คิดแบบนี้เวลารถติดแล้วอาจหงุดหงิดน้อยลง

รถติดนับเป็นปัญหาคลาสสิคที่รัฐบาลไหนก็ยังไม่เคยแก้ได้ ยิ่งตอนนี้คนกลับมาใช้ชีวิตกันปกติ รถก็กลับมาติดกันเป็นปกติเช่นกัน

ผมเองเป็นคนที่เคยเกลียดรถติดมาก เลี่ยงได้จะเลี่ยงตลอด สมัยทำงานใหม่ๆ ผมจะออกจากบ้านแต่เช้าเพื่อให้ถึงออฟฟิศก่อนเจ็ดโมง และออกจากออฟฟิศหลังทุ่มนึงเพื่อจะได้ไม่ต้องเจอรถติด

เดี๋ยวนี้ผมไม่กลัวรถติดเท่าแต่ก่อน เพราะหาอะไรฟังเพลินๆ ได้มากกว่าฟังเพลง ถ้าไม่มีนัดอะไรเร่งด่วนก็ถือว่าพอรับได้

แต่บางวันมันก็ติดจนเกินรับได้จริงๆ อาจจะเพราะฝนตก อุบัติเหตุ หรือเหตุอะไรก็ตามแต่

วันหนึ่งผมไปเยี่ยมลูกบ้านเพื่อน ปรากฎว่ารถติดมาก เลยเปลี่ยนแผนไปทางแอร์พอร์ตลิงค์แทน เห็นถนนข้างล่างรถติดกันเป็นเบือ

ปรากฎว่าผมไม่รู้สึกหงุดหงิดกับรถติดเลย

จะว่าไปก็เป็นเรื่องธรรมดาสามัญมากที่ผมจะไม่หงุดหงิด เพราะถ้าเราเอาตัวเองออกจากปัญหา มันก็จะเลิกเป็นปัญหาสำหรับเรา

แล้วผมก็คิดขึ้นได้ว่า เวลาผมขับรถแล้วเจอรถติดจนผมหงุดหงิด ผมไม่เคยมองตัวเองเลยว่าที่จริงแล้วผมก็เป็นหนึ่งในต้นเหตุ

รถติดเพราะรถบนถนนมันเยอะ และผมก็ทำให้มันติดมากขึ้นด้วยการเอารถมาเพิ่มบนถนนอีกหนึ่งคัน การที่ผมต้องเจอรถติดจึงเป็นเรื่องที่ผมควรรับได้ และถ้าผมเลือกเดินทางโดยวิธีอื่นรถติดก็จะไม่ใช่ปัญหาสำหรับผมอีกต่อไป

แน่นอนว่าใช่ว่าทุกคนจะมีทางเลือกขนาดนั้น ขนส่งสาธารณะอาจยังไม่ตอบโจทย์คนจำนวนมาก และผมไม่ได้จะสื่อว่าการที่รถติดสาหัสเป็นเรื่องที่ถูกต้องและควรปล่อยให้เป็นไปแบบนี้

แค่อยากสะกิดให้ลองมองในมุมที่ว่า ที่เราเจอรถติดเพราะเราขับรถออกมาเอง และเรานี่แหละที่เป็นหนึ่งในรถอีกนับหมื่นนับแสนคันที่ทำให้คนอื่นรถติดไปกับเรา

เวลาต้องรับมือกับปัญหาใดๆ การรู้ตัวว่าเราก็เป็นต้นเหตุของปัญหาน่าจะช่วยให้เราหงุดหงิดน้อยลงครับ

พยายามอย่างผ่อนคลาย

เป็นประโยคที่ผมพบในหนังสือ “ดวงตาแห่งชีวิต” ของท่านเขมานันทะ

ผมว่ามันคือการเดินทางสายกลาง

ถ้าไม่พยายามเลย ก็เหยาะแหยะย่อหย่อนเกินไป

แต่ถ้าพยายามด้วยเคร่งเครียด จะเอาให้ได้ ก็ตึงเกินไป

พยายามอย่างผ่อนคลาย คือเต็มที่กับการกระทำ แต่ปล่อยวางกับผลลัพธ์ คือการ “ทำเต็มที่ แต่ไม่ซีเรียส”* ไม่ได้คาดคั้นว่าต้องสัมฤทธิ์ผลภายในเมื่อนั้นเมื่อนี้ เพราะเราพร้อมให้เวลาและปัจจัยอื่นๆ ได้ทำหน้าที่ของมัน

ถ้าพูดด้วยภาษา time management การเน้นทำงาน Q2 หรืองานสำคัญแต่(ยัง)ไม่เร่งด่วน จะเปิดทางให้เราพยายามอย่างผ่อนคลายได้

แต่ถ้าเราปล่อยปละละเลยงาน Q2 นานเกินไป มันจะกลายร่างเป็น Q1 คือทั้งสำคัญและเร่งด่วน ซึ่งไม่เอื้อต่อการพยายามอย่างผ่อนคลายอีกต่อไป

การมีเป้าหมายนั้นดี ความมุ่งมั่นไปสู่เป้าหมายนั้นก็ดี แต่เราสามารถเลือกเดินทางไปสู่เป้าหมายได้โดยที่ไม่ต้องโบยตีตนเองครับ


* “ทำเต็มที่ แต่ไม่ซีเรียส” คือชื่อหนังสือเล่มหนึ่งของพระไพศาล วิสาโล

Skin In The Game – คนสร้างสะพานควรใช้ชีวิตอยู่ใต้สะพาน

เมื่อวานนี้เกิดเหตุสะพานข้ามแยกหน้าโลตัสลาดกระบังที่กำลังอยู่ในระหว่างก่อสร้าง เกิดทรุดตัวและร่วงกระแทกพื้น ทำให้มีผู้เสียชีวิต 1 รายและผู้บาดเจ็บอีกนับสิบราย

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เกิดเหตุการณ์แบบนี้ เมื่อสิงหาคมปีที่แล้วสะพานกลับรถตรงถนนพระราม 2 ก็มีการถล่ม เวลาผมขับรถไปหัวหินก็ยังหวาดเสียวทุกครั้ง

ทำให้ผมนึกถึงคอนเซ็ปต์หนึ่งที่คิดว่ามีความสำคัญและเชื่อมโยงกับเหตุการณ์แบบนี้

คอนเซ็ปต์ที่ว่า คือ Skin in the game หรือการมีส่วนได้ส่วนเสียในเกมที่เราลงเล่น

สมัยกรุงโรมเฟื่องฟู เคยมีกฎบังคับให้วิศวกรที่คุมการสร้างสะพานต้องใช้ชีวิตอยู่ใต้สะพานเป็นระยะเวลาหนึ่ง

และในกาลต่อมา ในประเทศอังกฤษก็มีกฎหมายให้วิศวกรที่สร้างสะพานนั้นต้องพาตัวเองและครอบครัวมาใช้ชีวิตอยู่ใต้สะพานด้วยเช่นกัน

ผมค่อนข้างมั่นใจว่า ถ้าผู้รับเหมาก่อสร้างในเมืองไทยต้องมาอาศัยอยู่ใต้สะพานด้วย โอกาสจะเกิดเหตุการณ์สะพานถล่มแบบที่ลาดกระบังหรือพระราม 2 น่าจะน้อยลงไปเยอะ

แต่แน่นอนว่านี่ไม่ใช่สมัยกรุงโรม เราคงไปบังคับใครให้ทำแบบนั้นไม่ได้ จึงขอพักเรื่องไว้ตรงนี้ก่อน แล้วชวนคุยเรื่อง Skin in the game ต่ออีกสักนิด

Nassim Nicolas Taleb ผู้โด่งดังจากหนังสืออย่าง The Black Swan และ Antifragile เคยเขียนหนังสืออีกเล่มซึ่งอาจดังไม่เท่า แต่ผมก็ชอบมากเช่นกัน

หนังสือเล่มนี้ ชื่อว่า Skin in the Game: The Hidden Asymmetries in Daily Life

Taleb เชื่อว่าหากเราอยากให้สังคมมีความเท่าเทียมและยุติธรรม เราต้องสร้างกลไกให้บุคลคลหรือหน่วยงานที่รับผิดชอบต้องแบกรับความเสี่ยงจากการกระทำของเขาด้วย

“For social justice, focus on symmetry and risk sharing. You cannot make profits and transfer the risks to others, as bankers and large corporations do. You cannot get rich without owning your own risk and paying for your own losses. Forcing skin in the game corrects this asymmetry better than thousands of laws and regulations.”

ปี 2007/2008 ตอนเกิดเหตุการณ์วิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ในอเมริกา มีแบงค์มากมายที่เกือบจะล้ม แต่เพราะว่ามัน too big too fail รัฐบาลจึงตัดสินใจเข้าไปอุ้มหรือที่เรียกกันว่าการ bail out ทำให้ธุรกิจยังไปต่อได้ แต่ค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจากการ bail out ครั้งนั้น ประชาชนผู้เสียภาษีต้องเป็นคนแบกรับ (เพราะรายได้ของรัฐบาลมาจากภาษีประชาชน) กลายเป็นว่าก่อนเกิดวิกฤติแบงค์รวย แต่พอเกิดวิกฤติ แบงค์ล้มบนฟูก และผู้บริหารของบางธนาคารยังได้โบนัสอีกด้วย

Taleb ยกหลายตัวอย่างของการมี skin in the game

เครื่องบิน – สมมติว่ามีเทคโนโลยีที่เอื้อให้กัปตันสามารถคุมเครื่องบินจากที่อื่นได้ เราจะกล้าขึ้นเครื่องบินที่นักบินไม่ได้ขึ้นเครื่องบินไปกับเรามั้ย? ถ้าเลือกได้ ผมจะเลือกนั่งเครื่องบินที่กัปตันขึ้นเครื่องไปกับเรา เพราะกัปตันคนนี้มี skin in the game มากกว่ากัปตันที่ขับเครื่องบินจากพื้นดิน

คนขับรถแย่ๆ – แต่ละวันมีรถวิ่งอยู่บนถนนหลายหมื่นหลายแสนคัน ระยะทางรวมแล้วเป็นล้านกิโลเมตร แม้จะมีอุบัติเหตุเกิดขึ้น แต่ก็ต้องถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับจำนวนประชากรทั้งหมดที่ขับรถ

คำถามคือเพราะอะไร? คำตอบก็คือคนที่ขับรถแย่มากๆ นั้นย่อมจะเจออุบัติเหตุและเสียชีวิตไปแล้วนั่นเอง เพราะการขับรถคือการมี skin in the game รูปแบบหนึ่ง มันจึงบังคับให้เราต้องขับรถอย่างระมัดระวัง ถ้าไม่ระวังเราเองก็อาจจะไม่ได้ขับอีกต่อไป

สงคราม – สมัยก่อน คนที่ชอบการสู้รบและกระหายสงคราม ไม่ว่าจะเป็นเจงกิสข่าน หรือพระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราช ล้วนแต่เป็นคนนำทัพด้วยตนเอง คนเหล่านี้มี skin in the game ชัดเจน

แต่ในช่วง 50 ปีที่ผ่านมา ที่คนกระหายสงคราม (warmonger) ไม่ต้องออกไปร่วมรบ จอร์จ บุชสามารถสั่งอเมริกาบุกอิรักได้โดยที่ตัวเองยังอยู่ในกรุงวอชิงตันโดยไม่มีความเสี่ยงทางกายภาพใดๆ หรืออย่างการที่รัสเซียบุกยูเครน ปูตินเองก็ไม่ได้มี skin in the game เท่ากับ โวโลดีมีร์ เซเลนสกี ที่ปักหลักร่วมสู้รบกับประชาชน จะว่าไปแล้วเซเลนสกีนี่ถือเป็นตัวอย่างที่หาได้ยากมากๆ ในสมัยนี้


กลับมาที่เรื่องสะพานข้ามแยกถล่ม

เราคงไม่อาจบังคับให้ผู้รับเหมาและครอบครัวมาอยู่ใต้สะพานได้ แต่สังคมควรจะคิดหากลไกที่ทำให้ผู้ที่เกี่ยวข้องมี skin in the game มากกว่านี้เพื่อจะได้ป้องกันปัญหา (ส่วนในเชิงลงโทษเมื่อปัญหาเกิดแล้วนั้นมีกฎหมายเอาผิดอยู่แล้ว ส่วนจะเอาผิดได้มากน้อยหรือทันใจแค่ไหนก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง)

สมัยก่อนเวลาผมอ่านบทความบนเว็บของ a day ท้ายบทความจะมีลงท้ายว่าบทความนี้เขียนโดยใคร และพิสูจน์อักษรโดยใคร

ผมคิดว่าการระบุชื่อของผู้พิสูจน์อักษรท้ายไว้ตรงท้ายบทความ ทำให้คนที่ทำหน้าที่นี้มี skin in the game ว่าจะต้องตรวจตราบทความอย่างถี่ถ้วนว่าไม่มีการสะกดผิดเลยแม้แต่จุดเดียว ไม่อย่างนั้นเสียเขาจะเสียชื่อ นั่นทำให้บทความของ a day แทบไม่มีจุดผิดเลยในยุคที่ online content เจ้าอื่นๆ เน้นความรวดเร็วจนขาดความระมัดระวัง

ผมเลยคิดว่า หากเราไม่สามารถเอาตัวบุคคลที่เกี่ยวข้องไปอยู่ใต้สะพานที่กำลังก่อสร้างได้ อย่างน้อยเราเอาชื่อของเขาเหล่านั้น “ไปอยู่ใต้สะพาน” ก่อนได้รึเปล่า

ไม่ว่าจะเป็นชื่อบริษัทผู้รับเหมา ชื่อ-นามสกุลผู้บริหารของบริษัท ชื่อของวิศวกรที่คุมการก่อสร้าง ชื่อเจ้าหน้าที่หน่วยงานรัฐที่เซ็นอนุมัติโครงการ ฯลฯ

ไม่ใช่แค่เอาไว้ใต้สะพานอย่างเดียว แต่เอามาแสดงในออนไลน์ด้วย

ผมคิดว่าเรามีเทคโนโลยีและการ crowdsourcing ที่ดีพอที่จะทำสิ่งนี้ให้เกิดขึ้น เอาให้ดูได้เลยว่าตอนนี้มีโครงการก่อสร้างอยู่กี่แห่ง แต่ละแห่งมีรายชื่อผู้รับผิดชอบชัดเจน และยิ่งถ้ามี Facebook page หรือ social account อื่นๆ ของคนเหล่านั้นก็ควรระบุลงไปเพื่อให้มี skin in the game มากขึ้น

ขอจุดประเด็นไว้แต่เพียงเท่านี้ ฝากไปขบคิดและลงมือกันต่อนะครับ

ทำก่อน พร้อมทีหลัง

ผมเคยคุยกับน้องที่แต่งงานแล้ว พอถามว่าอยากมีลูกมั้ย หลายคนมักจะตอบว่า “ยังไม่พร้อม”

กลัวว่าถ้าเขาออกมาแล้วเราจะดูแลเขาได้ไม่เต็มที่ กังวลว่าสังคมทุกวันนี้มันอยู่ยาก

จะว่าไป สำหรับคนที่ยังไม่ได้ commit มีหลายอย่างที่เรามักคิดว่าตัวเองไม่พร้อม

ไม่พร้อมแต่งงาน ไม่พร้อมลงหลักปักฐาน ไม่พร้อมมีลูก ไม่พร้อมออกมาทำธุรกิจ

เพราะยิ่งคิดยิ่งจินตนาการ ก็ยิ่งกลัวว่าเราจะทำได้ไม่ดี หรือเราจะสูญเสียสิ่งที่เคยมีไป

สิ่งที่อยากจะบอกก็คือ วันที่เราจะพร้อมกับเรื่องเหล่านี้อาจไม่เคยมาถึง ถ้ารอให้พร้อมเสียก่อน เราอาจจะไม่ได้ทำมันเลยก็ได้ หรือถ้าได้ทำก็อาจจะกลับมานั่งคิดว่า “รู้งี้ทำไปนานแล้ว”

ดังนั้น ถ้าความเสี่ยงอยู่ในเกณฑ์ที่พอรับไหว บางทีเราก็ต้อง take a leap of faith คือกลั้นใจแล้วกระโดดเข้าไปหามัน

บอกตัวเองว่า คนอื่นเขาทำได้ เราก็น่าจะทำได้เหมือนกัน

เมื่อไปอยู่หน้างาน สติปัญญาเราจะทำงาน และสัญชาตญาณจะบอกเราเองว่าอะไรคือสิ่งที่ควรทำ

“You’re never ready for what you have to do. You just do it. That makes you ready.”
― Flora Rheta Schreiber

แน่นอนว่าทำแบบนี้มีความเสี่ยง แต่การรอให้พร้อมก็เป็นความเสี่ยงอีกแบบหนึ่งเช่นกัน

กับหลายสิ่งอย่างเราไม่มีวันพร้อม

เราจึงต้องทำมันก่อนแล้วเราค่อยพร้อมทีหลังครับ

สุดท้ายแล้วเราไม่ได้ต่างกันขนาดนั้น

เมื่อวานนี้ผมมีโอกาสไปร่วมเสวนางานของ Kincentric ซึ่งมี HR และผู้บริหารจากหลายบริษัทเข้าฟัง

เนื้อหาหลักคือการบริหารงานทีม People ของบริษัทที่ผมทำอยู่

หนึ่งในคำถามที่ผมได้รับ คือเรารับมือความแตกต่างของคนทำงานแต่ละ generation อย่างไร ทั้ง Gen X, Y และ Z

ผมนิ่งคิดอยู่พักหนึ่งเพราะไม่รู้สึกถึงความแตกต่างระหว่างเจนขนาดนั้น ก่อนจะเลือกตอบไปว่า สุดท้ายแล้วผมคิดว่าคนเราเหมือนๆ กัน เราทุกคนต่างต้องการได้รับการปฏิบัติด้วยการให้เกียรติกัน อยากมีงานที่ดี มีหัวหน้าที่ดี มีรายได้ที่ดี และมีความก้าวหน้าในอาชีพการงานด้วยกันทั้งนั้น

สิ่งที่เด็ก Gen Z อาจจะต่างกับเจนอื่นๆ อย่างชัดเจนคือเขาใจร้อนกว่าเรา ถ้าเห็นแล้วว่าสิ่งที่อยู่ตรงหน้ามันไม่น่าเวิร์ค เขาก็พร้อมจะไปแสวงหาโอกาสใหม่ๆ ซึ่งก็แน่นอนว่าเขาก็ต้องยอมรับผลที่จะตามมา เพราะบางบริษัทอาจไม่นิยมรับคนที่เปลี่ยนงานบ่อยๆ

เหตุผลที่ Gen Z ต่างจากคนรุ่นผมหรือคนรุ่นก่อนก็มีที่มาที่ไป เพราะเด็กรุ่นนี้มีทางเลือกในชีวิตมากมาย

ย้อนกลับไปเมื่อ 20-30 ปีที่แล้ว ถ้าไม่ทำงานประจำก็ต้องเป็นเจ้าของธุรกิจ แต่คนรุ่นนี้หาเงินได้หลายช่องทางมาก จะเป็น Youtuber ก็ได้ เป็น KOL ก็ได้ เทรดคริปโตก็ได้ ดังนั้นเขาจึงไม่เห็นความจำเป็นที่จะต้องทนอยู่กับสิ่งที่ไม่ชอบและไม่ใช่

คำตอบที่ผมให้ในงานเสวนาจบลงที่ตรงนี้ แต่ความคิดของผมยังไม่จบ ก็เลยอยากมาบันทึกต่อในบทความนี้ ว่าความแตกต่างของ generation อาจจะไม่ได้มีมากอย่างที่เราคิด สิ่งที่แตกต่างจริงๆ น่าจะเป็น expectation มากกว่า ซึ่งแน่นอนว่าคนที่เกิดมาในยุคที่แตกต่างกันก็ย่อมมีความคาดหวังที่แตกต่างกันไป

แต่นอกเหนือไปจากนั้นแล้ว ผมว่าคนเราก็เหมือนๆ กัน เราเคยมีปัญหาอะไรเมื่อ 2600 ปีที่แล้ว เราก็ยังประสบปัญหาเดิมอยู่

ที่บริษัทเก่าผมเคยได้เรียนคอร์ส Emotional Intelligence และอาจารย์ชาวสิงคโปร์ก็บอกว่าคนเรานั้นต้องการแค่ 2S เท่านั้น

S แรกคือ Security

S ที่สองคือ Significance

ถ้าเราสามารถให้คนทำงานมีทั้ง security และ significance ได้ เขาคนนั้นก็จะแฮปปี้

Security ก็คือความรู้สึกมั่นคง ซึ่งอาจจะมาจากความมั่นคงทางการเงินของบริษัท หรือความมั่นคงในตำแหน่งที่เขาทำอยู่ว่าจะไม่ถูกจับไปทำอะไรที่เขาไม่ถนัดหรือทำไม่ได้

ส่วน Significance ก็คือความรู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่าและมีความสำคัญ ได้ทำงานที่นำไปใช้ประโยชน์ได้จริงๆ และมีคนเห็นคุณค่าและให้เครดิตกับงานที่เขาทำ

เมื่อมองในมุมนี้แล้ว ไม่ว่าจะเป็น Gen X Gen Y หรือ Genz Z ก็ต้องการทั้ง security และ significance ด้วยกันทั้งนั้น

สอง S ที่ว่านี้ไม่ได้ใช้ได้เฉพาะกับการทำงานแต่เพียงอย่างเดียว ใช้กับชีวิตคู่ก็ได้ กับพ่อแม่หรือลูกหลานเราก็ได้

เวลาระหองระแหงกับแฟนหรือกับคนในครอบครัว มันมักจะหนีไม่พ้นสองเรื่องนี้ ไม่ security ก็ significance

จะเป็นคนรุ่นไหน เพศอะไร จะทำงานหรือไม่ ก็ล้วนแล้วแต่อยากมีความมั่นคงและความหมาย

หากเราเข้าใจและระลึกความจริงข้อนี้ไว้อยู่เสมอ เราก็จะไม่แบ่งเขาแบ่งเรา และความสัมพันธ์น่าจะเรียบง่ายและตรงไปตรงมากว่าแต่ก่อน

เพราะสุดท้ายแล้วเราไม่ได้ต่างกันขนาดนั้นครับ