เราอยากใช้ชีวิตแบบนี้ไปอีกนานแค่ไหน

ในงานสัปดาห์หนังสือที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสไปเซ็นหนังสือที่บูธของสำนักพิมพ์ KOOB อยู่สองครั้ง

ข้อดีของการเป็นนักเขียนที่คนยังไม่ค่อยรู้จัก คือมีนักอ่านมาต่อคิวให้เซ็นหนังสือไม่เยอะนัก ก็เลยมีโอกาสได้ใช้เวลากับแต่ละคนค่อนข้างนาน บางคน 5 นาที บางคน 15 นาที หรือมากกว่านั้นก็มี

เมื่อเขาเล่าชีวิตของตัวเองให้ฟังว่ากำลังเจอกับอะไรอยู่ หนึ่งในคำถามที่ผมชอบถามเขาก็คือ “แล้วเราอยากใช้ชีวิตแบบนี้ไปอีกนานแค่ไหน?”

คนที่ได้ยินคำถามนี้ก็มักจะอึ้งไปหนึ่งอึดใจ และส่วนใหญ่ก็จะตอบว่าคงไม่เกินปีสองปี

ผมเคยเขียนบทความ “คำแนะนำการใช้ชีวิตจากชายหนุ่มอายุ 21 ปี” ที่ Hunter S. Thompson ตอบจดหมายเพื่อนที่เขียนมาขอคำแนะนำเรื่องการใช้ชีวิต

“เราพยายามที่จะเข้าใจเป้าหมาย แต่เรากลับไม่ได้พยายามเข้าใจตนเอง เราตั้งเป้าหมายขึ้นมา และเป้าหมายนั้นก็เรียกร้องให้เราทำอะไรบางอย่าง แล้วเราก็ลงมือทำสิ่งเหล่านั้น เราเปลี่ยนแปลงตัวเองเพื่อตอบสนองต่อข้อเรียกร้องของเป้าหมาย ซึ่งผมว่ามันไม่สมเหตุสมผลเอาเสียเลย

ตอนที่คุณเป็นเด็ก คุณอาจเคยอยากเป็นนักดับเพลิง แต่ตอนนี้ผมค่อนข้างมั่นใจว่าคุณไม่ได้อยากเป็นนักดับเพลิงแล้ว ทำไมล่ะ? เพราะมุมมองของคุณได้เปลี่ยนไปแล้วยังไงล่ะ นักดับเพลิงไม่ได้เปลี่ยนไปเลย คนที่เปลี่ยนคือคุณต่างหาก… มันจึงเป็นเรื่องไม่ฉลาดเท่าไหร่ที่เราจะปรับแต่งชีวิตของเราเพื่อให้สอดคล้องกับสิ่งที่เป้าหมายเรียกร้อง เพราะมุมมองที่เรามีต่อเป้าหมายนั้นเปลี่ยนไปทุกวัน

…ถ้าคุณกำลังท้อแท้ คุณก็มีเพียงสองทางเลือก นั่นคือยอมรับสิ่งต่างๆ อย่างที่มันเป็น หรือไม่อย่างนั้นก็ต้องเสาะแสวงหาหนทางใหม่อย่างจริงจัง แต่ขอเตือนว่าอย่าเผลอไปแสวงหาเป้าหมาย แต่ขอให้แสวงหา way of life – จงตัดสินใจว่าคุณอยากจะมีชีวิตแบบไหน แล้วค่อยดูว่าคุณจะทำอะไรได้บ้างในการหาเลี้ยงชีพเพื่อที่จะได้มีชีวิตอย่างที่คุณอยากมี”

ย่อหน้าสุดท้ายนี่ผมถือว่าเป็น ‘ประโยคทองคำ’ – คือเราไม่ควรแสวงหาเป้าหมาย แต่ควรถามตัวเองว่าอยากมีชีวิตแบบไหน แล้วพยายามออกแบบชีวิตให้เป็นไปตามนั้น

ซึ่งแน่นอนว่าไม่ใช่เรื่องง่าย อาจเป็นเรื่องที่ยากมากๆ หรือแทบจะเป็นไปไม่ได้สำหรับบางคนด้วยซ้ำ

แต่ถ้าคุณกำลังอ่านบทความนี้อยู่ สมมติฐานของผมก็คือ คุณน่าจะอยู่ในกลุ่มที่มีทางเลือกในชีวิตมากกว่าที่คิดไว้

เวลาที่เราคิดว่าเราไม่มีทางเลือก หรือชีวิตกำลังจนมุม ขอให้เราสำรวจตัวเองว่าเป็นเราเองหรือไม่ที่เลือกเดินเข้ามุมนี้เอง

อาจเป็นภาระหลายอย่างที่เราสร้างไว้ เช่นรถที่ซื้อ บ้านที่ผ่อน โรงเรียนที่ส่งลูกเรียน

อาจเป็นเป้าหมายที่เราเคยตั้งไว้ เช่น จะมีเงินเดือนเท่านั้นเท่านี้ จะมีเงินเก็บเท่านั้นเท่านี้ จะวิ่งทำเวลาให้ได้เท่านั้นเท่านี้

หรือบางอย่างก็เป็นหน้าที่ที่ไม่ควรละเลย เช่น การดูแลญาติผู้ใหญ่ในบ้าน

พันธนาการเกิดขึ้นแล้วก็ต้องทำหน้าที่สะสางกันไป แต่ถามว่าเราลดภาระลงได้มั้ย คำตอบส่วนใหญ่คือ “ทำได้” ถ้าเรากล้าเอ่ยปากขอความช่วยเหลือ ถ้าเราสนใจสายตาคนอื่นน้อยลง ถ้าเราไม่ขยันเพิ่มภาระ และถ้าเราไม่ยึดติดกับเป้าหมายที่ตั้งเอาไว้ตอนที่ยังไม่ได้เข้าใจอะไรมากเท่าตอนนี้

เมื่อชีวิตอยู่เกินวัยกลางคน ทักษะสำคัญที่เราต้องเรียนรู้ คือการสร้างสมดุลระหว่างการทำเพื่อปัจจุบันกับการทำเพื่อวันพรุ่งนี้

เพราะวันพรุ่งนี้ยังเป็นเพียงจินตนาการ ไม่มีอะไรการันตีว่ามันจะมาถึง

มีเพียงวันนี้ตอนนี้เท่านั้นที่เราพอจะรู้ว่ามันมีอยู่จริง และประสบการณ์วันต่อวันที่รวบยอดก็จะเป็นคำตอบว่าเรามีชีวิตที่ดีหรือไม่ มีชีวิตที่น่าพอใจหรือเปล่า

“เราอยากใช้ชีวิตแบบนี้ไปอีกนานแค่ไหน?”

ถ้าคำตอบคือ “อยากใช้ชีวิตแบบนี้ไปอีกนานๆ” แสดงว่าเราน่าจะมาถูกทาง และถ้าวันนี้ดี ก็ไม่จำเป็นต้องกังวลถึงวันพรุ่งนี้ให้มากนัก

แต่ถ้าคำตอบคือ “ไม่แน่ใจ” ก็อาจถึงเวลาที่ต้องปรับหรือเปลี่ยนอะไรบางอย่างแล้วครับ

12 ข้อที่คนทำงานควรเอาอย่าง ‘ปลาสบการณ์จริง’

เป็นเวลาพักใหญ่แล้วที่ผมได้อ่านหนังสือ ‘ปลาสบการณ์จริง’ ของพี่เอ๋ นิ้วกลม ที่สัมภาษณ์ ‘คุณปลา iberry’ ผู้ปลุกปั้นร้านอาหารอย่าง iberry, กับข้าว’ กับปลา, รส’นิยม, เบิร์นบุษบา, ทองสมิทธ์, ทองสวีท, เจริญแกง, ฟ้าปลาทาน, โรงสีโภชนา, Fran’s, อันเกิม-อันก๋า และชิ้นโบแดง

เรื่องความเพลิดเพลินในการอ่านนั้นคงไม่ต้องกล่าวถึง คุณปลาเป็นคนมีของ ส่วนพี่เอ๋ก็เล่าเรื่องเก่งอยู่แล้ว แต่สิ่งที่ได้มากไปกว่านั้น คือมุมมองที่ผมคิดว่ามีประโยชน์มากๆ สำหรับคนทำงานออฟฟิศที่ไม่เคยคิดทำร้านอาหาร

เลยขอคัดบางคำพูดมาบอกเล่าไว้ในพื้นที่นี้ เชื่อว่าจะเป็นประโยชน์กับคนทำงานไม่มากก็น้อยครับ

  1. รู้ไม่เยอะคือข้อได้เปรียบ

“ตอนนั้นไม่รู้อะไรเลยค่ะลองคิดคำนวณเองคิดแค่ว่าฉันลงทุนเท่านี้ต้องขายได้เท่านี้จะเรียกว่าคิด feasibility ก็ได้ ศึกษาความเป็นไปได้ แต่ทำแบบบ้านๆ เลยคิดเรื่องง่ายๆ ค่าเช่าเท่านี้ ค่าของเท่านี้ ต้องขายได้เท่าไหร่มันก็เลยบ้าๆ บอๆ ข้อได้เปรียบคือปลาไม่รู้เยอะ ไม่ค่อยได้อ่านเยอะ อ่านพวก MBA ศึกษาเล็กๆ น้อยๆ บัญชีก็ทำไม่เป็น ต้องโทรไปหาพี่ที่เป็นเป็นบัญชี ช่วยอธิบายภายใน 3 วันได้ไหม เราไม่เข้าใจอะไรสักอย่าง จู่ๆ ก็กระโดดลงไปทำเลย แล้วไปเรียนรู้เอาทีหลัง”

คนทำงานบริษัทนั้นจะมีอาการอย่างหนึ่ง คือความรู้ทางตำราเยอะ (book smart) แต่ความรู้ทางโลกน้อย (street smart) บางทีความรู้ในตำราก็เลยทำให้เราคิดเยอะเกินไป กลัวเกินไปที่จะเสี่ยง จึงติดอยู่ในพื้นที่เดิมๆ เป็นเวลาหลายปีหรือแม้กระทั่งหลายสิบปี

  1. บ้าบิ่นอย่างมีสติ

“เหมือนแม่ให้เงินมาโรงเรียน 100 บาท ปลาจะกล้ามากเลยกับการใช้ 30 แต่ไม่เกิน 50 บาท จะยักอีกส่วนไว้ เพราะรู้ว่าต่อให้เจ๊ง เงินอีกก้อนก็ยังอยู่ ปลาเลยกล้าบ้าบิ่น กล้าลง กล้าทำ…ความบ้าของเราไม่ใช่มีสิบบาทลงทุนพันบาท ปลาไม่ใช่คนอย่างนั้น ปลามีความคอนเซอร์เวทีฟเหมือนกัน มีความกล้าอยู่ แต่รู้ขอบเขตของตัวเอง”

ภาษานักลงทุนน่าจะเรียกว่าการ cap your downside คือการสร้างขีดจำกัดของการสูญเสีย ต่อให้พลาดอย่างไรก็ไม่หมดตัวเพราะเราไม่ได้หน้ามืดตามัวตั้งแต่ต้น

  1. อย่ายึดติดกับตัวตนเดิม

“สำนวนจีนคือ ‘กิ่งไม้ใบหญ้าใช้แทนกระบี่’ รู้สึกเลยว่าจริงๆ ก็ไม่ต้องยึดติดกับไอติมก็ได้นี่หว่า ฉันก็ขายยำ ขายก๋วยเตี๋ยว ขายอะไรก็ได้ ได้ตังค์เหมือนกัน รู้สึก breakthrough กลายเป็นว่าตอนนี้ อะไรเจ๊งไม่สนใจละ ถ้าเจ๊งก็ปิดตอนนี้ได้เลยนะ ไม่เสียดาย เดี๋ยวเปิดใหม่ รู้สึกอย่างนั้นเลย”

คุณปลาเคยรู้สึกไม่มั่นคงกับไอศครีมไอเบอรี่ เพราะบางสาขาเปิดแล้วขายไม่ดี เคยหมดความเชื่อมั่นไปเป็นปีด้วยซ้ำ แต่หลังจากคิดได้ว่าเราไม่จำเป็นต้องขายแต่ไอติมอย่างเดียว ก็เลยเป็นการปลดล็อกให้ตัวเองแบบพลิกเกม

คนทำงานอย่างเราเองมีแนวโน้มที่จะยึดติดกับสิ่งที่เราเรียนมา หรือสายงานที่เราทำมา แต่ในโลกยุคนี้ที่ความรู้ทุกอย่างอยู่แค่ปลายนิ้วมือ เราสามารถที่จะก่อร่างสร้างตัวตนใหม่ขึ้นมาได้ตลอด ความยากจึงไม่ใช่การสร้างใหม่ แต่คือการทิ้งตัวตนเก่า

  1. งานของเรามีเสน่ห์หรือเปล่า

“ปลาคงไม่ค่อยตื่นเต้นถ้าไปกินร้านอาหารแล้วเจอแต่แตงกวา ถั่วฝักยาว ผักกาดขาว แม้น้ำพริกถ้วยนั้นจะอร่อยมาก แต่ปลาก็คงไม่หยิบกล้องมาถ่าย แต่เราจะตื่นเต้นทุกครั้งเวลาขับรถหรือบินไปกระบี่ ไปกินน้ำพริกร้านหนึ่งแล้วมีผักแปลกๆ อะไรไม่รู้แนมมาด้วย ยอดมะม่วงหิมพานต์ ยอดมะตูม เวลาเจอก็จะไปถามว่าใบอะไร เราไม่เคยเห็นมาก่อน รู้สึกแบบนี้มีเสน่ห์จังเลย รู้สึกว่าเขาต้องรู้จริงเรื่องอาหารไทย เขาไปเสาะแสวงหามาจากไหนเราก็ไปดั้นด้นหาบ้าง บอกฝ่ายจัดซื้อว่าไม่เอานะผักที่คนทั่วไปใช้ ปลาอยากได้ผักแปลกๆ ที่ร้านอาหารกรุงเทพไม่ใช้กัน ปลารู้สึกว่าการจัดจานสวยงามมันเหมือนการจัดดอกไม้ มันคือศิลปะอย่างหนึ่ง การคิดแบบนี้ทำให้ร้านของเราแตกต่าง”

Seth Godin เคยเขียนถึงสิ่งที่เรียกว่า ’emotional labor’ มันคือการ ‘ใส่ใจ’ และ ‘ทุ่มเทเกินเบอร์’ ทำให้ของที่ออกมานั้นไม่เหมือนใคร และผู้คนรับรู้ได้ว่าคนที่อยู่เบื้องหลังผลงานนี้นั้นต้องใช้พลังงานมหาศาลแค่ไหนกว่าจะเข็นงานชิ้นนี้ออกมา

เมื่อลูกค้าหรือแม้กระทั่งเพื่อนร่วมงานสัมผัสได้ถึง emotional labor นี้ เขาก็จะมีใจให้กับเราเป็นพิเศษและยินดีที่จะอุดหนุนเราไปยาวๆ

  1. ทำงานให้ดีทุกชิ้น

ถาม: อาหารในร้านหนึ่ง ต้องอร่อยทุกรายการเลยไหมครับ หรือเน้นแค่ไม่กี่อย่างก็พอ

[ตอบ]: มันควรจะอร่อยทุกรายการนะคะ ไม่ควรจะบ้ง ถ้าจิ้มเมนูไหนก็อร่อยหมดนี่คนเขาจะปรบมือให้เลย แปลว่าลูกค้าไม่ต้องมานั่งแทงหวย สำหรับปลาเวลาทำวิจัยและพัฒนาอาหาร ถ้าปลายอยากจะขาย 50 เมนู มันจะมีสัก 8 เมนูที่ทำยังไงก็ไม่อร่อยสักที ปลาตัดเลยค่ะ ไม่ขายให้ลูกค้าผิดหวัง”

การทำงานของเราก็เหมือนกัน ถ้าคุณภาพงานของเราดีทุกชิ้น ไม่ต้องมานั่งลุ้น เราก็จะสร้างชื่อเสียงเป็นคนที่เชื่อมือได้ในองค์กร ส่งงานอะไรมาให้เราทำก็สำเร็จ

  1. “ชิม” งานที่เราทำเองเสมอ

ถาม: อาหารล่ะครับ กว่าจะได้รสชาติอร่อยอย่างที่เห็น

[ตอบ]: ผ่านการคิดทุกสเต็ป ทำ ปรุง ทดลอง บางทีเด็กบอกว่าอร่อย แต่เดี๋ยวก่อน น้องกินหนึ่งคำกับกินหมดถ้วยไม่เหมือนกันนะ ลองกินให้หมดถ้วยซิ แล้วบอกพี่ว่ามันยังอร่อยอยู่หรือเปล่า”

เคยกรอกแบบฟอร์มใบสมัครอะไรบางอย่าง แล้วรู้สึกว่าทำไมเขาถึงเว้นที่ว่างให้กรอกที่อยู่ไม่เยอะพอมั้ยครับ? เหตุผลก็เพราะว่าคนที่สร้างแบบฟอร์มนั้นเขาไม่ได้ทดลองกรอกมันด้วยตัวเอง

เวลาที่ทีมผมจะประกาศอะไรให้พนักงานทราบ ผมจะขอให้คนในทีมลองทำตัวเป็นพนักงานแล้วอ่านประกาศแล้วลองทำตามก่อน เพราะนั่นคือวิธีที่ดีที่สุดที่จะตรวจสอบคุณภาพงานของเราว่ามันทำให้ชีวิตคนที่ปลายน้ำดีขึ้นหรือแย่ลง

  1. เป็นหัวหน้าต้องจ่ายบอลเป็น

ถาม: คนที่เป็นหัวหน้าทีมล่ะครับ ต้องมีคุณสมบัติยังไง

[ตอบ]: ต้องแจกบอลเป็นค่ะ เก่งอย่างเดียวไม่พอ ต้องรู้จักบริหารทีมได้ การเป็นหัวหน้าคือต้องปิดงานได้ มีเยอะเลยที่เก่ง จบปริญญาโท ฉลาด ภาษาดี แต่โยนงานไปให้แล้วไม่จบ การเป็นหัวหน้าต้องสามารถทำให้เกิดผลลัพธ์จริงๆ ได้โดยไม่ต้องให้คนอื่นมานั่งบอก เวลาบอกว่าช่วยทำนี่ให้หน่อย เขาต้องคิดเอง ต้องแจกบอล อยากได้ผลลัพธ์แบบนี้ ต้องใช้วิธีไหนให้ได้มา ต้องคิดเองทำเอง”

พี่อ้น วรรณิภา ภักดีบุตร เคยให้สัมภาษณ์ไว้ว่า Leadership คือการ get things done through others and with others – ทำงานให้สำเร็จผ่านคนอื่นและร่วมกับคนอื่น

ผู้นำจึงจำเป็นต้องมีความสัมพันธ์ที่ดี เพราะเราต้องพึ่งพาคนอื่นเสมอ ไม่สามารถทำทุกอย่างให้สำเร็จได้ด้วยตัวคนเดียว ต้องจ่ายงานเก่ง ติดตามผลได้ รู้ว่า ‘ความสำเร็จ’ สำหรับงานชิ้นนี้หน้าตาเป็นอย่างไร

  1. ผู้นำคือเข็มสั้นของนาฬิกา

“ผู้บริหารคือคนที่ชี้นำว่าองค์กรจะไปทิศทางไหน การตัดสินใจของเราคือเข็มสั้นบนหน้าปัดนาฬิกา ขยับแต่ละครั้งมีนัยสำคัญ เราตัดสินใจอะไรทีมันสะเทือนไปหมด”

มู้ดของผู้บริหารจะกลายเป็นมู้ดของคนในทีม

ถ้าผู้บริหารเครียด คนในทีมก็จะเครียด ถ้าผู้บริหารเบลอ คนในทีมก็จะเบลอ

ดังนั้นก็รักษาพลังงานที่ดีจึงเป็นเรื่องที่จำเป็นมาก เพราะสิ่งที่เราเป็น สิ่งที่เราพูดจะถูก multiply และส่งต่อให้กับคนอื่นๆ ที่อยู่ในความดูแลของเรา

  1. โตไปไม่ป้า

ถาม: เมื่อสักครู่เล่าว่าตอนเด็กต้องเรียนรู้จากพี่ๆ ผู้ใหญ่ ตอนนี้เราโตแล้ว เราได้เรียนรู้จากคนเด็กกว่าบ้างไหม”

[ตอบ]: เยอะมากเลยค่ะ เวลาจ้างเด็กๆ ปลาบอกน้องๆ เสมอว่า คุณน้อง ถ้าร้านพี่เชย พี่เป็นป้าเมื่อไหร่ช่วยบอกด้วยนะ อยากให้มีคนมาบอกตรงๆ เฮ้ย พี่ปลา พี่เอาต์แล้ว ทุกวันนี้ปลาเลยจ้างแต่น้องๆ การตลาดเด็กๆ อยากรู้ว่าเด็กสมัยนี้คิดอะไรกัน”

ยิ่งอยู่สูงยิ่งไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะยอมรับว่าตัวเองอ่อนด้อยในบางเรื่อง

แต่ถ้าทำได้ และสามารถสร้างสภาพแวดล้อมให้ยังมีคนกล้าเตือนเราเวลาที่เรากำลังจะไปผิดทาง ย่อมจะช่วยให้ทีมงานเติบโตได้อย่างเข้มแข็งและยั่งยืน

  1. ถ้าไม่มีทีมที่เราไว้ใจ ชีวิตจะไม่มีวันสบายได้เลย

ถาม: มีคำเตือนสำหรับธุรกิจร้านอาหารไหมครับ เช่น จะเหนื่อยมากไหม

[ตอบ]: ที่มันเหนื่อยเพราะคนส่วนใหญ่ไม่มีทีมที่วางใจได้ พอไม่มีระบบที่ไว้วางใจ หรือระบบที่สามารถตรวจสอบได้รอบด้าน ก็ทำให้ต้องทำเองในหลายขั้นตอน เช่น การจัดซื้อ ตรวจคุณภาพอาหาร อยู่เฝ้าร้านเอง ปิดเงิน นับเงิน เด็กจะโกงหรือเปล่า สต๊อกตรงหรือเปล่า ต้องเช็กของ ตรวจสอบนู่นนี่ อันนี้เหนื่อยจริงค่ะ

[ตอบ]: ถ้าทำไม่ได้ จะไม่มีวันที่ชีวิตสบายเลย แต่ให้ขายดีมาก แต่ถ้าในใจคุณยังไม่ยอมมอบความไว้ใจให้คนอื่นทำ โดยเอาระบบเข้าไปครอบมัน ยังไงคุณก็เหนื่อย แล้วมันจะขยายไม่ได้”

ผมจะพูดอยู่เสมอว่า ความฝันของผู้บริหาร คือการมีทีมงานที่ไว้ใจได้

เพราะผู้บริหารต้องรับทั้งผิดและรับทั้งชอบ ผู้บริหารที่มีจรรยาบรรณจะยกความดีความชอบให้ทีมงาน แต่จะแบกรับความผิดด้วยตัวเอง ดังนั้นหากทีมงานทำผิดพลาดหรือทำงานชุ่ย ชีวิตของผู้บริหารย่อมต้องเจอกับความเหน็ดเหนื่อยไม่จบไม่สิ้น

  1. ถ้าไม่ปรับปรุงก็ออกไป

“แต่ก่อนเราเด็ก เขาทำงานไม่ดีก็ไม่กล้าบอกเขา ไม่กล้าให้เขาออก เดี๋ยวคือดีดนิ้ว เรียกมาเลย ถ้าไม่ปรับปรุงก็ออกไป เราเด็ดขาดขึ้น รู้ว่าจะเลือกคนมาทำงานด้วยยังไง”

หนึ่งในจุดอ่อนของคนไทยคือเราเป็นคนใจอ่อนและไม่ค่อยอยากปะทะกับใครถ้าไม่จำเป็น

แต่หนึ่งในสิ่งที่ดีที่สุดที่หัวหน้าหรือผู้บริหารจะทำให้ทีมงานได้ คือเป็น “คนใจร้ายคนนั้น” ที่จัดการกับคนที่ไม่เหมาะสมให้พ้นไปจากทีม

เพราะหากเราเก็บคนที่ไม่ได้เหมาะกับทีมเอาไว้ เราจะไม่สามารถสร้างทีมงานที่ไว้ใจได้จริงๆ เสียที

  1. หลังวิกฤติคือความงอกงาม

(หลังโควิด) “ถ้าเปรียบเป็นจอมยุทธ์คือเหมือนโดนอะไรหนักๆ ซัดใส่ พายุโหมกระหน่ำ แล้วไปบรรลุวิชาอะไรมา ตีลังกาม้วนลงมาแล้วยืนอย่างสง่างาม พายุอาจพัดคู่แข่งล้มหายตายจากไปบ้างด้วย มันทำให้เรามีมุมมองธุรกิจใหม่ๆ พบเจอเพื่อนใหม่ ได้รับความช่วยเหลือจากคนที่กลายเป็นเพื่อนสนิทเราในตอนนี้ เห็นน้ำใจกัน วิกฤตก็ทำให้เราเติบโต ได้พบสิ่งดีๆ ในชีวิต ทำให้ปลาเข้าใจธุรกิจเดลิเวอรี่ มีคลาวด์คิทเช่นที่ค่าเช่าหลักหมื่นแต่ขายได้เป็นล้านต่อเดือน ทำให้ได้ลองเข้าไปในธุรกิจที่ไม่เคยทำ ได้พบโอกาสในความดิ้นรนของเรา”

เวลาเจอเรื่องหนักๆ ให้กระซิบบอกตัวเองว่า ‘หนักกว่าเธอก็เจอมาแล้ว’ และเรื่องร้ายๆ เหมือนทุกอย่างในชีวิตที่จะผ่านพ้นไปเช่นกัน – This too shall pass.

ระวัง Ultra-Processed Food แล้ว ให้ระวัง Ultra-Processed Content ด้วย

หลังจากงานสัปดาห์หนังสือในเดือนเมษายน หนึ่งในหนังสือออกใหม่ที่ถูกพูดถึงมากที่สุดคือ Ultra-Processed People ของ Chris Van Tulleken ที่สำนักพิมพ์วีเลิร์นนำมาแปลเป็นภาษาไทย

ผมได้อ่านหนังสือเล่มนี้ช่วงกลางปีที่แล้ว แม้จะไม่จบเล่มแต่ก็มากพอที่จะปรับพฤติกรรมให้กินขนมถุง ไส้กรอก โบโลน่า น้อยลงกว่าแต่ก่อน ส่วนพฤติกรรมอื่นไม่ได้เปลี่ยนไปมากนัก เพราะปกติก็กินอาหารปรุงสดแทบทุกมื้ออยู่แล้ว

คนไทยเราโชคดีที่เข้าถึงอาหารปรุงสดได้ง่ายกว่าเมืองนอก ดังนั้นเราก็แค่มี awareness มากขึ้นและเลือกกินอาหารที่ “จะเน่าเสียภายใน 3-5 วัน” (ยกเว้นผลไม้ที่อยู่ได้นานกว่านั้น) ก็น่าจะเพียงพอและทำได้จริง เพราะสุดท้ายแล้วพฤติกรรมระยะยาวของเราจะถูกสภาพแวดล้อมเป็นตัวกำหนดอยู่ดี

หนึ่งในคำแนะนำเรื่องการบริโภคอาหารที่ผมคิดว่ามีประโยชน์ที่สุดมาจาก Michael Pollan ที่เขียนไว้ในหนังสือ In Defense of Food: An Eater’s Manifesto (2008) ว่า

“Eat food. Not too much. Mostly plants.”

กินอาหารที่เป็นอาหารจริงๆ อย่ากินเยอะเกินไป และให้กินผักและผลไม้เป็นหลัก

ข้อสุดท้ายอาจจะยากหน่อย แถมผักผลไม้บ้านเราก็ดันมียาฆ่าแมลงเยอะ แต่เอาเป็นว่าถ้าเรากินผักผลไม้มากขึ้น กินอาหารที่เป็นอาหารจริงๆ และไม่กินให้อิ่มเกินไป สุขภาพของเราก็น่าจะโอเค

ส่วน ultra-processed food นั้น Pollan ไม่มองว่าเป็น “อาหาร” แต่เป็น “สิ่งแปลกปลอมคล้ายอาหารที่กินได้” (edible food-like substances)

UPF ถูกผลิตโดยการย่อยสลายวัตถุดิบหลัก (เช่น ข้าวโพด, ถั่วเหลือง) เป็นองค์ประกอบพื้นฐาน จากนั้นจึงนำมารวมกันใหม่ในรูปแบบที่ อร่อยเป็นพิเศษ (hyper-palatable) เพราะเติมเกลือ น้ำตาล และไขมันในปริมาณสูง ทำให้เราหยุดกินไม่ได้ จึงได้รับแคลอรีสูง แต่มีคุณค่าทางอาหารต่ำ และเป็นสาเหตุให้คนเป็นโรคอ้วนเพิ่มขึ้นทั่วโลก

วิธีดูง่ายๆ ว่าอะไรเป็น UPF คือให้ดูส่วนผสมบนซองอาหาร ถ้าเจอชื่อสารเคมีแปลกๆ และไม่ใช่สิ่งที่เราจะเห็นอยู่ในครัวบ้านเรา ก็ให้สันนิษฐานไว้ก่อนเลยว่าเป็น UPF


เมื่อวานนี้ผมได้อ่านบทความของ Cal Newport ผู้เขียนหนังสือ Slow Productivity, Digital Minimalism, Deep Work, และ So Good They Can’t Ignore You.

บทความมีชื่อว่า Are We Too Concerned About Social Media? และมีลิงก์ไปอีกบทความที่ชื่อว่า On Ultra-Processed Content ที่เขาเขียนไว้เมื่อกลางปีที่แล้ว หลังจากเดินเข้าร้านหนังสือหลายร้านแล้วเห็นหนังสือ Ultra-Processed People ติดอันดับหนังสือขายดีทุกร้าน

Newport อุปมาอุปมัยว่า “คอนเทนต์” ก็เหมือนอาหารอยู่เหมือนกัน

อาหารแปรรูปขั้นต่ำ: ข้าวกล้อง, ธัญพืชเต็มเมล็ด, ถั่วเปลือกแข็งอบแห้ง
อาหารแปรรูปขั้นกลาง: ขนมปัง, เส้นพาสต้า, อาหารกระป๋อง
อาหารแปรรูปขั้นสูง: น้ำอัดลม, ขนมขบเคี้ยว, บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป

คอนเทนต์แปรรูปขั้นต่ำ: หนังสือ, บทความ
คอนเทนต์แปรรูปขั้นกลาง: วิทยุ, โทรทัศน์
คอนเทนต์แปรรูปขั้นสูง: โซเชียลมีเดีย

ในขณะที่วัตถุดิบสำหรับอาหารแปรรูปขั้นสูงพบได้ในทุ่งข้าวโพดขนาดใหญ่ เนื้อหาโซเชียลมีเดียนั้นดึงมาจากฐานข้อมูลขนาดใหญ่ของข้อมูลที่ผู้ใช้สร้างขึ้น ไม่ว่าจะเป็นโพสต์, ปฏิกิริยา, วิดีโอ และมีม

จากนั้นอัลกอริทึมของแพลตฟอร์มจะทำการกลั่นกรองชุดข้อมูลขนาดมหึมานี้เพื่อค้นหาว่าคอนเทนต์แบบไหนที่จะทำให้ผู้ใช้งาน “บริโภคจนหยุดไม่ได้” เป็นคอนเทนต์ที่มีแคลอรีสูง (คือทำให้ใจวูบวาบ) แต่คุณค่าทางปัญญาต่ำ

ถ้าการบริโภค UPF ทำให้ร่างกายเราป่วยได้ การบริโภค UPC (Ultra-Processed Content) มากเกินไป ก็อาจทำให้จิตใจเราป่วยได้เช่นกัน

ผมรู้ตัวดีว่าคุณผู้อ่านเองน่าจะอ่านเจอบทความนี้ในโซเชียลมีเดีย ดังนั้นจะให้เลิกใช้โซเชียลมีเดียเลยก็ดูจะมีความย้อนแย้งอยู่เหมือนกัน*

เราคงไม่อาจตัด ultra-processed content ออกไปจากชีวิตได้ นอกจากเราจะเป็นคนอย่าง Cal Newport ที่ไม่ใช้โซเชียลมีเดียเลยตั้งแต่แรก

สิ่งที่เราทำได้คือมี awareness และมองให้ออกว่าเรากำลังโดนอัลกอริทึมกระตุ้นให้เราไถฟีดไม่หยุดอยู่หรือเปล่า

ถ้าเรารู้สึกตัวทัน ก็แค่ว่างมือถือไว้ไกลๆ หยิบหนังสือดีๆ ขึ้นมาอ่าน หรือหันไปคุยกับคนในครอบครัว เพื่อเติมสารอาหารคุณภาพสูงให้สมองและจิตใจครับ


* สามารถรับบทความใหม่ของ Anontawong’s Musings ผ่านทางอีเมลหรือ LINE OpenChat ได้นะครับ แค่กูเกิล “anontawong” คลิกลิงก์แรก แล้ว scroll down ไปประมาณกลางหน้าจะเห็นวิธีการสมัครครับ ถ้าใครเปิดจากแล็ปท็อปจะอยู่ด้านขวามือครับ

ถ้าแก้ปัญหาในใจไม่ได้ ให้แก้ปัญหาในกายก่อน

เมื่อวานนี้ผมอ่านเจอสเตตัสของ Tim Ferriss ที่เขียนเอาไว้เมื่อเดือนเมษายนปี 2024

ทิมกล่าวถึงคำแนะนำของ Tony Robbins ว่า เวลาที่พลังงานของเราตก เราจะมองเห็นแต่ปัญหา และมองไม่เห็นทางออก

เช่นถ้าเมื่อคืนนี้พักผ่อนไม่เพียงพอ และมีโจทย์ให้ต้องแก้ เราพยายามจะขบคิดอยู่นานก็ยังไม่พบหนทางแก้ไข จึงจบลงด้วยการรู้สึกแย่กับตัวเองยิ่งกว่าเดิม

วิธีแก้คือเราต้องจัดการพลังงานในตัวเราให้ได้เสียก่อน เช่นวิดพื้นซัก 10 ครั้ง หรือออกไปเดินเล่นรับแสงแดดยามเช้า

บางทีสิ่งที่เราเรียกว่าเป็นปัญหาอาจไม่ใช่ปัญหาอีกต่อไปถ้าเราได้นอนมากกว่านี้อีกสัก 1 ชั่วโมง หรือได้อาบน้ำเย็นๆ ให้ร่างกายสดชื่น หรือได้กินข้าวเช้าให้มีเรี่ยวมีแรง

พูดถึงการกินข้าว ก็ทำให้ผมนึกถึงงานวิจัยชิ้นหนึ่งจากปี 2011

นักวิจัยจากมหาวิทยาลัย Ben-Gurion ในอิสราเอล และมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย ได้ทำการวิเคราะห์การตัดสินคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราว (parole) ของผู้ต้องขังในอิสราเอลจำนวนกว่า 1,000 ราย โดยดูจากช่วงเวลาที่คำร้องถูกพิจารณาในแต่ละวัน แล้วนักวิจัยก็พบแพทเทิร์นที่น่าสนใจ

ช่วงเช้า โอกาสที่ผู้พิพากษาจะอนุมัติคำร้องขอปล่อยตัวอยู่ที่ประมาณ 65%

พอเข้าใกล้ช่วงพักเที่ยง โอกาสปล่อยตัวลดลงจนเหลือเกือบ 0%

หลังพักเที่ยง โอกาสกลับขึ้นมาอีกครั้งที่ประมาณ 65%

แล้วพอช่วงบ่ายแก่ๆ โอกาสในการปล่อยตัวลดลงจนเหลือเกือบ 0% อีกครั้ง

นักวิจัยพยายามพิจารณาปัจจัยต่างๆ เช่นความรุนแรงของอาชญากรรม เพศหรือเชื้อชาติของนักโทษ หรือแม้กระทั่งอคติส่วนตัวของผู้พิพากษา แต่พวกเขาไม่พบหลักฐานว่าปัจจัยเหล่านี้มีความเชื่อมโยงกับโอกาสในการพิจารณาที่เป็นคุณกับนักโทษ

นักวิจัยเลยสรุปว่า เหตุผลที่นักโทษมักไม่ได้รับการปล่อยตัว หากคิวการพิจารณาของนักโทษคนนั้นอยู่ในช่วงใกล้เที่ยงหรือช่วงเย็น ก็เพราะว่าผู้พิพากษา “หิว” นั่นเอง จนเกิดชื่อเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า Hungry Judge Effect

การตัดสินใจปล่อยตัวชั่วคราวนั้นเป็นการตัดสินใจที่สำคัญ ต้องใช้พลังความคิดสูง เมื่อท้องหิว สมองก็ตื้อ คิดอะไรได้ไม่ชัดเจน ดังนั้นวิธีที่เซฟที่สุดสำหรับผู้พิพากษาก็คือการคงสถานะเดิมเอาไว้ นั่นคือการไม่ปล่อยตัวนักโทษนั่นเอง

ถ้าผู้พิพากษาผู้ทรงคุณวุฒิและเต็มเปี่ยมไปด้วยหลักการยังสามารถถูกความหิวชักจูงได้ขนาดนี้ คิดว่าคนธรรมดาอย่างพวกเราจะโดนความรู้สึกในร่างกายชักจูงได้ขนาดไหน


ผมเคยไปเข้าคอร์สวิปัสสนาของอาจารย์โกเอ็นก้าเมื่อช่วงสิบกว่าปีที่แล้ว หนึ่งในบทเรียนสำคัญก็คือความรู้สึกทางกายที่เรียกว่าเวทนา (อ่านว่า เว ทะ นา) นั้นจะเชื่อมโยงกับความรู้สึกทางใจเสมอ

เช่นถ้าเราโมโห ใจเราจะเต้นแรงขึ้น หน้าเราจะร้อนๆ หรือที่คนไทยเรียกว่าหัวร้อน

ถ้าเราเครียด ตัวเราจะรู้สึกตื้อๆ และท้องไส้ไม่ค่อยปกติ

ถ้าเรากำลังกลัวหรือวิตกกังวล มือเท้าจะเย็นและมีเหงื่อออกตามฝ่ามือ

อาจารย์โกเอนก้าเลยสอนให้เราดูความรู้สึกตามร่างกาย ซึ่งจะช่วยให้เราเห็นถึงความกระเพื่อมของจิตใจได้ง่ายขึ้น


นาฬิกาออกกำลังกายที่ผมใส่วิ่งจะมีโหมด emergency contact โดยมันจะจับสัญญาณชีพต่างๆ เช่นอัตราการเต้นของหัวใจ เพื่อจะดูว่าตกอยู่ในสถานการณ์ฉุกเฉินและต้องรีบติดต่อไปหาใครเพื่อให้รีบมาดูเรารึเปล่า

ผมใส่นาฬิกานี้วิ่งจบฮาล์ฟมาราธอนที่มีทั้งการเร่งความเร็ว การวิ่งขึ้นเนิน แต่นาฬิกาไม่เคยเข้าโหมดฉุกเฉินเลย

มีเพียงสองครั้งที่โหมดฉุกเฉินถูก activate

ครั้งแรกระหว่างขับรถคุยโทรศัพท์ (ทางบลูทูธ) กับภรรยา แล้วผมพูดอะไรบางอย่างที่ทำให้เธอไม่สบายใจ เลยถกกันเครียด แล้วนาฬิกาผมก็ดังขึ้นมาว่า emergency!

อีกครั้งนึงคือตอนวิ่งรอบหมู่บ้านช่วงหลังฝนตก แล้วมีงูตัวหนึ่งเลื้อยข้ามถนน นาฬิกาคงจับสัญญาณได้ว่าหัวใจผมเต้นเร็วขึ้นผิดปกติ ก็เลยร้องเตือนเหมือนกัน

ความเปลี่ยนแปลงทางจิตใจ ส่งผลกับความเปลี่ยนแปลงทางกายได้อย่างรวดเร็วและรุนแรง


เมื่อเราเห็นความเชื่อมโยงกันของกายกับใจ ก็จะทำให้เรามีเครื่องมือในการรับมือกับความเครียดและปัญหาที่ดูเหมือนไม่มีทางออก

ถ้าเราทำงานแล้วรู้สึกตัน หรือจิตใจว้าวุ่นกระวนกระวาย การดึงดันที่จะใช้พลังใจบุกตะลุยต่ออาจไม่ใช่ทางเลือกที่ดีนัก

ทางเลือกที่ตรงข้ามกับสัญชาตญาณแต่น่าจะได้ผลมากกว่า คือการ “ปล่อยจอย” ชั่วคราว แล้วไปทำอะไรก็ได้ที่ช่วยให้ร่างกายของเราดีขึ้น เช่นนอนหลับสักงีบ เอาน้ำเย็นลูบหน้าลูบหัว ออกไปเดินเล่น ทำแพลงค์ หาอะไรอร่อยๆ กิน ฯลฯ

เมื่อท้องอิ่ม หรือเมื่อร่างกายมีการเคลื่อนไหวและปรับอุณหภูมิ ความรู้สึกทางกายที่ผ่อนคลายย่อมส่งผลไปถึงจิตใจของเราให้มีความสบาย คล่องแคล่ว ว่องไว และสมควรแก่การงาน

ถ้าแก้ปัญหาในใจไม่ได้ ให้แก้ปัญหาในกายก่อนครับ

จุดอ่อนคือจุดแข็งที่ปลอมตัวมา

เมื่อสองปีที่แล้ว ผมได้เข้าร่วมโครงการ IMET MAX รุ่นที่ 5 และได้รับการ mentoring จากพี่อ้น วรรณิภา ภักดีบุตร

ในการเจอกันครั้งแรก สิ่งที่พี่อ้นให้ผมกับเพื่อนอีกสองคนเป็นการบ้าน คือการไปทำ CliftonStrengths (ชื่อที่คุ้นหูมากกว่าคือ StrengthsFinder) และให้เบอร์ติดต่อโค้ชที่เก่งเรื่องนี้มาช่วยอ่านผลให้เราฟัง

เพราะหนึ่งในสิ่งที่ผู้บริหารวัยกลางคนต้องเผชิญ คือการตัดสินใจว่าเราจะเป็นผู้นำแบบไหน

บางทีเราเห็นผู้นำที่เราชื่นชอบและชื่นชม เราจึงอยากเป็นอย่างเขา อยากทำอย่างเขาบ้าง ทั้งที่จริงแล้วเรากับเขาไม่เหมือนกันเลยสักนิด

บางคนเป็น introvert แต่มีภาพจำว่าผู้นำต้องพูดเก่ง พอพยายามจะเป็น extrovert บ้างก็เลยเหนื่อยและไม่เป็นตัวของตัวเอง

การทำ CliftonStrengths จะทำให้เรารู้ว่าจุดแข็งของเราคืออะไร และจุดที่เราไม่ถนัดหรือให้ความสำคัญน้อยคืออะไร

ผมทำบททดสอบเสร็จ ก็ได้คำตอบว่าจุดแข็ง 5 ข้อของผมคือ

1.Relator ผู้สร้างสัมพันธ์
2.Connectedness ผู้เห็นความเชื่อมโยง
3.Empathy ผู้มีความเข้าอกเข้าใจ
4.Learner ผู้ใฝ่รู้
5.Responsibility ผู้มีความรับผิดชอบ

ส่วน 5 ข้อที่ผมได้คะแนนต่ำสุดคือ

30.Command นักบัญชาการ
31.Competition นักแข่งขัน
32.Woo ผู้ชนะใจ
33.Restorative นักปรับปรุงแก้ไข
34.Significance ผู้เห็นความสำคัญ

ผมเอาคำแปลไทยที่มากจากบททดสอบโดยตรง แต่ขอขยายความคำว่า Woo, Significance และ Restorative เพิ่มเติม

ใครที่ Woo สูงๆ จะสามารถทำความรู้จักกับคนใหม่ได้ง่าย ส่วนคนที่ Woo ต่ำๆ คือคนที่เวลาไปปาร์ตี้แล้วชอบยืนถือแก้วคุยแค่กับคนรู้จัก หรือไม่ก็แทบไม่ได้คุยกับใครเลย เวลาจะกลับก็หนีกลับแบบเงียบๆ

Restorative หมายถึงคนที่เห็นความผิดพลาดได้เก่ง ทนไม่ได้กับเรื่องผิดเล็กๆ น้อยๆ ต้องพยายามแก้ไขให้ถูกต้องเสมอ เป็นอาการของ perfectionist อย่างหนึ่ง

Significance หมายถึงคนที่อยากให้คนอื่นเห็นว่าเราเป็นคนสำคัญ

หลักการของ CliftonStrengths ก็คือ อะไรที่เราไม่ถนัดก็ไม่ต้องไปฝืน แต่ให้ไปหาคนที่เก่งเรื่องพวกนี้มาช่วยปิดจุดอ่อน เช่นถ้าเรา Woo ไม่ค่อยมี หรือไม่ค่อยชอบการแข่งขัน เราก็ควรมีคนแบบนี้อยู่ในทีมเพื่อช่วยทำงานบางอย่างที่ต้องอาศัยทักษะหรือมายด์เซ็ตแบบนี้

เมื่อเราปิดจุดอ่อนด้วยการพึ่งพาคนอื่นแล้ว เราก็สามารถกลับมาโฟกัสกับการใช้จุดแข็งของเราได้อย่างเต็มที่

จุดแข็งบางข้อของเราก็ช่วยปิดจุดอ่อนได้ด้วย เช่นผมได้คะแนน Communication ค่อนข้างต่ำ คืออันดับที่ 24 เท่านั้น ซึ่งผมก็แปลกใจเพราะทำงานสาย Communication อยู่หลายปีแถมยังเขียนบล็อกอีกต่างหาก โค้ชที่ผมคุยด้วยอธิบายว่า Communication ในบริบทนี้คือเป็นคนที่สามารถพูดสิ่งที่อยู่ในหัวออกมาได้ดังใจ วาจามีเสน่ห์ เป็นศูนย์กลางของวงสนทนาได้ ซึ่งผมก็พบว่าเวลาตัวเองอยู่ในกลุ่มคนใหญ่ๆ ก็พูดไม่ค่อยเก่งจริงๆ นั่นแหละ จะเงียบและฟังเสียมากกว่า

แล้วโค้ชก็อธิบายว่า การที่ผมสามารถทำงานสายสื่อสารได้ดี อาจเป็นเพราะผมมี Empathy อยู่อันดับที่ 3 ทำให้รู้ว่าผู้ฟังหรือผู้อ่านกำลังคิดอะไรอยู่ จึงสามารถเลือกสิ่งที่จะสื่อสารออกมาได้ตรงใจผู้รับ

ผมพบว่า CliftonStrengths เป็นหนึ่งในบททดสอบที่มีประโยชน์มากที่สุดสำหรับคนทำงาน เพราะมันเป็น “ตัวเริ่มบทสนทนา” กับคนในทีมได้ ผมเลยให้ลูกน้องหลายคนในทีมทำ และเอาผลมาแชร์กัน

ผมเคยเชิญโค้ชด้านนี้มาสอนที่บริษัทด้วย และหนึ่งในความรู้ที่สำคัญที่สุดที่ได้จากการเข้าคลาสนั้นก็คือ “ให้ระวังจุดแข็ง 5 ข้อของเราให้ดี เพราะเรามักจะใช้มันจน ‘ช้ำ’ แล้ว และถ้าใช้บ่อยเกินไปก็จะกลายเป็นจุดอ่อน หรือ blind spots ได้”

อย่างผมที่มีความเป็น Relator เป็นข้อแรก ซึ่งหมายถึงสามารถสร้างความเชื่อใจกับคนได้ (โดยต้องใช้เวลา) ทำให้เป็นคนมีเพื่อนไม่มาก แต่เพื่อนที่มีก็จะไว้ใจและเชื่อใจกันพอสมควร

แต่มุมกลับของ Relator คือมันอาจจะทำให้เราเป็นคนที่เข้าถึงยาก หรือดูมีพวกพ้องได้เช่นกัน

อีกข้อที่เป็น Top 5 ของผมก็คือ Empathy ที่ทำให้เราเห็นใจคน รู้สึกได้ว่าอีกฝ่ายหนึ่งคิดอะไร ซึ่งจะว่าไปก็เหมาะกับงาน HR ที่ต้องทำอะไรกระทบกับคนเยอะๆ

แต่ถ้าเราใช้ Empathy มากเกินไป ก็อาจจะทำให้เป็นคนขี้สงสาร ตัดสินใจไม่เด็ดขาด หรือกลับไปกลับมา

จุดแข็งที่ใช้มากไปจึงอาจกลายเป็นจุดอ่อน


ในมุมกลับ จุดอ่อนก็อาจกลายเป็นจุดแข็งได้เช่นเดียวกัน

ในหนังสือ The Laws of Human Nature ของ Robert Greene (ผู้เขียนคนเดียวกับ The 48 Laws of Power) กรีนบอกว่าบางทีจุดอ่อนก็เป็นจุดแข็งที่ปลอมตัวมา – Weakness can be a strength in disguise.

ไม่มีนิสัยแบบไหนที่ ‘ดี’ หรือ ‘แย่’ ในตัวมันเอง เพราะมันขึ้นอยู่กับสถานการณ์ โดยเราอาจจะเรียกมันว่า situational strengths และ situational liabilities ก็ได้

กรีนยกตัวอย่าง อัมบราฮัม ลินคอล์น ที่มักจะมีอาการซึมเศร้าอยู่บ่อยๆ เลยทำให้เขาดูหม่นหมองตลอดเวลา แต่เมื่อเป็นคนแบบนี้ ลินคอนล์นจึงเข้าใจความทุกข์ร้อนของเพื่อนมนุษย์ และมีความอดทนอดกลั้นเป็นอย่างมาก ซึ่งทำให้เขาเป็นผู้นำที่เหมาะสมในการพาสหรัฐผ่านวิกฤติ Civil War

หรือการที่ แฟรงคลิน รูสเวลต์ ป่วยเป็นโรคโปลิโอในวัย 39 ปี ต้องใช้ไม้เท้าหรือรถเข็นเกือบตลอดเวลา ก็ได้เปลี่ยนเขาจากอภิสิทธิ์ชนบนหอคอยงาช้างให้กลายเป็นคนที่เห็นอกเห็นใจคนอื่นมากกว่าเดิม และมีความมุ่งมั่นที่จะนำพาประเทศผ่านช่วงเศรษฐกิจตกต่ำหลังสงครามโลกครั้งที่สอง

อะไรที่เราคิดว่าเป็นจุดอ่อน จึงอาจกลายเป็นจุดแข็งได้ทั้งนั้น ขึ้นอยู่กับว่าเราจะใช้มันในสถานการณ์แบบไหน

ความเป็นคนไม่อดทน (impatience) อาจช่วยให้เรากลายเป็นคนที่รู้ว่าอะไรสำคัญและเร่งด่วน (sense of urgency)

การที่เรายอมแสดงความอ่อนแอให้คนอื่นเห็น (vulnerability) อาจทำให้คนอื่นเปิดใจกับเรามากกว่าเดิม

การที่เราเป็นคนขี้อาย อาจทำให้เรากลายเป็นคนช่างสังเกต

ดังนั้น หากมีนิสัยบางอย่างที่เราหงุดหงิดและรู้สึกว่าเป็นจุดอ่อนของเรามานาน จะแก้ตอนนี้ก็เป็นไม้แก่ดัดยากเสียแล้ว บางทีเราอาจต้องปรับความรู้สึกเสียใหม่ ว่าเราจะเปลี่ยนจุดอ่อนนี้ให้กลายเป็นจุดแข็งในบางสถานการณ์ได้อย่างไร

ส่วนในสถานการณ์ที่จุดอ่อนจะกลายมาเป็น situational liability ก็ควรจะหาเพื่อนหรือลูกทีมมาจัดการสถานการณ์นั้นแทนเรา

ก่อนจะจากกันไป ขอฝากนิทานเรื่องหนึ่งที่ผมเคยเล่าเอาไว้เมื่อ 7 ปีที่แล้วครับ


เด็กชายอายุ 10 ขวบประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์จนสูญเสียแขนข้างซ้ายไป เมื่อออกจากโรงพยาบาล เขาอยากจะเข้มแข็งกว่านี้ เลยตัดสินใจเรียนยูโด

เด็กชายแขนเดียวไปฝากเนื้อฝากตัวกับเซนเซชาวญี่ปุ่นที่แก่พอจะเป็นปู่เขาได้

เด็กชายสนุกกับการเรียนยูโดมาก แต่เวลาผ่านไปสามเดือนแล้ว อาจารย์ก็ยังให้ฝึกท่ายูโดอยู่เพียงท่าเดียว

“เซ็นเซครับ ผมควรจะเรียนท่าอื่นๆ ด้วยรึเปล่า?”

“นี่คือท่าเดียวที่เธอทำเป็น แต่ก็เป็นท่าเดียวที่เธอจำเป็นต้องรู้” เซ็นเซตอบ

แม้จะไม่ค่อยเข้าใจแต่เด็กน้อยก็ตั้งหน้าตั้งตาฝึกต่อไป

จากนั้นไม่นาน อาจารย์ก็พาเขาไปแข่งทัวร์นาเมนต์

ด้วยความแปลกใจเป็นอย่างยิ่ง เด็กชายเอาชนะคู่ต่อสู้ในสองรอบแรกได้อย่างง่ายดาย

แมทช์ที่สามนั้นยากกว่าเดิม แต่เมื่อถึงจังหวะที่คู่ต่อสู้หมดความอดทนและกระโจนเข้ามา เด็กชายก็ใช้ท่าเดียวที่เขามีอยู่ล้มคู่ต่อสู้เขาได้

เด็กชายเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศอย่างงงๆ คู่ชิงนั้นเป็นเด็กที่ตัวใหญ่กว่าและแข็งแรงกว่ามาก แต่แล้วเมื่อถึงจังหวะที่คู่ชิงประมาท เด็กชายก็เข้าประชิดตัวแล้วใช้ท่าเดิมในการเผด็จศึก

“เซ็นเซครับ เป็นไปได้ยังไงที่ท่าเพียงท่าเดียวทำให้ผมชนะเลิศได้”

“เหตุผลมีสองข้อ ข้อแรกคือเธอได้ฝึกฝนหนึ่งในท่าที่ยากที่สุดของยูโดจนเชี่ยวชาญ”

เซนเซกล่าวต่อ

“ข้อที่สองก็คือ วิธีเดียวที่คู่ต่อสู้จะป้องกันท่านี้ได้ คือการคว้าแขนซ้ายของเธอไว้”


ขอบคุณนิทานจาก Quora: Harshil Pathak’s answer to What are some good short stories?

ขอบคุณเนื้อหาส่วนหนึ่งจาก The Laws of Human Nature by Robert Greene