นิทานใบชา

20171020_tealeaves

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

มีชายหนุ่มที่พบกับความผิดหวังคนหนึ่งมาที่วัด พบกับพระอาจารย์แล้วเล่าระบายทุกข์ให้ฟังว่า

“เฉกเช่นคนอย่างข้าพเจ้าซึ่งผิดหวังครั้งแล้วครั้งเล่า มีชีวิตก็เพียงแค่อยู่ไปวันๆ ไม่มีประโยชน์อะไรเลย”

พระอาจารย์นั่งนิ่งอย่างสงบและสำรวม ฟังชายหนุ่มคนนั้นรำพึงรำพันและทอดถอนใจ ไม่ได้พูดอะไร ได้แต่สั่งพระที่เป็นอุปัฏฐากว่า

“ประสกท่านนี้เดินทางมาแต่ไกล ไปหาน้ำอุ่นมาสักกาซิ”

เมื่อพระนั้นยกกาน้ำอุ่นมาให้ พระอาจารย์จึงหยิบใบชามาใส่ไว้ในแก้ว แล้วรินน้ำอุ่นลงในแก้ว พลางยื่นแก้วนั้นให้กับชายหนุ่ม แล้วพูดว่า

“ประสก เชิญดื่มชาก่อน”

ชายหนุ่มก้มหน้าลงมองแก้วชานั้น เห็นไอความร้อนลอยอ้อยอิ่งออกมาเล็กน้อย มีใบชาลอยขึ้นมาอยู่นิ่งๆ

ชายหนุ่มถามขึ้นอย่างๆไม่เข้าใจว่า “ทำไมวัดนี้ถึงใช้น้ำอุ่นชงชา?”

พระอาจารย์ไม่พูดอะไร เพียงแต่แสดงทีท่าว่า “ดื่มชาก่อนเถอะ”

ชายหนุ่มนั้นจึงจำใจยกชาขึ้นมาจิบไปสองสามครั้ง

พระอาจารย์ถามว่า “ชานี้คงจะหอมซินะ”

ชายหนุ่มนั้นจึงค่อยๆ ยกชาขึ้นมาจิบเพื่อลิ้มรสอย่างช้าๆ พลางส่ายหัวพูดว่า

“นี่เป็นชาอะไรครับ ความหอมสักนิดก็ไม่มี”

พระอาจารย์ยิ้มพลางและพูดว่า

“นี่เป็นใบชาชื่อดังที่ชื่อว่ากวนอิมเหล็ก ทำไมถึงไม่หอมล่ะ”

ชายหนุ่มนั้นเมื่อได้ฟังว่าเป็นใบชารสเลิศที่ชื่อกวนอิมเหล็กก็รีบยกแก้วขึ้นมาแล้วใช้ลมเป่าเศษใบชาที่ลอยอยู่ออก แล้วค่อยๆ จิบเพื่อลิ้มรสชาติใหม่ แล้ววางแก้วลงพลางยืนยันอีกว่า

“ไม่มีกลิ่นชาแม้แต่สักนิดจริงๆ”

พระอาจารย์จึงสั่งพระอีกรูปหนึ่ง ให้เอาน้ำเดือดมาอีกกา

เมื่อกาน้ำร้อนมาแล้ว พระอาจารย์จึงหยิบใบชาใส่ลงในแก้วอีกใบหนึ่ง เติมน้ำร้อนลงไป แล้วยกไปวางไว้ข้างหน้าชายหนุ่ม ชายหนุ่มนั้นก้มหน้ามองไปที่แก้วน้ำใบนั้น ก็เห็นใบชาในแก้วลอยขึ้นลง ไปตามแรงวนของใบชา แล้วสักครู่ก็ได้กลิ่นหอมอ่อนๆ ของใบชาลอยขึ้นมาแตะจมูก ชายหนุ่มนั้นเผลอยกขึ้นมาสูดกลิ่น

พระอาจารย์พูดขึ้นมาว่า “ช้าก่อน พ่อหนุ่ม”

พลางเติมน้ำร้อนลงในแก้วเพิ่มขึ้นอีก ชายหนุ่มนั้นก้มหน้าลงมองแก้วน้ำ ก็เห็นใบชาเหล่านั้นลอยขึ้นและจมลงหมุนวนคละไปทั่ว พร้อมกับได้กลิ่นหอมอ่อนของใบชาลอยอบอวลขึ้นมานอกแก้วชา พระอาจารย์เติมน้ำร้อนเพิ่มลงในแก้วอีกหลายครั้งจนน้ำเต็มแก้ว พลางถามว่า

“ประสก ทำไมใช้ใบชาชนิดเดียวกัน ทำไมกลิ่นชาถึงแตกต่างกัน?”

“ใบหนึ่งใช้น้ำอุ่นชง อีกใบหนึ่งใช้น้ำเดือดชง เพราะใช้น้ำที่แตกต่างกัน หนุ่มนั้นตอบ

“ใช้น้ำที่ต่างกัน การลอยของใบชาก็แตกต่างกัน ใบชาที่ใช้น้ำอุ่น ใบชาจะ ลอยเอื่อยๆ ไม่มีการลอยแล้วจม แล้วใบชาจะแผ่กระจายความหอมออกมาได้อย่างไร?

แต่ใบชาที่ชงกับน้ำเดือด ผ่านน้ำร้อนครั้งแล้วครั้งเล่า ใบชาจมแล้วก็ลอย ลอยแล้วก็จม ลอยๆ จมๆ ใบชาก็จะแผ่ขจายกลิ่นหอมของฝนที่รับมาจากฤดูใบไม้ผลิ ความร้อนจากแสงอาทิตย์ที่ได้ในฤดูร้อน ความเย็นสงบในหน้าหนาว

คนมากมายในโลกนี้ มีอะไรไม่เหมือนชาเล่า คนที่ไม่เคยผ่านร้อนผ่านหนาว ใช้ชีวิตให้ผ่านไปวันๆ ไปเรื่อยๆ  ก็เหมือนกับใช้น้ำอุ่นชงชา ใบชาลอยไปเสมอกัน ไม่สามารถกลั่นเอาความหอมและปัญญาออกมาได้

และคนที่ต้องพบกับอุปสรรคและทุกข์ลำเค็ญอดมื้อกินมื้อ พบกับความโชคร้ายครั้งแล้วครั้งเล่า ก็เหมือนใบชาที่ชงกับน้ำร้อนครั้งแล้วครั้งเล่า พวกเขาผ่านวันเวลาฝ่าลมฝนพายุที่ขึ้นๆ ลงเสมอมา ทำให้ชีวิตของพวกเขาค่อยๆ กลั่นความหมาย สวนกระแสขึ้นมาเหมือนใบชา

—–

ขอบคุณนิทานจาก What Am I.net รวมหลายเรื่องจากเวบไซต์ อกาลิโก

คนทำผิดต้องได้รับการลงโทษ

20171019_justice

แต่ถ้าเราทำผิด เราสมควรได้รับความเห็นใจ

“When someone wrongs us, we want the maximum amount of punishment. But when we do wrong, we want the maximum amount of understanding and forgiveness.”
— someone on Humans of New York

เพราะคนเรามีสามมาตรฐาน

มาตรฐานที่ใช้กับคนอื่น มาตรฐานที่ใช้กับคนใกล้ตัว และมาตรฐานที่ใช้กับตัวเอง

พอเราเห็นข่าวนักการเมืองทำไม่ดี เราจึงไม่รีรอที่จะตำหนิ แต่พอเราทำไม่ดีบ้าง เราจะบอกตัวเองว่า “ใครๆ เขาก็ทำกัน”

ปีที่ผ่านมา เราเห็นผู้นำชุมนุมทางการเมืองของหลายฝ่ายถูกพิพากษาว่าทำความผิด ต้องชดใช้ค่าเส่ียหายทั้งในด้านตัวเงินและอิสรภาพ

ถ้าเราฝักใฝ่ฝ่ายใด เราจะมองว่ามันเป็นเรื่องสมควรแล้วที่อีกฝ่ายได้รับการลงโทษ แต่การที่ฝ่ายเราต้องโดนลงโทษด้วยนั้นเป็นเรื่องไม่ยุติธรรมเลย เพราะเราสู้เพื่อความถูกต้อง

แต่ทุกคนก็คิดว่าตัวเองกำลังทำสิ่งที่ถูกต้องทั้งนั้น

และถึงจะรู้ตัวว่ามันไม่ค่อยถูกต้อง เราก็ยังหาเหตุผลมาสนับสนุนการกระทำของเราได้อยู่ดี

“When someone wrongs us, we want the maximum amount of punishment. But when we do wrong, we want the maximum amount of understanding and forgiveness.”

ถ้านิทานเรื่องนี้พอจะสอนอะไรได้บ้าง ก็คงเป็นความตระหนักที่ว่าเรามักจะเข้มงวดกับคนอื่นและผ่อนปรนกับตัวเองเสมอ

ครั้งหน้าถ้าเจอใครทำอะไรไม่ถูกต้องอีก ก่อนจะเอ่ยคำประณาม ลองใช้โอกาสนี้กลับมาสำรวจตัวเองก็น่าจะดีนะครับ

เคล็ดลับความก้าวหน้าเหนือคนอื่น

20171018_gettingahead

คือการเริ่มต้น

“The secret of getting ahead is getting started.”
-Mark Twain

จริงๆ แล้วชีวิตก็ไม่ได้ซับซ้อนอะไรมากมาย

หิวก็กิน อิ่มก็พัก ง่วงก็นอน

ถ้าอยากก้าวหน้า ก็แค่ต้องเริ่มต้น

ถ้าอยากก้าวหน้าเร็วกว่าคนอื่น ก็แค่ต้องเริ่มต้นให้เร็วกว่าคนอื่นเท่านั้นเอง

ซึ่งเป็นเรื่องที่ทำได้ง่ายกว่าที่คิด

เพราะคนส่วนใหญ่เอาแต่คิด ไม่ได้เริ่มทำซักที

ตอนที่ผมเริ่มเขียนบล็อกเมื่อสองปีที่แล้ว ผมยังรู้สึกเลยว่าน่าจะเริ่มเร็วกว่านี้ บล็อกเกอร์คนอื่นๆ เขาไปถึงไหนกันแล้ว

แต่เพียงเริ่มต้น และทำมันอย่างสม่ำเสมอ ก็สามารถเขียนบล็อกครบ 1,000 ตอนและมีหนังสือของตัวเองได้

เพราะฉะนั้นไม่มีการเริ่มต้นที่สายเกินไป

มีแต่จะเริ่มหรือไม่เริ่มเท่านั้นเอง

ไม่มีความจำเป็นอันใด

20171017_benotyourself

ที่จะต้องเป็น “เราคนเดิม” กับเมื่อ 5 นาทีที่แล้ว

“You’re under no obligation to be the same person you were 5 minutes ago”
– Alan Watts

เราถูกสั่งสอนมานานว่า “จงเป็นตัวของตัวเอง”

แต่บางครั้ง ถ้าเราอยากจะเติบโต เราก็ต้องยอมที่จะ “ไม่เป็นตัวของตัวเอง” เสียบ้าง

ถ้าอยากรู้จักน้องคนนั้น ก็ต้องยอมละทิ้งความเป็นคนขี้อายแล้วเดินเข้าไปหา

ถ้าอยากจะหุ่นดีกว่านี้ ก็ต้องยอมหยุดเป็นคนที่เอาแต่นอนดูทีวี-กินอาหารขยะ

ถ้าอยากจะเจริญก้าวหน้าในหน้าที่การงาน ก็ต้องยอมหยุดเป็นคนติดเฟซบุ๊คและทำงานแบบคนสมาธิสั้น

ในทางพุทธศาสนา ตัวตนที่แท้นั้นไม่มี

จะเข้าใจหรือไม่เข้าใจก็ตาม แต่ถ้าเราใช้ความเชื่อนี้ให้เป็นประโยชน์ เราก็จะสามารถ “เปลี่ยนตัวเอง” ได้ในเสี้ยววินาที

แค่ตัดสินใจที่จะเปลี่ยนอย่างเด็ดเดี่ยว ทัศนคติของเราก็จะเปลี่ยนไป

เมื่อทัศนคติเปลี่ยน การกระทำก็เปลี่ยน

และเมื่อเวลาได้ทำหน้าที่ของมัน ชีวิตของเราก็ย่อมเปลี่ยนตาม

บางทีชีวิตก็ยากเกินกว่าจะอยู่คนเดียว

20171016_toogoodtobealone

และบางทีชีวิตก็ดีเกินกว่าจะอยู่คนเดียว

“Sometimes life is too hard to be alone, and sometimes life is too good to be alone.”
-Elizabeth Gilbert

ในประวัติศาสตร์ 200,000 ปีของมนุษย์เผ่าพันธุ์ Home Sapiens นั้น เราใช้เวลา 190,000 ปีแรกไปกับการหาอยู่หากินแบบล่าสัตว์และเก็บพืชผล (hunter-gatherers) ซึ่งบังคับให้มนุษย์ต้องอยู่ร่วมกันเป็นหลักสิบหลักร้อยเพื่อจะช่วยกันออกล่าเหยื่อและดูแลความปลอดภัยซึ่งกันและกัน

ถ้ามนุษย์ในอดีตคนไหนเข้ากลุ่มไม่ได้ มนุษย์คนนั้นก็มีโอกาสรอดชีวิตต่ำมาก และยีนส์ของมนุษย์ไร้เพื่อนผู้นั้นก็จะไม่ถูกส่งต่อมายังรุ่นต่อไป ส่วนมนุษย์คนไหนที่เข้ากับเพื่อนได้ดีก็มีโอกาสรอดชีวิตสูงและส่งต่อยีนส์มาให้คนรุ่นต่อๆ ไป

มนุษย์จึงเป็นสัตว์สังคมโดยดีเอ็นเออยู่แล้ว

แม้กระทั่งคนที่เราเห็นว่าเงียบๆ ไม่ค่อยมีเพื่อน ผมก็เชื่อว่าเขาก็ยังมีสังคมของเขา เช่นในโลกออนไลน์เป็นต้น

เมื่อวิวัฒนาการสร้างให้มนุษย์จำเป็นต้องมีพวกพ้อง จึงเป็นเรื่องยากมากที่จะใช้ชีวิตแบบตัวคนเดียว เพราะเรากำลังทำอะไรที่ผิดธรรมชาติอยู่

ในวันที่เราอ่อนแอ ในวันที่ชีวิตเราตกต่ำ เราล้วนต้องการใครซักคนที่จะคอยให้กำลังใจหรืออย่างน้อยก็รับฟังเราก็ยังดี

และในวันที่เราประสบความสำเร็จ พิชิตความฝันของเราได้ ความรู้สึกมันคงไม่ฟินเท่าไหร่นักหากไม่มีใครซักคนมาร่วมชื่นชมกับเราด้วย

“Sometimes life is too hard to be alone, and sometimes life is too good to be alone.”

ไม่ได้บอกว่าทุกคนต้องหาคู่นะครับ

เพียงแต่อยากเตือนว่าอย่าละเลยความสัมพันธ์ที่เรามี ไม่ว่าจะเป็นพ่อแม่ พี่น้องหรือเพื่อนที่เคยคบกันเท่านั้นเอง