กฎง่ายๆ สำหรับการใช้ชีวิต

20180625_simple

กฎประจำตัวข้อหนึ่งที่ผมพยายามใช้มาตลอดก็คือ:

อะไรที่มีประโยชน์ก็ทำ อะไรที่ไม่มีประโยชน์ก็อย่าไปทำ

ไม่มีอะไรว้าว ไม่มีอะไรลึกซึ้ง ผมถึงบอกว่ามันเป็นกฎง่ายๆ แต่ถ้าแยกแยะได้ เราจะใช้ชีวิตได้ฉลาดขึ้น

ขยันทำงาน = มีประโยชน์ = ทำ

ขยันทำงานจนไม่ได้พักผ่อน = ไม่มีประโยชน์ = ไม่ทำ

ใช้ LINE เพื่อติดต่อกับเพื่อนฝูง = มีประโยชน์ = ทำ

ใช้ LINE เพื่อส่ง “เรื่องเขาเล่าว่า” ซึ่งไม่มีแหล่งอ้างอิงชัดเจนและน่าจะเป็นข้อมูลที่คลาดเคลื่อน = ไม่มีประโยชน์ = ไม่ทำ

สั่งของออนไลน์ จะได้ไม่ต้องเสียเวลาขับรถออกไปซื้อ = มีประโยชน์ = ทำ

สั่งของออนไลน์ทั้งๆ ที่ไม่ได้อยากได้ขนาดนั้นแต่พอดีมันกำลัง flash sales = ไม่มีประโยชน์ = ไม่ทำ

ทะเลาะกับแฟน รอให้อารมณ์เย็น กล่าวขอโทษ ปรับความเข้าใจ = มีประโยชน์ = ทำ

ทะเลาะกับแฟน จึงไม่ยอมพูดยอมจา รอให้เขามาง้อ เพราะอยากเอาชนะและเป็นผู้เหนือกว่าในความสัมพันธ์นี้ = ไม่มีประโยชน์ = ไม่ทำ

อ่านประวัติศาสตร์บ้านเมืองเพื่อจะได้เข้าใจปัจจุบัน = มีประโยชน์ = ทำ

อ่านข่าวการเมืองเพื่อไปฟาดฟันทางความคิดกับคนที่เชียร์อีกฝ่ายหนึ่ง = ไม่มีประโยชน์ = ไม่ทำ

แน่นอน การจะตัดสินว่าอะไรมีประโยชน์หรืออะไรไม่มีประโยชน์บางทีมันก็ไม่ง่าย เพราะบางเรื่องก็ทั้งได้ประโยชน์และเสียประโยชน์ในเวลาเดียวกัน เราจึงต้องฝึก “กล้ามเนื้อประเมินประโยชน์” บ่อยๆ

เมื่อฝึกจนชำนาญ สายตาและสมองเราก็จะแหลมคมพอที่จะใช้เวลาวันนี้ให้ฉลาดกว่าเมื่อวานครับ

ฟังร่างกายตอนที่มันยังกระซิบ

20180625_body

ร่างกายเป็นสมบัติที่มีค่ามากที่สุดของเรา แต่เรากลับดูแลมันได้แย่กว่าที่เราดูแลงานหรือดูแลสมบัตินอกกาย

ความเจ็บป่วยหลายอย่างจึงเกิดขึ้น ทั้งๆ ที่เราควรจะหลีกเลี่ยงได้

เป็น office sysndrome เพราะเอาแต่ก้มมองจอแล็ปท็อปทั้งๆ ที่จริงๆ ควรใช้จอมอนิเตอร์และนั่งให้ถูกท่า

เป็นกระเพาะปัสสาวะอักเสบ เพราะปวดแล้วไม่ยอมเดินไปเข้าห้องน้ำ

หลับยากหรือหลับไม่เคยเต็มอิ่ม เพราะนอนไถมือถือจนดึกดื่น

อาการเจ็บป่วยส่วนใหญ่มักจะปรากฎตัวอย่างช้าๆ และร่างกายจะส่งสัญญาณเตือนเราแต่เนิ่นๆ ทุกครั้ง

ถ้าเราใส่ใจพอที่จะฟังร่างกายตอนที่มันกระซิบบอกเราว่า “เธอๆ ชั้นเริ่มไม่โอเคแล้วนะ” อะไรๆ ก็ยังพอแก้ไขได้ทัน

แต่ถ้าเรามัวชะล่าใจ วันไหนที่มันร้องตะโกนว่า “กูไม่ไหวแล้วโว้ย!” อะไรๆ ก็อาจกู่ไม่กลับแล้วก็ได้

—–

รับบทความจาก Anontawong’s Musings ทางอีเมลได้ทุกวัน เพียงไปที่เว็บไซต์  https://anontawong.com/2018/06/26/body-whisper/  แล้ว scroll down ไปจนเจอช่อง Enter your email adress กรอกอีเมลที่ใช่ แล้วกดปุ่ม Follow สีดำ (ถ้าเปิดจากคอมพิวเตอร์ ช่องกรอกอีเมลจะอยู่ฝั่งขวา)

Work-Life Balance ไม่เกี่ยวกับชั่วโมงการทำงาน

20180623b

ไม่เกี่ยวว่าคุณกลับบ้านค่ำรึเปล่า

และไม่ได้เกี่ยวด้วยว่าคุณได้เล่นโยคะหลังเลิกงานรึเปล่า

แต่มันเกี่ยวกับความรู้สึกปลอดภัยในที่ทำงานต่างหาก

ผู้นำที่ดีจะสร้างองค์กรที่พนักงานรู้สึกอุ่นใจ ไม่กลัวที่จะแสดงความคิดเห็น ไม่ต้องกังวลว่าใครกำลังจ้องเล่นงานเราอยู่

มีงานวิจัยเคยบอกด้วยว่า พ่อแม่ที่ทำงานกลับบ้านดึก ไม่ได้มีผลกระทบกับลูกเท่ากับพ่อแม่ที่เกลียดงานที่ตัวเองทำจนนำพลังงานลบติดตัวกลับมาที่บ้าน*

ดังนั้น ในฐานะผู้บริหาร จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะสร้างวัฒนธรรมและสภาพแวดล้อมที่เอื้อให้พนักงานมาทำงานได้อย่างสบายใจ มีความเคารพและไว้ใจซึ่งกันและกัน เพื่อที่ทุกคนจะได้ใช้ศักยภาพของตัวเองได้อย่างเต็มที่

ถ้าอยู่บ้านก็รู้สึกดี อยู่ที่ทำงานก็รู้สึกอุ่นใจ พนักงานย่อมมี Work-Life balance ถึงจะต้องเจองานหนักบ้างก็พร้อมจะสู้ไปด้วยกันครับ

—–

ขอบคุณข้อมูลจาก Good Life Project: Simon Sinek (นาทีที่ 21:50)

* ผมพยายามหาหลักฐานอ้างอิงแต่ยังหาไม่เจอ ดังนั้นฟังหูไว้หูนะครับ

ถ้าต้องสร้างความชอบธรรม

20180623

แสดงว่ามันอาจไม่ชอบธรรมตั้งแต่แรกแล้ว

เมื่อไหร่ก็ตามที่เราทำอะไรบางอย่างลงไป แล้วรู้สึกว่าต้องชักแม่น้ำทั้งห้าเพื่อปกป้องการกระทำของเรา นั่นแสดงว่าลึกๆ เราก็รู้อยู่แล้วว่ามันไม่ดี

เพราะถ้าการกระทำของเรามันโอเคจริงๆ เราไม่จำเป็นต้องสร้างความชอบธรรมใดๆ เลย

ดังนั้น แทนที่จะสร้างความชอบธรรมสำหรับการกระทำที่ไม่ชอบธรรมของเรา มันยังมีอีกสองทางเลือก

1. อย่าไปทำมัน
2. ทำ ยอมรับว่าเรากำลังทำให้คนอื่นเดือดร้อน และเอ่ยปากขอโทษ

ทางเลือกที่สองนั้น แม้มันจะไม่เพอร์เฟ็กต์นัก แต่ก็ดีว่าการยืนกรานว่าสิ่งที่ตัวเองทำไปนั้นถูกต้อง เพราะรังแต่จะทำให้สีข้างถลอกเปล่าๆ ครับ

ความรักไม่ใช่เรื่อง 50:50

20180623c

ใครที่มีคู่หรือเคยมีคู่ น่าจะต้องรู้จักกับความรู้สึกนี้

รู้สึกว่าเราลงแรงในความสัมพันธ์มากกว่าอีกฝ่ายหนึ่ง

เช่นเราอุตส่าห์มารอตั้งนาน พอเจอหน้าไม่เห็นขอโทษเราซักคำ

หรือเราอุตส่าห์ลงมือทำอาหารให้กิน กว่าจะหาสูตร กว่าจะไปซื้อของ กว่าจะเข้าครัวได้เมนูจานนี้มา แต่พอเขากินเสร็จแล้วจะปริปากชมให้ชื่นใจซักนิดก็ไม่มี

แต่ความรักไม่ใช่เรื่องคนละครึ่งนะครับ

ความรักไม่เคยเป็นเรื่อง 50:50

มันมักจะเป็น 90:10 เสมอ

นั่นคืออีกฝ่ายหนึ่งจะเป็นฝ่ายให้มากกว่า ขณะที่อีกฝ่ายหนึ่งจะเป็นฝ่ายรับเสียเยอะ

ประเด็นสำคัญอยู่ตรงนี้ครับ

วันนี้เรา 90 เขา 10 ก็จริง

แต่พรุ่งนี้เราอาจ 10 และเขา 90 ก็ได้

เพราะสิ่งที่เราแต่ละคนเจอในแต่ละวันมันไม่เหมือนกัน วันนี้เขาอาจงานสบาย ส่วนเราโดนหนักมาทั้งวัน ก็เป็นเรื่องธรรมดาที่เขาควรเอาอกเอาใจเราหน่อย พรุ่งนี้พอเรามีแรงมากขึ้นเราก็เอาอกเอาใจเขากลับบ้าง

เราจึงไม่ควรน้อยใจหรือเรียกร้องความแฟร์ในความสัมพันธ์

เพราะในความเป็นจริง บางวันมันต้องไม่แฟร์อย่างสุดๆ ด้วยซ้ำไป

เพราะมีแต่คนที่รักกันเท่านั้นที่จะยอมให้กันได้ขนาดนี้ จริงมั้ยครับ?

—–

ขอบคุณประกายความคิดจาก The James Altucher Show: 360 – Joey Coleman: How to Relate to People (Customers, Bosses, Loved Ones and Cops)