ถ้าพบว่าตัวเองผัดวันประกันพรุ่ง ให้ถาม 3 คำถามนี้

คิดว่าทุกคนน่าจะมีประสบการณ์การผัดผ่อนสิ่งที่ตั้งใจว่าจะทำไปเรื่อยๆ

เรามองการผัดวันประกันพรุ่งว่าเป็นเรื่องไม่ดี เป็นเรื่องของคนไม่มีวินัย แต่แท้จริงแล้วมันอาจกำลังส่งสัญญาณที่มีประโยชน์ให้เราอยู่ก็ได้

ทฤษฎี Motivational Theory ของ Hugo M. Kehr มองว่าคนเรามีแรงขับเคลื่อนได้สามส่วนด้วยกัน คือ Head, Heart, Hand

Head คือเราคิดด้วยตรรกะและความเป็นเหตุเป็นผลโดยดูจากปัจจัยภายนอกเป็นสำคัญ (rational)

Heart คือเรามองจากอารมณ์ที่เป็นแรงขับเคลื่อนจากภายใน (affectional)

Hand คือเรามองในเชิงความสามารถในการลงมือทำ (practical)

ถ้ามีครบทั้งสามอย่าง เราก็ย่อมมีแรงผลักดันให้เริ่มทำงานที่ว่า และทำมันจนสำเร็จ

แต่ถ้าเกิดมีไม่ครบหรือไม่มีเลย ก็เป็นไปได้ว่าเราจะเกิดอาการผัดวันประกันพรุ่งในเรื่องเดิมๆ นั่นเอง

ดังนั้น ถ้าเรามีงานบางชิ้นหรือเรื่องบางเรื่องที่เราผัดผ่อนมาเนิ่นนาน ให้ถาม 3 คำถามนี้

1. มันเป็นเรื่องที่เราควรทำหรือเปล่า (Head)

ถ้ารู้สึกว่างานนี้เราไม่ควรทำ ก็ควรจะเอาออกจาก To Do List ไปเลย

หรือถ้ามองว่ามันควรทำ แต่คนที่ควรทำไม่ใช่เรา ก็มอบหมายงานนี้ให้คนอื่น หรือโน้มน้าวให้ทีมอื่นรับไปทำ

และถ้าเรารู้ว่าควรทำ แต่วิธีการหรือกลยุทธ์ไม่สมเหตุสมผล ก็ควรเปลี่ยนกลยุทธ์ใหม่เพื่อให้มันสอดคล้องกับความเป็นจริงและข้อจำกัดของเรามากยิ่งขึ้น เพื่อให้สมองฝั่งตรรกะยอมรับได้ว่าเราน่าจะคิดมาถูกทางแล้ว

2. มันเป็นเรื่องที่เราอยากทำหรือเปล่า (Heart)

ถ้ามันเป็นสิ่งที่เราไม่อยากทำ อาจเพราะว่าเราตั้งเป้ายากเกินไป อาจต้องลดความคาดหวังของตัวเองลงมาหน่อย ตั้งเป้าให้ง่ายจนเรารู้สึกว่าสามารถทำสำเร็จได้ง่ายๆ เช่นแทนที่จะบอกว่าให้ตัวเองเขียนบทความหนึ่งชิ้น ก็บอกว่าเราจะเขียนบทความหนึ่งย่อหน้า เมื่องานมันเล็กลง เราก็จะมีกำลังใจและอยากลงมือทำมากขึ้น

อีกวิธีหนึ่งที่จะช่วยได้ คือการให้รางวัลตัวเองไปพร้อมกับการทำงานนั้น เช่นถ้าเราไม่อยากล้างจาน เราก็อาจให้รางวัลตัวเองด้วยการเปิดเพลงโปรดหรือดูซีรี่ส์ไปล้างจานไป (แม่บ้านผมทำบ่อย) หรือถ้าเรารู้สึกว่าการออกกำลังกายมันเหนื่อย ก็ลองสั่งเครื่องดื่มที่เราชอบมาสร้างความสดชื่นหลังออกกำลังกายเสร็จ

3. มันเป็นเรื่องที่เราทำได้หรือเปล่า (Hand)

บางทีเราอาจขาดความรู้ หรือขาดเครื่องมือ ทำให้ทำงานชิ้นนี้ไม่ได้เสียที วิธีการที่ง่ายที่สุดคือขอความช่วยเหลือจากคนที่รู้มากกว่าเรา ที่เขาอาจชี้แนะว่าจะเริ่มต้นยังไง อะไรที่เราควรระวัง และเราจะไปหาความรู้เพิ่มเติมอย่างไรได้บ้างที่จะลัดสั้นและมีประสิทธิภาพที่สุด

ที่ต้องระวังคืออย่าให้ “การหาความรู้” มาแทนที่ “การลงมือทำ” เพราะหลายคนติดกับดักนี้ โดยใช้วิธีเรียนไปเรื่อยๆ เพื่อที่จะได้ไม่ต้องเผชิญกับโอกาสที่อาจล้มเหลวหากต้องลงมือทำจริงๆ

ควรทำมั้ย อยากทำมั้ย ทำได้รึเปล่า

นี่คือ 3 คำถามที่จะช่วยให้เรามีความสัมพันธ์ที่ดีขึ้นกับอาการผัดวันประกันพรุ่งครับ


ขอบคุณเนื้อหาหลักจากหนังสือ Tiny Experiments: How to Live Freely in a Goal-Obsessed World ของ Anne-Laure Le Cunff

สิ่งที่เราพยายามซื้อคือความแน่นอน

บทสนทนาหนึ่งที่ผมชอบมาก คือตอนที่ Sean D’Souza ผู้เขียนหนังสือ The Brain Audit คุยกับ “ทอย DataRockie” ซึ่งทอยได้เขียนเล่าไว้เมื่อวันที่ 6 สิงหาคมที่ผ่านมา

[“แอด” หมายถึงตัวทอยเอง]

  1. Sean ถามแอดว่า “งานอดิเรกคุณคืออะไร” แอดตอบ “ชอบอ่านหนังสือ” Sean บอก “อ่านหนังสือไม่ใช่งานอดิเรก .. คุณกำลังรู้สึกไม่ปลอดภัยใช่ไหม” นั่นนน มองออกเฉย 555+
    .
  2. แอดรู้สึกอย่างนั้นจริงๆ “กลัว” ไม่ได้กลัวว่าตัวเองจะไปไม่รอด แต่กลัวว่าคิโนะลูกชายแอด (อายุ 10 เดือน) โตขึ้นมา อาจจะต้องเจอชีวิตที่ยากลำบากกว่าปัจจุบันนี้อีกมาก
    .
  3. Sean บอก “สอนลูกให้เติบโตเป็นต้นไม้ที่แข็งแกร่ง มีรากที่หยั่งลึกลงในพื้นดิน” ถ้าเค้าเลือกเส้นทางแห่งความแข็งแกร่ง เค้ามีทางเดินไปต่อได้เสมอ The Obstacle is The Way

เมื่อผมมานั่งมองตัวเอง และคนรอบตัว ก็พบว่าหลายๆ อย่างที่เราทำ ก็เพื่อซื้อความแน่นอนให้อนาคต

เราเก็บเงินและลงทุนในวันนี้ ก็เพื่อที่เราจะได้มีกินมีใช้ในวัยเกษียณ

เราออกกำลังกายและใส่ใจสุขภาพ ก็เพื่อที่เราจะได้ไม่ต้องล้มหมอนนอนเสื่อในวัยชรา

เราทำงานไม่หยุดไม่หย่อน เพื่อที่จะได้มีเงินส่งลูกเรียนโรงเรียนดีๆ เพื่อให้ลูกของเรามีอนาคตที่สดใส

หรือแม้กระทั่งการที่เรา “ไม่ทำอะไร” บางครั้งก็เป็นไปเพื่อ “ซื้อความแน่นอน” เช่นกัน

หมดใจกับงานเดิมมาหลายปีแต่ก็ไม่ยอมหางานใหม่ เพราะไม่รู้ว่าถ้าได้งานใหม่จะทำได้ไหมและจะต้องเจออะไรบ้าง

ไม่ยอมเลิกคบกับแฟนที่ทำร้ายกัน เพราะกลัวความเหงาหรือกลัวเจอคนใหม่ที่ไม่ใช่ยิ่งกว่าเดิม

ไม่ยอมปรับวิธีการใช้ชีวิต เพราะเคยชินกับวิถีแบบนี้มานาน

สำหรับบางคน แม้สิ่งที่ต้องผจญอยู่จะเป็นความทุกข์ แต่อย่างน้อยก็เป็นความทุกข์ที่คุ้นเคย เป็นความทุกข์ที่แน่นอน ซึ่งอาจอุ่นใจกว่าการออกไปเจอความทุกข์ที่ไม่แน่นอน


ผมเคยอ่านเจอในหนังสือเล่มหนึ่ง จำถ้อยคำเป๊ะๆ ไม่ได้ แต่เนื้อหาประมาณว่า

บางศาสนาสอนว่าหากเราเชื่อในพระเจ้า เราจะมีชีวิตนิรันดร์ในโลกหน้า

ขณะที่บางศาสนา สอนให้เราเข้าถึง “อนันตกาลของปัจจุบัน” ในโลกนี้

เมื่อหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับปรากฎการณ์ตรงหน้า อัตตาก็จะหายไป “เวลา” จะอันตรธาน ไม่มีทั้งอดีตหรืออนาคตกาล มีเพียง “ที่นี่เดี๋ยวนี้” ทอดยาวติดต่อกันไปตลอดเส้นทาง

ปัจจุบันจึงเป็นสิ่งเดียวที่เรารู้ว่ามีอยู่จริง ขณะที่อนาคตนั้นเป็นเพียงสิ่งที่อยู่ในจินตนาการ

เราจึงไม่ควรเพียงหวังสร้างอนาคตอันแน่นอน แต่เราควรจะลดความกลัวที่เรามีต่ออนาคตอันไม่แน่นอนด้วย

Tim Ferriss ผู้เขียนหนังสือ The 4-Hour Workweek ได้พูดถึงแนวคิดเรื่อง Stoicism (สโตอิก) อยู่บ่อยครั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเทคนิคที่เรียกว่า “การจินตนาการถึงความเลวร้าย” (premeditatio malorum)

ในแต่ละปี Ferriss จะลองใช้ชีวิตด้วยการสวมเสื้อผ้าเก่าๆ นอนบนพื้นแข็งๆ หรือกินอาหารราคาถูกติดกันหลายๆ มื้อ

การทำเช่นนี้เพื่อจะช่วยย้ำเตือนให้ Ferriss ตระหนักได้ว่า “ชีวิตที่เลวร้าย” นั้นอาจไม่ได้แย่อย่างที่เขาคิด

เมื่อจิตใจมีภูมิคุ้มกันต่อความทุกข์ เมื่อเรารู้แล้วว่าเราสามารถรับมือกับสถานการณ์ที่แย่ที่สุด เราก็จะมีความกล้าและมั่นใจมากขึ้นที่จะทำอะไรที่แตกต่างไปจากเดิม เพราะต่อให้ล้มเหลว เราก็จะยังรับมือกับผลลัพธ์ที่ตามมาได้


โดยแท้จริงแล้ว ความไม่แน่นอนนั้นไม่ใช่ bug แต่เป็น feature

ครูบาอาจารย์จึงสอนให้เราหัดสังเกต ว่าโลกนี้มันเปลี่ยนแปลง ทนอยู่ได้ยาก และไม่อาจควบคุม

หากเราเข้าใจความจริงข้อนี้ เรากับความไม่แน่นอนก็อาจเป็นมิตรที่ดีต่อกัน

“พี่ก็” ดร.วิรไท สันติประภพ เคยบอกไว้ว่า เพราะโลกนี้มันอนิจจัง ทุกปัญหาจึงมีทางออก

วันนี้ปัญหาเป็นแบบนี้ แต่พรุ่งนี้มันจะมีปัจจัยใหม่ ตัวละครใหม่ เงื่อนไขใหม่ๆ เข้ามา

เมื่อโลกเต็มไปด้วยความเปลี่ยนแปลง โจทย์และทางออกย่อมมีความลื่นไหลเสมอ

ความไม่แน่นอนจึงไม่ได้น่ากลัวขนาดนั้น เพราะมันให้ได้ทั้งคุณและโทษ ทำให้ชีวิตของเราน่าตื่นเต้นและเต็มไปด้วยความเป็นไปได้

สิ่งที่เราควรทำ จึงไม่ใช่การวิ่งหนีหรือทำลายความไม่แน่นอนให้หมดสิ้น เพราะเป็นสิ่งที่ไม่อาจทำได้

แต่เป็นการฝึกฝนตนเองให้เป็นต้นไม้ที่แข็งแกร่ง มีรากที่หยั่งลึกลงในพื้นดิน เพื่อพร้อมรับพายุฝนแห่งความไม่แน่นอนที่จะมาเยือนเราในทุกฤดูกาลของชีวิตครับ

ถ้าสนใจเรื่องโรคมะเร็ง อยากให้อ่านบทความนี้

เป็นธรรมเนียมที่เกือบทุกปีผมจะมี ‘หนังสือเปลี่ยนชีวิต’ หนึ่งเล่ม โดยสามเล่มล่าสุดคือ Four Thousand Weeks (2022), Outlive (2023), และ Fluke (2024)

ปี 2025 ผ่านมาเกือบ 8 เดือนแล้ว แต่ผมยังไม่เจอหนังสือเปลี่ยนชีวิต และเผื่อใจไว้แล้วว่าปีนี้อาจจะไม่มี

แต่สิ่งที่น่าดีใจ คือผมได้ฟังพ็อดแคสต์ของ Dr.Rangan Chatterjee คุณหมอวัย 48 ปี ที่สัมภาษณ์ Dr. Thomas Seyfried ศาสตราจารย์ด้านชีววิทยา พันธุศาสตร์ และชีวเคมีที่วิทยาลัยบอสตัน (Boston College) และต่อด้วยพ็อดแคสต์ Diary of a CEO ของ Steven Bartlett ที่สัมภาษณ์ ดร. ซีฟรีด (Seyfried) ด้วยเช่นกัน

ดร. ซีฟรีด ซึ่งปัจจุบันอายุ 79 ปี ไม่ใช่แพทย์ แต่เป็นอาจารย์และนักวิทยาศาสตร์ที่ศึกษาเรื่องมะเร็งมาเกือบ 40 ปี แม้จะอายุมากแล้ว แต่ท่านก็ยังดูแข็งแรง พูดจาฉะฉาน และสมองฉับไว แสดงว่าน่าจะดูแลตัวเองได้ดีทีเดียว

การได้ฟัง ดร. ซีฟรีด ทำให้ผมมีมุมมองใหม่ๆ เกี่ยวกับมะเร็งและคิดว่า “ถ้าไม่เขียนถึงคงไม่ได้” เพราะมันลดความเจ็บปวดและทุกข์ทนของทุกคนที่เกี่ยวข้องกับโรคมะเร็งได้

ผมเองมีเพื่อนสนิทที่เสียชีวิตด้วยมะเร็งสมองเมื่อ 5 ปีที่แล้ว และในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาก็ได้รับรู้เรื่องราวของคนรอบตัวที่เป็นโรคนี้ เลยค่อนข้างสนใจเป็นพิเศษ

มะเร็งดูเป็นโรคที่โหดร้าย วิธีการรักษาก็ทรมาน ทั้งการผ่าตัด การทำคีโม และการฉายแสง ซึ่งถึงแม้จะรักษาแล้วก็ไม่ได้การันตีว่าจะหายขาด และพร้อมจะกลับมาเป็นใหม่ได้ตลอด ส่วนวิธีรักษาที่ดูมีประสิทธิภาพที่สุดอย่างภูมิคุ้มกันบำบัด (immunotherapy) ก็มีราคาแพงมากจนคนทั่วไปเข้าถึงได้ยาก

เราคงเคยได้ยินคนไทยใช้วิธีการแพทย์ทางเลือก รักษาด้วยสมุนไพรหรือกัญชา ซึ่งน่าจะเจ็บตัวน้อยกว่า แต่ก็ไม่อาจแน่ใจได้ว่าตั้งอยู่บนหลักฐานทางวิทยาศาสตร์มากพอหรือไม่

วิธีการป้องกันและรักษาของ ดร. ซีฟรีดจึงน่าสนใจ เพราะมีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์รองรับ ไม่ต้องนำสิ่งเป็นพิษเข้าร่างกาย และราคาไม่แพงเท่าวิธีการที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบัน

ทั้งนี้ทั้งนั้น ต้องขอย้ำว่า ดร. ซีฟรีดเป็นนักวิทยาศาสตร์ ไม่ใช่หมอโรคมะเร็งโดยเฉพาะ ผมเองไม่ใช่แพทย์และไม่มีความรู้ทางการแพทย์ จึงขอให้ผู้ที่ผ่านมาเห็นบทความนี้ใช้วิจารณญาณในการอ่านและนำไปศึกษาต่อ หากมีข้อผิดพลาดหรือคลาดเคลื่อนใดๆ รบกวนชี้แนะด้วยครับ


มะเร็ง: จากโรคทางพันธุกรรมสู่โรคทางเมตาบอลิซึม

หนึ่งในสิ่งที่ Dr. Peter Attia เขียนไว้อย่างชัดเจนในหนังสือ Outlive ก็คือโรคเบาหวานจะเพิ่มความเสี่ยงให้กับโรคมะเร็ง, โรคหลอดเลือดหัวใจ, และโรคสมองเสื่อม

โรคทั้ง 4 ชนิดนี้ Dr. Attia เรียกว่าเป็น “The Four Horsemen” หรือที่ผมตั้งชื่อให้เองว่า “พญามารทั้ง 4” ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของการเสียชีวิตของคนทั่วโลก

เราทราบกันมาตลอดว่ามะเร็งเกิดจากความผิดปกติทางพันธุกรรม การกลายพันธุ์ของยีน (genetic mutation) ที่ทำให้เซลล์เจริญเติบโตและแบ่งตัวเร็วผิดปกติ และแพร่กระจายอย่างควบคุมไม่ได้ ส่งผลให้เกิดเนื้องอกร้ายที่ลุกลามผ่านระบบเลือดหรือระบบน้ำเหลืองไปยังอวัยวะอื่นๆ ของร่างกาย โดยกระบวนทัศน์นี้เรียกว่า Somatic Mutation Theory (SMT)

แต่ ดร. ซีฟรีดท้าทายความเชื่อนี้ โดยบอกว่าการกลายพันธุ์ของยีนเป็นเพียง “ผลลัพธ์” ของสาเหตุอื่น และจริงๆ แล้วมียีนที่กลายพันธุ์มากมายที่ไม่กลายเป็นเซลล์มะเร็ง และมีมะเร็งมากมายที่ไม่ได้เกิดจากยีนส์ที่กลายพันธุ์

หากเราไปศึกษาชนเผ่าพื้นเมืองที่ยังใช้ชีวิตแบบดั้งเดิม ไม่ว่าจะเป็นในแอฟริกาหรือกลุ่มชาวอินูอิต ก็จะพบว่าอัตราการเป็นมะเร็งของคนกลุ่มนี้นั้นต่ำมาก ยกตัวอย่างเช่น Dr. Albert Schweitzer ที่เดินทางไปประเทศกาบองในทวีปแอฟริกาเมื่อปี 1913 และเขียนบันทึกไว้ว่า:

“เมื่อผมมาถึงกาบอง ผมรู้สึกประหลาดใจที่ไม่พบผู้ป่วยมะเร็งเลย…แน่นอนว่าผมไม่สามารถยืนยันได้ 100% ว่าไม่มีโรคมะเร็งอยู่เลย แต่เช่นเดียวกับคุณหมอตามแนวชายแดนคนอื่นๆ ผมพูดได้เพียงว่าหากมีเคสอยู่จริง ก็คงมีน้อยมากๆ”

คุณหมอชไวท์เซอร์รักษาคนไข้วันละอย่างน้อย 30 ราย และทำงานอยู่ที่กาบองนานกว่า 20 ปีถึงจะเริ่มมีเคสคนไข้ที่เป็นมะเร็ง (ดร.ชไวท์เซอร์ได้รับฉายา “คุณหมอนักบุญ” และได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพในปี 1952)

ดร. ซีฟรีดยังกล่าวอีกว่าไม่เคยมีเคสที่ลิงชิมแปนซีเป็นมะเร็งเต้านมเลย ทั้งๆ ที่ DNA ของมันเหมือนกับมนุษย์ถึง 98% และหมาป่าก็ไม่เป็นมะเร็ง มีแต่สุนัขเลี้ยงเท่านั้นที่เป็นโรคนี้

ทั้งหมดนี้ชี้ให้เห็นว่า วิถีการกินและการใช้ชีวิตน่าจะเป็นปัจจัยหลักของโรคนี้

เราได้ยินกันมาว่ามะเร็งสามารถถ่ายทอดทางพันธุกรรมได้ เช่น ถ้าแม่เคยเป็นมะเร็ง ลูกก็มีโอกาสจะเป็นมะเร็งสูง

แต่ ดร. ซีฟรีดบอกว่า เราต้องอย่าลืมว่า แม่และลูกอยู่บ้านเดียวกัน กินอาหารชนิดเดียวกัน และอยู่ภายใต้สภาพแวดล้อมเดียวกันเป็นเวลาหลายปีหรือหลายสิบปี ดังนั้นมันอาจไม่ใช่เรื่องการถ่ายทอดทางพันธุกรรมก็ได้

เคยมีการลงทุนงานวิจัยจำนวนมหาศาลเพื่อถอดรหัสพันธุกรรมของมะเร็ง โดยเชื่อว่าถ้าเราเจอรูปแบบเฉพาะของมะเร็งชนิดนั้นๆ ก็จะสามารถหาวิธีรับมือได้ แต่ปรากฏว่าแม้แต่มะเร็งชนิดเดียวกันจากผู้ป่วยคนเดียวกันก็ยังมีรหัสพันธุกรรมที่แตกต่างกันไป

แล้วอะไรกันที่เป็นตัว “หารร่วมมาก” ของมะเร็งทุกชนิด?

ดร. ซีฟรีดบอกว่า สิ่งที่มีเหมือนกันในมะเร็งทุกชนิดคือ ไมโทคอนเดรียที่บกพร่อง (corrupted mitochondria)

ไมโทคอนเดรียเป็นออร์แกเนลล์ หรือโครงสร้างย่อยของเซลล์ (ออร์แกเนลล์อื่นๆ ที่เราคุ้นหู ก็เช่น “นิวเคลียส” และ “ไรโบโซม”)

โดยไมโทคอนเดรียนี้เปรียบเหมือนโรงไฟฟ้าของเซลล์ มีหน้าที่สร้างพลังงานในรูปของ ATP (Adenosine Triphosphate)

ตามปกติแล้ว ไมโทคอนเดรียจะใช้กระบวนการ OxPhos (oxidative phosphorylation) ที่ใช้ออกซิเจนที่เราหายใจเข้าไปในการเผาผลาญพลังงาน โดยกระบวนการนี้จะสร้างพลังงานได้ถึง 32-36 ATP จากกลูโคสหนึ่งโมเลกุล

แต่หากไมโทคอนเดรียเสียหาย ไม่สามารถทำงานได้ตามปกติ เซลล์จะหันไปใช้กระบวนการ “หมัก” (fermentation) หรือที่เรียกว่าไกลโคไลซิส (glycolysis) นั่นคือการเผาผลาญโดยไม่ใช้ออกซิเจน ซึ่งไม่มีประสิทธิภาพอย่างยิ่ง เพราะกลูโคสหนึ่งโมเลกุลจะให้พลังงานเพียง 2 ATP เท่านั้น

เซลล์มะเร็งเกือบทุกชนิดจะใช้การหมัก (fermentation) ในการเผาผลาญ ทำให้มันบริโภคน้ำตาลมากเป็นพิเศษ จนวิธีหนึ่งในการตรวจหามะเร็งคือ PET scan ซึ่งจะแสดงให้เห็นว่าน้ำตาลในอวัยวะส่วนไหนถูกกลืนกินเร็วผิดปกติ

โลกใบนี้มีอายุ 4.5 พันล้านปี แต่เพิ่งจะมีออกซิเจนเมื่อประมาณ 2 พันล้านปีที่แล้วเท่านั้น ก่อนหน้านี้สิ่งมีชีวิตเซลล์เดียวบนโลกล้วนแต่ใช้กระบวนการหมักทั้งสิ้น

ดังนั้น เซลล์มะเร็งจึงไม่ได้เป็นอะไรมากไปกว่าเซลล์ปกติที่สูญเสียความสามารถในการเผาผลาญแบบใช้ออกซิเจน จึงหันกลับไปใช้วิธีการดึกดำบรรพ์ในการเผาผลาญแบบหมัก และทำตัวราวกับสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียวที่เติบโตและขยายเผ่าพันธุ์ไม่หยุดยั้ง จนกว่าอาหารจะหมดและชีวิตของมันเองก็จบลงด้วย

คนที่ค้นพบว่าเซลล์มะเร็งใช้กระบวนการหมักเสมอ แม้ว่าจะมีออกซิเจนอยู่มากมายก็ตามคือ Otto Warburg จนทำให้เขาได้รับรางวัลโนเบลในเวลาต่อมา และสิ่งที่เขาค้นพบก็มีชื่อเรียกว่า Warburg Effect

นอกจากเซลล์มะเร็งจะกินน้ำตาลกลูโคสเป็นอาหารแล้ว ยังมีอีกสิ่งหนึ่งที่มันใช้ในการเผาผลาญได้ นั่นคือกรดอะมิโนที่ชื่อว่า กลูตามีน (glutamine)

แต่เซลล์มะเร็งไม่สามารถเผาผลาญแหล่งพลังงานอื่นๆ ในร่างกายได้ ไม่ว่าจะเป็นกรดไขมันหรือ คีโทน (ketone bodies) ซึ่งเป็นสารที่สร้างขึ้นจากไขมันในตับเมื่อร่างกายขาดแคลนกลูโคส

ดังนั้น หลักการในการจัดการมะเร็งของ ดร. ซีฟรีดจึงประกอบด้วย:

1. งดการบริโภคแป้งและน้ำตาล เพื่อให้ระดับน้ำตาลกลูโคสในเลือดต่ำลง

2. ใช้ยาเพื่อจำกัดปริมาณกลูตามีน ในร่างกาย (ในกรณีที่อาหารไม่เพียงพอ)

3. ทำให้ร่างกายเข้าสู่สภาวะคีโตซิส (Ketosis) ซึ่งเซลล์ปกติจะหันมาใช้คีโทนเป็นแหล่งพลังงานแทน แต่เซลล์มะเร็งจะไม่สามารถเผาผลาญได้

เมื่อทั้งกลูโคสและกลูตามีนน้อยลง แถมยังไม่สามารถเผาผลาญคีโทนได้ เซลล์มะเร็งก็จะค่อยๆ อ่อนแรงและเนื้องอกร้ายก็จะหยุดการเจริญเติบโต และในบางกรณีก็ค่อยๆ ลดขนาดและหายไป

การพาตัวเองเข้าสู่ภาวะคีโตซิสที่ ดร. ซีฟรีดแนะนำคือการอดอาหารและดื่มแต่น้ำเป็นเวลาหลายวัน ซึ่งแน่นอนว่าไม่ง่าย แต่ก็อยู่ในวิสัยที่ผู้ป่วยจะทำได้

ในพ็อดแคสต์ ดร. ซีฟรีดยกตัวอย่างของ Pablo Kelly ซึ่งเป็นเนื้องอกในสมองชนิดร้ายแรงที่สุด (Glioblastoma) ตั้งแต่ปี 2014 ที่แพทย์วินิจฉัยว่าจะอยู่ได้เพียง 8-14 เดือน แต่เขากลับปฏิเสธการทำคีโมและฉายแสง และใช้วิธีการ ketogenic diet ทำให้เขามีชีวิตอยู่จนถึงปี 2024 (สาเหตุการเสียชีวิตมาจากการตกเลือดจากการผ่าตัด)

อีกคนหนึ่งชื่อ Maggie Jones เป็นมะเร็งเต้านมระยะที่ 4 ที่ลามไปถึงสมองแล้ว แต่ก็รอดมาได้ด้วยวิธีการของ ดร. ซีฟรีดเช่นกัน โดยเธอและสามีได้สร้างหนังสารคดีชื่อ Cancer Revolution เพื่อเล่าถึงมะเร็งในฐานะโรคทางเมตาบอลิซึม

ดร. ซีฟรีดไม่ได้ปฏิเสธการรักษาแบบฉายแสงหรือคีโมโดยสิ้นเชิง แต่ให้ความเห็นว่า หากเราจัดการด้วยวิธีข้างต้นเพื่อให้เซลล์มะเร็งอ่อนแรงลงก่อน ถ้าจะทำคีโมก็ไม่จำเป็นต้องใช้ยาในปริมาณมากเท่าปกติ ซึ่งย่อมลดความเสียหายและความทรมานของผู้ป่วยได้แน่นอน

แต่ถ้าคุณเริ่มต้นด้วยการฉายแสงหรือคีโมก่อนจนร่างกายบอบช้ำหรืออ่อนแอ แถมมะเร็งกลับมาแกร่งกว่าเดิม จะให้มาอดอาหารทีหลังร่างกายก็อาจรับไม่ไหวแล้ว

แล้วทำไมวิธีการรักษาแบบนี้ถึงไม่แพร่หลาย ทั้งๆ ที่ฟังดูดี และ ดร. ซีฟรีดก็อธิบายเรื่องนี้มานานนับสิบปี?

ดร. ซีฟรีดมองว่า มันคือการปรับกระบวนทัศน์ครั้งใหญ่ จากความเชื่อที่ฝังแน่นในวงการแพทย์ว่าโรคมะเร็งเกิดจากความผิดปกติทางพันธุกรรม ในขณะที่ ดร. ซีฟรีดมองว่าต้นเหตุของมะเร็งคือ ความบกพร่องของระบบเผาผลาญ ต่างหาก

วงการมะเร็งนั้นมีเม็ดเงินหมุนเวียนอยู่มหาศาล ทั้งเงินทุนวิจัย และรายได้ของบริษัทยาที่รักษาด้วยวิธีการแบบดั้งเดิม ดังนั้นย่อมไม่มีใครอยากเสียผลประโยชน์ โดยคนที่ปฏิเสธมักจะอ้างว่าวิธีการของ ดร. ซีฟรีดนั้นยังไม่มี “การทดลองทางคลินิก” (clinical trial) ที่เป็นระบบและครอบคลุมมากพอ

หากใครเห็นว่าทฤษฎีของ ดร. ซีฟรีดฟังดูน่าสนใจและมีเหตุผล สิ่งที่ทำได้เลยก็คือ:

หนึ่ง ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้ไมโทคอนเดรียแข็งแรง และวิธีการออกกำลังกายที่ดีที่สุดสำหรับจุดประสงค์นี้คือ Zone 2 training

สอง กินแป้งและน้ำตาลให้น้อยลง เริ่มต้นง่ายๆ ด้วยการลองไม่ใส่น้ำตาลในก๋วยเตี๋ยว หรือเวลาสั่งเครื่องดื่มก็เอาหวานแค่ 25% พอ และไม่กินโดนัทหรือขนมปังบ่อยเกินไป

และสาม ถ้าใครสนใจเรื่องเชิงลึก ลองหาค่า GKI (Glucose Ketone Index) คือเอาค่าน้ำตาลในเลือดหารด้วยค่าคีโทนในเลือด (หน่วยเป็น millimole) โดยยิ่งต่ำยิ่งดี คนปกติจะมี GKI อยู่ที่ประมาณ 40-50 แต่สำหรับผู้ป่วยมะเร็ง ดร. ซีฟรีดแนะนำให้พยายามทำให้ค่า GKI ต่ำกว่า 2 ซึ่งทำได้ด้วยการอดอาหารตามที่กล่าว เพื่อให้กลูโคสน้อยลงและคีโทนสูงขึ้น

อย่างที่ออกตัวไปตอนต้นว่าผมไม่ได้มีความรู้ทางการแพทย์ใดๆ และทฤษฎีของ ดร. ซีฟรีดก็ใช่ว่าจะไร้ข้อกังขา เพราะเราเห็นคนที่ออกกำลังกายและกินอย่างระมัดระวังก็ยังล้มป่วยด้วยโรคมะเร็งได้เช่นกัน

แต่ผมก็เชื่อว่า เนื้อหาในบทความนี้อาจจุดประกายให้คุณผู้อ่านที่สนใจไปศึกษาหาความรู้ต่อ และใช้วิธีการที่เหมาะสมกับตัวเองและคนที่คุณรัก

หากใครมีเรื่องราวเกี่ยวกับการรักษาโรคมะเร็งทั้งของตนเองและของคนใกล้ชิดที่อยากจะแบ่งปัน ก็ใช้พื้นที่ตรงนี้ได้ตามอัธยาศัยเลยนะครับ

ขออวยพรให้ทุกคน (รวมถึงตัวผมเองด้วย!) มีความตั้งใจและกำลังใจที่จะดูแลสุขภาพของตัวเองให้ดี เพื่อจะได้มีชีวิตที่แข็งแรงและยืนยาวครับ

เราไม่ได้อยาก Productive ไปทั้งชีวิต

พลังงานอย่างหนึ่งที่ผมสัมผัสได้ในช่วง 2-3 ปีมานี้ คือเราอยาก productive กันมากกว่าเดิม

การมาถึงของเอไอ ยิ่งทำให้เรารู้สึกว่าอยู่เฉยๆ ไม่ได้ ไม่อย่างนั้นจะโดนคนที่ใช้เอไอเป็นแย่งงาน

แถมกระแสสุขภาพก็มา เราต้องออกกำลังกาย ต้องไม่กินอาหารแปรรูป ต้องนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ

เศรษฐกิจก็ไม่ดี การเมืองก็ไม่นิ่ง รัฐบาลไม่อาจพึ่งพา ประชาชนจึงต้องดูแลตัวเอง

สิ่งต่างๆ เหล่านี้บีบให้เรารู้สึกว่า “ต้องวิ่ง” อยู่ตลอดเวลา แม้แต่คนที่เรามองจากที่ไกลๆ แล้วรู้สึกว่าชีวิตเขาน่าจะดีพร้อม หรืออย่างน้อยก็ดีพอจนไม่จำเป็นต้องวิ่งแล้ว พวกเขากลับดูจะเร่งฝีเท้ายิ่งกว่าเราเสียอีก

เมื่อสภาพแวดล้อมเป็นเช่นนี้ คำตอบที่ได้คือเราต้องขยันกว่านี้ ต้องใช้เวลาให้คุ้มค่ากว่านี้

แต่บางทีเราก็โฟกัสกับความ productive มากเสียจนหลงลืมไปว่าเรา productive ไปเพื่ออะไร

สุดท้ายแล้ว productivity ก็เป็นแค่เครื่องมือ ไม่ใช่จุดหมายปลายทาง

จุดหมายปลายทางของเราไม่ใช่การที่เรามี Inbox Zero หรือมี To-Do List เป็นศูนย์ ไม่ใช่การมี project/tasks ทุกอย่างที่ถูกจัดเก็บไว้อย่างดีใน Notion และไม่ใช่แม้แต่การมี routine ที่ลงตัวและสมบูรณ์แบบ

จุดหมายปลายทางน่าจะเป็นการที่เราได้มีชีวิตที่เราอยากมี มีเวลาเพียงพอจะทำในสิ่งที่เรารักและสนใจ มีเวลานั่งคุยนานๆ กับเพื่อนสนิทหรือคนในครอบครัว มีเวลาดูพระอาทิตย์ขึ้นหรือพระอาทิตย์ตก มีจังหวะได้นั่งๆ นอนๆ เฉยๆ โดยไม่ต้องรู้สึกผิด

ถ้าให้รวบสั้นๆ ก็คือมีโอกาสได้ใช้ชีวิต โดยไม่จำเป็นต้องสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ

แต่ตอนนี้ใครหลายคนอาจกำลังทุ่มเทพลังไปกับการ productive เน้นสร้าง output สร้างคุณค่า สร้างมูลค่า เพื่อเป็นเครื่องการันตีว่าเขาจะมีอนาคตที่ดีให้กับตนเองและครอบครัว

แต่โลกนี้ไม่มีอะไรการันตี เราทำดีที่สุด ขยันที่สุด แต่ถ้าปัจจัยอื่นไม่เกื้อหนุน เราก็ไปไม่ถึง “จุดนั้น” ที่เราหมายมั่นไว้อยู่ดี

แล้วจะให้ทำยังไง? นี่อาจเป็นคำถามในใจผู้อ่าน

ประโยคหนึ่งที่ผมชอบบอกตัวเอง คือ “คำตอบมักจะอยู่ตรงกลางเสมอ”

ถ้าเรา productive เกินไป เราก็จะใช้วันนี้เพื่อสร้างวันพรุ่งนี้ไม่รู้จบ

แต่ถ้าเรา “ใช้ชีวิต” เพื่อวันนี้-ตอนนี้มากเกินไป เราก็อาจไม่พร้อมในวันที่คลื่นลูกใหญ่ซัดเข้าหาฝั่ง

สิ่งที่ผมเชื่อ คือเราควรทำทั้งสองอย่างควบคู่กัน – เรา productive เพื่อที่จะได้มีเวลาเหลือในการทำสิ่งที่มีคุณค่าสำหรับเรา โดยไม่ต้องรอให้ “ประสบความสำเร็จ” หรือ “ปลอดภัย” เสียก่อน เพราะวันนั้น – หรือความรู้สึกนั้น – อาจไม่มีวันมาถึงเลยก็ได้

ขอให้เราระลึกได้เนืองๆ ว่าอะไรคือเครื่องมือ และอะไรคือจุดหมาย

เพราะแท้จริงแล้ว ไม่มีใครอยาก productive ไปทั้งชีวิตครับ

เราจะรับมือตัวตนเก่าของเราอย่างไรดี

หลายครั้ง ความล้มเหลวไม่ได้เกิดขึ้นจากความโชคร้ายหรือจากการโดนทำร้ายจากคนอื่น แต่เกิดจากนิสัยเดิมๆ ของเราเอง

เวลาที่เราอ่านหนังสือ อ่านบทความ หรือฟังพ็อดแคสต์เสร็จ เราอาจรู้สึกอยากฮึดลุกขึ้นมาทำอะไรบางอย่าง แล้วเราก็วางแผน ตั้งเป้าหมาย สั่งซื้อผลิตภัณฑ์ แล้วเราก็ฝันหวานว่ามันจะนำเราไปสู่อะไร

แต่สิ่งหนึ่งที่เราไม่ค่อยใส่ใจ คือการเตรียมตัว “รับมือตัวตนเก่าของเรา” ในอนาคต
ยกตัวอย่างเช่น ที่ผ่านมาเราไม่เคยมีวินัยกับการออกกำลังกาย แต่เราก็อาจหาญตั้งเป้าหมายว่าจะออกไปวิ่งทุกวัน วันละ 1 ชั่วโมง

เราอาจใช้พลังใจหรือ willpower ที่จะผลักดันตัวเองให้ทำอย่างนั้นได้ประมาณไม่กี่วันหรือไม่กี่สัปดาห์ ก่อนที่จะกลับเข้ามาสู่แพทเทิร์นเดิม และเราก็จะเฟลและอาจหลีกลี้หนีหายจากการออกกำลังกายไปเลย

มีถ้อยคำหนึ่งที่ผมชอบมากของ James Clear ผู้เขียนหนังสือ Atomic Habits:

“You do not rise to the level of your goals. You fall to the level of your systems.”

เวลาเราตั้งเป้าหมายไว้สูงๆ เรามักจะเอื้อมไปไม่ถึงถึงตามที่ใจเราหวังไว้หรอก เรามักจะไปได้ไกลเท่าที่ ‘ระบบ’ ของเราจะรองรับเท่านั้น

ระบบในที่นี้ก็คือนิสัย กิจวัตร หรือสภาพแวดล้อมที่เราออกแบบไว้ ซึ่งเป็นเหมือน ‘ระบบปฏิบัติการ’ ของชีวิต

ถ้าเราออกแบบระบบเอาไว้ดี แม้ในวันที่ไม่มีแรงใจ ในวันที่ฟอร์มตก ระบบก็จะโอบอุ้มเราไว้ไม่ให้ทำอะไรที่ออกนอกลู่นอกทางมากเกินไปนัก

ผมกับเพื่อนเคยมีโอกาสนั่งคุยกับ ‘พี่วู้ดดี้’ ธนพล ศิริธนชัย Country CEO ของเฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ ประเทศไทย, ประธานโครงการ IMET MAX และ Six Star Finisher ที่วิ่งมาราธอนครบ 6 สนามเมเจอร์ของโลก

เราถามพี่วู้ดดี้ว่า พี่วู้ดดี้ทำอย่างไรถึงเป็นคนมีวินัยขนาดนี้

พี่วู้ดดี้ถามกลับว่า “ทำไมถึงคิดว่าผมเป็นคนมีวินัย?”

พี่วู้ดดี้เล่าว่าจริงๆ แล้วเขารู้ตัวว่าไม่ใช่คนมีวินัย ถ้าให้ซ้อมวิ่งคนเดียวก็น่าจะไม่รอด ก็เลยต้องหาก๊วนเพื่อซ้อมวิ่งด้วยกันอยู่เรื่อยๆ รวมถึงจ้าง personal trainer เพื่อบังคับให้ตัวเองเข้าฟิตเนสเป็นประจำ

การนัดวิ่งกับเพื่อนๆ หรือการมีเทรนเนอร์ส่วนตัว ก็คือระบบปฏิบัติการสำหรับการเป็นนักวิ่งมาราธอนของพี่วู้ดดี้นั่นเอง

จุดสำคัญคือเราต้องรู้ตัวก่อนว่าเราเป็นคนแบบไหน และเราจะออกแบบระบบของเราอย่างไรเพื่อไม่ให้ตัวตนเก่าหักหลังตัวเราในอนาคต

นิสัยหนึ่งที่ผมเพิ่มเข้ามาให้ตัวเองในปีนี้ และรู้สึกว่าเป็นประโยชน์มาก คือการหยุดหลอกตัวเองว่าจะไม่ลืม

แต่ก่อนผมเคยลืมเข้าประชุมจนเคยโดนหัวหน้าโทรตาม มาระยะหลังพอรู้ว่าจะมีประชุมสำคัญ โดยเฉพาะในเวลาที่เช้ากว่าปกติหรือค่ำกว่าปกติ ผมก็จะตั้งนาฬิกาปลุกเอาไว้ในมือถือเลย

หรือถ้าพรุ่งนี้เช้าผมตั้งใจจะไปวิ่งที่สวนลุม เตรียมของใส่กระเป๋าเอาไว้แล้ว ผมก็จะยอมเสียเวลาเพิ่มอีก 2 นาทีเพื่อเอาของไปใส่ท้ายรถตั้งแต่คืนนี้ เพราะที่ผ่านมาเคยลืมหยิบกระเป๋าไปจนอดวิ่งมาหลายครั้งหลายครา

พอเราเข้าใจและยอมรับนิสัยของตัวเอง ดูออกว่าอนาคตเราจะสร้างปัญหาให้ตัวเองแบบไหน เราก็จะสามารถ ‘วางหมาก’ ล่วงหน้าเอาไว้เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาเดิมๆ

เราจะรับมือตัวตนเก่าของเราอย่างไร

ถ้าตอบคำถามนี้ได้ เราจะมีเรื่องให้หงุดหงิดใจน้อยลงไปอีกหนึ่งระดับครับ