้น้องเห็นภาพว่าสิ่งที่เขาทำวันนี้มันจะไปเชื่อมโยงกับเป้าหมายในอนาคตอย่างไร

บางคนอยากเก็บเงินซื้อบ้าน บางคนอยากสร้างธุรกิจของตัวเอง บางคนอยากโตขึ้นไปเป็น director บางคนอยากมีสุขภาพที่ดีขึ้น

หากเรารู้ว่าสิ่งที่เราทำวันนี้มันจะเพิ่มความน่าจะเป็นที่เราจะบรรลุความฝันของเราได้ แม้จะพบอุปสรรคและความเหน็ดเหนื่อย แต่เราก็พร้อมจะเผชิญมันอย่างไม่ย่อท้อ

แต่หากเราลืมการเชื่อมโยงนี้ แล้วใช้เวลาไปกับงานยุ่งๆ แต่ไม่ค่อยมีคุณค่า ที่ฝรั่งเรียกมันว่า busywork พอหมดวันเราจะรู้สึกเปล่าดาย เพราะแม้จะทำงานเสร็จไปหลายชิ้น แต่มันกลับไม่ได้นำพาเราไปสู่เป้าหมายใหญ่อันใดเลย

10 นาทีต่อจากนี้ เราสามารถใช้ทำสิ่งที่มันอาจจะเปลี่ยนชีวิตเราได้ในอีกสิบปีข้างหน้า หรือเราอาจใช้มันไปกับสิ่งที่จะไม่เหลือคุณค่าใดๆ ในสัปดาห์หน้า

Most daily actions evaporate. Some accumulate.
-James Clear

ถามตัวเองทุกครั้ง ว่าสิ่งที่เราทำจะเหือดหายหรือจะสั่งสมครับ

3 ประเภทของ Friend Zone

วันนี้อ่านเจอคำถามหนึ่งที่น่าสนใจใน Quora:

“เราจะลดระยะเวลาที่อยู่ใน Friend Zone ได้อย่างไร?”

ขอนำคำตอบของ Sean Kernan มาให้อ่านกันครับ


ใน Youtube มีวีดีโอประเภทหนึ่งที่ถูกทำมาแล้วหลายร้อยรอบและได้ข้อสรุปแบบเดิมเพราะมันตั้งอยู่บนคำถามที่ว่า:

“ผู้ชายกับผู้หญิงเป็นแค่เพื่อนกันได้จริงเหรอ?”

ทั้งผู้ชายและผู้หญิงต่างต้องตอบคำถามเดียวกันนี้

ผู้ชายเกือบทุกคนจะตอบว่า

“เป็นไม่ได้หรอก” (เพราะความดึงดูดทางกายภาพ)

ส่วนผู้หญิงเกือบทุกคนจะตอบว่า “เป็นได้สิ”

แล้วพิธีกรก็จะถามผู้หญิงต่อว่า

“ถ้าคุณเปิดทาง คิดว่าเพื่อนผู้ชายจะจีบคุณรึเปล่า?”

รอยยิ้มน้อยๆ จะค่อยๆ ปรากฎบนใบหน้าหญิงสาว เธอจะชะงักแป๊บนึง และเกือบทุกคนจะตอบว่า “จีบ”

แต่ Youtube ไม่ใช่แหล่งอ้างอิงทางวิชาการ ผมคิดว่ามันไม่แฟร์เท่าไหร่ที่จะบอกว่าหญิงกับชายจะเป็นเพื่อนกันไม่ได้ เพราะเราก็เห็นอยู่ตลอด ผมเองก็มีเพื่อนผู้หญิงหลายคน

แต่สิ่งหนึ่งที่วีดีโอเหล่านี้ยืนยันก็คือ:-

ผู้หญิงเค้าดูออกแหละ

ส่วนใหญ่น่ะนะ

ถ้าเป็นเพื่อนกันและอยู่ด้วยกันมาสักพัก ไม่ใช่เรื่องยากเลยที่จะรู้ว่าใครชอบเราบ้าง

และนี่คือ Friend Zone 3 ประเภท

1. ผู้หญิงรู้ แต่ไม่สนใจ

แฟนของผมทุกคนเคยเล่าให้ฟังถึงคนที่เข้ามาจีบ แต่เธอไม่สนใจ เช่นเข้ามาผิดวิธี (รุกหนักเกินไปหรือน่ากลัว (creepy) เกินไป)

หรือเธออาจไม่ชอบแง่มุมทางกายภาพบางอย่าง (กลิ่นตัว ความอ้วน ความสะอาด บุคลิก การแต่งตัว)

ถ้าเธอคิดว่าเราไม่น่าสนใจ ก็แสดงว่ายังมีอีกหลายอย่างที่เราน่าจะทำได้เพื่อให้เธอมองเราบ้าง

แต่ถ้าเราทำทุกอย่างเต็มที่แล้วเธอยังไม่สนใจเราอีก เราก็ควรจะ cut loss และ move on

2. ผู้หญิงไม่รู้ตัว ซึ่งเราก็คงต้องลองชวนเธอไปเที่ยวดู หรือลองโยนหินถามทางดูว่าเธอสนใจจะเป็นอะไรมากไปกว่านี้รึเปล่า

3. ผู้หญิงรู้ตัว แต่จังหวะมันไม่ได้ เช่นเธออาจมีแฟนอยู่แล้ว เธอยังไม่พร้อมออกเดตกับใคร เธอต้องการเวลามากกว่านี้

ถ้าคุณตกอยู่ในสถานการณ์นี้ ก็จงเป็นเพื่อนที่ดีต่อกัน อย่าไปเหยียบคันเร่ง รักษาความรู้สึกที่ดีเอาไว้ เมื่อไหร่ที่เธอพร้อมจะพัฒนาความสัมพันธ์คุณจะรู้ได้เอง

สองเรื่องสุดท้าย

หนึ่ง ถ้าเธอบอกว่าไม่ก็คือไม่ จงเคารพจุดยืนของเธอ

สอง อย่ารอคอยแค่ใครบางคน จงใช้ชีวิตของเราไป คุยกับคนอื่นบ้าง ไปเที่ยวกับคนอื่นบ้าง ถ้าคนที่เราชอบอยากพาเราออกจาก Friend Zone ก็เยี่ยมไปเลย แต่ถ้าเค้ายังไม่สนใจก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่

ใครก็ตามที่คิดว่า Friend Zone เป็นเหมือนกรงขัง เขาคนนั้นกำลังปิดกั้นทางเลือกของตัวเอง

ออกไปใช้ชีวิตของเราให้ดีเถอะครับ


ขอบคุณเนื้อหาจาก Quora: Sean Kernan’s answer to How do you shorten your tenure in the friendzone?

อยากเป็นคนมีวินัย ต้องเติมวิตามิน N

ผมเพิ่งได้ฟังพ็อดแคสต์ที่คุณหมอ Rangan Chatterjee สัมภาษณ์ Eliud Kipchoge นักวิ่งมาราธอนอันดับ 1 ของโลก หลังจากที่เพิ่งทำสถิติใหม่ที่เบอร์ลินมาหมาดๆ ด้วยเวลา 2:01:09 ชั่วโมง

ใครที่วิ่งระยะทาง 10 กิโลเมตรขึ้นไป อยากให้ลองฟังได้กันดูครับ สำเนียงคิปโชเก้ฟังยากหน่อย แต่ถ้าเปิด sub-titles ควบคู่ไปด้วยจะได้อะไรดีๆ กลับไปแน่นอน

ช่วงท้ายของการสัมภาษณ์ คุณหมอถามคิปโชเก้ว่า คนเราจะมี self-discipline หรือวินัยในตัวเองได้อย่างไร

คิปโชเก้บอกว่า self-discipline มีกฎสามข้อด้วยกัน

1. ฉีดวิตามิน N เข้าร่างกาย (injecting yourself with vitamin N)

2. จัดลำดับความสำคัญสิ่งต่างๆ ในชีวิตให้ถูกต้อง (setting your priorities right)

3. หลีกเลี่ยงการบ่น (avoid complaining)

ข้อสองและสามนั้นเข้าใจได้ไม่ยาก แต่การเติมวิตามิน N คืออะไร เพราะขนาดผู้สัมภาษณ์ที่เป็นหมอก็ไม่รู้จักวิตามินตัวนี้

คิปโชเก้บอกว่า วิตามิน N คือการเรียนรู้ที่จะ Say No หรือเลือกที่จะปฏิเสธสิ่งล่อตาล่อใจและความเพลิดเพลินที่ไม่สอดคล้องกับเป้าหมายของเรา

Self-discipline ไม่ใช่สิ่งที่จะเกิดขึ้นได้ในชั่วข้ามคืน แต่มันคือกระบวนการ

ชายสองคนอยากมีกล้าม คนแรกเข้าฟิตเนสวันเดียว 9 ชั่วโมง ส่วนอีกคนเข้าฟิตเนส 3 เดือน ถามว่าใครจะมีกล้ามมากกว่ากัน – ก็ย่อมเป็นคนที่สอง คนที่เข้าฟิตเนสวันเดียว 9 ชั่วโมงรังแต่จะทำให้ร่างกายพังเปล่าๆ

การ say no เกือบทุกอย่างไม่ใช่เรื่องง่าย การจัดลำดับความสำคัญไม่ใช่เรื่องง่าย การเลิกบ่นไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ถ้าทำสามอย่างนี้ได้เป็นเวลาที่ยาวนานเพียงพอ นั่นแหละคือ self-discipline ที่จะนำพาให้เราประสบความสำเร็จไม่ว่าจะทำอาชีพใดก็ตามครับ


ขอบคุณเนื้อหาจาก Feel Better Live More: WORLD’S FASTEST Man Shares How To Achieve Your MOST AMBITIOUS GOALS In 2023 | Eliud Kipchoge

Pic & Pause: ทำไมตึกสูงในฮ่องกงต้องมีรู

วันนี้วันศุกร์ ไม่มีนิทานแต่มีภาพถ่ายมาให้ดูและคิดตามครับ

นี่คือภาพของตึก Residence Bel-Air ซึ่งเป็นที่พักอาศัยหรูหราในโซน Cyberport ทางตะวันตกของเกาะฮ่องกง

สงสัยมั้ยครับว่าทำไมตึกต้องมีรูด้วย? ไม่ใช่แค่ตึกนี้ตึกเดียว ยังมีอีกหลายสิบตึกทั่วฮ่องกงที่มีรูตรงใจกลางตึก

ใครเคยไปเที่ยวฮ่องกงย่อมรู้ว่าห้องพักแต่ละห้องค่อนข้างเล็กมากเมื่อเทียบกับห้องพักในประเทศอื่นๆ เนื่องจากราคาที่ดินในฮ่องกงนั้นสูงลิบลิ่ว

แล้วทำไมเจ้าของตึกถึงยอมเจาะรูตรงกลางจนเสียพื้นที่ให้เช่าและโอกาสในการทำเงินมหาศาล?

เหตุผลก็เพราะมังกรครับ

ตึกสูงหลายตึกที่อยู่ติดทะเล จะมี “ประตูมังกร” เพื่อให้มังกรบินจากภูเขาผ่านประตูนี้ไปดื่มน้ำได้อย่างสะดวก

หากตึกไม่มีรู มังกรบินผ่านไม่สะดวก จะถือว่าฮวงจุ้ยไม่ดี

แน่นอนว่ายังมีเหตุผลอื่นๆ ที่ตึกมีรู เช่นเรื่องความสวยงาม การตลาด การเปิดช่องให้แสงและลมผ่านได้

แต่ผมชอบเหตุผลประตูมังกรที่สุดแล้ว


ขอบคุณภาพจาก WikiCommons: Residence Bel-Air1.JPG

ขอบคุณข้อมูลจาก:

The Culture Gap: Why Do Some Buildings in Hong Kong Have Holes in Them?

CNN: The truth behind the mysterious holes in Hong Kong’s high-rises