พรุ่งนี้เอาใหม่

เวลามีคนมาปรึกษาเรื่องปัญหาหนักใจ และมีความคิดว่าอยากจะล้มเลิกไปให้รู้แล้วรู้รอด ผมมักจะบอกให้ใจเย็น พักให้หายเหนื่อยก่อนแล้วค่อยๆ คิด

เพราะการหยุดนั้นมันง่าย จะทำเมื่อไหร่ก็ได้ สัปดาห์หน้าหรือเดือนหน้าค่อยเลิกก็ยังไม่สาย ดังนั้นให้ผัดผ่อนการยอมแพ้ออกไปก่อน

ผมเองก็คุ้นเคยกับความรู้สึกนี้ เพราะเขียนบล็อกมา 8 ปี หลายครั้งที่ไม่รู้จะเขียนเรื่องอะไร และหลายครั้งที่ตั้งใจเขียนเป็นอย่างยิ่งแต่กลับมีคนอ่านน้อยจนใจแฟ่บ โชคดีที่พลังงานที่ใช้ในการเขียนบล็อกนั้นยังอยู่ในวิสัยที่ไม่เบียดเบียนตัวเองเกินไป เมื่อผลลัพธ์ไม่เป็นไปตามคาด ผมจึงมักบอกตัวเองว่า “ไม่เป็นไร พรุ่งนี้เอาใหม่”

“Courage doesn’t always roar. Sometimes courage is the little voice at the end of the day that says I’ll try again tomorrow.”

Mary Anne Radmacher

เสียงเล็กๆ ในหัวว่าพรุ่งนี้จะกลับมาอีกครั้ง อาจไม่ได้ฟังดูอาจหาญเท่ากับการเผชิญหน้าสิ่งอันตรายทางกายภาพ แต่อย่างน้อยมันก็เป็นสัญลักษณ์และสัญญาณว่าเรายังไม่ยอมแพ้ และจะไม่เดินหนีจากสิ่งที่เรารักไปโดยง่าย

ถ้าวันไหนรู้สึกว่าท้องฟ้าสีหม่นๆ เจอคนใจร้าย หรือคล้ายโดนโชคชะตารังแก เราอย่าผลีผลามที่จะทำอะไรหุนหัน

แค่ลุกออกจากที่นั่ง ไปทำอย่างอื่นให้ใจคลาย

แล้วบอกตัวเองว่า “ไม่เป็นไร พรุ่งนี้เอาใหม่” ดูครับ

19 ไอเดียดีๆ จากหนังสือแค่นี้ก็ดีมากแล้ว

  1. อย่ามัวแต่ทำงานเก็บเงินจนไม่มีเวลาพาลูกไปเที่ยว เพราะไปเที่ยวตอนโตไม่เหมือนเที่ยวตอนเด็ก เราไม่สามารถย้อนเวลาพาลูก 5 ขวบไปเที่ยวได้อีกแล้ว
  2. ไม่ต้องเสียดายหนังสือที่ซื้อมาแล้วยังไม่ได้อ่าน บางทีมันก็แค่ยังไม่ถึงเวลาที่เราจะได้ใช้ประโยชน์จากหนังสือเล่มนี้เท่านั้นเอง
  3. ก้าวแรกสำคัญที่สุด แล้วพอทำไปเรื่อยๆ มันก็จะดีขึ้นเอง จบปริญญาตรีมาได้เพราะเริ่มเรียนอนุบาล ได้เงินเดือนปัจจุบันก็เพราะว่าได้งานที่แรก มีภรรยาเพราะกล้าเข้าไปคุยกับเธอในวันนั้น
  4. ตั้งเป้าหมายให้ยากๆ เอาไว้เลย การคาดหวังเยอะไม่ผิด แต่ถ้าไม่ได้ตามคาดก็ให้บอกตัวเองว่า “แค่นี้ก็ดีมากแล้ว”
  5. ถ้าความสุขของเราเต็มไปด้วย “เธอจะต้อง” ตลอดเวลา เราก็จะมีความสุขยากขึ้นเรื่อยๆ
  6. คริปโตหรือหุ้นบางตัวนั้นโตเร็วก็จริง แต่เวลาลงมันลงเร็วกว่าตอนโตเสียอีก
  7. ทุกปัญหามีหนังสืออย่างน้อย 1 เล่มที่ช่วยเราได้เสมอ
  8. ความล้มเหลว = การทำอะไรไม่สำเร็จ + การที่เราไม่เรียนรู้อะไรจากมันเลย
  9. ที่เราคิดว่าดีหรือไม่ดีนั้นเป็นการคิดเชิงเปรียบเทียบเสมอ เปรียบกับคนที่รวยกว่า หล่อกว่า ประสบความสำเร็จมากกว่า
  10. ความปกตินั้นเป็นสิ่งดีงาม คนป่วยจะเข้าใจข้อดีนี้ ขอแค่หายป่วยกลับมาเป็นปกติก็ดีมากแล้ว
  11. หากให้ลองนึกย้อนกลับไปว่า 5 ปีที่แล้วเราทุกข์ใจกับเรื่องอะไร เราคงนึกไม่ออก ดังนั้นเรื่องที่เราทุกข์ใจในตอนนี้ อีก 5 ปีเราก็คงลืมไปหมดแล้วเช่นกัน
  12. This too shall pass – แล้วมันก็จะผ่านพ้นไป แต่อย่ามัวแต่กัดฟันอดทนรอให้มันผ่านพ้นไป กับเรื่องบางเรื่องเราสามารถทำให้มันผ่านไปเร็วขึ้นได้
  13. เวลารถติดอยู่คนเดียว นอกจากฟังเพลง audiobook และพ็อดแคสต์แล้ว เรายังสามารถเรียนคอร์สออกเสียงภาษาต่างประเทศได้อีกด้วย
  14. หากรู้ตัวว่าเรามาได้ไกลแค่ไหน ผ่านเส้นชัยมาแล้วหลายเส้น เราก็จะยิ่งมีความสุขมากขึ้นเท่านั้น เมื่อมีความสุขเราก็จะผลิตผลงานดีๆ ได้มากกว่าเดิมและประสบความสำเร็จได้มากกว่าเดิม
  15. เราต้อง “จ่ายให้ตัวเองก่อน” ทั้งเรื่องการเงินและเรื่องการใช้ชีวิต เราจะได้มีกำลังไปช่วยเหลือคนอื่นได้
  16. การพยายามทำให้ทุกคนพอใจคือจุดเริ่มต้นของความทุกข์
  17. เราควรกลัวความเสี่ยงที่เราคำนวณไม่ได้ (เพราะเราไม่เข้าใจมันมากเพียงพอ) แต่กับความเสี่ยงที่เราคำนวณได้และคาดเดาล่วงหน้าได้ว่าหากเกิดขึ้นแล้วจะทำอะไรบ้าง เราก็ไม่ควรไปกลัวมันมากนัก
  18. การเก็บทุกอย่างเป็นเงินสดไม่ได้แปลว่าไม่มีความเสี่ยงเลย เพราะเงินสดก็เหมือนหุ้นตัวหนึ่งที่การันตีการขาดทุนเพราะเงินเฟ้อ
  19. อย่าไปกลัวความเปลี่ยนแปลง เพราะถึงกลัวมันก็ยังเปลี่ยนแปลงอยู่ดี

ขอบคุณเนื้อหาจากหนังสือ แค่นี้ก็ดีมากแล้ว นภดล ร่มโพธิ์ เขียน สำนักพิมพ์ DOT

กองดองและลู่วิ่งไฟฟ้ามีบางอย่างที่เหมือนกัน

กองดองและลู่วิ่งไฟฟ้ามีบางอย่างที่เหมือนกัน

ช่วงเย็นผมมักจะไปเดินรอบหมู่บ้านเพื่อเป็นการพักผ่อนหลังจากทำงานมาทั้งวัน

พอเดินบ่อยก็เลยเห็นบ้านอื่น แล้วก็นิสัยไม่ดีเก็บมาคิดต่อ

มีอย่างน้อยสองหลังที่มีแป้นบาสยี่ห้อ TARMAK วางอยู่หน้าบ้าน แต่ผมไม่เคยเห็นใครออกมาเล่นบาสเลยสักครั้ง

มีหลังหนึ่งซื้อ “ตู้อบสมุนไพร” ทำจากไม้ไผ่ขนาดนั่งได้คนเดียววางอยู่ในโรงจอดรถ ผ่านไปนานๆ เข้าก็กลายเป็นที่เก็บของ

และผมก็มั่นใจว่ามีอีกหลายบ้านที่ลู่วิ่งไฟฟ้าที่ซื้อมาตอนปีใหม่กลายเป็นราวตากผ้าหรือที่วางของเป็นที่เรียบร้อย

นักปรัชญาชาวเยอรมันนาม Arthur Schopenhauer เคยกล่าวไว้ว่า

“Buying books would be a good thing if one could also buy the time to read them in.”

การซื้อหนังสือเป็นเรื่องที่ดี แต่จะดีกว่านั้นถ้าเราซื้อเวลาไว้อ่านมันด้วย

การมีกองดองขนาดมหึมาที่อ่านไม่ทันนั้นนับเป็นปัญหาหนึ่งของนักอ่าน และเป็นโจทย์ที่ผมขบคิดมานานว่าจะทำยังไงกับมันดี จนกระทั่งได้เห็นแป้นบาส TARMAK และตู้อบสมุนไพรจึงตระหนักได้ว่าปัญหาที่เราประสบมันหนักหนากว่านั้นอีก

ปัญหาก็คือเรามักจะบอกตัวเองและหลอกตัวเองซ้ำๆ ว่าเมื่อซื้อของชิ้นนี้มาแล้วเราจะมีเวลาและพลังงานพอที่จะได้ใช้ประโยชน์จากมัน

คนเป็นพ่อแม่จะรู้เรื่องนี้ดี เราจะหาซื้อของเล่น หรือหนังสือเสริมทักษะให้ลูก ตอนจะกดเอฟของเราก็วาดภาพไว้เสียดิบดีว่าเราจะนั่งล้อมวงเล่นด้วยการอย่างอบอุ่นและสนุกสนาน แต่พอถึงเวลาได้ของมาแล้วจริงๆ เราแทบไม่เคยเล่นของชิ้นนั้นกับลูกเลย ภาพที่ฉายซ้ำคือเรานอนเล่นมือถือแล้วปล่อยให้ลูกดู YouTube Kids เสียมากกว่า

ปัญหาของการไม่มีเวลานี่น่าจะเป็นมาทุกยุคทุกสมัย แต่ตอนนี้มันแย่ลงเพราะว่าเราเข้าถึงผลิตภัณฑ์ต่างๆ ได้ง่ายดายกว่าแต่ก่อน แถมราคาของก็ถูกลงมากมาย กำลังซื้อจึงล้ำหน้ากำลังกายของเราไปหลายช่วงตัว

หากปล่อยให้เป็นแบบนี้ไปนานเข้า บ้านเราจะเต็มไปด้วยข้าวของที่ไม่ได้ใช้ เกิดความไม่ spark joy จนต้องพึ่งพาคอนมาริครั้งแล้วครั้งเล่า

ผมไม่แน่ใจว่าปัญหานี้มีวิธีแก้ที่ได้ผลหรือเปล่า แต่อย่างน้อยเราก็เห็นส่วนประกอบสองข้อที่พาเรามาถึงจุดจุดนี้

  1. เรา romanticize ว่าของที่เราซื้อจะนำพาความสุขมาให้
  2. เมื่อได้ของมาแล้ว เราไม่เคยจัดเวลาที่จะใช้สอยมันให้เกิดประโยชน์

ดังนั้น ถ้าจะให้คิดถึงทางออกคร่าวๆ ก็ต้องแก้ทั้งสองฝั่ง

หนึ่ง ระลึกเสมอว่าเรามีแนวโน้มที่จะคิดเข้าข้างตัวเองเกินไป เราจะได้ซื้อของให้น้อยลง ไม่ว่าจะเป็นหนังสือหรืออะไรก็ตาม

สอง ของสิ่งใดที่ซื้อมาแล้ว ก็ควรจัดแรงและเวลาที่จะได้ใช้มันด้วย ภาพใดที่เราเคยสร้างเอาไว้ในใจก่อนที่เราจะจ่ายเงินซื้อของชิ้นนั้น เราก็ควรสร้างมันให้เกิดขึ้นจริงด้วยเช่นกัน

กว่าจะหาเงินมาได้ เราต้องใช้พลังชีวิตไปตั้งเท่าไหร่ การซื้อของมาตั้งไว้โดยไม่ได้ใช้ย่อมนับเป็นการทิ้งขว้างชีวิตรูปแบบหนึ่ง

ไม่หลอกตัวเองก่อนซื้อของ และจัดเวลาให้กับของที่เรามี เพื่อให้พลังชีวิตของเราไม่ถูกใช้ไปอย่างสูญเปล่าครับ

anontawong.com/2023/02/28/buyer-user-gap

ยากที่สุดคือความพอดี

คนโสดอยากมีแฟน ส่วนคนมีแฟนอยากมีที่ว่างตรงกลางเอาไว้บ้าง

คนจนฝันอยากมีเงินเยอะๆ ส่วนคนมีเงินก็สงสัยว่าทำไมตัวเองยังไม่มีความสุข

คนธรรมดาโหยหาชื่อเสียง ส่วนคนมีชื่อเสียงโหยหาความเป็นส่วนตัว

คนฉลาดมักคิดมากจนเครียด ส่วนคนไม่ฉลาดมักพลาดผิดกับเรื่องง่ายๆ

คนไร้อำนาจรู้สึกว่าตนถูกกดขี่ข่มเหง ส่วนคนมีอำนาจต้องคอยระแวงตลอดเวลา

ต่อให้ชีวิตดีแค่ไหน มนุษย์ก็แสวงหาเรื่องทุกข์ใจได้ตลอด ทุกทางออกจึงนำไปสู่ปัญหาใหม่เสมอ

ไม่มีอะไรที่จะดีไปทั้งหมด ไม่มีอะไรที่จะแย่ไปเสียทุกอย่าง โจทย์ของการเป็นมนุษย์คือการแสวงหาจุดลงตัว และคนที่บรรลุวิชาชีวิตคือคนที่รู้ว่าดีแค่ไหนถึงจะพอดีครับ

เมื่อลูกเริ่มนอนเป็นเวลา แม่ก็ควรเอาชีวิตตัวเองกลับมาเช่นกัน

หนึ่งในสิ่งที่สามารถเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของคนคนหนึ่งได้มากที่สุดก็คือการมีลูก

ตอนเป็นโสดอาจจะมีเหงาบ้าง แต่ก็คล่องตัว สามารถทำอะไรได้อิสระเสรีพอสมควร

พอมีคู่ความเหงาก็คลี่คลาย อิสระอาจจะน้อยลง แต่ถ้าเป็นคู่ที่ไปไหนไปกันก็สนุกไปอีกแบบ

แต่พอมีลูก เราแทบจะต้องทิ้งทุกอย่างที่เคยทำเพื่อมาดูแลสิ่งมีชีวิตตัวน้อยๆ ที่ขาดเราไม่ได้

คนเป็นแม่นั้นลำบากกว่าคนเป็นพ่อหลายเท่า เพราะลำบากตั้งแต่รู้ตัวว่าตั้งครรภ์ ต้องแพ้ท้อง ต้องระมัดระวังทุกย่างก้าว ต้องกังวลกับท้องลายและน้ำหนักที่ขึ้นเอาๆ ตอนช่วงท้ายก็อุ้ยอ้ายทำอะไรก็ลำบาก พอคลอดน้องออกมายังไม่ทันมีเวลาพักให้หายเจ็บแผลก็ต้องอดหลับอดนอนเอาลูกเข้าเต้า กล่อมลูกนอน พอลูกหลับปุ๊บยังต้องปั๊มนมเก็บไว้อีก

สามเดือนแรกน่าจะเป็นช่วงที่เหนื่อยที่สุด จากนั้นจึงค่อยๆ เหนื่อยน้อยลงแต่ก็ต้องเริ่มกลับมาทำงาน ส่วนลูกก็มีโจทย์มาให้เราแก้เรื่อยๆ เดี๋ยวป่วย เดี๋ยวดื้อ เดี๋ยวต้องเตรียมเข้าโรงเรียน

แต่สำหรับแม่ที่ทำงานประจำ หลายคนต้องสู้รบกับความรู้สึกผิดที่ไม่สามารถทุ่มเทเต็มร้อยกับงานได้ จะดูแลลูกก็รู้สึกว่าทำได้ไม่ดีพออีก สิ่งที่มักจะเกิดขึ้นก็คือวันทั้งวันก็จะเทเวลาให้กับสองสิ่งนี้ ถ้าไม่ใช่เรื่องงานก็เรื่องลูก ถ้าไม่ใช่เรื่องลูกก็เรื่องงาน

เมื่อคุ้นเคยกับวิถีชีวิตแบบนี้ไปนานๆ เข้า แม่บางคนอาจลืมไปเลยว่าแต่ก่อนเราเคยมี passion หรือมีความสุขกับเรื่องอะไร หรือถึงไม่ลืมเราก็จะบอกตัวเองว่าเอาไว้ก่อน เอาเรื่องลูกก่อน เอาเรื่องงานก่อน

แต่ผมกลับรู้สึกว่า ถ้าลูกเริ่มนอนเป็นเวลาแล้ว (เช่นตอนอายุเกิน 1 ขวบ) เริ่มไม่ต้องมีเราอยู่ในทุกฝีก้าวในชีวิตเขาแล้ว คนเป็นแม่ควรกลับมาดูแลจิตใจและร่างกายตัวเองบ้าง

แผลผ่าตัดหายดีแล้ว ลูกเริ่มกินนมจากขวดได้แล้ว ตัวแม่กับลูกไม่จำเป็นต้องติดกันตลอดเวลาอีกแล้ว นี่คือจังหวะที่ดีที่เราจะจัดเวลาทำอะไรที่เติมเต็มเราได้บ้าง

เพราะถ้าไม่ทำอย่างนั้น ชีวิตเราจะมีแค่งานกับลูก ซึ่งถ้าเป็นอย่างนี้ไปนานๆ เข้าก็มีความเสี่ยงที่จะเกิดสิ่งที่เรียกว่า resentment หรือความเคืองขุ่นในจิตใจ ทั้งกับตัวงาน ตัวคู่สมรส หรือแม้กระทั่งตัวลูกเอง จากนั้นก็รู้สึกโกรธที่ตัวเองดันแอบไปรู้สึกแย่กับลูกอีกด้วย

เราจึงไม่ควรปล่อยให้สถานการณ์ไปถึงจุดนั้น เราไม่จำเป็นต้องสวมบทบาทมนุษย์แม่ตลอดเวลา หันกลับมาใส่ใจในสิ่งที่ spark joy ให้ชีวิต ไม่ว่าจะเป็นงานอดิเรกหรือกิจกรรมหย่อนใจโดยไม่จำเป็นต้องมีลูกเป็นศูนย์กลางของทุกการกระทำ

เมื่อเราสามารถจัดเวลาให้ตัวเองได้บ้าง ได้เติมบางอย่างที่ขาดหายมานาน เราก็จะมีพละกำลังที่จะทำหน้าที่แม่ได้อย่างเต็มใจและยืนระยะได้ดีกว่าเดิมครับ

เมื่อลูกเริ่มนอนเป็นเวลาแม่ก็ควรเอาชีวิตตัวเองกลับมาเช่นกัน

หนึ่งในสิ่งที่สามารถเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของคนคนหนึ่งได้มากที่สุดก็คือการมีลูก

ตอนเป็นโสดอาจจะมีเหงาบ้าง แต่ก็คล่องตัว สามารถทำอะไรได้อิสระเสรีพอสมควร

พอมีคู่ความเหงาก็คลี่คลาย อิสระอาจจะน้อยลง แต่ถ้าเป็นคู่ที่ไปไหนไปกันก็สนุกไปอีกแบบ

แต่พอมีลูก เราแทบจะต้องทิ้งทุกอย่างที่เคยทำเพื่อมาดูแลสิ่งมีชีวิตตัวน้อยๆ ที่ขาดเราไม่ได้

คนเป็นแม่นั้นลำบากกว่าคนเป็นพ่อหลายเท่า เพราะลำบากตั้งแต่รู้ตัวว่าตั้งครรภ์ ต้องแพ้ท้อง ต้องระมัดระวังทุกย่างก้าว ต้องกังวลกับท้องลายและน้ำหนักที่ขึ้นเอาๆ ตอนช่วงท้ายก็อุ้ยอ้ายทำอะไรก็ลำบาก พอคลอดน้องออกมายังไม่ทันมีเวลาพักให้หายเจ็บแผลก็ต้องอดหลับอดนอนเอาลูกเข้าเต้า กล่อมลูกนอน พอลูกหลับปุ๊บยังต้องปั๊มนมเก็บไว้อีก

สามเดือนแรกน่าจะเป็นช่วงที่เหนื่อยที่สุด จากนั้นจึงค่อยๆ เหนื่อยน้อยลงแต่ก็ต้องเริ่มกลับมาทำงาน ส่วนลูกก็มีโจทย์มาให้เราแก้เรื่อยๆ เดี๋ยวป่วย เดี๋ยวดื้อ เดี๋ยวต้องเตรียมเข้าโรงเรียน

แต่สำหรับแม่ที่ทำงานประจำ หลายคนต้องสู้รบกับความรู้สึกผิดที่ไม่สามารถทุ่มเทเต็มร้อยกับงานได้ จะดูแลลูกก็รู้สึกว่าทำได้ไม่ดีพออีก สิ่งที่มักจะเกิดขึ้นก็คือวันทั้งวันก็จะเทเวลาให้กับสองสิ่งนี้ ถ้าไม่ใช่เรื่องงานก็เรื่องลูก ถ้าไม่ใช่เรื่องลูกก็เรื่องงาน

เมื่อคุ้นเคยกับวิถีชีวิตแบบนี้ไปนานๆ เข้า แม่บางคนอาจลืมไปเลยว่าแต่ก่อนเราเคยมี passion หรือมีความสุขกับเรื่องอะไร หรือถึงไม่ลืมเราก็จะบอกตัวเองว่าเอาไว้ก่อน เอาเรื่องลูกก่อน เอาเรื่องงานก่อน

แต่ผมกลับรู้สึกว่า ถ้าลูกเริ่มนอนเป็นเวลาแล้ว (เช่นตอนอายุเกิน 1 ขวบ) เริ่มไม่ต้องมีเราอยู่ในทุกฝีก้าวในชีวิตเขาแล้ว คนเป็นแม่ควรกลับมาดูแลจิตใจและร่างกายตัวเองบ้าง

แผลผ่าตัดหายดีแล้ว ลูกเริ่มกินนมจากขวดได้แล้ว ตัวแม่กับลูกไม่จำเป็นต้องติดกันตลอดเวลาอีกแล้ว นี่คือจังหวะที่ดีที่เราจะจัดเวลาทำอะไรที่เติมเต็มเราได้บ้าง

เพราะถ้าไม่ทำอย่างนั้น ชีวิตเราจะมีแค่งานกับลูก ซึ่งถ้าเป็นอย่างนี้ไปนานๆ เข้าก็มีความเสี่ยงที่จะเกิดสิ่งที่เรียกว่า resentment หรือความเคืองขุ่นในจิตใจ ทั้งกับตัวงาน ตัวคู่สมรส หรือแม้กระทั่งตัวลูกเอง จากนั้นก็รู้สึกโกรธที่ตัวเองดันแอบไปรู้สึกแย่กับลูกอีกด้วย

เราจึงไม่ควรปล่อยให้สถานการณ์ไปถึงจุดนั้น เราไม่จำเป็นต้องสวมบทบาทมนุษย์แม่ตลอดเวลา หันกลับมาใส่ใจในสิ่งที่ spark joy ให้ชีวิต ไม่ว่าจะเป็นงานอดิเรกหรือกิจกรรมหย่อนใจโดยไม่จำเป็นต้องมีลูกเป็นศูนย์กลางของทุกการกระทำ

เมื่อเราสามารถจัดเวลาให้ตัวเองได้บ้าง ได้เติมบางอย่างที่ขาดหายมานาน เราก็จะมีพละกำลังที่จะทำหน้าที่แม่ได้อย่างมั่นคงกว่าเดิมครับ