วันที่ไร้แผน

20170610_noplans

Paulo Coelho (เปาโล คูเอโญ่) ผู้ประพันธ์นิยายเรื่อง The Alchemist และนักเขียนที่มี followers บน social media มากที่สุดในโลก ได้ให้สัมภาษณ์ไว้ในพอดคาสท์ On being ว่า ถ้าตื่นเช้ามาแล้วเขารู้ว่าเขาจะทำอะไรและจะตัดสินใจเรื่องใดบ้าง ชีวิตคงน่าเบื่อสุดๆ

เพราะสิ่งที่เราไม่รู้ต่างหากที่ทำให้ชีวิตน่าสนใจ

“If I knew in the first hours of the morning what I’m going to do, what is going to happen, what attitude or decision should I take — I think my life would be deadly boring because, well, what makes life interesting is the unknown. It is the risks that we take every single moment of a single day.”

วันนี้ผมตื่นเช้ามาโดยที่ไม่รู้ว่าจะทำอะไรบ้าง

รู้แค่ว่าในหมู่บ้านจะมีตัดไฟตอน 8.30-15.30 ก็เลยตัดสินใจว่าจะรอเขียนบล็อกตอนเย็นๆ ดีกว่า

กินข้าวเช้าเสร็จไฟก็ดับพอดี เลยขึ้นมานอนอ่านหนังสือ ลบ 100 ครั้งชนะ 100 ครั้งจนจบ จากนั้นก็ลงไปเล่นกับลูก ก่อนจะนอนอ่านหนังสือ Awareness ของ Osho ตรงชานบ้านจนลูกมานอนหลับคาอก ผมจึงพาเขาไปนอนในที่ที่ลมโกรก ก่อนจะมานอนอ่านหนังสือต่อกับแฟนที่โซฟา

พอลูกตื่น ก็เริ่มหิวพอดี ออกไปหาอะไรกินดีกว่า ตอนแรกว่าจะไปพาราไดซ์ปาร์คตามความเคยชิน แต่วันนี้ผมกลับเอ่ยปากชวนแฟนว่าไปเซ็นทรัลบางนากันมั้ย (แฟนไม่เคยไปเดินเซ็นทรัลบางนาเลย) ก็เลยตัดสินใจไปโดยที่ไม่ได้คิดล่วงหน้าว่าจะไปทำอะไรบ้าง

จอดรถเสร็จ เดินเข้าห้าง ก็เจอร้าน Sukishi ประจันหน้า พลันนึกได้ว่าเมื่อตอนต้นสัปดาห์แฟนบ่นๆ ว่าอยากกินปิ้งย่าง ก็เลยตรงปรี่เข้าไปที่ร้านนั้นโดยไม่ต้องคิดมาก

กินเสร็จก็มาเดินชมห้าง (ผมเองมาเดินครั้งล่าสุดน่าจะสี่ห้าปีที่แล้ว) ตื่นตาตื่นใจกับร้านซีเอ็ดที่กว้างขวางและมีถึงสองชั้น ส่วนร้าน Asia Books ก็ใหญ่กว่าสาขาที่พาราไดซ์เสียอีกจนได้หนังสือติดมือมาหนึ่งเล่ม

ดูเวลา เลย 15.30 แล้ว ไฟที่หมู่บ้านน่าจะกลับมาแล้ว เลยจะกลับบ้านกัน แต่ระหว่างทางเดินไปที่ลานจอดรถก็เห็นป้ายของร้านไอติม Cold Stone โฆษณาว่าถ้าใช้ Galaxy Gift จะได้กินไอติมราคาพิเศษ เลยนั่งกินไอติมกันต่อโดยมีลูกสาวคอยผสมโรงด้วย

กลับถึงบ้านไม่เท่าไหร่ ก็มีลูกพี่ลูกน้องและคุณลุงที่ไม่ได้เจอกันเป็นปีมาเยี่ยมที่บ้านโดยไม่ได้นัดกันก่อน (พอดีเป็นวันเกิดของคุณลุงพอดี ลูกๆ ของคุณลุงเลยพามาเยี่ยมลูกของน้องชายผมที่เพิ่งเกิดเมื่อวันจันทร์ เลยแวะมาหาปรายฝนลูกสาวของผมด้วยซะเลย)

เป็นวันที่ไม่ได้วางแผน แต่ทุกอย่างกลับแสนลงตัว

บางทีชีวิตก็ดีได้โดยไม่ต้องตั้งใจนะครับ

—–

อ่านบทความใหม่ทุกวันที่เพจ Anontawong’s Musings: facebook.com/anontawongblog

อ่านบทความทั้งหมด anontawong.com/archives

ดาวน์โหลดหนังสือ “เกิดใหม่” anontawong.com/subscribe/

นิทานสวรรค์จำแลง

20170523_heaven

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

คราหนึ่งอาจารย์เซนรับศิษย์หลายราย ทว่าเมื่อพิจารณาดูแล้ว ยังไม่มีผู้ใดที่มีคุณสมบัติเหมาะสมที่จะศึกษาปรัชญาเซน เนื่องเพราะผู้มาใหม่เหล่านี้ ล้วนยังติดกับความสุขสบายภายนอก มีทั้งผู้ที่ตะกละ เกียจคร้าน เลี่ยงงาน ดังนั้นอาจารย์เซนจึงได้เล่านิทานเรื่องหนึ่งให้เหล่าลูกศิษย์ฟัง เรื่องมีอยู่ว่า…

ยังมีคนผู้หนึ่ง เมื่อตายไปแล้ว วิญญาณก็ได้ออกจากร่างล่องลอยไปยังสถานที่แห่งหนึ่ง ขณะถึงประตูทางเข้านายทวารได้เอ่ยถามขึ้นว่า

“เจ้าชอบกินอาหารใช่ไหม?…ที่นี่มีอาหารเลิศรสมากมายให้เจ้ากิน
เจ้าชอบนอนหลับด้วยใช่ไหม?…ที่นี่เจ้าจะนอนนานเท่าไหร่ก็ไม่มีใครรบกวน
และเจ้ารักความสนุกสนานใช่ไหม?…ที่นี่มีกิจกรรมสนุกๆ มากมายให้เจ้าเลือกทำ
อีกทั้งเจ้ายังรังเกียจการทำงานใช่หรือไม่?…พอดีที่นี้รับประกันได้ว่า เจ้าจะไม่ต้องทำอะไรเลย ไม่มีใครวุ่นวายกับเจ้าแน่นอน”

วิญญาณผู้มาใหม่ได้ยินเช่นนั้นก็ดีใจเป็นอันมาก เข้าใจว่าตนเองมาถึงประตูสวรรค์แล้ว จึงตกลงใจอยู่ที่นี่ และผ่านวันเวลาไปด้วยการกิน นอน เล่น กิน นอน เล่น วนเวียนไปเรื่อยๆ อย่างสำราญใจ

วันเวลาผ่านไป 3 เดือน วิญญาณเริ่มรู้สึกไร้รสชาติ อาหารและความสุขสบายที่ได้รับเริ่มกลายเป็นความจำเจ น่าเบื่อหน่าย จึงได้ตัดสินใจไปพบนายทวารพลางกล่าวว่า

“วันเวลาเช่นนี้ นานๆ เข้ากลับไม่มีอันใดดี เนื่องเพราะข้าเล่นมากเกินไป จนไม่เหลืออะไรที่น่าสนุกสำหรับข้าอีก กินอิ่มเกินไปจนอ้วนเอาอ้วนเอา นอนมากเกินไปจนสติปัญญาเชื่องช้าเลอะเลือน ไม่ทราบว่าท่านมีงานอะไรให้ข้าทำบ้างหรือไม่?”

นายทวารตอบว่า “ขออภัยด้วย ที่นี้ไม่มีงานอันใด”

เวลาผันผ่านไปอีกกว่า 3 เดือน วิญญาณนั้นทนต่อไปไม่ไหวแล้ว จึงไปพูดกับนายทวารอีกครั้งว่า

“ข้าทนอยู่ในสภาพนี้ต่อไปไม่ได้แล้ว หากท่านยังไม่ยอมมอบงานอื่นใดให้ข้าทำ ข้ามิสู้ไปอยู่ในนรกยังจะดีเสียกว่า!”

นายทวารจึงย้อนถามกลับไปว่า “เจ้าคิดว่าที่นี่คือสวรรค์หรืออย่างไร? แท้จริงแล้วที่นี่คือนรก! เพราะที่นี่ทำให้เจ้าไม่ต้องคิด ไม่ต้องสร้างสรรค์ ไม่มีอนาคต ได้แต่เสื่อมสลายไปเรื่อยๆ การทรมานลักษณะนี้กลับทุกข์ระทมยิ่งกว่าการปีนภูเขาที่เต็มไปด้วยมีด หรือการลงไปอยู่ในกระทะทองแดงด้วยซ้ำ เนื่องเพราะมันกัดกร่อนไปถึงจิตวิญญาณของเจ้า!”


ขอบคุณนิทานจาก Manager Online: นิทานเซน สวรรค์หรือนรก

อ่านบทความใหม่ทุกวันที่เพจ Anontawong’s Musings: facebook.com/anontawongblog

อ่านบทความทั้งหมด anontawong.com/archives

ดาวน์โหลดหนังสือ “เกิดใหม่” anontawong.com/subscribe/

ขอโทษก่อนไม่ได้แปลว่าผิด

20170608_saysorryfirst

มันแค่แปลว่าเราเห็นความสัมพันธ์สำคัญกว่าอีโก้เท่านั้นเอง

Apologizing doesn’t always mean you’re wrong and the other person is right. It means you value your relationship more than your ego.
-Unknown

—–

Edward de Bono ผู้ให้กำเนิด Lateral Thinking และ The Six Thinking Hats บอกว่าวิธีคิดของชาวตะวันตกในยุคนี้ ล้วนเป็นมรดกตกทอดจากปราชญ์ชาวกรีกเพียงสามคนคือโสเครตีส เพลโต และอริสโตเติล นั่นคือการใช้ตรรกะและเหตุผลเพื่อค้นหาความจริง (Use logic to find the truth)

de Bono เรียกชายแก่สามคนนี้ว่า The Gang of Three

และเนื่องจากยุคนี้เป็นยุคที่ตะวันตกครองโลก ประเทศแถบเอเชียของเราก็ถูกครอบงำด้วยวิธีคิดของ The Gang of Three เช่นกัน

จึงเป็นเรื่องมหัศจรรย์ (และน่าเศร้า) ที่วิธีคิดของคน 7 พันล้านคนถูกตีกรอบด้วยคนเพียงสามคนเท่านั้น

เมื่อเจอสถานการณ์อะไรก็แล้วแต่ สิ่งที่เรา (โดยเฉพาะผู้ชาย) จะทำโดยอัตโนมัติคือใช้ตรรกะและเหตุผลเพื่อสืบค้นว่าความจริงคืออะไร

แต่จุดอ่อนของเหตุผลก็คือมันไม่ได้นำพามาซึ่งอารมณ์ที่สร้างสรรค์ และคำตอบมักจะมีรูปแบบเดียวคือจะต้องมีฝ่ายหนึ่งถูก และอีกฝ่ายหนึ่งย่อมผิด

ผมเชื่อว่าจุดมุ่งหมายของความสัมพันธ์ไม่ใช่การค้นหาความจริง แต่เป็นการอยู่ร่วมกันด้วยความเอื้ออาทร

อาจารย์วรภัทร์ ภู่เจริญ เคยกล่าวไว้ว่า “โลกนี้คนมีเหตุผลทะเลาะกันมากที่สุด แต่คนมีหัวใจไม่ทะเลาะกัน”

อาจารย์ประเวศ วะสี ก็เคยอวยพรคู่บ่าวสาวในงานแต่งงานว่า “เวลาทะเลาะกันอย่าใช้เหตุผล แต่จงใช้ความรักให้มากๆ”

ความสัมพันธ์เป็นเรื่องของคนสองคน แต่เวลาทะเลาะกันทีไร The Gang of Three มักจะโผล่มาผสมโรงด้วยเสมอ

แต่การเป็น “คนถูก” บนซากปรักหักพังแห่งความสัมพันธ์จะมีประโยชน์อะไร?

ครั้งหน้าที่มีปัญหากับคนที่เรารัก ถ้าตาแก่สามคนนี้โผล่มาอีก อย่าลืมไล่ไปให้ไกลๆ ก่อนเลยนะครับ

—–

อ่านบทความใหม่ทุกวันที่เพจ Anontawong’s Musings: facebook.com/anontawongblog

อ่านบทความทั้งหมด anontawong.com/archives

ดาวน์โหลดหนังสือ “เกิดใหม่” anontawong.com/subscribe/

นกน้อยไม่กลัวกิ่งหัก

20170607_BirdNofear

ไม่ใช่เพราะว่ามันมั่นใจในกิ่งไม้ แต่เพราะมันมั่นใจในปีกตนเอง

A bird sitting on a tree is never afraid of the branch breaking, because her trust is not on the branch but on its wings.
-Unknown

อาจารย์วรภัทร์ ภู่เจริญ เคยพูดไว้ว่า เมื่อเรามีเมตตาให้ผู้อื่นบ่อยๆ สิ่งหนึ่งที่จะหายไปคือความกลัว

คนขี้ขลาดจะโกงบ้านโกงเมืองเพราะเขากลัวว่าจะมีเงินไม่พอใช้ และคนขี้ขลาดจะแซงคิวเพราะกลัวว่าต้องรอนานหรือกลัวว่าจะไม่ได้ของ

เมื่อใดก็ตามที่เรามีเมตตา เราจึงเลิกกลัวคนอื่น และเลิกกลัวอนาคต

พระท่านว่าตนเป็นที่พึ่งแห่งตน เมื่อเราเชื่อใจว่าเราพึ่งพาตนเองได้ ก็ไม่มีเหตุให้ต้องกลัวอีกต่อไป

แม้ว่าบริษัทจะเลย์ออฟ เราก็รู้ว่าเดี๋ยวก็ต้องหางานใหม่หรือหาช่องทางทำมาหากินได้

แม้ว่าคนๆ นั้นจะทิ้งเราไป เราก็รู้ว่านี่ไม่ใช่จุดจบ แต่มันคือโอกาสในการเริ่มใหม่ให้ดียิ่งกว่าเดิม

และแม้ว่าเราจะล้มป่วยหรือประสบเหตุไม่คาดฝัน แต่ถ้ายังมีลมหายใจอยู่ เวลาก็จะเยียวยาได้แน่นอน

นกไม่กลัวกิ่งหัก เพราะมันเชื่อมั่นในปีกของตนเอง

ถ้าอยากเป็นมนุษย์ที่ไม่ขี้ขลาด ก็ต้องหา “ปีกของตัวเอง” ให้เจอไวๆ นะครับ

—–

อ่านบทความใหม่ทุกวันที่เพจ Anontawong’s Musings: facebook.com/anontawongblog

อ่านบทความทั้งหมด anontawong.com/archives

ดาวน์โหลดหนังสือ “เกิดใหม่” anontawong.com/subscribe/

อยู่คนเดียวให้ระวังความคิด

20170601_watchyourwords

อยู่กับคนอื่นให้ระวังปาก

Take care of your thoughts when you are alone, and take care of your words when you are with people.
-Unknown

ถ้าทำสองอย่างนี้ได้ ผมว่าปัญหาชีวิตเราจะลดลงไปไม่น้อย

เพราะมนุษย์เรามีระบบทำลายตัวเองด้วยความคิด

ความคิดเป็นสิ่งที่ทำให้มนุษย์เจริญก้าวหน้ากว่าสิ่งมีชีวิตใดบนโลกใบนี้

แต่ความคิดก็เป็นสิ่งที่ทำให้มนุษย์ทำร้ายตัวเองได้มากกว่าสัตว์ชนิดใดบนโลกใบนี้เหมือนกัน

เมื่อไหร่ก็ตามที่เราตกอยู่ในอารมณ์น้อยใจ/เสียใจ/ร้อนใจ ระบบทำลายตัวเองจะเริ่มทำงานทันที

การฝึกสติจึงมีประโยชน์มาก เพราะมันจะทำให้เรารู้เท่าทันความคิดที่ไม่สร้างสรรค์ และเพียงแค่รู้ทัน ความคิดอกุศลนั้นก็จะดับไปให้ดู

ถ้าสติช่วยให้เราระวังความคิด ศีลก็เป็นตัวช่วยให้เราระวังปากเวลาอยู่กับคนอื่น

ศีลข้อ 4 ที่ว่าด้วยการไม่โกหกนั้น จริงๆ แล้วยังหมายรวมไปถึงการไม่เบียดเบียนผู้อื่นทางวาจาอีกด้วย

การพูดจาเพ้อเจ้อ พูดคำหยาบ พูดจาส่อเสียด หรือพูดนินทาคนนั้นคนนี้ (ต่อให้สิ่งที่พูดเป็นความจริง) ก็ถือเป็นการเบียดเบียนคนอื่นทางวาจาทั้งนั้น

การฝึกสติกับการถือศีลจึงไม่ใช่เรื่องของคนคร่ำเคร่งศาสนา แต่เป็นเทคนิคสำคัญสำหรับคนที่อยากมีปัญหากับตัวเองและมีปัญหากับชาวโลกให้น้อยที่สุดครับ


อ่านบทความใหม่ทุกวันที่เพจ Anontawong’s Musings: facebook.com/anontawongblog

อ่านบทความทั้งหมด anontawong.com/archives

ดาวน์โหลดหนังสือ “เกิดใหม่” anontawong.com/subscribe/