เวลาที่ดีที่สุดในการขอขึ้นเงินเดือน

20160403_AskForARaise

คือเวลาที่เรามั่นใจว่า ผลงานของเรา รวมถึงความสามารถของเรานั้น เกินเงินเดือนที่เขาให้มาแล้วอย่างน้อยๆ 50%

ถ้าเราในวันนี้ ไม่ได้ทำอะไรที่แตกต่างจากปีที่แล้ว การจะให้องค์กรมาขึ้นเงินเดือนเราก็คงไม่ค่อยเมคเซ้นส์เท่าไหร่

คำถามง่ายๆ ที่จะช่วยประเมินว่าเราควรขอขึ้นเงินเดือนรึเปล่าก็คือ

1. ถ้าเราเป็นเจ้าของบริษัท จะยอมจ่ายเงินเดือนมากกว่าที่เราได้อยู่ตอนนี้หรือไม่?

2. ด้วยเงินเดือนที่เท่ากัน เจ้านายจะหาคนที่ทำงานได้ดีกว่าเรารึเปล่า?

ถ้าข้อหนึ่งตอบว่ายอมจ่าย และข้อสองตอบว่าหาไม่ได้ ก็ไม่เสียหายที่จะลองคุยกับเจ้านายดู

แต่ถ้าข้อหนึ่งตอบว่าไม่ยอมจ่าย และข้อสองตอบว่าหาได้ไม่ยากเลย

ก็ถึงเวลาที่ต้องขยันและขวนขวายกว่านี้แล้วล่ะ

—–

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Unsplash.com

วิ่งจงกรม

20160402_Run

เมื่อวานผมได้ไปวิ่งรอบหมู่บ้านมาห้ากิโล หลังจากไม่ได้ออกกำลังกายมาร่วมสัปดาห์

ความแตกต่างคราวนี้ คือผมไม่ได้ใส่นาฬิกา

ปกติ เวลาออกวิ่งผมจะจับเวลาด้วย เพื่อจะคอยเตือนตัวเองว่า เอ้อ วิ่งช้าไปแล้วนะ ควรเร่งฝีเท้าหน่อยนะ

แต่เมื่อวาน ผมลองวิ่งโดยไม่จับเวลาเลย แต่หันมา “จับร่างกาย” และ “จับใจ” ดู

วิ่งไปได้ซักสองกิโล ก็เริ่มรู้สึกว่า การวิ่งนี่ก็ถือเป็นการฝึกสติที่ดีอย่างหนึ่งเลยทีเดียว

เพราะการวิ่งคือการ “เข้าสู่โลกส่วนตัว” แทบจะโดยสมบูรณ์แบบ เพราะไม่มีใครชวนคุย ไม่ต้องกังวลเรื่องโทรศัพท์มือถือ

มีแค่เรา เสื้อผ้า และรองเท้าเท่านั้น

การวิ่งทางไกลนั้นเป็นกีฬาที่แปลก เพราะเราไม่ได้แข่งกับใคร นอกจากแข่งกับตัวเอง ว่าจะวิ่งได้ดี วิ่งได้เร็วกว่าเดิมหรือไม่

แต่พอไม่ได้จับเวลา และไม่ได้คาดหวังว่าต้องวิ่งให้เร็วขึ้น จึงหมกมุ่นกับตัวเองน้อยลง และมีโอกาสได้ดูตัวเองมากขึ้น

วิ่งไป ก็ดูความรู้สึกของกายไป ว่าแขวนกำลังแกว่ง เท้าซ้ายกับเท้าขวาก็สลับกันส่งร่างกายให้ไปต่อ ดูลมหายใจเข้า-ออกเป็นจังหวะแรงๆ และดูใจของเราที่วกไปคิดเรื่องโน้นที เรื่องนี้ที

ยิ่งวิ่งไปมากเท่าไหร่ “ตัวเรา” ก็ยิ่งหายไป เห็นแต่ร่างกายที่กำลังขยับเขยื้อนเคลื่อนไปเหมือนหุ่นยนต์ และมีใจคอยดูอยู่ห่างๆ

หรือจริงๆ แล้วจุดประสงค์ของการวิ่ง ไม่ใช่เพื่อเอาชนะตัวเอง

แต่เพื่อลดความเป็นตัวตน จนไม่เหลือใครให้ชนะแล้วต่างหาก

—-

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pexels.com

ตัวอย่าง

20160401_Example

“Example is not the main thing in influencing others. It is the only thing.”

“การทำให้ดูเป็นตัวอย่างไม่ใช่วิธีหลักในการโน้มน้าวคนอื่น มันคือวิธีเดียวเลยต่างหาก”

– Albert Schweitzer

ผู้นำที่แท้ไม่จำเป็นต้องพูดเยอะ

พ่อแม่ที่ดีก็ไม่จำเป็นต้องสั่งสอนลูกให้มากคำ

เพราะต่อให้เราพูดให้ปากเปียกปากแฉะอย่างไร ถ้าการกระทำของเราไม่สอดคล้องกับสิ่งที่เราพูด เด็กมันก็คงไม่เชื่ออยู่ดี

ทำให้ผมนึกถึงอีก Quote ที่เคยอ่านมาจากที่ไหนซักที่ว่า

Your children don’t grow up to be what you teach them – they grow up to be who you are

ลูกของคุณจะไม่โตมาเป็นอย่างที่คุณสอนเขาหรอก เขาจะโตมาเป็นอย่างที่คุณเป็นนี่แหละ

นี่คือเหตุผลที่เราควรจะพูดเพราะๆ กับแม่เราเอง เพื่อลูกจะได้พูดเพราะๆ กับเราด้วยเช่นกัน

นี่คือเหตุผลที่เราควรจะขยันทำงาน เพื่อที่ลูกเราจะได้ตั้งใจเรียนหนังสือ

และนี่คือเหตุผลที่เราควรจะมีเวลาเล่นกับลูก เพื่อที่ลูกจะได้เรียนรู้ว่า อะไรคือสิ่งที่สำคัญจริงๆ

—–

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Wikimedia

Pic & Pause: เยอรมนีหลังแพ้สงครามโลกครั้งที่ 2

20160401_GermanyAfterWorldwar2

สงครามโลกครั้งที่สองนั้นกินเวลา 6 ปี ตั้งแต่ 1 กันยา 1939 จนถึง 2 กันยา 1945

นี่คือภาพถ่ายจากใจกลางเมืองเบอร์ลิน หลังเยอรมนีแพ้สงครามโลกครั้งที่ 2 ได้ไม่นาน

อาจเพราะตึกหลายตึกต้องถูกเผาทำลายเพื่อเคลียร์พื้นที่สำหรับการฟื้นฟู ชายใส่สูทกับผู้หญิงที่อยู่ด้านขวาของรูปจึงเดินผ่านตึกที่กำลังลุกไหม้ราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น

เรื่องอื่นๆ ที่เกิดขึ้นกับเยอรมนีหลังแพ้สงครามโลกครั้งที่สองได้แก่

  • เยอรมนีถูกแบ่งเป็นสองประเทศ
  • เยอรมันตะวันตกถูกเข้าครอบครองโดยอังกฤษ อเมริกา และฝรั่งเศส
  • เยอรมันตะวันออกถูกเข้าครอบครองโดยรัสเซีย
  • เมืองหลักทุกเมืองในเยอรมันถูกทำลายไปกว่า 80%
  • ทางรถไฟทั่วประเทศเสียหายไปกว่า 60%
  • ไม่เหลือสนามบินที่ใช้งานได้
  • ผู้ชายส่วนใหญ่จึงเป็นนักโทษสงครามหรือไม่สามารถไปไหนมาไหนได้
  • โรงงานทั้งหลายในเยอรมันถูกทำลาย
  • เขื่อนในเบอร์ลินถูกทำลาย จึงไม่สามารถผลิตไฟฟ้าได้
  • คนเยอรมันได้กินอาหารแค่วันละ 1000-1500 แคลอรี่ (คนไทยสมัยนี้กินกันวันละ 2500 แคลอรี่
  • คนเยอรมันหลายแสนคนล้มตายจากการอดอาหาร

ไม่น่าเชื่อว่าเรื่องเหล่านี้จะเกิดเมื่อเจ็ดสิบปีที่แล้วนี่เอง

หวังเป็นอย่างยิ่งว่า มนุษย์เราจะไม่ทำเรื่องโง่ๆ อย่างนี้กันอีก

—–

ขอบคุณภาพและข้อมูลจาก Quora: How devastated was Germany at the end of World War II? 

ขอบคุณข้อมูลจาก Wikipedia: List of Countries by food energy intake

—–

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ก็แค่เอ่ยปาก

20160331_JustAsk

“If you don’t ask, the answer is always no”

ถ้าคุณไม่ขอ คุณก็จะได้แต่คำตอบว่า “ไม่”

– Pat Fynn

ตั้งแต่มีลูก แฟนผมไปทำงานแต่เจ็ดโมงเช้า และกลับบ้านห้าโมงเย็น

วันก่อน แล็ปท็อปของเธอรวน ก็เลยเอาลงไปให้ทีม IT Support ตอนสี่โมงเย็น ซึ่งดูแล้วน่าจะใช้เวลาเกินหนึ่งชั่วโมง เลยเวลาที่แฟนต้องออกจากออฟฟิศแล้ว

ถ้าเป็นแต่ก่อนแฟนผมคงจะรอให้ IT Support โทร.มาบอกวันรุ่งขึ้นว่าคอมซ่อมเสร็จ แล้วจึงลงไปเอา

แต่พอนึกได้ว่า วันรุ่งขึ้นจะมาถึงที่ทำงานตั้งแต่เช้า และกว่า IT Support จะโทร.มาก็น่าจะเก้าโมงเป็นอย่างน้อย จะให้นั่งทำงานโดยไม่มีคอมสองชั่วโมงก็ดูจะลำบากไปหน่อย

แฟนก็เลยขอ IT Support ว่า พอซ่อมแล็ปท็อปเสร็จแล้ว ช่วยเอามาวางไว้ที่โต๊ะได้มั้ย

ผลก็คือ เช้าวันรุ่งขึ้นที่เธอมาถึงที่โต๊ะทำงาน ก็มีแล็ปท๊อปที่ซ่อมเสร็จแล้วรออยู่ เธอจึงเริ่มงานได้เลยทันที

—–
นอกจากจะขอให้ IT Support เอาแล็ปท็อปมาให้ที่โต๊ะ แฟนผมยังขอหัวหน้ากลับบ้านเร็ว (ที่ทำงานของแฟน พนักงานชอบทำงานจนมืดค่ำ) แถมเธอยังขอหัวหน้าว่าจะลองเอาพนักงานใหม่จากโปรเจ็คหนึ่งมาช่วยงานในทีมเธออีกด้วย

ซึ่งหัวหน้าก็ไม่ว่าอะไร เพราะฟังดูก็สมเหตุสมผลดี

แฟนบอกว่า เธอเริ่มปรับตัวเป็นคนที่กล้าขอมากขึ้น เพราะผมเคยเล่าให้แฟนฟังบทเรียนบทหนึ่งจากหนังสือ The Last Lecture ของ Randy Pausch ที่บอกว่า Sometimes, all you need to do is ask 

ใช่ บางทีสิ่งที่เราต้องทำก็แค่เอ่ยปากออกไปเท่านั้นเอง

แต่ที่เราไม่กล้าเอ่ยปาก เพราะว่าเราเกรงใจ

แต่เหตุผลที่ลึกไปกว่านั้น เพราะเรากลัวถูกปฏิเสธ

เหตุผลที่ลึกลงไปอีกชั้นหนึ่งก็คือ เพราะเรากลัวจะโดนมองไม่ดี

และเหตุผลที่อยู่ข้างในสุด ก็คือเราหวงแหนอัตตาตัวตนของเราเอง

การที่เรากล้าขอ ไม่ได้ทำให้เราเป็นคนเห็นแก่ตัว เพราะก่อนที่จะขอ เราเองก็ควรคิดมาก่อนแล้วว่าสิ่งที่ขอนั้นไม่ใช่เรื่องเหลือบ่ากว่าแรงสำหรับเขา

และหากว่าสิ่งที่เราขอมันทำให้เขาลำบากใจ เขาก็จะบอกเราเอง โดยอาจจะเสนอทางเลือกอื่นที่อาจจะได้ผลลัพธ์ใกล้เคียงกันก็ได้

มองในอีกมุมหนึ่ง การที่เราเอ่ยปากขอ คือการเปิดโอกาสให้อีกฝ่ายได้แสดงน้ำใจ

และยังช่วยสร้างโอกาสให้เราได้ตอบแทนน้ำใจของเขาในอนาคตด้วย

“If you don’t ask, the answer is always no”

อยากได้อะไร อย่ามัวแต่เกรงใจหรือกลัวเสียหน้านะครับ

เพราะการไม่เอ่ยปาก อาจทำให้เราเสียอะไรมากกว่านั้นเยอะครับ

—–

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Unsplash.com