29 ไอเดียจากหนังสือ How to Make Work Not Suck

1.โลกนี้มีคนอยู่ 3 ประเภท คนตลบตะแลง คนที่เชื่อการตลบตะแลงของคนอื่น คนที่เชื่อการตลบตะแลงของตัวเอง จงพยายามเป็นคนประเภทที่สาม

2.ทุกออฟฟิศมีคนเฮงซวยอยู่ประมาณ 8% (เป็นสถิติที่แต่งขึ้นมาเองจากประสบการณ์) เมื่อรู้สิ่งนี้จะช่วยให้คุณพร้อมรับมือกับชีวิต ความท้าทายคืออย่าเป็นคนเฮงซวยเสียเอง

3.ถ้าคุณทำสิ่งที่รักแล้วไม่ก้าวหน้าเสียที การหันไปทำสิ่งที่คุณเก่งแทนอาจจะเป็นเรื่องฉลาดกว่า

4.การใช้จ่ายเพื่อเพิ่มพูนความรู้และทักษะของตัวเองจะไม่มีวันสูญเปล่า

5.สำหรับคนส่วนใหญ่ การตื่นตี 5 เพื่อทำ perfect routine เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ อย่าไปยึดติดว่าต้องตื่นเมื่อไหร่ สิ่งสำคัญอยู่ที่ว่าเราตื่นขึ้นมาด้วยความรู้สึกอย่างไรต่างหาก

6.การเปรียบเทียบเส้นทางอาชีพของตัวเองกับคนอื่น ก็เหมือนการเปรียบเทียบปูกับวาฬเบลูกา ทั้งคู่อยู่ในทะเล แต่นอกจากนั้นก็ไม่มีอะไรเหมือนกันสักอย่าง

7.จงใช้เวลา 10% ในแต่ละสัปดาห์สร้างแบรนด์ของตัวเอง เช่นเขียนบทความ ติดต่อเจ้านายเก่า หรือทำอะไรก็ได้ให้ทุกคนรู้ว่าคุณมีตัวตนและมีค่าพอให้เขารู้จัก

8.ถ้าคุณมีอีเมลชื่อฟังดูน่าอายที่สมัครเอาไว้ตอนอายุ 12 คุณต้องเปลี่ยนมันก่อนสมัครงาน

9.จงคิดว่าเวลาเป็นเงินสกุลหนึ่งและใช้ให้คุ้มค่า

10.อย่าเลือกงานด้วยความจนตรอก

11.ถ้าเลือกฟอนต์ไม่ถูก ให้ใช้ Helvetica

12.ตั้งใจให้มาก คาดหวังให้น้อย

13.เงินจะทำให้คุณมีความสุขมากขึ้นจนถึงจุดที่คุณจะไม่ต้องกังวลแต่เรื่องเงิน จากนั้นความสุขก็จะไม่เพิ่มตามจำนวนเงินอีกต่อไป

14.จงถาม เอาให้กระจ่าง แล้วก็ถามอีกรอบ อย่าพยักหน้าและแสร้งทำเป็นว่าคุณเข้าใจทั้งที่ยังไม่เข้าใจ

15.เวลาอยู่บนรถไฟฟ้า ให้เก็บโทรศัพท์เข้ากระเป๋า แล้วลองสังเกตสิ่งที่อยู่ตรงหน้าแทน คิดในใจว่าเขาเป็นใคร เรื่องราวของเขาเป็นอย่างไร

16.คุณจะยอมแพ้ตั้งแต่อุปสรรคแรกไม่ได้

17.หัวหน้าแย่ๆ มีอยู่เกลื่อนกลาด

18.ครั้งต่อไปที่คุณคิดแง่ลบ ด้อยค่าตัวเอง ให้คิดถึงตู้เกมที่มีตัวตุ่นผุดขึ้นมาจากรู แล้วฟาดมันกลับลงรูไปซะ

19.อย่าทำตัวเป็นแซนด์วิชแฮมเหี่ยวๆ ที่ไร้รสชาติ

20.อย่าบ่นถึงงานเก่า เจ้านายคนก่อน หรือออฟฟิศเดิมในการสัมภาษณ์งาน

21.จงลุกขึ้นสู้อีกครั้งเหมือนนักรบที่ไม่ยอมลงจากหลังม้าจนกว่าจะชนะ แม่ไม่ได้เลี้ยงคุณมาให้เป็นคนขี้แพ้

22.โลกใบนี้มีความสุขง่ายๆ อยู่มากมายและการพักกลางวันก็เป็นหนึ่งในนั้น การกินมื้อกลางวันที่โต๊ะทำงานโดยไม่จำเป็นนับว่าเป็นการไม่เคารพตัวเองและไม่เคารพแซนด์วิช

23.บริษัทที่แทนตัวเองว่า “ครอบครัว” มักกำลังซ่อนอะไรบางอย่างอยู่

24.อย่าปล่อยให้สิ่งต่างๆ เสร็จเพียงครึ่งๆ กลางๆ การทำสิ่งที่ท้าทายให้เสร็จจะทำให้คุณภูมิใจตัวเองเสมอ

25.เมื่อมีทางเลือกมากมายจนตัดสินใจไม่ถูก สิ่งที่ดีที่สุดที่คุณทำได้ก็คือเลือกไปเลยสักทางหนึ่ง

26.ตอนนี้ภาพของแวนโก๊ะมีมูลค่าถึง 100 ล้านปอนด์ แม้ตลอดชีวิตเขาจะขายแทบไม่ได้ก็ตาม การถูกปฏิเสธจึงไม่ได้แปลว่าคุณไร้ความสามารถ แค่จังหวะไม่ดีเท่านั้นเอง

27.ฝันให้ใหญ่ วางแผนให้เล็ก

28.อย่ายื่นใบลาออกจนกว่าคุณจะมีแผนสำรอง

29.อย่าจริงจังกับตัวเองมากเกินไป คุณทำพลาด แต่มีใครตายไหม ไม่มีเหรอ ถ้าอย่างนั้นก็จงเรียนรู้จากความผิดพลาดและก้าวต่อไป


ขอบคุณเนื้อหาจากหนังสือ เมื่อเส้นทางการทำงานโรยไปด้วยเปลือกทุเรียน (How to Make Work Not Suck) Carina Maggar เขียน สำนักพิมพ์วีเลิร์น

ใช้ประโยชน์จากสิ่งที่จับต้องได้

เรื่องเล่าสามเรื่องนี้ผมอ่านมาจากหนังสือสามเล่มเมื่อนานมาแล้ว

เรื่องแรกเป็นของพนักงานขายทางโทรศัพท์ที่มีผลงานดีที่สุดในบริษัท

เคล็ดลับของเขานั้นเรียบง่ายมาก ทุกเช้าวันทำงานที่เขามานั่งที่โต๊ะ จะมีแก้วอยู่สองใบ ใบหนึ่งมีคลิปหนีบกระดาษอยู่ 50 ชิ้น อีกใบหนึ่งเป็นแก้วเปล่า

จากนั้นเขาก็จะยกหูโทรคุยกับลูกค้า เมื่อวางสาย ไม่ว่าจะขายได้หรือไม่ เขาจะหยิบคลิปหนีบกระดาษจากแก้วที่เต็มไปใส่ในแก้วเปล่า

เขาจะไม่เลิกทำงาน จนกว่าจะย้ายคลิปหนีบกระดาษครบทั้ง 50 ชิ้น ซึ่งหมายความว่าเขาได้โทรศัพท์หาลูกค้าครบ 50 สายแล้วนั่นเอง


เรื่องเล่าที่สอง เป็นเรื่องราวจากร้านกาแฟเจ้าดังแบรนด์หนึ่งในเมืองนอก

เด็กที่มาเริ่มทำงานวันแรกโดนลูกค้าตำหนิจนร้องไห้

พนักงานทุกคนในร้านจะมียูนิฟอร์มที่เป็นผ้ากันเปื้อนอยู่แล้ว

รุ่นพี่ที่อยู่มาก่อน จึงเดินเข้าไปหารุ่นน้อง จับผ้ากันเปื้อนที่ลูกน้องใส่อยู่ แล้วพูดว่า

“ให้จินตนาการว่าผ้ากันเปื้อนนี้คือเกราะกำบังของเรา เมื่อเราใส่ผ้ากันเปื้อนนี้แล้ว คำพูดของใครก็จะทำอะไรเราไม่ได้”


เรื่องเล่าที่สาม มาจากหนังสือ What I Wish I Knew When I Was 20

อาจารย์ให้การบ้านนักศึกษาให้ลองใช้ความคิดสร้างสรรค์สร้างผลิตภัณฑ์ขึ้นมาสักชิ้นหนึ่ง

นักศึกษากลุ่มหนึ่งผุดไอเดีย “ยางลงมือทำ”

ยางลงมือทำมีหน้าตาเหมือน wristband ทั่วไป โดยมีหลักการใช้งานดังนี้

สวมยางไว้ที่ข้อมือ แล้วสัญญากับตัวเองว่าจะลงมือทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง

ถอดมันออกเมื่อทำสิ่งนั้นเสร็จแล้ว

บันทึกความสำเร็จลงในเว็บไซต์ของโครงการ

ส่งต่อยางลงมือทำให้คนอื่น


ต้องขออภัยที่ผมจำที่มาของสองเรื่องแรกไม่ได้ เนื้อหาที่เล่าจึงอาจไม่ได้ตรงตามต้นฉบับนัก แต่หวังว่าคุณผู้อ่านจะพอเห็นภาพ

ในวันที่เราทำทุกอย่างบนคอมพิวเตอร์และมือถือ อะไรๆ ก็เป็น digital ไปเกือบหมด ในแง่หนึ่งก็สะดวกและรวดเร็ว แต่มันอาจจะทำให้เราอยู่แต่กับสิ่งที่จับต้องไม่ได้มากไปหน่อย

ผมจึงคิดว่าไม่ใช่การเสียหายที่จะลองคิดใช้ประโยชน์จากสิ่งที่จับต้องได้

เช่นอาจจะใช้สมุดหรือกระดาษในการทำ To Do List ของแต่ละวัน แทนที่จะเปิดดูเอาจากแอป

หรือาจจะเขียนโน้ตขอบคุณ แทนที่จะส่งไลน์หรือ Slack ไปหา

ลองนำไอเดียนี้ไปปรับใช้ตามที่เห็นว่าเหมาะสมนะครับ

ราคากับราคะ

“โปรดสังเกตภาษาไทยให้ดี คำว่า “ราคา” น่าจะมาจากคำว่า “ราคะ” หมายความว่า มนุษย์มีราคะในอะไร สิ่งนั้นจะแพง เช่นทองคำ

แต่ในกระแสธรรมชาตินั้นทองคำกับดินเหนียวนี่เหมือนกัน ไม่เชื่อลองให้หมูเดินผ่าน หมูมันจะไม่สนใจ บางทีมันชอบดินโคลนมากกว่า เพราะมันนุ่มกว่า มันแตกต่างกันทางด้านคุณสมบัติ แต่ด้านคุณค่าของมันแล้วทัดเทียมกัน แต่ทีนี้ถ้าเราเดินไปเจอเพชร เราอาจจะฆ่ากันตายเพื่อแย่งชิงสิ่งสมมติเหล่านั้น”

-เขมานันทะ, หนังสือดวงตาแห่งชีวิต

ธรรมดาแล้วราคาของสิ่งของเป็นตัวสะท้อนอะไรหลายอย่าง

หนึ่งคือเรื่องคุณภาพ ของราคาแพงมักจะมีคุณภาพดีกว่าของราคาถูก

สองคือเรื่องภาพลักษณ์ คนที่ใช้ของราคาแพงก็เพราะว่าอยากจะดูดี อยากจะส่งสัญญาณให้คนอื่นเห็นว่าเราเป็นคนมีฐานะและมีกำลังซื้อ

แต่ถ้าราคาเป็นตัวบ่งบอกระดับของราคะด้วย นั่นก็แสดงว่ายิ่งมีกำลังซื้อมากเท่าไหร่ เราก็ยิ่งมีโอกาสที่ราคะจะสูงขึ้นด้วยเช่นกัน

ซื้อรถราคา 1 ล้าน อาจนับเป็นเรื่องจำเป็นสำหรับการทำงานและการเดินทาง

ซื้อรถราคา 10 ล้าน น่าจะเป็นการสนองกิเลสเกินกึ่งหนึ่ง

ถ้าเรามีฐานะดีขึ้น เราอาจจะตามใจความอยากของเราจนเคยตัว อยากกินอะไร อยากได้อะไรก็ซื้อได้โดยไม่ต้องคิดหน้าคิดหลัง เมื่อความอยากถูกตามใจบ่อยๆ มันก็ย่อมจะเติบโตขึ้นไปเรื่อยๆ ไม่สิ้นสุด และนี่อาจนับเป็น “ข้อเสีย” อย่างหนึ่งของการมีเงิน เพราะการบำรุงกิเลสเป็นเรื่องง่ายดายเหลือเกิน

เราจึงควรมุ่งหวังเป็นคนที่มีกำลังซื้อสูง โดยที่ราคะของเราไม่ได้สูงตามครับ

ความจริงจังไม่สำคัญเท่าความสม่ำเสมอ

เราหลายคนคงเคยผ่านวงจรนี้

  1. เกิดแรงบันดาลใจ
  2. ตั้งเป้าหมายที่ท้าทาย
  3. ซ้อมอย่างเอาเป็นเอาตาย ด้วยหลักการ no pain no gain, get out of your comfort zone และ beat yesterday
  4. ผ่านไป 2-3 เดือนก็เกิดอาการเบื่อหน่าย บาดเจ็บ หรือ burnout
  5. ล้มเลิก

นี่คือวิธีคิดและทำแบบมือสมัครเล่น

เราเคยสงสัยบ้างมั้ยว่ามืออาชีพเขาทำกันยังไง?

นักวิจัยเคยทำการเก็บข้อมูลการเก็บตัวซ้อมของนักเล่นสกีระดับโอลิมปิก

การฝึกซ้อมแบ่งออกได้เป็น 3 ประเภท

High intensity – ฝึกหนักระดับที่หัวใจเต้นเร็วกว่า 87% ของ maximum heart rate*

Medium intensity – ฝึกระดับปานกลาง หัวใจเต้นประมาณ 82-87% ของ MHR

Low intensity – ซ้อมเบาๆ หัวใจเต้นที่ 60-82% ของ MHR

นักกีฬากลุ่มนี้จะฝึกซ้อมปีละ 861 ชั่วโมง หรือตกวันละ 2 ชั่วโมงกว่าๆ

เมื่อนำข้อมูลการซ้อมตลอดทั้งปีมากางดูก็พบว่า

89% ของการฝึกซ้อมเป็นแบบ light intensity

6% เป็น medium intensity

และ 5% เป็น high intensity

ไม่ใช่เฉพาะนักเล่นสกี แต่ข้อมูลของนักวิ่ง นักปั่นจักรยาน นักพายเรือ และนักว่ายน้ำอาชีพก็มีความคล้ายคลึงกัน คือพวกเขาใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการฝึกซ้อมแบบ low intensity

ซึ่งน่าจะตรงข้ามกับความเชื่อของเรา (มือสมัครเล่น) ที่คิดว่ามืออาชีพนี่น่าจะต้องฝึกหนักหน่วงแทบรากเลือด

แต่แท้จริงแล้ว การฝึกซ้อมส่วนใหญ่ของมืออาชีพมักจะอยู่ในระดับความเข้มข้นที่ต่ำกว่าขีดจำกัดของพวกเขา

เพราะโค้ชและนักกีฬารู้กันดีว่าหากโหมซ้อมเกินไปจนร่างกายไม่มีเวลาฟื้นฟูเพียงพอ ย่อมเสี่ยงต่อการบาดเจ็บ

ดังนั้นเราควรจะฝึกซ้อมด้วยใจสบาย ด้วยความสม่ำเสมอ ไม่จำเป็นต้อง push your limits ตลอดเวลา เพราะสิ่งที่ได้มานั้นไม่คุ้มเสีย

ผมยกตัวอย่างการเล่นกีฬาก็จริง แต่มันสามารถนำไปใช้ได้กับหลายมิติของชีวิต

ไม่ว่าจะเป็นการซ้อมดนตรี การสร้าง content การทำงาน หรือการภาวนา

ความจริงจังไม่สำคัญเท่าความสม่ำเสมอครับ


ขอบคุณเนื้อหาส่วนใหญ่จาก Collaborative Fund: Keep It Going by Morgan Housel

* วิธีคำนวณ maximum heart rate คือเอา 220 ตั้งแล้วลบด้วยอายุของเรา เช่นถ้าเราอายุ 40 ปี, MHR ก็จะเป็น 220-40 = 180 ครั้งต่อนาที

ชีวิตไม่ต้องมี Purpose ก็ได้

(เคล็ดวิชาชีวิตจากพี่อ้น IMET MAX ตอนที่ 3)

ดำเนินมาถึง mentoring session ครั้งที่ 3 กับ “พี่อ้น” วรรณิภา ภักดีบุตร ซีอีโอบริษัทโอสถสภา จำกัด (มหาชน) ที่มาเป็น mentor ให้โครงการ IMET MAX รุ่นที่ 5

รอบนี้พี่อ้นเลือกร้าน Lady L Garden Bistro ในซอยสมคิด ร้านตั้งอยู่ในบริเวณที่เคยเป็นส่วนหนึ่งของโรงแรมปาร์คนายเลิศมาก่อน

พี่อ้นมีของฝากมาให้พวกเราคนละสองชิ้น

ชิ้นแรกคือถุงผ้าลายผลิตภัณฑ์คลาสสิคในเครือโอสถสภา มีสามลายให้เลือกคือ “ลิโพ” “ทัมใจ” และ “ยากฤษณากลั่น” (ผมเลือกทัมใจ)

ส่วนชิ้นที่สองคือหนังสือ “ชีวิตดั่งสายน้ำ” ซึ่งเป็นชีวประวัติของ “คุณยายสุนัย สิริเวช” คุณยายแท้ๆ ของพี่อ้น

หนังสือเล่มนี้ถูกเขียนขึ้นเพื่อแจกลูกหลานและผู้ที่รักนับถือท่านเนื่องในงานวันเกิดครบรอบ 99 ปี และเมื่อคุณยายลาจากไปอย่างสงบเมื่อปี 2021 ด้วยสิริอายุ 109 ปี ลูกหลานก็ช่วยเติมเต็มเนื้อหาช่วงสุดท้ายและแจกจ่ายให้เป็นของที่ระลึกแขกที่มาร่วมงาน โดยมี “ช้อนชา” เป็นของชำร่วยอีกหนึ่งชิ้นติดกับหนังสือมาด้วย เพราะตอนที่คุณยายเสียใหม่ๆ มีเพื่อนบ้านมาขอช้อนบ้านคุณยายไปเก็บไว้ด้วยความเชื่อว่าจะช่วยให้มีอายุยืน

เมนูที่เราสั่งในวันนี้ได้แก่ Rocket Salad, Baked Whole Seabass, Smoked Salmon Pizza และตามด้วยของหวานอย่าง Crepe Suzette with Vanilla Ice cream และ Sticky Toffee Pudding

การพบปะกันครั้งนี้เราคุยเรื่องส่วนตัวกันหลายเรื่อง แต่ก็ยังมีข้อคิดและบทเรียนที่น่าจะมีประโยชน์กับคนทำงาน โดยเฉพาะคนที่ต้องเป็นผู้นำในองค์กรครับ

1.หัวหน้าต้องเป็นตัวของตัวเอง

พี่อ้นจะพูดเสมอว่าเราอย่าพยายามเป็นอะไรที่เราไม่ได้เป็น

“หัวหน้าควรจะเป็นตัวของตัวเองให้มากที่สุด เพราะเดี๋ยวลูกน้องจะปรับตามเอง แต่ถ้าเราไปพยายามฝืนทำในสิ่งที่เราไม่ได้เป็น ลูกน้องจะงงว่าตกลงเราเป็นคนยังไงกันแน่”

.

2.สั่งงานโดยไม่สั่ง

ผู้บริหารชอบบ่นว่าคนในองค์กรไม่ค่อยมี leadership แต่ผู้บริหารเคยถามตัวเองหรือไม่ว่าเราให้โอกาสให้คนของเราได้คิดเอง-ทำเองมากพอหรือยัง

พี่อ้นมองว่าคุณสมบัติอย่างหนึ่งของผู้นำที่ดี คือการจับประเด็นและตั้งคำถามสำคัญ ซึ่งเหมาะกับผู้นำประเภท mentor/coach ที่ไม่ชอบออกคำสั่ง แต่ชอบตั้งคำถามให้ลูกน้องไปคิดต่อเอาเอง

เมื่อเราไม่ออกคำสั่ง แต่กระตุก/กระตุ้นให้เขาได้คิด เมื่อเขามาเสนออะไรที่เราเชื่อว่าน่าจะใช้การได้ หน้าที่ของเราคือการบอกเขาว่าเราเห็นด้วย จากนั้นก็แน่ใจได้เลยว่างานนี้จะเกิดแน่นอน เพราะมันเป็นความคิดที่มาจากตัวเขาเอง และเขาจะมี ownership ในงานนั้นอย่างเต็มเปี่ยม

“เรามาที่นี่เพื่อ get things done ส่วนใครจะเป็นเจ้าของความคิดพี่ไม่สนใจ”

.

3.เมื่อลูกน้องทำสิ่งที่เราคิดว่าไม่ถูกต้อง

พี่อ้นมีความเชื่อว่าคนทำงานส่วนใหญ่ล้วนมีความตั้งใจดีเป็นที่ตั้ง

ดังนั้นหากเกิดความผิดพลาด หรือการกระทำที่ไม่เหมาะสม เวลาพี่อ้นเรียกลูกน้องคนนั้นมาคุย พี่อ้นจะถามก่อนเสมอว่าทำไมถึงทำแบบนั้นลงไป ตอนที่ทำลูกน้องคนนั้นกำลังคิดอะไรอยู่

เมื่อเริ่มต้นด้วยการพยายามเข้าใจความคิดของลูกน้อง บทสนทนาย่อมจะไปต่อได้ เพราะมันจะตั้งอยู่บนการกระทำและความคิด ไม่ใช่บนตัวตนหรือนิสัย ซึ่งถ้าเป็นอย่างหลังมักจะคุยกันไม่จบ

.

4.คิดให้รอบก่อนคิดจะเอาใครออก

เคยมีน้องที่เป็นเจ้าของธุรกิจปรึกษาพี่อ้นว่ามีหัวหน้าคนหนึ่งที่อยู่มานาน เป็นกำลังสำคัญของบริษัท แต่มีปัญหาส่วนตัวซึ่งกระทบกับการทำงานและอาจลุกลามไปถึงคนอื่นๆ ในองค์กรได้ จึงกำลังชั่งใจอยู่ว่าควรจะเชิญออกดีหรือไม่

“คำถามแรกก็คือ คุณขาดเขาได้มั้ย?”

น้องคนนั้นนิ่งคิดอยู่นาน แล้วก็ยอมรับว่าถ้าขาดเขาไปตอนนี้บริษัทน่าจะลำบาก

นั่นก็แสดงว่าการมีเขาอยู่ยังเป็นสิ่งจำเป็น และเรายังต้องซื้อเวลาไปก่อน

“คำถามถัดไปก็คือ เราคิดว่าเขาจะเปลี่ยนตัวเองได้ไหม” 

ถ้าเราเชื่อว่าทำได้ เราก็ต้องคุยกับเขาและบอกเขาให้ชัดเจนถึงความคาดหวังของเรา พร้อมทั้งพยายามช่วยเหลือเขาอย่างเต็มที่เพื่อให้เขาจัดการปัญหาได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด

และคำถามสุดท้ายที่ต้องถามก็คือ “เรามีแผนรองรับแล้วหรือยัง”

ไม่ว่าหัวหน้าคนนี้จะเปลี่ยนแปลงตัวเองได้หรือไม่ เราก็ควรมีแผนสองรองรับเอาไว้เสมอ ถ้าเขาปรับปรุงได้ก็ดีไป แต่ถ้าเขาไม่ดีขึ้น องค์กรก็ต้องอยู่ให้ได้โดยไม่มีเขา

.

5.เปิด-ปิดสวิทช์ในตัวเรา

คนในกลุ่มปรึกษาพี่อ้นว่า จะทำอย่างไรเมื่อต้องพูดคุยกับ stakeholder ที่เราพยายามจะเข้าใจเขาเป็นอย่างยิ่ง แต่เขากลับไม่เข้าใจเรา และบางครั้งก็พูดในสิ่งที่บั่นทอนกำลังใจ

พี่อ้นบอกว่าถ้าเราเป็นคนที่มี empathy สูง แต่อีกฝ่ายมี empathy ต่ำ เราจะรู้สึกว่าตัวเราเล็กมาก และเขาจะตัวใหญ่มาก ซึ่งความรู้สึกแบบนี้ย่อมไม่ส่งผลดีต่อการสนทนา

“บางทีเราก็ต้องปิดสวิทช์ empathy ของเราและใช้จุดแข็งอย่างอื่นแทน”

พี่อ้นเป็นคนที่มี woo ต่ำมาก จึงไม่ชอบไปงานเลี้ยง ถ้าเลี่ยงได้ก็จะเลี่ยงตลอด

คนที่มี woo ต่ำคือคนที่เวลาไปงานปาร์ตี้แล้วจะไม่ค่อยคุยกับใคร ขณะที่คนที่มี woo สูงๆ จะสนุกกับการพูดคุยกับคนที่เพิ่งรู้จักกันได้อย่างไม่เคอะเขิน

ถ้าเจองานเลี้ยงที่เลี่ยงไม่ได้จริงๆ พี่อ้นก็จะบอกตัวเองว่าไม่เป็นไร เราจะเปิดสวิทช์ learner (ความเป็นคนชอบเรียนรู้) เราไม่ได้ไปงานนี้เพื่อรู้จักคนใหม่ แต่ไปเพื่อที่จะเรียนรู้อะไรเพิ่มเติม เมื่อคิดได้แบบนี้ ความรู้สึกไม่อยากไปงานเลี้ยงก็ลดน้อยลง

[ทั้ง empathy woo และ learner เป็นธีมใน StrengthsFinder แบบทดสอบที่ทำให้รู้ว่าจุดเด่นและจุดด้อยของเรามีเรื่องอะไรบ้าง อ่านรายละเอียดได้ในตอนที่ 1]

 .

6.เคล็ดลับสำหรับคนคิดไม่จบ

พี่อ้นเปินคนคิดที่คิดเยอะและคิดนาน ซึ่งบางคนในกลุ่มเราก็เป็นเช่นนั้น พี่อ้นจึงแนะนำว่าให้ลองจดบันทึก

พี่อ้นเองเขียน journal มานานแล้ว โดยปัจจุบันเขียนด้วยสไตล์ “บูโจ” (BUJO – Bullet Journal) ซึ่งใช้สมุดเล่มเดียวในการจดทั้งโน้ตและทำ to-do list

สมุดเล่มหนึ่งพี่อ้นจะใช้ได้ประมาณ 3 เดือน ดังนั้นปีหนึ่งจะเขียนได้สี่เล่ม พี่อ้นเก็บเอาไว้ครบทุกเล่มและชอบกลับไปอ่านเล่มเก่าๆ เพื่อทบทวนว่าแต่ก่อนเคยคิดอะไรเอาไว้บ้าง

“พี่เป็นคนถ้าคิดแล้วคิดไม่จบ แต่ถ้าเขียนแล้วมันจบ”

.

7.ชีวิตไม่ต้องมี Purpose ก็ได้

เมื่อตอนกลางเดือนมิถุนายนที่มี IMET MAX outing ที่จันทบุรี เรามีการทำ group mentoring พี่อ้นจึงได้พูดคุยกับ mentee คนอื่นๆ ซึ่งก็นำปัญหาหนักอกมาเล่าให้พี่อ้นและ “พี่บา” ภาณุ อิงคะวัต mentor อีกท่านหนึ่งได้รับฟัง

พี่อ้นได้ข้อสังเกตว่าหลายคนรู้สึกว่าตัวเองมีปัญหา เพราะยังหา passion หรือ purpose ของตัวเองไม่เจอ บางคนก็รู้สึกว่ายังจัดการชีวิตตัวเองได้ไม่ดีพอ จนพี่อ้นถึงกับคุยกับพี่บาว่า จริงๆ mentee เขาก็อยู่ของเขาดีๆ แต่พอมาเข้า IMET MAX กลายเป็นรู้สึกว่าชีวิตตัวเองมีปัญหาขึ้นมาซะอย่างนั้น

“Is your problem really a problem?” พี่อ้นถามพวกเราให้คิดต่อ

ก่อนจะมาเป็น CEO ที่โอสถสภา พี่อ้นเคยอยู่ Unilever มา 30 ปี

องค์กรที่เป็น Multinational Company (MNC) มักจะมีเวิร์คช็อปที่สอนให้พนักงานเขียน Life purpose ของตัวเอง

“พี่ไม่อินเลย แต่ถ้าไม่เขียนเขาก็ไม่ให้เรากลับบ้าน”

พี่อ้นถูกที่ทำงานจับเข้าเวิร์คช็อปให้เขียน life purpose/life vision หลายต่อหลายครั้ง

“สรุปสุดท้ายแล้วมันมีประโยชน์มั้ยพี่?” ผมถามแหย่

พี่อ้นนิ่งคิดนิดนึงก่อนจะยิ้มส่ายหน้า

ในมุมมองของพี่อ้น สำหรับคนจำนวนมาก ถ้าเรายังหา vision หรือ purpose ไม่เจอก็ไม่เป็นไร ขอแค่เราใช้ชีวิตให้เต็มที่ ทำให้ดีที่สุดในทุกวัน แล้วบางเหตุการณ์จะพาเราไปเจอเองว่าความหมายของชีวิตหรือเป้าหมายที่เราควรตั้งคืออะไร

พี่อ้นเคยจดบันทึกเอาไว้ตอนอายุ 27 ว่า

“I will be healthy and happy every day of my life”

คงเรียกไม่ได้ว่าเป็น purpose แต่เป็น motto ของพี่อ้นที่ยึดถือตลอดมา

และเท่านั้น สำหรับบางคนก็อาจเพียงพอแล้วรึเปล่าสำหรับการมีชีวิตที่ดี?

—–

Reflection

ผมเป็นคนชอบอ่านหนังสือของ OSHO คุรุทางจิตวิญญาณชาวอินเดียผู้ล่วงลับไปแล้ว

หัวข้อการพูดคุยในครั้งนี้ทำให้ผมนึกถึงถ้อยคำที่โอโชเคยกล่าวเอาไว้

“จงจำไว้ ชีวิตของคุณจะสูญเปล่าถ้าคุณวิ่งตามเป้าหมายบางอย่าง เพราะชีวิตนั้นไม่มีเป้าหมาย มันคือการละเล่นที่ไร้จุดประสงค์ 

บทกวีเกิดขึ้นเพราะมันไม่มีเป้าหมาย เหตุใดกุหลาบจึงผลิดอก จงถามกุหลาบ มันจะตอบว่า ‘ฉันก็ไม่รู้ แต่การผลิดอกนั้นงดงาม จะต้องรู้ไปเพื่ออะไรเล่า’

ถามนก ‘ทำไมเจ้าจึงร้องเพลง’ นกก็จะงงงวยกับคำถามไร้สาระที่คุณถาม การร้องเพลงนั้นสวยงาม มันเป็นสิริมงคล ทำไมถึงต้องถามด้วย

ชั่วขณะนี้ สรรพสิ่งที่ดำรงอยู่คือการเฉลิมฉลอง ทุกสิ่งยกเว้นตัวคุณ ทำไมถึงไม่เข้าร่วมด้วยเล่า ทำไมถึงไม่เป็นเช่นดอกไม้ เพียงผลิบานโดยไร้เป้าหมาย และเหตุใดจึงไม่เป็นเช่นแม่น้ำ ที่ไหลไปโดยไร้ความหมาย ทำไมถึงไม่เป็นเช่นมหาสมุทรที่คำรามก้อง เพียงพอใจที่จะเป็น”

อาจมีบางคนที่ “ไม่ถูกใจสิ่งนี้” เพราะตัวเองพบว่าการมี life purpose นั้นเป็นสิ่งที่สำคัญหรือกระทั่งเป็นสิ่งจำเป็น

แต่อย่างที่ผมเคยกล่าวไปในตอนที่ 1 ว่าดอกไม้มีได้หลายสี การดำเนินชีวิตไม่ได้มีกฎเกณฑ์ตายตัว

ถ้าจะมีสูตรสำเร็จในชีวิตอะไรสักอย่าง ก็คือการตระหนักได้ว่าชีวิตไม่มีสูตรสำเร็จ ดังนั้นอย่าพยายามไปวิ่งตามชีวิตของคนอื่น เพราะเราทุกคนมีที่มาที่ต่างกัน และมีที่ไปที่ต่างกัน

หัวหน้าของผมมักจะพูดอยู่บ่อยๆ ว่าไม่มีอะไรถูกหรือผิด มีแค่เวิร์คหรือไม่เวิร์คสำหรับเราเท่านั้น

เราฟังคนอื่นได้ เราเรียนรู้จากคนอื่นได้ แต่สุดท้ายเราต้องหาเส้นทางที่เหมาะสมกับตัวเราเองครับ