สุดท้ายแล้วเราไม่ได้ต่างกันขนาดนั้น

เมื่อวานนี้ผมมีโอกาสไปร่วมเสวนางานของ Kincentric ซึ่งมี HR และผู้บริหารจากหลายบริษัทเข้าฟัง

เนื้อหาหลักคือการบริหารงานทีม People ของบริษัทที่ผมทำอยู่

หนึ่งในคำถามที่ผมได้รับ คือเรารับมือความแตกต่างของคนทำงานแต่ละ generation อย่างไร ทั้ง Gen X, Y และ Z

ผมนิ่งคิดอยู่พักหนึ่งเพราะไม่รู้สึกถึงความแตกต่างระหว่างเจนขนาดนั้น ก่อนจะเลือกตอบไปว่า สุดท้ายแล้วผมคิดว่าคนเราเหมือนๆ กัน เราทุกคนต่างต้องการได้รับการปฏิบัติด้วยการให้เกียรติกัน อยากมีงานที่ดี มีหัวหน้าที่ดี มีรายได้ที่ดี และมีความก้าวหน้าในอาชีพการงานด้วยกันทั้งนั้น

สิ่งที่เด็ก Gen Z อาจจะต่างกับเจนอื่นๆ อย่างชัดเจนคือเขาใจร้อนกว่าเรา ถ้าเห็นแล้วว่าสิ่งที่อยู่ตรงหน้ามันไม่น่าเวิร์ค เขาก็พร้อมจะไปแสวงหาโอกาสใหม่ๆ ซึ่งก็แน่นอนว่าเขาก็ต้องยอมรับผลที่จะตามมา เพราะบางบริษัทอาจไม่นิยมรับคนที่เปลี่ยนงานบ่อยๆ

เหตุผลที่ Gen Z ต่างจากคนรุ่นผมหรือคนรุ่นก่อนก็มีที่มาที่ไป เพราะเด็กรุ่นนี้มีทางเลือกในชีวิตมากมาย

ย้อนกลับไปเมื่อ 20-30 ปีที่แล้ว ถ้าไม่ทำงานประจำก็ต้องเป็นเจ้าของธุรกิจ แต่คนรุ่นนี้หาเงินได้หลายช่องทางมาก จะเป็น Youtuber ก็ได้ เป็น KOL ก็ได้ เทรดคริปโตก็ได้ ดังนั้นเขาจึงไม่เห็นความจำเป็นที่จะต้องทนอยู่กับสิ่งที่ไม่ชอบและไม่ใช่

คำตอบที่ผมให้ในงานเสวนาจบลงที่ตรงนี้ แต่ความคิดของผมยังไม่จบ ก็เลยอยากมาบันทึกต่อในบทความนี้ ว่าความแตกต่างของ generation อาจจะไม่ได้มีมากอย่างที่เราคิด สิ่งที่แตกต่างจริงๆ น่าจะเป็น expectation มากกว่า ซึ่งแน่นอนว่าคนที่เกิดมาในยุคที่แตกต่างกันก็ย่อมมีความคาดหวังที่แตกต่างกันไป

แต่นอกเหนือไปจากนั้นแล้ว ผมว่าคนเราก็เหมือนๆ กัน เราเคยมีปัญหาอะไรเมื่อ 2600 ปีที่แล้ว เราก็ยังประสบปัญหาเดิมอยู่

ที่บริษัทเก่าผมเคยได้เรียนคอร์ส Emotional Intelligence และอาจารย์ชาวสิงคโปร์ก็บอกว่าคนเรานั้นต้องการแค่ 2S เท่านั้น

S แรกคือ Security

S ที่สองคือ Significance

ถ้าเราสามารถให้คนทำงานมีทั้ง security และ significance ได้ เขาคนนั้นก็จะแฮปปี้

Security ก็คือความรู้สึกมั่นคง ซึ่งอาจจะมาจากความมั่นคงทางการเงินของบริษัท หรือความมั่นคงในตำแหน่งที่เขาทำอยู่ว่าจะไม่ถูกจับไปทำอะไรที่เขาไม่ถนัดหรือทำไม่ได้

ส่วน Significance ก็คือความรู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่าและมีความสำคัญ ได้ทำงานที่นำไปใช้ประโยชน์ได้จริงๆ และมีคนเห็นคุณค่าและให้เครดิตกับงานที่เขาทำ

เมื่อมองในมุมนี้แล้ว ไม่ว่าจะเป็น Gen X Gen Y หรือ Genz Z ก็ต้องการทั้ง security และ significance ด้วยกันทั้งนั้น

สอง S ที่ว่านี้ไม่ได้ใช้ได้เฉพาะกับการทำงานแต่เพียงอย่างเดียว ใช้กับชีวิตคู่ก็ได้ กับพ่อแม่หรือลูกหลานเราก็ได้

เวลาระหองระแหงกับแฟนหรือกับคนในครอบครัว มันมักจะหนีไม่พ้นสองเรื่องนี้ ไม่ security ก็ significance

จะเป็นคนรุ่นไหน เพศอะไร จะทำงานหรือไม่ ก็ล้วนแล้วแต่อยากมีความมั่นคงและความหมาย

หากเราเข้าใจและระลึกความจริงข้อนี้ไว้อยู่เสมอ เราก็จะไม่แบ่งเขาแบ่งเรา และความสัมพันธ์น่าจะเรียบง่ายและตรงไปตรงมากว่าแต่ก่อน

เพราะสุดท้ายแล้วเราไม่ได้ต่างกันขนาดนั้นครับ

29 ไอเดียจากหนังสือ How to Make Work Not Suck

1.โลกนี้มีคนอยู่ 3 ประเภท คนตลบตะแลง คนที่เชื่อการตลบตะแลงของคนอื่น คนที่เชื่อการตลบตะแลงของตัวเอง จงพยายามเป็นคนประเภทที่สาม

2.ทุกออฟฟิศมีคนเฮงซวยอยู่ประมาณ 8% (เป็นสถิติที่แต่งขึ้นมาเองจากประสบการณ์) เมื่อรู้สิ่งนี้จะช่วยให้คุณพร้อมรับมือกับชีวิต ความท้าทายคืออย่าเป็นคนเฮงซวยเสียเอง

3.ถ้าคุณทำสิ่งที่รักแล้วไม่ก้าวหน้าเสียที การหันไปทำสิ่งที่คุณเก่งแทนอาจจะเป็นเรื่องฉลาดกว่า

4.การใช้จ่ายเพื่อเพิ่มพูนความรู้และทักษะของตัวเองจะไม่มีวันสูญเปล่า

5.สำหรับคนส่วนใหญ่ การตื่นตี 5 เพื่อทำ perfect routine เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ อย่าไปยึดติดว่าต้องตื่นเมื่อไหร่ สิ่งสำคัญอยู่ที่ว่าเราตื่นขึ้นมาด้วยความรู้สึกอย่างไรต่างหาก

6.การเปรียบเทียบเส้นทางอาชีพของตัวเองกับคนอื่น ก็เหมือนการเปรียบเทียบปูกับวาฬเบลูกา ทั้งคู่อยู่ในทะเล แต่นอกจากนั้นก็ไม่มีอะไรเหมือนกันสักอย่าง

7.จงใช้เวลา 10% ในแต่ละสัปดาห์สร้างแบรนด์ของตัวเอง เช่นเขียนบทความ ติดต่อเจ้านายเก่า หรือทำอะไรก็ได้ให้ทุกคนรู้ว่าคุณมีตัวตนและมีค่าพอให้เขารู้จัก

8.ถ้าคุณมีอีเมลชื่อฟังดูน่าอายที่สมัครเอาไว้ตอนอายุ 12 คุณต้องเปลี่ยนมันก่อนสมัครงาน

9.จงคิดว่าเวลาเป็นเงินสกุลหนึ่งและใช้ให้คุ้มค่า

10.อย่าเลือกงานด้วยความจนตรอก

11.ถ้าเลือกฟอนต์ไม่ถูก ให้ใช้ Helvetica

12.ตั้งใจให้มาก คาดหวังให้น้อย

13.เงินจะทำให้คุณมีความสุขมากขึ้นจนถึงจุดที่คุณจะไม่ต้องกังวลแต่เรื่องเงิน จากนั้นความสุขก็จะไม่เพิ่มตามจำนวนเงินอีกต่อไป

14.จงถาม เอาให้กระจ่าง แล้วก็ถามอีกรอบ อย่าพยักหน้าและแสร้งทำเป็นว่าคุณเข้าใจทั้งที่ยังไม่เข้าใจ

15.เวลาอยู่บนรถไฟฟ้า ให้เก็บโทรศัพท์เข้ากระเป๋า แล้วลองสังเกตสิ่งที่อยู่ตรงหน้าแทน คิดในใจว่าเขาเป็นใคร เรื่องราวของเขาเป็นอย่างไร

16.คุณจะยอมแพ้ตั้งแต่อุปสรรคแรกไม่ได้

17.หัวหน้าแย่ๆ มีอยู่เกลื่อนกลาด

18.ครั้งต่อไปที่คุณคิดแง่ลบ ด้อยค่าตัวเอง ให้คิดถึงตู้เกมที่มีตัวตุ่นผุดขึ้นมาจากรู แล้วฟาดมันกลับลงรูไปซะ

19.อย่าทำตัวเป็นแซนด์วิชแฮมเหี่ยวๆ ที่ไร้รสชาติ

20.อย่าบ่นถึงงานเก่า เจ้านายคนก่อน หรือออฟฟิศเดิมในการสัมภาษณ์งาน

21.จงลุกขึ้นสู้อีกครั้งเหมือนนักรบที่ไม่ยอมลงจากหลังม้าจนกว่าจะชนะ แม่ไม่ได้เลี้ยงคุณมาให้เป็นคนขี้แพ้

22.โลกใบนี้มีความสุขง่ายๆ อยู่มากมายและการพักกลางวันก็เป็นหนึ่งในนั้น การกินมื้อกลางวันที่โต๊ะทำงานโดยไม่จำเป็นนับว่าเป็นการไม่เคารพตัวเองและไม่เคารพแซนด์วิช

23.บริษัทที่แทนตัวเองว่า “ครอบครัว” มักกำลังซ่อนอะไรบางอย่างอยู่

24.อย่าปล่อยให้สิ่งต่างๆ เสร็จเพียงครึ่งๆ กลางๆ การทำสิ่งที่ท้าทายให้เสร็จจะทำให้คุณภูมิใจตัวเองเสมอ

25.เมื่อมีทางเลือกมากมายจนตัดสินใจไม่ถูก สิ่งที่ดีที่สุดที่คุณทำได้ก็คือเลือกไปเลยสักทางหนึ่ง

26.ตอนนี้ภาพของแวนโก๊ะมีมูลค่าถึง 100 ล้านปอนด์ แม้ตลอดชีวิตเขาจะขายแทบไม่ได้ก็ตาม การถูกปฏิเสธจึงไม่ได้แปลว่าคุณไร้ความสามารถ แค่จังหวะไม่ดีเท่านั้นเอง

27.ฝันให้ใหญ่ วางแผนให้เล็ก

28.อย่ายื่นใบลาออกจนกว่าคุณจะมีแผนสำรอง

29.อย่าจริงจังกับตัวเองมากเกินไป คุณทำพลาด แต่มีใครตายไหม ไม่มีเหรอ ถ้าอย่างนั้นก็จงเรียนรู้จากความผิดพลาดและก้าวต่อไป


ขอบคุณเนื้อหาจากหนังสือ เมื่อเส้นทางการทำงานโรยไปด้วยเปลือกทุเรียน (How to Make Work Not Suck) Carina Maggar เขียน สำนักพิมพ์วีเลิร์น

ใช้ประโยชน์จากสิ่งที่จับต้องได้

เรื่องเล่าสามเรื่องนี้ผมอ่านมาจากหนังสือสามเล่มเมื่อนานมาแล้ว

เรื่องแรกเป็นของพนักงานขายทางโทรศัพท์ที่มีผลงานดีที่สุดในบริษัท

เคล็ดลับของเขานั้นเรียบง่ายมาก ทุกเช้าวันทำงานที่เขามานั่งที่โต๊ะ จะมีแก้วอยู่สองใบ ใบหนึ่งมีคลิปหนีบกระดาษอยู่ 50 ชิ้น อีกใบหนึ่งเป็นแก้วเปล่า

จากนั้นเขาก็จะยกหูโทรคุยกับลูกค้า เมื่อวางสาย ไม่ว่าจะขายได้หรือไม่ เขาจะหยิบคลิปหนีบกระดาษจากแก้วที่เต็มไปใส่ในแก้วเปล่า

เขาจะไม่เลิกทำงาน จนกว่าจะย้ายคลิปหนีบกระดาษครบทั้ง 50 ชิ้น ซึ่งหมายความว่าเขาได้โทรศัพท์หาลูกค้าครบ 50 สายแล้วนั่นเอง


เรื่องเล่าที่สอง เป็นเรื่องราวจากร้านกาแฟเจ้าดังแบรนด์หนึ่งในเมืองนอก

เด็กที่มาเริ่มทำงานวันแรกโดนลูกค้าตำหนิจนร้องไห้

พนักงานทุกคนในร้านจะมียูนิฟอร์มที่เป็นผ้ากันเปื้อนอยู่แล้ว

รุ่นพี่ที่อยู่มาก่อน จึงเดินเข้าไปหารุ่นน้อง จับผ้ากันเปื้อนที่ลูกน้องใส่อยู่ แล้วพูดว่า

“ให้จินตนาการว่าผ้ากันเปื้อนนี้คือเกราะกำบังของเรา เมื่อเราใส่ผ้ากันเปื้อนนี้แล้ว คำพูดของใครก็จะทำอะไรเราไม่ได้”


เรื่องเล่าที่สาม มาจากหนังสือ What I Wish I Knew When I Was 20

อาจารย์ให้การบ้านนักศึกษาให้ลองใช้ความคิดสร้างสรรค์สร้างผลิตภัณฑ์ขึ้นมาสักชิ้นหนึ่ง

นักศึกษากลุ่มหนึ่งผุดไอเดีย “ยางลงมือทำ”

ยางลงมือทำมีหน้าตาเหมือน wristband ทั่วไป โดยมีหลักการใช้งานดังนี้

สวมยางไว้ที่ข้อมือ แล้วสัญญากับตัวเองว่าจะลงมือทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง

ถอดมันออกเมื่อทำสิ่งนั้นเสร็จแล้ว

บันทึกความสำเร็จลงในเว็บไซต์ของโครงการ

ส่งต่อยางลงมือทำให้คนอื่น


ต้องขออภัยที่ผมจำที่มาของสองเรื่องแรกไม่ได้ เนื้อหาที่เล่าจึงอาจไม่ได้ตรงตามต้นฉบับนัก แต่หวังว่าคุณผู้อ่านจะพอเห็นภาพ

ในวันที่เราทำทุกอย่างบนคอมพิวเตอร์และมือถือ อะไรๆ ก็เป็น digital ไปเกือบหมด ในแง่หนึ่งก็สะดวกและรวดเร็ว แต่มันอาจจะทำให้เราอยู่แต่กับสิ่งที่จับต้องไม่ได้มากไปหน่อย

ผมจึงคิดว่าไม่ใช่การเสียหายที่จะลองคิดใช้ประโยชน์จากสิ่งที่จับต้องได้

เช่นอาจจะใช้สมุดหรือกระดาษในการทำ To Do List ของแต่ละวัน แทนที่จะเปิดดูเอาจากแอป

หรือาจจะเขียนโน้ตขอบคุณ แทนที่จะส่งไลน์หรือ Slack ไปหา

ลองนำไอเดียนี้ไปปรับใช้ตามที่เห็นว่าเหมาะสมนะครับ

ราคากับราคะ

“โปรดสังเกตภาษาไทยให้ดี คำว่า “ราคา” น่าจะมาจากคำว่า “ราคะ” หมายความว่า มนุษย์มีราคะในอะไร สิ่งนั้นจะแพง เช่นทองคำ

แต่ในกระแสธรรมชาตินั้นทองคำกับดินเหนียวนี่เหมือนกัน ไม่เชื่อลองให้หมูเดินผ่าน หมูมันจะไม่สนใจ บางทีมันชอบดินโคลนมากกว่า เพราะมันนุ่มกว่า มันแตกต่างกันทางด้านคุณสมบัติ แต่ด้านคุณค่าของมันแล้วทัดเทียมกัน แต่ทีนี้ถ้าเราเดินไปเจอเพชร เราอาจจะฆ่ากันตายเพื่อแย่งชิงสิ่งสมมติเหล่านั้น”

-เขมานันทะ, หนังสือดวงตาแห่งชีวิต

ธรรมดาแล้วราคาของสิ่งของเป็นตัวสะท้อนอะไรหลายอย่าง

หนึ่งคือเรื่องคุณภาพ ของราคาแพงมักจะมีคุณภาพดีกว่าของราคาถูก

สองคือเรื่องภาพลักษณ์ คนที่ใช้ของราคาแพงก็เพราะว่าอยากจะดูดี อยากจะส่งสัญญาณให้คนอื่นเห็นว่าเราเป็นคนมีฐานะและมีกำลังซื้อ

แต่ถ้าราคาเป็นตัวบ่งบอกระดับของราคะด้วย นั่นก็แสดงว่ายิ่งมีกำลังซื้อมากเท่าไหร่ เราก็ยิ่งมีโอกาสที่ราคะจะสูงขึ้นด้วยเช่นกัน

ซื้อรถราคา 1 ล้าน อาจนับเป็นเรื่องจำเป็นสำหรับการทำงานและการเดินทาง

ซื้อรถราคา 10 ล้าน น่าจะเป็นการสนองกิเลสเกินกึ่งหนึ่ง

ถ้าเรามีฐานะดีขึ้น เราอาจจะตามใจความอยากของเราจนเคยตัว อยากกินอะไร อยากได้อะไรก็ซื้อได้โดยไม่ต้องคิดหน้าคิดหลัง เมื่อความอยากถูกตามใจบ่อยๆ มันก็ย่อมจะเติบโตขึ้นไปเรื่อยๆ ไม่สิ้นสุด และนี่อาจนับเป็น “ข้อเสีย” อย่างหนึ่งของการมีเงิน เพราะการบำรุงกิเลสเป็นเรื่องง่ายดายเหลือเกิน

เราจึงควรมุ่งหวังเป็นคนที่มีกำลังซื้อสูง โดยที่ราคะของเราไม่ได้สูงตามครับ

ความจริงจังไม่สำคัญเท่าความสม่ำเสมอ

เราหลายคนคงเคยผ่านวงจรนี้

  1. เกิดแรงบันดาลใจ
  2. ตั้งเป้าหมายที่ท้าทาย
  3. ซ้อมอย่างเอาเป็นเอาตาย ด้วยหลักการ no pain no gain, get out of your comfort zone และ beat yesterday
  4. ผ่านไป 2-3 เดือนก็เกิดอาการเบื่อหน่าย บาดเจ็บ หรือ burnout
  5. ล้มเลิก

นี่คือวิธีคิดและทำแบบมือสมัครเล่น

เราเคยสงสัยบ้างมั้ยว่ามืออาชีพเขาทำกันยังไง?

นักวิจัยเคยทำการเก็บข้อมูลการเก็บตัวซ้อมของนักเล่นสกีระดับโอลิมปิก

การฝึกซ้อมแบ่งออกได้เป็น 3 ประเภท

High intensity – ฝึกหนักระดับที่หัวใจเต้นเร็วกว่า 87% ของ maximum heart rate*

Medium intensity – ฝึกระดับปานกลาง หัวใจเต้นประมาณ 82-87% ของ MHR

Low intensity – ซ้อมเบาๆ หัวใจเต้นที่ 60-82% ของ MHR

นักกีฬากลุ่มนี้จะฝึกซ้อมปีละ 861 ชั่วโมง หรือตกวันละ 2 ชั่วโมงกว่าๆ

เมื่อนำข้อมูลการซ้อมตลอดทั้งปีมากางดูก็พบว่า

89% ของการฝึกซ้อมเป็นแบบ light intensity

6% เป็น medium intensity

และ 5% เป็น high intensity

ไม่ใช่เฉพาะนักเล่นสกี แต่ข้อมูลของนักวิ่ง นักปั่นจักรยาน นักพายเรือ และนักว่ายน้ำอาชีพก็มีความคล้ายคลึงกัน คือพวกเขาใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการฝึกซ้อมแบบ low intensity

ซึ่งน่าจะตรงข้ามกับความเชื่อของเรา (มือสมัครเล่น) ที่คิดว่ามืออาชีพนี่น่าจะต้องฝึกหนักหน่วงแทบรากเลือด

แต่แท้จริงแล้ว การฝึกซ้อมส่วนใหญ่ของมืออาชีพมักจะอยู่ในระดับความเข้มข้นที่ต่ำกว่าขีดจำกัดของพวกเขา

เพราะโค้ชและนักกีฬารู้กันดีว่าหากโหมซ้อมเกินไปจนร่างกายไม่มีเวลาฟื้นฟูเพียงพอ ย่อมเสี่ยงต่อการบาดเจ็บ

ดังนั้นเราควรจะฝึกซ้อมด้วยใจสบาย ด้วยความสม่ำเสมอ ไม่จำเป็นต้อง push your limits ตลอดเวลา เพราะสิ่งที่ได้มานั้นไม่คุ้มเสีย

ผมยกตัวอย่างการเล่นกีฬาก็จริง แต่มันสามารถนำไปใช้ได้กับหลายมิติของชีวิต

ไม่ว่าจะเป็นการซ้อมดนตรี การสร้าง content การทำงาน หรือการภาวนา

ความจริงจังไม่สำคัญเท่าความสม่ำเสมอครับ


ขอบคุณเนื้อหาส่วนใหญ่จาก Collaborative Fund: Keep It Going by Morgan Housel

* วิธีคำนวณ maximum heart rate คือเอา 220 ตั้งแล้วลบด้วยอายุของเรา เช่นถ้าเราอายุ 40 ปี, MHR ก็จะเป็น 220-40 = 180 ครั้งต่อนาที