ทักทายเพื่อบอกลา เข้ามาเพื่อจากไป

มีใครบางคนเคยบอกไว้ว่า เมื่อเราจะ Say Hello กับใครเป็นครั้งแรก เราก็ควรเผื่อใจไว้ด้วยว่าวันหนึ่งเราต้อง Say Goodbye กับเขาเช่นกัน

ฉายภาพให้เห็นชัดที่สุดน่าจะเป็นความรักของหนุ่มสาว

เริ่มจากโมเมนต์แรกพบ ช่วงเวลาที่รวบรวมความกล้า ก่อนจะเข้าไปกล่าวสวัสดีด้วยวาจาเพื่อทำความรู้จัก ถ้าอีกฝ่ายตอบรับก็ได้สานสัมพันธ์ ถ้าอีกฝ่ายไม่สนใจก็คงต้อง say goodbye กันตรงนั้น

สำหรับคู่ที่ได้พัฒนาความสัมพันธ์จนกลายเป็นแฟน อัพเกรดเป็นสามี-ภรรยา เป็นพ่อ-แม่ และเป็นปู่-ย่า-ตา-ยาย เมื่ออยู่ด้วยกันมายาวนานเพียงพอก็ต้องจากกัน ไม่ว่าจะจากเป็นหรือจากตาย

หนังรักทุกเรื่องจึงมีฉากโศกนาฎกรรมรออยู่เสมอ

เมื่อพิจารณาโดยถ้วนถี่แล้ว ทุกความสัมพันธ์ก็เป็นเช่นนั้น

ไม่ว่าจะเป็นพ่อแม่ เพื่อนวัยเด็กที่เล่นด้วยกันในหมู่บ้าน เพื่อนสนิทที่โรงเรียน อาจารย์ เพื่อนร่วมงาน หัวหน้า ลูกน้อง สัตว์เลี้ยง รวมถึงสิ่งมีชีวิตตัวเล็กที่เรารักที่สุดอย่างลูกเราด้วย

ยิ่งผูกพันยิ่งรักกันมากเท่าไหร่ ตอนต้องจากก็ยิ่งเจ็บมากเท่านั้น เป็นเรื่องธรรมดาของปุถุชนที่ยังไม่เข้าใจความจริงของชีวิตอย่างถ่องแท้

เมื่อเรายังอาศัยอยู่ในทวิภาวะหรือ dualism เมื่อเกิดสิ่งหนึ่งจึงเกิดขั้วตรงข้ามขึ้นเสมอ

เมื่อมีหัวก็ย่อมมีก้อย เมื่อมีน้อยก็ย่อมมีมาก เมื่อมีรักก็ย่อมมีชัง เมื่อมีหยางก็ย่อมมีหยิน

เมื่อมีเกิดย่อมมีตาย เมื่อมีทักทายย่อมมีบอกลา เมื่อมีเข้ามาย่อมมีจากไป

เปล่าเลย ผมไม่ได้ต้องการจะบอกว่าอย่าทักทายใครเพราะมันจะทำให้เราเจ็บทีหลัง

ตรงกันข้าม เมื่อเราระลึกได้ว่าทุกความสัมพันธ์เป็นเพียงสิ่งชั่วคราว เราล้วนเป็นแค่ผู้โดยสารที่เผอิญขึ้นรถไฟขบวนเดียวกัน เมื่อถึงปลายทางของแต่ละคนก็ต้องลงจากรถคันนี้ไป

เมื่อตระหนักได้ถึงความชั่วคราวของความรักและคนที่เรารักที่สุด เราจะได้หยุดเห็นคนเหล่านั้นเป็นของตาย เราจะได้ไม่ take things for granted

ทักทายเพื่อบอกลา เข้ามาเพื่อจากไป

แต่ก่อนต้องจากไกล เรามาทำให้ช่วงเวลาระหว่าง Hello กับ Goodbye นั้นเต็มไปด้วยความทรงจำดีๆ

จะได้ไม่มีอะไรให้เสียดาย จะได้ระลึกถึงด้วยรอยยิ้มครับ

ใช้ชีวิตให้ออกดอกออกผล

ใช้ชีวิตให้ออกดอกออกผล

คำนี้ผมได้มาจากหนังสือ Meaning in Life and Why It Matters ของ Susan Wolf สำนวนแปลโดย ธีรภัทร รื่นศิริ

มันเป็นคำที่สวยงามและชวนให้คิดได้ทั้งกว้างและไกล

ผมเชื่อว่ามนุษย์ไม่ได้เราไม่ได้เกิดมาแค่กิน นอน สืบพันธุ์ แสวงหาความสุข ก่อนจะค่อยๆ บุบสลาย

ชีวิตเราน่าจะยังประโยชน์ได้สองอย่าง หนึ่งคือยังประโยชน์ให้ตนเอง และสองคือยังประโยชน์ให้ผู้อื่น

ยังประโยชน์ให้ตัวเอง ในแง่ของการพัฒนาจิตใจให้สูงขึ้นไป และเรียนรู้ที่จะบรรลุศักยภาพที่มนุษย์คนหนึ่งพึงจะมี

ยังประโยชน์ให้ผู้อื่น ด้วยการใช้กำลังและสติปัญญาเพื่อคลายความทุกข์ร้อนให้เพื่อนมนุษย์และสิ่งมีชีวิต

เราจะคลายความทุกข์ร้อนได้อย่างไร – ก็ด้วยการทำงาน

ธุรกิจทุกธุรกิจที่ตั้งขึ้นมา ล้วนมีจุดประสงค์ที่จะคลายความทุกข์ร้อนหรือแก้ pain point อะไรสักอย่างทั้งนั้น

ไม่ว่าเราจะอยู่ในธุรกิจใด “ธุระ” ของเราก็คือการคลายความทุกข์ร้อนผ่านงานที่เราทำนั่นเอง

ชีวิตที่ออกดอกออกผลไม่ได้จำกัดแค่ในธุรกิจหรือที่ทำงาน แต่ยังรวมถึงการสร้างครอบครัวและการสร้างคน

ผู้ใหญ่ท่านหนึ่งเคยบอกว่า เราควรกินน้อยๆ แต่มีลูกเยอะๆ และหัวหน้าผมก็บอกว่าถ้าเราเป็นคนที่มีคุณภาพ เราก็ควรช่วยผลิตและสร้างคนที่มีคุณภาพให้สังคมเช่นกัน

เมื่อมีงาน เราจึงควรทำงานให้ดี เมื่อมีลูก เราก็ควรสอนลูกให้ดี เพื่อให้ผลที่ได้จากน้ำพักน้ำแรงของเรานั้นหวานอร่อย ทั้งในวันนี้ พรุ่งนี้ และในวันที่เราไม่อยู่ตรงนี้

ใช้ชีวิตให้ออกดอกออกผล ยังประโยชน์ให้แก่ตนและคนรอบข้าง แล้วเราจะมีความสุขได้โดยไม่ต้องตั้งคำถามและไม่ต้องออกตามหาครับ

ทำอย่างไรให้ลูกน้องกล้าฟีดแบ็คเรา

ความยากอย่างหนึ่งของการเป็นหัวหน้า คือน้องมักจะไม่กล้าให้ฟีดแบ็คเราตรงๆ

ยิ่งเราอยู่สูง คนที่กล้าให้ฟีดแบ็คเรายิ่งน้อยลงทุกที ยิ่งในภาวะเศรษฐกิจแบบนี้ที่การหางานดีๆ ไม่ได้ง่าย คนทำงานย่อมอยากจะเซฟตัวเอง ถ้าเขามีอะไรที่คิดว่าเราปรับปรุงได้เขาก็คงลังเลที่จะบอกเพราะกลัวจะทำให้เราไม่พอใจ

ในฐานะหัวหน้าหรือผู้บริหาร จึงเป็นเรื่องยากมากที่จะมีคนที่หวังดีพอและกล้าพอที่จะเดินมาบอกตรงๆ ว่าเราควรปรับปรุงเรื่องอะไร

ดังนั้น หากเราอยากเก่งขึ้น อยากเป็นหัวหน้าที่ดีขึ้น เราต้องเป็นฝ่ายเข้าหาเขามากกว่า

เครื่องมือหนึ่งที่ช่วยได้แน่ๆ คือการมี 1:1 กับลูกน้อง เพื่อที่เราจะได้ให้ฟีดแบ็คกันและกันได้อย่างสบายใจ

แต่การถามคำถามว่า “อยากให้พี่ปรับปรุงเรื่องอะไรบ้าง” ก็อาจจะไม่ค่อยได้รับคำตอบเท่าไหร่ เพราะเอาจริงๆ

คำถามที่น่าจะช่วยให้เขากล้าพูดกับเรามากกว่า ก็เช่น

“มีเรื่องอะไรที่อยากให้พี่ซัพพอร์ตน้องเพิ่มเติมรึเปล่า”

“มีอะไรที่ถ้าพี่ทำแล้วจะช่วยให้ทีมทำงานได้ดีกว่านี้มั้ย”

เมื่อน้องกล้าบอกเราแล้วว่าเขาคิดยังไง สิ่งสำคัญคือเราต้องกลั้นใจที่จะไม่แก้ตัว เพราะหากเราให้เหตุผลที่ดูเป็นการปกป้องตัวเอง แม้ว่ามันจะเป็นความจริงก็ตาม น้องก็อาจจะรู้สึกว่าพูดไปก็เท่านั้น สุดท้ายก็โดนพี่ปัดตกอยู่ดี

สิ่งที่ควรทำคือการเก็บเอาไปคิดว่าเราสามารถปรับได้ตามที่น้องขอมั้ย ถ้าปรับได้ก็เยี่ยม และควรแจ้งให้น้องทราบ แต่ถ้าปรับไม่ได้ ก็ควรจะแจ้งให้น้องทราบเช่นกันว่าเพราะอะไร หรือบางที แม้เราจะเปลี่ยนตามที่น้องขอไม่ได้ แต่เพียงแค่ถ้าเขารู้ว่าเราได้ทำอะไรบางอย่างแล้ว (เช่นไปคุยกับหัวหน้าทีมคนอื่นมาให้) แค่นี้น้องก็รู้สึกดีแล้ว

อีกสิ่งหนึ่งที่ควรระวัง คือการที่น้องมาเล่าให้เราฟังว่าเขาไม่พอใจเพื่อนร่วมทีมอย่างไร แต่ไม่กล้าบอกกับเพื่อนร่วมทีมตรงๆ แม้ว่าเราจะตั้งใจฟังและพยายามเข้าใจเขาได้ แต่ก็ไม่ควรเป็นคนกลางที่จะไปบอกอีกฝ่าย ไม่อย่างนั้นจะเป็นการสร้างวัฒนธรรมการนินทาคนในทีมขึ้นมา การจบที่สวยที่สุดคือการให้เขาทั้งสองคนได้คุยกันต่อหน้า โดยอาจจะมีเราร่วมพูดคุยด้วยก็ได้

ลองนำไปปรับใช้ดูนะครับ


ขอบคุณเนื้อหาส่วนใหญ่จาก Harvard Business Review: How Leaders Can Get the Feedback They Need to Grow

อย่ารีบแต่อย่ารอ

ภาษาพระจะใช้คำว่า “ไม่พัก ไม่เพียร”

แต่มันคือแนวทางของคนที่เห็นคุณค่าของเวลา และรู้ว่าจะใช้เวลาอันจำกัดนี้เพื่อบรรลุสิ่งใด

เราไม่ควรรีรอที่จะลงมือทำ ยิ่งอะไรที่ต้องใช้เวลาเป็นสิบปีเรายิ่งต้องเริ่มทำเสียแต่วันนี้

ต่อเมื่อได้ลงมือทำแล้ว เราก็ต้องพร้อมให้เวลาทำได้หน้าที่ของมัน หากเราเพิ่งใส่เมล็ดลงดินวันนี้ การหวังจะได้ลิ้มรสผลวันพรุ่งนี้ย่อมผิดกฎธรรมชาติ

ดังนั้นเราจึงไม่ควรรีบร้อนเกินไป หรือเพียรพยายามจนเกินไป เพราะดีเกินดีคือไม่ดี เราทำได้เพียงสร้างเหตุปัจจัย และเมื่อมันถึงพร้อม ผลย่อมจะเกิดให้ควรแก่เหตุ

อย่ารีบแต่อย่ารอ ไม่พักแต่ไม่เพียรครับ

Region-Beta Paradox – เรื่องยิ่งร้ายยิ่งกลายเป็นดี

ลองคิดภาพว่าเย็นวันนี้อากาศไม่ร้อน ค่าฝุ่น PM เป็นสีเขียว แล้วเราอยากจะไปตัดผมที่ร้านหน้าปากซอยซึ่งอยู่ห่างจากบ้านเรา 500 เมตร เราอาจตัดสินใจเดินไป ใช้เวลาประมาณ 10 นาที

แต่ถ้าเราคิดจะไปตัดผมกับอีกร้านหนึ่งที่อยู่อีกซอยหนึ่ง ระยะทางจากบ้านเรา 1 กิโลเมตร เราคงไม่เดิน แต่จะปั่นจักรยานไปแทน และใช้เวลาแค่ 6 นาที

ร้านตัดผมซอยข้างๆ อยู่ไกลกว่าร้านตัดผมหน้าปากซอย แต่เรากลับไปถึงร้านไกลได้เร็วกว่าร้านใกล้

นี่คือสิ่งที่เรียกว่า Region-beta paradox (รีจิ้น เบต้า พาราด็อกซ์)

ศัพท์นี้มาจากงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในปี 2004 ของ Daniel Gilbert และคณะ มีชื่อว่า The Peculiar Longevity of Things Not So Bad

ประเด็นที่เขาต้องการนำเสนอก็คือ บางทีการเจอเรื่องร้ายหนักๆ ไปเลยอาจจะดีกว่าการเจอเรื่องร้ายแบบเบาๆ เพราะถ้าเราเจอความทุกข์ที่พอทนได้ เราก็จะยอมทนไปเรื่อยๆ แต่ถ้าเราเจอเรื่องร้ายแบบเกินจะทน เราอาจจะลุกขึ้นมาทำอะไรบางอย่างเพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลง

ยกตัวอย่างเช่น หากเรามีงานประจำที่เราไม่ได้ชอบ เงินเดือนพอถูไถ หัวหน้าโหดไปนิด แต่เพื่อนร่วมงานก็โอเค เราก็อาจทำงานนี้ต่อไปได้เรื่อยๆ

แต่ถ้าเราดันเจอหัวหน้าแย่ๆ เพื่อนร่วมงานกลั่นแกล้ง เราอาจตัดสินใจหางานใหม่ และได้งานที่ใช่กว่าเดิม

อีกตัวอย่างหนึ่ง หากแฟนที่เราคบนั้นยังไม่คลิก แต่ก็อยู่กันไปได้เรื่อยๆ ก็มีแนวโน้มที่เราจะคบกับเขาไปแบบเบื่อๆ อยากๆ

แต่หากคนที่เราคบเขานิสัยแย่มาก แถมยังมานอกใจเราอีก เราก็อาจจะบอกเลิก และอาจได้แฟนใหม่เป็นคนที่ใช่มากกว่าเดิม

ประเด็นที่จะสื่อไม่ใช่ให้เราหางานใหม่หรือหาแฟนใหม่ แต่ให้ตระหนักว่าอะไรที่ทำให้เราเจ็บรอนๆ พอทนได้ เราก็จะเคยชินและอาจจะ “ติด” อยู่กับสิ่งนั้นไปอย่างยาวนาน แต่อะไรก็ตามที่มันเจ็บเกินจะทน มันจะมี activation energy ที่มากพอให้เราลุกขึ้นมาทำอะไรสักอย่างจนสุดท้ายแล้วเราได้ผลลัพธ์ที่ดีกว่า


ผมเองก็เคยเจอปรากฎการณ์ที่ออกแนว region-beta paradox ด้วยเช่นกัน

สมัยมัธยมปลายที่ผมเรียนอยู่นิวซีแลนด์ ผมพยายามจะเล่นกีตาร์โซโล่เพลง Don’t Look Back in Anger ของวง Oasis แต่ก็ไปได้ไม่ถึงไหน

จนกระทั่งช่วงปิดเทอม ผมไปนอนบ้านเพื่อนอีกเมืองหนึ่งเป็นเวลา 1 สัปดาห์ ใช้ชีวิตแบบไร้ระเบียบสุดๆ นอนตีสี่ ตื่นเที่ยง สั่งพิซซ่ามากิน เช่าหนังมาดู เล่นเกม ดื่มเบียร์ นั่งคุยกับเพื่อนจนรุ่งสาง วนหลูปตลอด 7 วัน

เมื่อกลับถึงบ้าน พร้อมเงินในกระเป๋าที่หายไปไม่น้อย ผมก็รู้สึกโกรธตัวเองว่าทำตัวได้ไร้สาระมาก self-esteem ตกต่ำ ก็เลยอยากลุกขึ้นมาทำอะไรสักอย่างเพื่อชดเชย

และสักอย่างที่ว่าก็คือการตั้งใจฝึกโซโล่เพลง Don’t Look Back in Anger อย่างเอาเป็นเอาตายจนกระทั่งเล่นได้ ทั้งที่ก่อนหน้านั้นพยายามมาหลายครั้งก็ไม่เคยสำเร็จ

ข้อสรุปที่ผมได้จาก region-beta paradox ก็คือ

หนึ่ง เราควรสำรวจชีวิตเรามีอะไรที่มัน “ร้าว” อยู่หรือไม่ แต่เป็นการร้าวแบบที่เราทนได้หรือเคยชินไปแล้ว

สอง อะไรที่มันร้าวและพอจะซ่อมได้ ก็ควรลงมือซ่อม – fix what’s broken

สาม แต่อะไรที่มันเกินจะซ่อม บางทีอาจจะคุ้มกว่าถ้าเรายอมให้มัน “แตกหัก” ไปเสีย เพื่อที่จะได้มีโอกาสเริ่มต้นใหม่

แน่นอนว่ามีความเสี่ยง แต่ก็มีโอกาสที่ในระยะยาวแล้วชีวิตเราจะดีขึ้นกว่าเดิมครับ