พ่อแม่รังแกฉัน

20180402_vaccine

เมื่อวานนี้ผมพา “ใกล้รุ่ง” ลูกชายวัยสองเดือนไปฉีดวัคซีนมาครับ

ตอนแรกลูกก็คุยอ้อแอ้กับหมออย่างอารมณ์ดี แต่พอโดนเข็มฉีดเข้าต้นขาซ้ายเท่านั้นแหละ ร้องไห้จ้าเลย

จบเข็มแรกไม่พอ ยังโดนเข็มสองฉีดเข้าต้นขาขวาอีก ที่ร้องอยู่แล้วเลยยิ่งร้องไห้หนัก ผมที่มีหน้าที่ตรึงแขนลูกไว้ตรงหัวเตียง เห็นหน้าแฟนตรงปลายเตียงก็รู้เลยว่าแฟนกำลังสงสารลูกจับใจ

พอหมอฉีดเข็มที่สองเสร็จ แฟนผมก็รีบเข้ามาอุ้มลูกขึ้นไปกอดทันที ปลอบประโลมและเห่กล่อมอยู่นานกว่าลูกจะสงบลง

ถ้าพูดได้ ใกล้รุ่งคงตัดพ้อว่าทำไมพ่อแม่ต้องทำร้ายหนูอย่างนี้ด้วย หนูเจ็บมากไม่เห็นเหรอ!

แต่ในมุมของพ่อแม่ แม้จะสงสารลูกแค่ไหนก็ต้องยอม เพราะรู้ดีว่าเจ็บเดี๋ยวเดียวก็หาย แลกกับภูมิคุ้มกันโรคที่จะอยู่กับลูกไปอีกนาน

ผู้ใหญ่อย่างเราก็เจอฉีดวัคซีนเช่นกัน เพียงแต่ไม่ได้ถูกฉีดด้วยเข็ม แต่ถูกฉีดด้วยสถานการณ์และคนที่ผ่านเข้ามาในชีวิต

อาจเจอเพื่อนรังแก

อาจโดนหลอกจนเสียเงินเสียทอง

อาจทำงานผิดพลาดจนโดนไล่ออก

อาจโดนหลอกให้รักแล้วทิ้งไป

ในห้วงเวลาแห่งความเจ็บปวด หลายคนต่อว่าฟ้าว่าทำไมต้องทำกับเราอย่างนี้ ไม่ต่างอะไรกับที่เด็กน้อยไม่เข้าใจพ่อแม่

ทั้งๆ ที่จริงๆ แล้วฟ้าอาจไม่ได้ต้องการรังแกเราเลย

ฟ้ากำลังฉีดวัคซีนให้เราต่างหาก

ความเจ็บปวดที่เราได้รับ ไม่นานก็จะได้รับการเยียวยา

แต่ภูมิคุ้มกันที่มีชื่อว่าประสบการณ์และสติปัญญา จะอยู่กับเราตลอดไปครับ

—–

ป.ล. เมื่อตกอยู่ในมรสุมชีวิต สังเกตดูนะครับว่าใครที่เข้ามาปลอบประโลมและโอบกอดเราเป็นคนแรก เพราะนั่นคือหนึ่งในคนที่รักเรา (และเราควรรัก) มากที่สุดครับ

เมื่อปวดฉี่กลางดึก

20180204_midnight

หลายคนไม่ได้ลุกมาเข้าห้องน้ำด้วยหลากหลายเหตุผล

เพราะแอร์เย็น เพราะง่วง เพราะขี้เกียจ ฯลฯ

เราก็เลยยอมทนนอนปวดฉี่ต่อไป แล้วภาวนาให้ตัวเองผลอยหลับไปจะได้ไม่ปวด

แต่หลายครั้งกลับนอนไม่หลับ เราจึงได้แต่นอนปวดหน่วงๆ กระสับกระส่ายกับอาการปวดไปอีก เป็นชั่วโมงนึง

จนสุดท้ายทนไม่ได้ เลยต้องลุกมาเข้าห้องน้ำอยู่ดี

จะดีกว่ารึเปล่าที่จะลุกมาเข้าห้องน้ำทันทีที่รู้สึกปวดฉี่?

ปวดปุ๊ป เข้าห้องน้ำปั๊ป  ทำภารกิจเสร็จสิ้นก็ตัวเบาหลับสบาย

ตอนกลางวันก็ไม่ต่างกัน

เรามักจะเจอปัญหาที่คล้ายๆ กับการปวดฉี่กลางดึกนี่แหละ คือเป็นปัญหาเล็กๆ ที่จะแก้เลยก็ได้ แต่ขี้เกียจแก้เพราะยังไม่มีอารมณ์ ก็เลยทนกับมันต่อไปเพียงเพราะว่าทนได้

จะดีกว่าไหม ที่เมื่อไหร่ก็ตามที่เจอปัญหาเล็กๆ น้อยๆ เราจะลงมือแก้ไขมันทันที

ก้าวข้ามความขี้เกียจและจัดการมันให้เรียบร้อย

จะได้ตัวเบา และจะได้ไม่ต้องมานั่งกระสับกระส่ายโดยใช่เหตุครับ

ยากกว่ากิโลแรก

20180204_harderthanfirstkm

เมื่อวันพฤหัสฯ ผมเขียนไปว่า กิโลแรกยากที่สุด เพราะการออกวิ่งแรกๆ นั้นมันจะหนืดๆ เสมอ แต่พอผ่านกิโลแรกไปได้ อะไรๆ ก็จะง่ายขึ้น

แต่มีอีกประเด็นนึงที่ผมไม่ได้พูดถึง นั่นคือสิ่งที่ยากกว่ากิโลแรก

บางคนอาจเดาว่า กิโลสุดท้าย ซึ่งผมก็ค่อนข้างเห็นด้วย เพราะตอนที่วิ่งฮาล์ฟมาราธอน ก็จำได้ว่ากิโลสุดท้ายนี่มันเหนื่อยจริงๆ

แต่มันก็ยังมีสิ่งที่ยากกว่ากิโลสุดท้ายอยู่ด้วยเช่นกัน

เพราะไม่ว่าจะวิ่งกิโลไหน สิ่งที่ต้องทำมันก็ไม่ได้ยุ่งยากอะไร ก็แค่ต้องก้าวเท้าซ้าย-ก้าวเท้าขวาสลับกันไปเรื่อยๆ ถ้าวิ่งไม่ไหวก็เปลี่ยนเป็นเดินแทนได้

ที่ซับซ้อนและยุ่งยากกว่า คือก่อนที่เราจะวิ่งต่างหาก

ซับซ้อนเพราะเรามักจะติดงาน ติดมือถือ ติดซีรี่ส์ รวมถึงติดข้ออ้างต่างๆ นานาที่เราจะสรรหามาบอกตัวเองว่า ทำไมวันนี้เราถึงไม่ควรวิ่ง/ไม่พร้อมที่จะวิ่ง

เราจึงต้องใช้แรงใจมหาศาลที่จะวางมือถือ ปิดคอม ปิดทีวี และผลักข้ออ้างต่างๆ นาๆ ออกจากหัวสมอง เพื่อเข้าห้องน้ำไปเปลี่ยนเสื้อผ้าและรองเท้าผ้าใบ

เมื่อเราเปลี่ยนชุดและพาตัวเองออกมาหน้าบ้านแล้ว ที่เหลือก็ง่ายดายและตรงไปตรงมา

ดังนั้น จะเป็นนักวิ่งได้สำเร็จหรือไม่สำเร็จ อาจไม่ได้วัดกันตอนที่วิ่ง แต่วัดกัน ณ วินาทีที่ตัดสินใจว่าวันนี้จะวิ่งหรือไม่วิ่ง

กับเรื่องอื่นๆ ในชีวิตก็เช่นกัน

นิทานไม่มีเวลาแก่

20180202_notime

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

มีพระรูปหนึ่ง หลังจากที่ไปศึกษาเล่าเรียนและไปฝึกปฏิบัติธรรมตามสำนักต่างๆ ผ่านไปถึง 20 ปี ก็กลับมาอยู่กับพระอาจารย์ฝ๋อกวงตามเดิม

เมื่อกลับมาถึงก็บอกเล่าทุกข์สุขและสิ่งที่ได้เล่าเรียน เพื่อที่จะให้พระอาจารย์ทดสอบว่าตัวเองปฏิบัติธรรมไปถึงไหนแล้ว พระอาจารย์นั่งฟังอย่างตั้งใจ ด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยเมตตาจิต

แล้วลูกศิษย์ก็ถามพระอาจารย์ว่า

“20 ปีที่ผ่านมานี้ ท่านอาจารย์ทำอะไรไปบ้าง?”

“ทุกวันอาจารย์ก็สอนศิษย์ บรรยายธรรม เขียนคัมภีร์ รู้สึกถึงสิ่งดีงามของทุกวัน ทุกๆ วันก็ทำแต่สิ่งที่เป็นสาระประโยชน์ และมีความสุข”

“พระอาจารย์ทำอย่างนี้เหนื่อยและหนักเกินไปแล้ว ควรจะต้องนึกถึงการพักผ่อนบ้าง ดูแลร่างกายและสุขภาพ มิฉะนั้นท่านจะต้องแก่แน่ๆ”

พระอาจารย์จึงตอบว่า

“ข้าไม่มีเวลาแก่ กลางวันต้องคอยต้อนรับและบรรยายธรรมให้กับผู้มีจิตศรัทธา กลับมาที่ห้องพักยังต้องคอยอ่านข้อความที่ลูกศิษย์เขียนมาถามธรรมะ แล้วยังต้องเขียนคัมภีร์ ทุกวันต้องอยู่กับสิ่งที่ทำที่ไม่รู้จักหมด แล้วไหนจะยังมีเวลาที่รู้สึกว่าแก่? คนบางคนแม้จะยังหนุ่มแน่น แต่กายและจิตที่อ่อนล้าก็รู้สึกว่าตัวเองแก่แล้ว บางคนอายุมากแล้วแต่ในจิตยังกล้าแกร่ง ยังรู้สึกมีกำลังวังชาเต็มเปี่ยม สุขภาพดีเยี่ยม”

—–

ขอบคุณนิทานจาก What Am I.net : นิทานเซ็น

กิโลแรกยากสุด

20180201_firstkm

วันนี้วันที่ 1 กุมภาพันธ์

ปีใหม่ผ่านมา 1 เดือนพอดี

ปณิธาณที่ตั้งๆ เอาไว้เป็นอย่างไรกันบ้างแล้วครับ?

ผมเดาว่ามีคนไม่น้อยที่ตั้งใจจะดูแลสุขภาพ อาจจะด้วยการไปฟิตเนส หรือวิ่งระยะไกลเหมือนพี่ตูน

ผมเองตั้งใจว่าปีนี้จะวิ่งมากขึ้น แต่ช่วงสองสามสัปดาห์ที่ผ่านมาแทบไม่ได้วิ่งเลยเพราะพี่เลี้ยงผลัดกันลากลับบ้าน พอขาดคนช่วยดูแลลูก ก็เลยเหลือเวลา/แรงไม่พอที่จะออกไปวิ่ง

แต่สัปดาห์นี้กลับมาฟูลทีมแล้ว ผมก็เลยได้ไปวิ่งมาเมื่อค่ำวันนี้

ช่วง 5 นาทีแรกนี่ก็รู้สึกอึดอัดเหมือนกัน เหมือนสนิมยังเกาะ ขามันหนักๆ หายใจไม่ค่อยเต็มปอด

แต่พอวิ่งไปได้ซักพัก ตัวก็เบาขึ้น วิ่งได้เร็วขึ้น และไม่เหนื่อยเหมือนช่วงกิโลแรก

ครับ ทั้งๆ ที่วิ่งมาไกลกว่าเดิม แต่เรากลับเหนื่อยน้อยลง

กิโลแรกมักจะเหนื่อยกว่ากิโลที่ตามมาเสมอ

ซึ่งนอกจากจะเป็นจริงเรื่องการวิ่งแล้ว ยังเป็นจริงในเรื่องอื่นๆ ด้วย

เช่นถ้าลดน้ำหนักกิโลแรกได้ กิโลที่สองจะไม่ยากเท่า

หรือถ้าเก็บเงินล้านแรกได้ ล้านที่สองจะมาเร็วกว่าล้านแรก ผมเคยอ่านเจอใครบางคนบอกว่าเก็บเงินให้ได้สิบล้านยังไม่ยากเท่าตอนเก็บเงิน 1 ล้าน

แม้กระทั่งบทความนี้ สองสามประโยคแรกผมเขียนและลบหลายทีมาก แต่มาถึงบรรทัดนี้กลับเขียนได้ฉลุยเลย

ปีใหม่ผ่านมา 1 เดือนพอดี

ถ้าปณิธานของคุณกำลังสั่นคลอน บอกตัวเองว่านั่นเป็นเพราะเรายังอยู่ในช่วงกิโลแรก มันจึงยากกว่าปกติ

กัดฟันอีกสักนิดนะครับ

ผ่านกิโลแรกไปได้เมื่อไหร่ กิโลถัดไปจะง่ายขึ้นครับ